About
BALANCE

Sound Heals

ไขความลับพลังจากคลื่นเสียงกับปีเตอร์-รัฐกานต์ Sound Healer แห่ง Ratha Healing

เรื่อง Nid Peacock ภาพ ฉัตรชัย มาตยภูธร Date 24-12-2023 | View 2164
Beingthere Detour Be myguest FLAVOR Resound art+culture Insights Trends Business Insiders Balance Craftyard News
Read At ONCE
  • ชวนมาคุยกับ ปีเตอร์ – รัฐกานต์ หาเรือนกิจ Sound Healer ที่จะพาไปรู้จักกับศาสตร์การบำบัดด้วยเสียง (Sound Healing) พร้อมสัมผัสพลังคลื่นเสียงที่เกิดจากแรงสั่นสะเทือนซึ่งเข้าไปกระทบกับร่างกาย ช่วยปรับจูนกายใจให้สมดุล เป็นการฮีลลิ่งที่อธิบายได้ในทางวิทยาศาสตร์ มิใช่ความเชื่องมงายในความศักดิ์สิทธิ์ของฆ้องขันแต่อย่างใด

ส่วนตัวได้ยินคำว่า Sound Healing มาหลายปี และพอผ่านหูผ่านตาอยู่บ้างว่าเป็นการตีขันเคาะฆ้องเพื่อใช้เสียงในการบำบัด เพียงแต่ที่ผ่านมายังไม่แน่ใจว่า นั่นเป็นการบำบัดที่ช่วยได้จริงหรือ

ครั้งนี้มีโอกาสได้พูดคุยกับตัวตึงแห่งวงการ Holistic Wellness บ้านเรา ปีเตอร์ - รัฐกานต์ หาเรือนกิจ นักบำบัดและผู้ให้บริการด้านสุขภาพองค์รวม ผู้ก่อตั้ง Ratha Healing และสตูดิโอ Urban Healing Space Bangkok เธอพร้อมพาชาวเราไปรู้จักกับศาสตร์นี้ และตอบทุกความสงสัย ทุกข้อข้องใจให้กระจ่างกันไปเลย

ไม่ต้องเชื่อทั้งหมดต่อจากนี้ ขอแค่เปิดใจและหาโอกาสลองด้วยตัวเองสักครั้ง

Ratha Healing

นักเชิญคลื่น (เสียง)

การเติบโตในครอบครัวข้าราชการและด้วยค่านิยมสังคมไทยในยุคนั้น ทำให้เตอร์ใช้ความกดดันเป็นแรงผลักพาตัวเองไปยังเป้าหมายที่ตั้งไว้มาตั้งแต่เด็ก และก็ทำสำเร็จอย่างที่ตั้งใจทุกครั้ง ไม่ว่าจะการเรียนหรือการทำงาน กระทั่งเธอแต่งงานกับสามีชาวญี่ปุ่นที่มาทำงานเมืองไทย และเมื่อเธอตั้งครรภ์ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตเธอ

เตอร์ตัดสินใจลาออกจากงานในบริษัทใหญ่โตที่แสนจะมั่นคงเพื่อเป็นคุณแม่เต็มตัว เพราะอยากเลี้ยงลูกเอง แม้บทบาทหน้าที่จะเปลี่ยน แต่ความเป็นเตอร์ไม่เคยเปลี่ยน อดีตเวิร์กกิ้งวูแมนเช่นเธอจึงเป็นคุณแม่ที่เลี้ยงลูกแบบไม่คิดชีวิต

“เราเอาตัวตนสมัยทำงานที่บ้าพลัง ออกแต่เช้ากลับบ้านค่ำมืดดึกดื่นทุกวัน วันหยุดก็ยังไปทำงาน พอมาเลี้ยงลูกก็ทำแบบนั้น ลูกหลับก็ไม่ยอมให้ตัวเองได้พัก คิดทำนั่นทำนี่ตลอดเวลา ห่วงพะวงกังวลแต่เรื่องลูก รู้สึกว่าเราต้องอยู่กับเขาตลอดเวลา เพื่อชดเชยที่สมัยเด็กตัวเองต้องอยู่กับพี่เลี้ยง เราอยากอยู่กับลูกเวลาเขาหกล้ม เลยได้แต่มองรอว่าเมื่อไหร่เขาจะล้ม อยากเติมเต็มโมเมนต์นั้นให้ลูก รอจะตอบคำถามลูกว่านกบินยังไง เลยกลายเป็นเราติดแหง็กอยู่กับลูก จริงๆ ลูกไม่ได้ขาดความรัก แต่เป็นตัวเราต่างหากที่ขาด แต่กลับไปกังวลกลัวลูกจะขาด มันเลยเป็นความทับซ้อนที่สุดท้ายทุกอย่างก็พัง เรารู้สึกเบิร์นเอาต์”

ถึงอย่างนั้นเธอยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่แม่ต่อไป แม้คนรอบข้างจะไม่สนับสนุน

Ratha Healing

“ยุคนั้นการลาออกจากงานไปพึ่งสามีค่อนข้างถูกดูแคลนอยู่เหมือนกัน แม่เราเป็นดอกเตอร์ เป็นคณบดีมหาวิทยาลัย แม่มองว่าเราทิ้งเกียรติทิ้งศักดิ์ศรีตัวเอง น้าเตอร์ทำงานตำแหน่งสูง ก็บ่นเสียดายที่เราจบเกียรตินิยมจุฬาฯ มาทั้งทีแต่มัวมาเลี้ยงลูกหัวฟู ทุกคนบอกชีวิตเตอร์จบแล้ว ก็นึกเอ๊ะในใจ ‘ทำไมไม่มีใครชมเลยว่าเราเสียสละเพื่อลูกนะ’ สิ่งที่ทำได้ตอนนั้นคือโพสต์เฟซบุ๊ก บ่นระบายความรู้สึกตัวเองออกไป”

ครั้งนั้นพี่สาวของเพื่อนสนิทซึ่งเป็นครูสอนเรกิ (Reiki) ศาสตร์การเยียวยาบำบัดด้วยพลังงาน (Energy Healing) จากญี่ปุ่น การเป็นนักบำบัดพอได้เห็นข้อความที่เตอร์โพสต์ จึงรู้ว่าเตอร์ต้องการความช่วยเหลือ เลยชวนเธอไปรู้จักกับศาสตร์นี้

“พี่เขาพูดประมาณว่าเห็นเตอร์ดูเครียดๆ ลองมาศึกษาศาสตร์นี้ดูไหม เขาเป็นพี่ของเพื่อนสนิท เลยมั่นใจว่าไม่ถูกหลอกแน่ๆ ไม่สงสัยด้วยว่าเรกิคืออะไร ตกปากรับคำไปเพราะนึกว่าไปเรียนเรื่องฮวงจุ้ย” (หัวเราะ)

Ratha Healing

รีเซ็ตร่างกายและจิตใจ

“พี่เขาทักเตอร์ว่าเรามีจักระคอ แล้วถามว่า ไม่ค่อยได้พูดคุยกับสามีอย่างเปิดใจใช่ไหม เป็นคนเก็บความรู้สึกไว้กับตัวเองใช่หรือเปล่า ก็ตกใจนิดนึง เพราะเราเป็นอย่างนั้นจริงๆ ด้วยสังคมญี่ปุ่นที่ค่อนข้างกดผู้หญิง รู้และเข้าใจจุดนี้นะ เพราะทำงานบริษัทญี่ปุ่น แต่เราก็อยากให้สามีให้เกียรติ เคารพและเกรงใจกัน เขาเคยดุเราต่อหน้าคนอื่น ซึ่งสังคมญี่ปุ่นทำได้ แต่เราไม่โอเคเลย แต่ก็ไม่กล้าพูด อาจจะเคยชินกับที่ทำงานมาด้วยว่าต้อง Yes ตลอด”

ครั้งนั้นเตอร์ไม่ได้สงสัยในขั้นตอนของศาสตร์เรกิ เธอทึ่งและเชื่อหมดใจ จึงตัดสินใจศึกษาศาสตร์นี้อย่างจริงจัง โดยได้รับการฝึกฝนการอ่านพลังงาน ในที่นี้หมายถึงอารมณ์กับความคิด

“รู้สึกเหมือนโชคชะตาบังคับ เหมือนสวรรค์บอกว่าเราไม่ไหวแล้ว ควรไปบำบัดซะ พอเรียนแล้วเวิร์กเลย อย่างแรกเลยคือสุขภาพดีขึ้น เคยเป็นภูมิแพ้ ท้องผูก ท้องเสีย โรคผิวหนัง กระทั่งสิว นั่นเกิดจากอารมณ์ที่ไม่ถูกปลดปล่อย ครูทักเตอร์ตั้งแต่วันแรกที่ไปเรียนว่า เตอร์ติดตรงตาที่ 3 (The Third Eye) เป็นจักระแห่งจิต ทำให้มีน้ำมูกไหลไม่หยุด ซึ่งก็จริง เป็นคนที่ตื่นเช้ามาต้องใช้ทิชชู 20 แผ่นเพราะน้ำมูกไหล แต่พอเรียนเรกิแล้วอาการนี้หายไปเลย”

Ratha Healing

“เตอร์ได้รับการเทรนโดยใช้ภาวะสมาธิ ต้องไปนอนบนเตียง ครูจะเข้าภาวะสมาธิที่จะพาเข้าถึงพลังงานที่ละเอียดได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนฝึกสมาธิถึงรู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง เรกิเป็นภาวะแบบนั้นเหมือนกัน ถ้าคนทำมีภาวะสมาธิมากจะไปจับที่จุดจักระ ซึ่งเป็นจุดพลังงานในตัวเรา ก็จะรู้เลยว่าคนนั้นมีอารมณ์ (หรือความเจ็บปวด) อยู่ที่ไหน บางคนมีเซนส์หรือฌานสูงจะเห็นเป็นภาพเลย”

เตอร์อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่าเป็นการเยียวยาเชิง Spiritual (จิตวิญญาณ) แบบ Holistic (องค์รวม) หลังจากศึกษาเรกิอย่างจริงจัง เธอรู้สึกอะเมซิ่งกับสิ่งที่เกิดขึ้น ความรู้สึกหนัก ความเจ็บปวดในวัยเยาว์ และความทุกข์ที่เคยเป็นปมฝังในใจมานานได้ถูกเคลียร์ออกไปจากใจ

“เมื่อก่อนเป็นคนขมขื่น จากการที่เราตัดสินคนอื่นเยอะมาก เพราะเราตัดสินตัวเองตลอด พอจุดนี้ลดลง ความตึงทุกอย่างในชีวิตลดลงเยอะมาก เมื่อก่อนเราซีเรียสมาก ลูกห้ามไปโรงเรียนสายเด็ดขาด ทั้งที่เขาอยู่อนุบาล เดี๋ยวนี้ ‘เหลืออีก 3 นาที ขึ้นสะพานลอยไหวไหมลูก จะไม่ทันแล้วนะ แล้วก็หัวเราะกัน’ ส่วนกับสามี เราพูดตรงๆ กับเขาด้วยเหตุผลและความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง ทำให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น เตอร์ว่าเขาเคารพเรามากขึ้นด้วยซ้ำ เขาเองก็สัมผัสได้ว่าเราสุขขึ้นจริงๆ”

Ratha Healing

สปาคลื่นเสียง

จากศาสตร์เรกิ เตอร์ได้ต่อยอดมาที่ศาสตร์การบำบัดด้วยเสียง (Sound Healing) ซึ่งอยู่ในกลุ่มการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Wellness) เหมือนกันแต่ใช้คลื่นพลังงานต่างกัน โดยเรกิใช้พลังงานจากการทำสมาธิ ส่วนการบำบัดด้วยเสียงเป็นพลังงานจากขันบำบัด

Ratha Healing

เราขอให้เตอร์อธิบายกระบวนการทำงานของศาสตร์นี้ว่า คลื่นเสียงสามารถบำบัดเยียวยาเราได้อย่างไร

“การบำบัดด้วยเสียงนั้น เป็นการตีอุปกรณ์บำบัด เช่น ขันทิเบต คริสตัลโบลว์ ฆ้อง กลอง ฯ สร้างแรงสั่นสะเทือนเพื่อให้เกิดคลื่นเสียงเข้าไปกระทบร่างกาย ตรงไหนที่ติดขัด คลื่นจะพยายามทะลุทะลวงเข้าไปบำบัดให้ร่างกาย ทั้งกล้ามเนื้อ ของเหลว และอวัยวะในร่างกายเราให้ได้ผ่อนคลาย ไปปรับสมดุลนำสิ่งที่เป็นพิษขับออกมา จึงเหมือนเป็นการดีทอกซ์ ช่วยให้คลื่นสมองกลับมาสู่ภาวะผ่อนคลายอย่างล้ำลึก (Deep Relaxation) นี่คือการทำงานของคลื่นเสียง

Ratha Healing

“ศาสตร์นี้พิสูจน์ง่ายกว่าเรกิ เพราะเรกิจะนอนนิ่งๆ แล้ว Healer จะช่วยดึงพลังงานไม่ดีออกมา ทำให้รู้สึกดี แต่คนที่นอนจะงง เหมือนจู่ๆ ก็ดีขึ้นเอง แต่ Sound Healing เราจะได้ยินเสียงที่ตี รับรู้ได้ถึงคลื่นเสียงที่มากระทบกับตัวเรา บางคนมือกระตุก แขนกระดิก เจ็บตามร่างกาย เพราะคลื่นเสียงจะวิ่งเข้าหาร่างกาย เป็นการนวดด้วยเสียงเหมือนเราเข้าสปา แรกๆ อาจจะเจ็บโดยเฉพาะคนที่เป็นออฟฟิศซินโดรม แต่สัก 15 นาที จะค่อยๆ รู้สึกผ่อนคลาย”

Ratha Healing

แล้วอุปกรณ์บำบัดแต่ละอย่างให้ผลต่างกันอย่างไร

“ออกตัวก่อนว่าเตอร์เรียนกับครูฝรั่งเลยให้ความสำคัญเรื่องพลังงานมากกว่าความเชื่อ อุปกรณ์ที่ใช้ในการบำบัดด้วยเสียงจะไม่มีการเป่าคาถาหรือลงอาคมปลุกเสกใดๆ ขอแค่ทำจากวัสดุจากธรรมชาติ 100% เพราะจะให้คลื่นพลังงานที่สูง และจะต้องเคลียร์เขาอยู่บ่อยๆ ด้วยการนำมาตี เพราะแรงสั่นสะเทือนจะขับไล่พลังงานไม่ดีออกไป เหมือนใช้แรงสั่นทำความสะอาดอุปกรณ์ และก็หมั่นนำมาใช้ ไม่เก็บไว้ในห้องมืด

Ratha Healing

Ratha Healing

ทั้งนี้ อุปกรณ์แต่ละอย่างจะให้คลื่นเสียงที่แตกต่างกันไป เพราะผู้รับการบำบัดแต่ละคนมีความเครียดและต้องการการบำบัดในรูปแบบที่ต่างกัน Healer จะต้องเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับคนนั้นๆ ส่วนเรื่องขนาดของอุปกรณ์ไม่ใช่ประเด็นสำคัญสำหรับเตอร์

Ratha Healing

“จริงอยู่ว่าขนาดใหญ่ย่อมให้เสียงที่ดังกว่า แรงสั่นสะเทือนที่มากกว่า แต่เตอร์มองว่าอยู่ที่วัสดุของอุปกรณ์นั้นๆ มากกว่า และที่สำคัญอยู่ที่ Healer ว่าเอาอยู่ไหมในเชิงพลังงาน เราทำให้ผู้รับการบำบัดนิ่งและสงบได้ไหม อันนี้สำคัญที่สุด เพราะถ้าเชื่อมั่นศรัทธาใน Healer แล้ว และได้อยู่ในสถานที่ที่บรรยากาศดี ผ่อนคลาย ใช้แค่ขันใบเดียวก็ฮีลได้แล้ว”

Ratha Healing

ฮีลลิ่ง…ฮีลใจ

หลังจากได้รู้จัก ศึกษาเรียนรู้ศาสตร์เรกิและศาสตร์การบำบัดด้วยเสียงแล้ว อะไรทำให้เตอร์นึกอยากเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับการบำบัดมาเป็น Healer

“ตอนนั้นครูตามให้มาช่วยนักเรียนคนอื่น แล้วรู้สึกว่าเราทำได้ดี อาจเพราะเป็นคนมีเซนส์ด้วย เคยมีฝรั่งผู้ชายท่าทางซึมๆ เข้ามาบำบัด เราไม่ได้พูดอะไรกับเขามากเลย แต่รู้ว่าเขามีปัญหาที่หัวใจ ความเศร้าเขาเยอะมาก พอถาม เขาก็ไม่ตอบ ได้แต่ร้องไห้ไม่หยุดเป็นชั่วโมง ก็บอกเขาว่า ‘ไอไม่รู้ยูเศร้าอะไร แต่รู้ว่ายูสมควรได้รับความรักจากพระเจ้าของยู’ แล้วก็ให้เรกิตรงไปที่หัวใจเขา พอเขาตื่นขึ้นมามองหน้าเตอร์ แล้วถามว่าเราเป็นใคร ทำไมเขารู้สึกได้รับความรักมากขนาดนี้ แค่นี้เขาก็รู้สึกดีมาก ทั้งที่เราไม่ได้ลงลึกไปขุดปมให้เขาเล่าอะไรให้ฟัง

“เชื่อไหมว่า หน้าตาเขาก่อนและหลังทำ คนละเรื่องกันเลย เรารู้สึกว่าออร่าเขาเปลี่ยนไป เลยรู้สึกเชื่อมั่นในศาสตร์นี้ว่าช่วยเยียวยาคนได้จริงๆ ทั้งเรกิและพลังคลื่นเสียง เลยตั้งใจว่าจะเป็น Healer”

Ratha Healing

เตอร์เปิด Urban Healing Space Bangkok สตูดิโอเล็กๆ แสนอบอุ่น อยู่บนชั้น 5 ของ Craft Café ย่านสุขุมวิท เป็นเซฟสเปซที่เติมเต็มความสุขสงบให้ทุกคนที่ไปหาเธอ ด้วยศาสตร์การบำบัดทางเลือก ทั้งเรกิ เสียงบำบัด และโยคะ เพื่อช่วยสร้างบาลานซ์ปรับจูนร่างกายและจิตใจในระดับที่ลึกถึงจิตวิญญาณ ด้วยการพาไปค้นพบความมหัศจรรย์ของพลังงานที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนและขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นต่อสุขภาพกายใจของเราได้

Ratha Healing

“อย่าอายว่าเราเครียด เราทุกข์ เราไม่ไหวแล้ว เราเอาไม่อยู่แล้ว อย่าอายกับความรู้สึกเหล่านี้ ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุอะไร การงาน ครอบครัว ความรัก สุขภาพ หรืออื่นใดก็ตาม ขอให้ตระหนักรู้ว่า นั่นคือสัญญาณขอความช่วยเหลือจากตัวเราเอง อยากให้ลองเปิดใจ ลองเข้ารับการบำบัดดูว่าจะช่วยแก้ไขสิ่งเหล่านั้นได้ไหม มาค้นหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นข้างในตัวเรา อย่าปล่อยหรือรอให้แย่จนอาการหนักอย่างเตอร์แล้วถึงได้บำบัด แค่เราหมั่นสังเกตตัวเอง ตามอารมณ์ความรู้สึกตัวเองให้ทัน ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลง หรือความไม่ปกติที่เกิดขึ้น

“ศาสตร์ Holistic Wellness เป็นอีกหนทางที่ช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น เป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนด้วยตัวเราเอง เราคือผู้เยียวยาตัวเองที่ดีที่สุด กระบวนการจากศาสตร์ต่างๆ จะเป็นเครื่องมือช่วยให้เราเข้าใจตัวเองได้ ขอเพียงแค่เปิดใจ”

ติดตามและเข้าไปทำความรู้จักเธอมากขึ้น
Website: https://www.rathahealing.com
FB: Ratha Healing & Urban Healing Space BKK

IG: urbanhealingspace_bkk
Line: @rathahealing

Tags: