BALANCE

‘นอร์ดิก’ ภูมิภาคที่ดีต่อสุขภาพผิว
นักท่องเที่ยวที่สุดในโลก!

เรื่อง สุภักดิภา พูลทรัพย์ ภาพประกอบ ANMOM Date 02-10-2022 | View 348
About Being-
there
Det-
our
Be my-
guest
FLA-
VOR
Res-
ound
art+
design
Insig
-hts
Tre-
nds
Busi-
ness
Insi-
ders
Bal-
ance
Craft
-yard
Read At ONCE
  • เมืองขวัญใจนักท่องเที่ยว 50 เมืองทั่วโลก พบว่าเมืองในภูมิภาคนอร์ดิก เช่น ออสโล เฮลซิงกิและโคเปนเฮเกน ดีต่อสุขภาพผิวที่สุด
  • ปัจจัยที่นำมาพิจารณา ได้แก่ ระดับมลพิษในอากาศ ชั่วโมงการทำงาน ความชุกของผู้สูบบุหรี่ จำนวนชั่วโมงที่มีแสงแดดโดยเฉลี่ยและอุณหภูมิโดยเฉลี่ย
  • มลพิษทางอากาศและรังสียูวีนอกจากทำลายผิวแล้ว ยังก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในมนุษย์ แต่ป้องกันได้ง่ายมากแค่ทาครีมกันแดด กางร่มและสวมหมวก

ผิวสวยเปล่งปลั่ง ริ้วรอยดูจางลง สีผิวดูเนียนเรียบสม่ำเสมอ แลดูเยาว์วัย ชุ่มชื่น สดใส แลดูผิวสวยสุขภาพดี

เหล่านี้คือคำที่มักโผล่ตามรีวิวสกินแคร์ต่างๆ แต่ถ้าเราจะบอกคุณว่า ครีมไม่ต้องแตะ เซรั่มไม่ต้องทา แต่เลือกเมืองที่จะไปเที่ยวให้ดีๆ คุณก็มีผิวสวยสุขภาพดีได้เช่นกันล่ะ

เว็บไซต์เปรียบเทียบประกันสุขภาพ Compare the Market วิเคราะห์ข้อมูล 50 เมืองทั่วโลกเพื่อจะหาว่า ‘เมืองใดในโลกที่ดีต่อสุขภาพผิวที่สุด’ โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ได้แก่ ระดับมลพิษในอากาศ ชั่วโมงการทำงาน ความชุกของผู้สูบบุหรี่ จำนวนชั่วโมงที่มีแสงแดดโดยเฉลี่ยและอุณหภูมิโดยเฉลี่ย

nor 1

อากาศดี ผิวสวย เที่ยวสนุก

เมืองต่างๆ ทั้ง 50 เมืองล้วนแต่เป็นจุดหมายปลายทางสุดฮอตของนักเดินทาง อาทิ เมืองบาหลีในอินโดนีเซีย กรุงโรมในอิตาลี กรุงเวียนนาในออสเตรีย เมืองซูริกในสวิตเซอร์แลนด์ ไปจนถึงเมืองมุมไบที่อินเดียและกรุงเทพฯ ของประเทศไทย โดยผลออกมาดังนี้

nor 3

เมืองที่ดีต่อผิวที่สุด
อันดับ 1 เมืองเบอร์เกน ประเทศนอร์เวย์

ยิ่งหนาว แดดก็ยิ่งน้อย จึงไม่ต้องกางผิวรับรังสียูวีที่ทำให้ผิวหมองคล้ำและเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ เมืองเบอร์เกนที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยต่อปีแค่ 6.5 องศาเซลเซียสและได้รับแสงแดด 77.14 ชั่วโมงต่อเดือน จึงดีต่อผิวที่สุดด้วยเหตุนี้ ส่วนปัจจัยอื่นๆ เบอร์เกนก็ดีงามไม่น้อยหน้าใคร เช่น ระดับมลพิษอยู่แค่ 20.41 จาก 100 คะแนน ขณะที่ชั่วโมงการทำงานโดยเฉลี่ยของนอร์เวย์ทั้งประเทศอยู่ที่ 1,417 ชั่วโมงต่อปี ซึ่งน้อยกว่าหลายๆ เมืองที่ถูกนำมาพิจารณา ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส ทำให้บรรยากาศโดยรวมของเมืองไม่ขึ้งเคียดตามไปด้วย

nor 4

เครดิตภาพ : photovideoworld / Shutterstock.com

อันดับ 2 กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์

มีอุณหภูมิเฉลี่ย 5.9 องศาเซลเซียสซึ่งต่ำที่สุดใน 50 เมือง แต่เพราะระดับมลพิษในอากาศและแดดมากกว่าเบอร์เกนนิดหน่อย จึงตามหลังมาเป็นที่สอง

nor 5

อันดับ 3 กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์และกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก

เฮลซิงกิมีระดับมลพิษทางอากาศต่ำมากที่ 13.76 เต็ม 100 คะแนน ขณะที่อุณหภูมิเฉลี่ยก็หนาวเย็นที่ 6.1 องศาเซลเซียส ส่วนโคเปนเฮเกน เมืองหลวงของเดนมาร์กมีจุดเด่นที่ชั่วโมงการทำงานต่ำแค่ 1,400 ชั่วโมงต่อปี เมืองที่อากาศสะอาดที่สุดจึงตกเป็นของเมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์

ส่วนเมืองที่อุณหภูมิโดยเฉลี่ยต่ำที่สุดคือ กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ที่ 5.9 องศาเซลเซียส อากาศหนาวดีต่อผิว ขณะที่อากาศอุ่นอาจทำให้ผิวมันที่อาจทำให้เป็นสิวได้ง่าย

ใครที่ไม่อยากท่องเที่ยวแบบหน้าไหม้ แนะนำให้ไปเที่ยวเมืองดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ ซึ่งมีแดดโดยเฉลี่ยที่ 59.88 คะแนนเต็ม 100 ต่อเดือนเท่านั้น

กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย มีระดับมลพิษทางอากาศที่ 77.28 คะแนน ชั่วโมงการทำงาน 2,185 ชั่วโมงต่อปี ซึ่งสูงติด 5 อันดับแรกรองจากเมืองบรรยากาศเครียดระดับท็อปต่างๆ เช่น กรุงเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ เมืองสิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์ หรือเมืองเม็กซิโกซิตี ประเทศเม็กซิโกที่ประชากรทำงานเกิน 2,200 ชั่วโมงต่อปี และกรุงเทพฯ ยังครองแชมป์เมืองที่อุณภูมิเฉลี่ยต่อปีสูงสุดที่ 27.7 องศาเซลเซียสอีกตำแหน่งด้วย สุดท้ายเมื่อรวมคะแนนทุกช่องแล้วจึงได้ไป 1.75 แต้ม อยู่ในอันดับที่ 49 จาก 50 เมือง

nor 2

เมืองที่ดีมีผลต่อผิวดีอย่างไร

เทรนด์มาแรงของวงการความงามซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเงินสะพัดที่สุดในโลก ก็คือแบรนด์ที่มีข้อมูลและการทดลองทางวิทยาศาสตร์มายืนยันประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ (Accredited Beauty) เนื่องจากผู้บริโภคยุคนี้ต้องเผชิญกับตัวการทำลายผิวที่รุนแรงและแพร่กระจายมากขึ้น

มลพิษคือหนึ่งในปัจจัยทำลายสุขภาพผิว โดยมีงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Environmental Science ด้วยว่ามลพิษในอากาศอาจทำให้ผิวสำแดงอาการผิดปกติต่างๆ เช่น โรคภูมิแพ้ผิวหนัง โดยผิวหนังจะแห้งอักเสบ ผิวลอกเป็นขุย คันผิวมากตลอดเวลา อาจมีตุ่มน้ำหรือตุ่มหนองที่มีน้ำเหลืองไหล หรือเป็นโรคผื่นผิวหนัง โรคสะเก็ดเงิน เป็นสิว รวมถึงโรคมะเร็งผิวหนัง

เมืองที่มีแดดจัดส่งผลเสียอย่างไร คนที่รู้ดีที่สุดคนหนึ่งก็คือ Hugh Jackman นักแสดงฮอลลีวูดชาวออสเตรเลีย ประเทศที่มีรังสียูวีตัวการทำลายผิวในระดับเข้มข้นที่สุดในโลก เนื่องจากอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรและท้องฟ้าเปิดไร้เมฆเป็นส่วนใหญ่

ในปี 2017 ฮิวจ์โพสต์วิดีโอในอินสตาแกรมหลังจากตรวจผิวหนังแล้วพบว่า ตนเองเป็นมะเร็งผิวหนังแบบ Basal Cell Carcinoma (BCC) ที่มักเกิดในบริเวณผิวหนังที่โดนแดดบ่อยๆ ด้วยความที่กระจายตัวช้า คนจึงมักคิดว่าเป็นมะเร็งที่ไม่ร้ายแรง แต่ความเป็นจริงก็คือ BCC คือมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในมนุษย์ คนที่ตรวจพบมะเร็ง 1 ใน 3 ก็คือคนที่เป็นมะเร็งผิวหนังแบบ BCC

คำแนะนำของฮิวจ์ก็คือ ‘ทาครีมกันแดดซะ’ ร่วมกับการสวมหมวก กางร่มหรือเดินเข้าหาร่มเงาเข้าไว้ เนื่องจากมะเร็งผิวหนังชนิดไม่ใช่เมลาโนมา (Nonmelanoma Skin Cancer) มีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่ามะเร็งผิวหนังแบบเมลาโนมา โดยเซลล์มะเร็งมักเกิดขึ้นในผิวหนังชั้นนอกที่โดนแดดโดยตรง ดังนั้นการป้องกันผิวจึงทำได้โดยตรงและง่ายดายด้วยการทาครีมกันแดด

ฮิวจ์โพสต์คลิปวิดีโอในอินสตาแกรมหลังจากไปตรวจแล้วไม่พบว่ามะเร็งผิวหนังเกิดขึ้นซ้ำอีกในปี 2021 ว่า “ถ้าการที่ผมโพสต์โซเชียลจะช่วยกระทุ้งให้คนแค่คนเดียวลุกไปพบแพทย์ผิวหนังได้ ผมก็แฮปปี้แล้ว”


ที่มา: https://www.comparethemarket.com.au/health-insurance/features/
https://www.lsnglobal.com/news/article/28577/nordic-cities-are-the-healthiest
https://www.happi.com/contents/view_infographics/2022-08-15/healthiest-cities-for-skin/
https://www.globalwellnesssummit.com/uncategorized/the-future-laboratorys-beauty
https://www.skincancer.org/blog/

Tags: