TRENDS

Cannabis Tourism เมื่อกัญชาเสรี
ถึงทีเทรนด์เที่ยวสายเขียวแจ้งเกิด

เรื่อง เปรมวดี ปานทอง ภาพประกอบ ANMOM Date 14-06-2022 | View 495
About Being-
there
Det-
our
Be my-
guest
FLA-
VOR
Res-
ound
art+
design
Insig
-hts
Tre-
nds
Busi-
ness
Insi-
ders
Bal-
ance
Craft
-yard
Read At ONCE
  • ผลการวิจัยปี 2020 พบว่าร้อยละ 29 ของนักเดินทางเพื่อการพักผ่อน สนใจในการท่องเที่ยวเกี่ยวกับกัญชา และมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องและรวดเร็ว เนื่องจากมีการนำไปใช้ทางการแพทย์มากขึ้นและปลดล็อกให้ถูกกฎหมายเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่
  • ปัจจุบันตลาดการท่องเที่ยวเกี่ยวกับกัญชาโลกมีมูลค่า 17 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ตลาดในประเทศไทยอาจมีมูลค่า 424 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.4 หมื่นล้านบาท) ภายในปี 2024
  • การปลดล็อกกัญชาเป็นชาติแรกในเอเชียทำให้คาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวกัญชาที่ได้รับความนิยม เพราะโดดเด่นด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอยู่แล้ว และจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซามากว่า 2 ปี

เพียงไม่กี่วันของการปลดล็อกกัญชาก็เห็นได้ถึงความคึกคักของทั้งประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในแวดวงการท่องเที่ยวที่มีการคาดการณ์ว่านโยบาย ‘กัญชาเสรี’ จะเป็นตัวแปรสำคัญช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจหลังโควิด-19 เมื่ออุตสาหกรรมกัญชาเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจกำลังเฟื่องฟูและกลายเป็นตัวขับเคลื่อนใหญ่ของการท่องเที่ยวโลก ด้วยมูลค่าสูงถึง 17 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.9 แสนล้านบาท) ในปัจจุบันจากการเปิดเผยของนิตยสารฟอร์บส์

kun 2

Cannabis Tourism โตวันโตคืน

เมื่อพูดถึง Cannabis Tourism หรือการท่องเที่ยวกัญชา อาจทำความเข้าใจง่ายๆ ได้ว่าเป็นการเดินทางเพื่อพักผ่อนโดยมีวัตถุประสงค์ในการสัมผัสและดื่มด่ำประสบการณ์เกี่ยวกับกัญชาในพื้นที่ถูกกฎหมาย เหมือนกับที่ผู้คนจากทั่วโลกพากันเยี่ยมชมไร่องุ่นในอุตสาหกรรมไวน์ ซึ่งไม่ได้พุ่งเป้าแค่การบริโภคเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกิจกรรมอื่นๆ อาทิ โรงแรมที่พักที่เป็นมิตรกับกัญชา ทัวร์ฟาร์มกัญชา สปากัญชา เยี่ยมชมร้านขายยา เป็นต้น

ข้อมูลจาก MMGY Travel Intelligence และ Enlightn Strategies ปี 2020 พบว่า ร้อยละ 29 ของนักเดินทางเพื่อการพักผ่อนมีความสนใจในการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับกัญชา ไม่ว่าจะเป็นการเยี่ยมชมร้านขายกัญชา ลองกินอาหารหรือเครื่องดื่มที่ผสมกัญชา สัมผัสประสบการณ์การทำสปาด้วยผลิตภัณฑ์ CBD หรือบริโภคกัญชาในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย นั่นทำให้ร้านกาแฟกัญชาที่มีชื่อเสียงในอัมสเตอร์ดัมอย่าง Mellow Yellow และ Checkpoint Coffeeshop มีส่วนในการส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของเนเธอร์แลนด์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

สอดคล้องกับรายงานล่าสุดของ Harris Poll เดือนพ.ค.ระบุว่า การเข้าถึงกัญชาเพื่อการพักผ่อนคือตัวแปรสำคัญในการเลือกสถานที่พักผ่อนสำหรับครึ่งหนึ่งของคน Gen Y ชาวอเมริกันและกว่า 43 เปอร์เซ็นต์ของคนรุ่นนี้จะเลือกจุดหมายปลายทางโดยเฉพาะเพราะมันถูกกฎหมาย สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผลวิจัยของ ResearchAndMarkets.com บอกว่า การใช้กัญชาเพื่อสันทนาการมีอัตราการเติบโตมากที่สุดจากอัตราการเติบโตต่อปี 28 เปอร์เซนต์ของการคาดการณ์มูลค่าตลาดกัญชาทั่วโลกจะถึง 90.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2569 และอาจกลายเป็นตลาดใหญ่สุดของอุตสาหกรรมกัญชาได้หากมีการรับรองอย่างถูกกฎหมายในแต่ละภูมิภาคมากขึ้น

kun 3

เหตุผลที่เป็นตัวเร่งการเติบโตอย่างที่เห็นเพราะมีการใช้กัญชาทางการแพทย์เพิ่มขึ้นกับอีกปัจจัยคือการทำให้กัญชาถูกกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันกระจายในหลายพื้นที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเนเธอร์แลนด์ แคนาดา จาเมกา อุรุกวัย โปรตุเกส และ 19 รัฐในสหรัฐ ส่งผลให้เกิดการยอมรับทางสังคมมากขึ้น โดยเฉพาะหลังวิกฤตโควิด-19 ที่มีเรื่อง Wellness เป็นแรงจูงใจในการเดินทาง

ไม่ใช่กลุ่มพี้ยาแต่เป็นลูกค้ากระเป๋าหนัก

“มันจะไม่สร้างปัญหาเหรอ?” หลายคนอาจคิดแบบนี้เพราะยังติดภาพลักษณ์สายเขียวแบบเดิมๆที่คุ้นเคยกันมา แต่เชื่อหรือไม่ผลวิจัยบอกเราว่านักเดินทางที่สนใจด้านกัญชาหาดูเหมือนพวกขี้ยาไม่หากแต่เป็นนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักไม่ต่างจากกลุ่มทัวร์สุดหรูทั่วไป ซึ่งมีแนวโน้มจะเป็นคนรุ่น Gen Y และอายุน้อยกว่าถึง 63 เปอร์เซ็นต์ โดย 59 เปอร์เซนต์เป็นกลุ่มคนมีวุฒิการศึกษาระดับวิทยาลัย และมีงานทำถึง 82% ขณะที่รายได้ครัวเรือนเฉลี่ย 87,000 ดอลลาร์

Victor Pinho ผู้ร่วมก่อตั้ง Emerald Farm Tours ให้ข้อมูลผ่านฟอร์บส์ว่า นักท่องเที่ยวของเขาใช้จ่ายเงิน 300-400 ดอลลาร์ระหว่างการทัวร์กัญชา มากกว่าการซื้อขายกับชาวบ้านโดยเฉลี่ยถึง 3 เท่า

แม้จะยังไม่แน่ชัดว่าการท่องเที่ยวกัญชาจะเติบโตไปได้ไกลแค่ไหน แต่จากตัวเลขเบื้องต้นก็พอจะเห็นแนวโน้มที่ดีไม่น้อยเมื่อนิตยสารเจ้าเดียวกันประเมินว่าจากยอดขายกัญชาถูกกฎหมายมูลค่า 25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2021 ตัวเลข 4.5 พันล้านดอลลาร์มาจากนักท่องเที่ยว ซึ่งมีการใช้จ่ายเพิ่มในร้านอาหาร โรงแรม สถานที่ท่องเที่ยวและร้านค้าอื่นๆ อีก 12.6 พันล้านดอลลาร์ รวมกว่า 17 พันลานดอลลาร์สหรัฐ นี่ยังไม่รวมภาษีเข้ารัฐที่ได้จากการซื้อของในร้านค้าปลีกอีก

จึงไม่แปลกที่เราเริ่มเห็นหลากหลายธุรกิจเริ่มขยับปรับตัวตามเทรนด์อย่างคึกคักในช่วงที่ผ่านมา เพราะนอกจากจะเป็นตลาดที่มีการเติบโตต่อเนื่องแล้ว ในภาวะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลกกำลังพยายามฟื้นตัวหลังโควิด-19 เช่นนี้ การมองหาตลาดมูลค่าสูงถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญเพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจให้มากที่สุด

kun 5

Bud & Breakfast ที่พักเป็นมิตรกับกัญชา

แม้ในหลายประเทศและรัฐจะทำให้กัญชาเป็นเรื่องถูกกฎหมายแล้ว แต่ก็ยังมีข้อจำกัดหลายอย่างควบคุม เช่น ไม่สามารถสูบในสาธารณะได้ เป็นที่มาของการเกิดธุรกิจหนึ่งที่น่าสนใจเรียกว่า Bud & Breakfast

Bud & Breakfast คือแพลตฟอร์มที่พักที่เป็นมิตรกับกัญชา ก่อตั้งเมื่อปี 2014 มีรูปแบบการให้บริการเหมือน Airbnb ซึ่งมีตั้งแต่เต็นท์ไปจนถึงปราสาท แต่ต่างกันตรงที่ระบุเฉพาะนักท่องเที่ยวกัญชาเท่านั้น เอกลักษณ์เด่นของสตาร์ตอัพนี้คือผู้เข้าพักสามารถใช้กัญชาได้อย่างปลอดภัยและถูกกฎหมาย ด้วยเครือข่ายที่กระจายอยู่ทั่วทั้งกรีซ อุรุกวัย จาเมกา แอฟริกาใต้ แคนาดา เนเธอร์แลนด์ สเปน และรัฐที่ถูกกฎหมายในสหรัฐอีกมากมายแล้ว ยังมีการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการท่องเที่ยวกัญชาอย่างครบวงจรด้วยกิจกรรมต่างๆ ของแต่ละโฮสที่นำเสนอ

ยกตัวอย่างที่พักของ โจเอล ชไนเดอร์ อดีตทนายความซึ่งมีอยู่ 4 สาขาในแคนาดาและสหรัฐ นอกจากจะมีอาหารเช้าเสิร์ฟพร้อมกัญชาแล้ว ยังมีกิจกรรมการรวมกลุ่ม “4:20 Happy Hour” เอาใจสายเขียวโดยเฉพาะ เสียงสะท้อนจากลูกค้าส่วนใหญ่ล้วนประทับใจและบอกว่าเป็นวันพักผ่อนที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยไปและเป็นประสบการณ์ใหม่ทั้งหมด

แม้ในรัฐโคโลราโด ซึ่งเป็นรัฐแรกที่ใช้กัญชาเพื่อสันทนาการได้อย่างถูกกฎหมาย จะไม่มีสถิติเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวกัญชา แต่ฌอน โรบี ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Bud & Breakfast ยืนยันว่าธุรกิจกำลังเติบโต หลังได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมนับตั้งแต่เปิดตัวมา โดยเฉพาะในช่วงกิจกรรม 4/20 ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมของคอกัญชา ห้องพักเต็มและไม่พอตลอด โดยปัจจุบันมีเครือข่ายโรงแรมกัญชาบนเว็บไซต์เกือบ 500 แห่ง พร้อมย้ำจากประสบการณ์ที่ผ่านมาไม่ค่อยเห็นลูกค้ากลุ่มพี้ยาหรือมีความคิดแบบฮิปปี้มากนัก แต่พวกเขามองหาบุคลากรมืออาชีพที่มาจัดอีเวนต์หรือหาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ

แน่นอน…นี่ไม่ใช่ธุรกิจเดียวที่เติบโตจากการปลดล็อกกัญชาให้ถูกกฎหมาย แต่ก็เป็นหนึ่งไอเดียธุรกิจที่สามารถนำมาประยุกต์สร้างโอกาสให้กับคนไทยได้

kun 4

กัญชาจะฟื้นท่องเที่ยวไทยได้อย่างไร

ก่อนหน้านี้ไทยอาจจะไม่ใช่จุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เลย เพราะหากมีความผิดเกี่ยวกับกัญชาอาจโชคร้ายได้รับโทษจำคุกถึง 15 ปี แต่การปลดล็อกกัญชาเป็นชาติแรกในเอเชียครั้งนี้น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซามากว่า 2 ปี

อย่างแรกเลยกัญชาจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ประเทศกำลังผลักดันอย่างจริงจัง เหมือนกับที่คาร์ล เค ลินน์ นักเขียนเกี่ยวกับกัญชาในประเทศไทยบอกว่าผู้คนจำนวนมากมาที่นี่เพื่อศัลยกรรมใบหน้า มาทำฟันและศัลยกรรมช่องปาก มาฟื้นฟูสุขภาพ ซึ่งจะมีกัญชารวมอยู่ในบริบทเหล่านั้นอย่างดีงาม

แม้ไม่ใช่ตัวแปรเดียวในการฟื้นเศรษฐกิจของประเทศที่ซบเซาโดยลดลง -6.1% ในปี 2563 และเติบโต 0.8% ในปี 2564 แต่นี่จะเป็นตัวจุดประกายความหวัง เมื่อมีการประเมินว่าตลาดกัญชาเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจของประเทศอาจมีมูลค่า 424 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.4 หมื่นล้านบาท) ภายในปี 2024 ตามรายงานของบริษัทวิจัยกัญชา Prohibition Partners และเห็นการตื่นตัวของหลายธุรกิจที่พยายามจะเชื่อมโยงกับกัญชา

kun 1

ความจริงแล้วโรงแรม ผู้ประกอบการ ร้านอาหารหลายแห่งในไทยก็มีการนำกัญชามาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์บ้างแล้วในช่วงที่ผ่านมา แต่หลายคนเชื่อว่ากฎหมายใหม่นี้จะช่วยให้พวกเขาขยายผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกัญชาได้มากขึ้นอีก หนึ่งในนั้นคือ พิทวัส เตชะณรงค์ ผู้จัดการ Green Wellness Clinic และผู้ร่วมก่อตั้งร้านกัญชาออนไลน์ Bloom ที่บอกว่ากำลังศึกษาเพื่อเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อีก

นอกจากประโยชน์ด้านการแพทย์และผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกัญชาแล้ว การเยี่ยมชมฟาร์มชิมเมนูจากกัญชาก็เป็นอีกธุรกิจที่ทำเงินได้ไม่น้อยจากกระแสนิยมที่สนใจตั้งแต่การปลูกไปจนถึงการช็อปปิ้ง ขณะเดียวกันก็มีแนวคิด ‘กัญชาแซนด์บ็อกซ์’ ซึ่งอนุญาตให้นักท่องเที่ยวสามารถใช้กัญชาเพื่อสันทนาการได้ในบางพื้นที่ เหมือนกับโครงการแซนด์บ็อกซ์ก่อนหน้านี้ ซึ่งจะเป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาและเริ่มมีการสอบถามจากชาวต่างชาติเข้ามาเกี่ยวกับเดินทางมาเพื่อกัญชา

อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือกัญชาเสรีที่ไม่เสรี 100 เปอร์เซ็นต์และมาพร้อมด้วยกฎเกณฑ์มากมายตามระบบราชการไทย ซึ่งจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการที่ดี สำคัญคือการให้พื้นที่ทางกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับการใช้กัญชาเพื่อการพักผ่อน ขณะที่ผู้ประกอบการก็ต้องพยายามหาเอกลักษณ์ ความเป็นท้องถิ่นรวมเข้ากับความนิยมในตัวกัญชา กลายเป็นจุดขายที่สร้างความโดดเด่น

แทนที่จะเป็นแค่ ‘สวรรค์ของสายเขียว’ นี่อาจเป็นแม่เหล็กดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพสูงเข้ามาเมืองไทยได้อีกทางหนึ่ง

Tags: