SACIT ปั้น “กระจูดวรรณี” เป็นโมเดลธุรกิจคราฟต์ยั่งยืน ผสานภูมิปัญญาสู่ตลาดสากล
ใครว่างานคราฟต์ไทยๆ ต้องอยู่แค่บนหิ้งเสมอไป วันนี้ภาพนั้นอาจไม่จริงแล้ว เพราะเทรนด์โลกไม่ได้มองแค่ความสวย แต่ให้ความสำคัญกับ “ความยั่งยืน” มากขึ้น สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT จึงหยิบแบรนด์ “กระจูดวรรณี VARNI Craft” จากจังหวัดพัทลุงมาเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า งานจักสานพื้นบ้านสามารถพัฒนาสู่ตลาดสมัยใหม่ได้ พร้อมดูแลสิ่งแวดล้อมและสร้างรายได้ให้ชุมชนไปพร้อมกัน



ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย บอกว่า SACIT ขับเคลื่อนงานคราฟต์ไทยด้วยแนวคิด โมเดลธุรกิจคราฟต์ที่ยั่งยืน โดยใช้หลัก ESG หรือการทำงานที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ตั้งแต่การนำภูมิปัญญาดั้งเดิมมาพัฒนาต่อ การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ใช้งานง่าย ไปจนถึงกระบวนการผลิตที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเริ่มวัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกเพื่อลดและต่อยอดเป็น Carbon Credit



ด้าน มนัทพงศ์ เซ่งฮวด ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ประเภทเครื่องจักสาน ปี 2557 ของ SACIT ผู้ก่อตั้งแบรนด์ VARNI Craft จังหวัดพัทลุง เล่าว่า กระจูดถูกต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ ทั้งงานแฟชั่น ของตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ และงานเชิงพาณิชย์ โดยยังคงเอกลักษณ์จักสานดั้งเดิม พร้อมปรับกระบวนการผลิตให้ใช้ทรัพยากรคุ้มค่า เช่น นำเศษกระจูดมาทำเป็นถ่านกัมมันต์เพื่อนำไปบำบัดน้ำเสีย






นอกจากผลิตภัณฑ์ กระจูดวรรณียังเปิดโอกาสให้คนในชุมชนและกลุ่มสตรีเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตและถ่ายทอดความรู้ สร้างแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรม และช่วยให้มีอาชีพที่มั่นคง


ด้วยแนวทางนี้ “กระจูดวรรณี VARNI Craft” จึงเป็นตัวอย่างชัดเจนว่างานคราฟต์ไทยสามารถรักษาฐานภูมิปัญญาเดิม ขยายมูลค่าเพิ่ม และเติบโตไปพร้อมกับความยั่งยืนได้อย่างสมดุล