About
TRENDS

Japan Reboot

สำรวจ Cool Japan Reboot ของ ‘ซานาเอะ ทาคาอิชิ’ ที่จะฟื้นชีวิตนักวาดภาพประกอบ ชูอะนิเมะเป็นหนึ่งในเสาหลักเศรษฐกิจใหม่

Date 15-02-2026 Views 98
Read At ONCE
  • ลืมภาพ Cool Japan ยุคเก่าที่เน้นแค่การโปรโมตวัฒนธรรมไปได้เลย เพราะปี 2026 คือจุดเริ่มต้น Cool Japan Reboot เมื่อนายกรัฐมนตรีหญิง ‘ซานาเอะ ทาคาอิชิ’ ประกาศ Set Zero ทิศทางประเทศ พร้อมอัดฉีดงบประมาณมหาศาลเพื่อดันอุตสาหกรรมคอนเทนต์ให้มีมูลค่า และเป็นอีกเครื่องยนต์หลักที่จะพาญี่ปุ่นกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

สิ่งที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นภายใต้เงาของ Takaichinomics* กำลังส่งเสียงสะท้อนมาถึงไทย นโยบาย Set Zero ของนายกรัฐมนตรีหญิง ‘ซานาเอะ ทาคาอิชิ’ ที่ได้นั่งเก้าอี้ผู้นำเป็นที่เรียบร้อย ความเป็นมหาอำนาจในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้วัดกันที่จำนวนอาวุธหรืออำนาจดิบเพียงอย่างเดียว แต่วัดกันที่ ‘สายตา’ ของรัฐบาลว่ามองเห็นคุณค่าในหัวสมองและปลายพู่กันของ ‘คนทำงานสร้างสรรค์’ มากน้อยแค่ไหน

เมื่อหันกลับมามองที่บ้านเรา แม้จะเห็นความพยายามในการผลักดัน ‘Soft Power’ แต่สิ่งที่ยังขาดหายไปคือ ‘ความกล้าในการตัดสินใจ’ และ ‘การลงมือทำที่กินได้จริง’

ช่วงที่ผ่านมาญี่ปุ่นกำลังปฏิรูประบบสวัสดิการนักวาด หรือการใช้ AI ปกป้องลิขสิทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม สิ่งที่น่าตื่นเต้นกว่าความเร็วในการเปลี่ยนผ่านอำนาจ คือ ‘ทิศทาง’ ที่นายกหญิงคนใหม่ประกาศจะพาญี่ปุ่นไป ในขณะที่บ้านเรากำลังวนเวียนอยู่กับความขัดแย้งเดิมๆ ผู้นำคนใหม่ของญี่ปุ่นกลับเริ่มขยับหมากกระดานใหญ่ทันที ด้วยนโยบาย Set Zero ประเทศผ่านยุทธศาสตร์ ‘Cool Japan Reboot’ ที่ประกาศจะโอบอุ้มเหล่าศิลปิน นักวาดอนิเมะ ครีเอเตอร์มังงะ และคนทำงานศิลปะทุกคน ให้กลายเป็น ‘กระดูกสันหลังใหม่’ ของเศรษฐกิจชาติ

รัฐบาลไทยอาจจะประกาศความหวังไว้มากมายบนหน้ากระดาษ แต่สำหรับคนทำงานศิลปะ หรือครีเอเตอร์ชาวไทย สิ่งที่พวกเขารอคอยไม่ใช่แค่ ‘คำนิยาม’ ว่า Soft Power คืออะไร แต่คือ ‘ระบบนิเวศที่เป็นธรรม’ ที่จะทำให้พวกเขาไม่ต้องเลือกระหว่าง ‘ความฝัน’ กับ ‘ความอยู่รอด’ เพราะสุดท้ายแล้ว... ความสร้างสรรค์มีราคา และรัฐบาลที่ฉลาดจะรู้ว่า การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด คือการดูแล ‘ลมหายใจ’ ของคนทำงานศิลปะให้ยั่งยืน

ONCE ชวนไปส่องนโยบายของผู้นำหญิงแดนปลาดิบคนนี้มี Fun Fact อะไรที่ซ่อนอยู่บ้าง?

Japan

Japan

Japan

Japan

Japan

Fun Fact #1 นายกฯ ที่เป็น 'ติ่ง' ตัวจริง

ก่อนจะมาเป็นนายกฯ ซานาเอะ ทาคาอิชิ มีโปรไฟล์ไม่ธรรมดา ก่อนเข้าสู่เส้นทางนักการเมือง เธอคืออดีตมือกลองวงเฮฟวีเมทัล ชื่นชอบศิลปินอย่าง X Japan และ B’z ความสนใจส่วนตัวอื่นๆ เธอยังชอบดำน้ำ เป็นนักกีฬาคาราเต้สายดำ ขับขี่และเป็นเจ้าของมอเตอร์ไซค์คาวาซากิสุดเท่สมัยเรียน ชื่นชอบรถยนต์คลาสสิก เป็นเจ้าของToyota Supra (A70) ปี 1991 และที่สำคัญเธอคือแฟนตัวยงของอนิเมะและมังงะ ความชื่นชอบส่วนตัวนี้เองที่ทำให้เธอมองเห็นว่า Soft Power ของญี่ปุ่นไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่มันคือ ‘อาวุธทางเศรษฐกิจ’

Japan

Fun Fact #2 Content Industry คือ ‘เครื่องยนต์เศรษฐกิจ’

รัฐบาลทาคาอิชิต้องการผลักดันให้ Soft Power ของญี่ปุ่นสร้างรายได้เทียบเท่าอุตสาหกรรมเหล็กหรือเซมิคอนดักเตอร์ ภายใต้นโยบายด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ญี่ปุ่นประกาศชัดเจนว่า อุตสาหกรรมคอนเทนต์ (อนิเมะ เกม มังงะ ภาพยนตร์ และเพลง) คือเสาหลักเศรษฐกิจใหม่ เป้าหมายคือการทำรายได้ 20 ล้านล้านเยนภายในปี 2033 ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่มหาศาลพอๆ กับการส่งออกชิปหรือเหล็กกล้า เธอคือผู้นำที่กล้าพูดว่า “เราจะทำเงินจากความสร้างสรรค์ให้เท่ากับที่เราทำเงินจากอุตสาหกรรมรถยนต์”

Japan

Japan

รัฐบาลทาคาอิชิไม่ได้เดินเกมแบบเดิมๆ อีกต่อไป ญี่ปุ่นกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่อนิเมะและเกมจะไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ในหน้าจอ แต่จะถูกผลักดันผ่านเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เริ่มต้นจากการทำลายกำแพงภาษาด้วยการใช้ AI คุณภาพสูงมาช่วยในกระบวนการ Localization ซึ่งจะช่วยให้อุตสาหกรรมคอนเทนต์สามารถบุกตลาดตะวันออกกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำทางวัฒนธรรม โดยไม่ต้องรอเวลาแปลนานนับเดือนเหมือนในอดีต

Japan

Japan

นอกจากนี้ การต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ยังได้รับการยกระดับสู่โลกเสมือนอย่างเต็มตัว โดยการพาตัวละครที่เป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นเข้าไปโลดแล่นในแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Roblox หรือ Fortnite เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจดิจิทัลที่สร้างรายได้ให้ประเทศอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ในขณะเดียวกัน บนโลกแห่งความเป็นจริง ญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Anime Tourism 2.0 ที่ไม่ใช่แค่การตามรอยสถานที่จริงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการใช้เทคโนโลยี AR เข้ามาซ้อนทับโลกจริงกับโลกจินตนาการ ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนญี่ปุ่นสามารถสัมผัสประสบการณ์ที่ลึกซึ้งและมีชีวิตชีวาในทุกย่านถนน

Japan

นี่คือยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยนโฉมจาก ‘ประเทศผู้ผลิต’ มาเป็น ‘ประเทศผู้สร้างแรงบันดาลใจ’ โดยมีเป้าหมายสุดท้ายคือการทำให้รายได้จากความคิดสร้างสรรค์กลายเป็นเสาหลักที่มั่นคง แข็งแกร่ง และทรงพลังไม่แพ้อุตสาหกรรมหนักที่เคยสร้างชาติมาในอดีต

Japan

Fun Fact #3 สงคราม 'เว็บเถื่อน' 5.7 ล้านล้านเยน

การก้าวสู่ยุคใหม่ของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์จะสมบูรณ์แบบไม่ได้เลย ถ้าญี่ปุ่นยังไม่สามารถอุดรอยรั่วขนาดใหญ่ใน สงครามเว็บเถื่อน ที่กัดกินระบบเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน นายกรัฐมนตรีทาคาอิชิตระหนักดีว่า ตัวเลขรายได้ที่รั่วไหลไปกับละเมิดลิขสิทธิ์สูงถึง 5.7 ล้านล้านเยนนั้นมหาศาลเกินกว่าจะมองข้าม

Japan

ยุค Reboot ครั้งนี้คือการประกาศสงครามกับ ‘Piracy’ หรือการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างเต็มรูปแบบ โดยเปลี่ยนจากการไล่ตามจับแบบเดิม มาเป็นการตั้งหน่วยงานความร่วมมือพิเศษที่ทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มสตรีมมิงยักษ์ใหญ่ทั่วโลก เพื่อใช้ระบบ Fingerprinting AI เทคโนโลยีอัจฉริยะที่สามารถตรวจจับและลบเนื้อหาผิดกฎหมายได้แบบเรียลไทม์ทันทีที่ถูกอัปโหลดขึ้นสู่โลกออนไลน์ เพื่อดึงเงินกลับมาเข้ากระเป๋าคนทำงานจริงๆ เพราะรัฐบาลมองว่า “เงินทุกเยนที่หายไปกับเว็บเถื่อน คือเงินที่ควรจะกลับมาเป็นสวัสดิการของคนวาด เพื่อให้พวกเขามีพลังในการสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพต่อไป การทำสงครามลิขสิทธิ์ครั้งนี้จึงถือเป็นการคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้สร้าง และสร้างความมั่นใจว่าความเหนื่อยยากของพวกเขาจะแปรเปลี่ยนเป็นความมั่งคั่งที่ยั่งยืน”

Japan

Japan

Japan

Fun Fact #4 ปัดฝุ่นระบบ ‘เผาชีวิต’ ของนักวาดภาพประกอบ

ภาพจำของนักวาดอนิเมะที่ต้องกินนอนในสตูดิโอด้วยค่าแรงต่ำติดดิน กำลังจะถูก ‘Reset’ ทาคาอิชิจะสนับสนุนวงจรแห่งการเติบโต แก้ปัญหาค่าแรงต่ำ รัฐบาลจะเข้ามาจัดการกับระบบการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรมในอุตสาหกรรมอนิเมะ เพื่อให้นักวาดและทีมงานมีรายได้ที่สมเหตุสมผล ผลักดันให้มีมาตรฐานสวัสดิการใหม่ สตูดิโอที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐต้องทำตามเกณฑ์ค่าจ้างที่เป็นธรรม เพราะเธอเชื่อว่า “ถ้าครีเอเตอร์อยู่ไม่ได้ อนาคตของญี่ปุ่นก็ไปต่อไม่ได้” ตั้งเป้าหมายเมื่อคนทำงานอยู่ได้และมีความสุข ผลงานที่มีคุณภาพก็จะเพิ่มขึ้น ดึงดูดเงินลงทุนส่วนตัวให้ไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมมากขึ้น

Japan

Japan

Fun Fact #5 สิ่งที่ต้องจับตาในปี 2026

หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนครั้งนี้อยู่ที่การประกาศใช้ Tax Incentives for Studios ซึ่งเป็นกฎหมายลดภาษีรูปแบบใหม่ที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาเรื้อรังเรื่องรายได้ของคนทำงานในวงการ แทนที่จะใช้การออกกฎระเบียบบังคับ รัฐบาลเลือกที่จะมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นรางวัลให้กับสตูดิโอที่สามารถปรับฐานเงินเดือนพนักงานได้ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด

ทั้งนี้ เป็นความพยายามที่จะรักษาสมองและฝีมือคนทำงานเอาไว้ เพื่อให้มั่นใจว่าฟันเฟืองสำคัญของอุตสาหกรรมคอนเทนต์จะยังคงหมุนต่อไปได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังได้เปิดตัว Startup Content Fund กองทุนเพื่อเหล่านักรบเศรษฐกิจรุ่นใหม่ที่ต้องการก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ กองทุนนี้ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนสตูดิโอขนาดเล็กและกลุ่มศิลปินอินดี้โดยเฉพาะ เน้นให้เงินทุนสนับสนุนและการเชื่อมต่อทางธุรกิจ เพื่อให้พวกเขาสามารถนำผลงานออกสู่สายตาชาวโลกได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเอเจนซียักษ์ใหญ่เหมือนแต่ก่อน

การสร้าง ‘ทางลัด’ นี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เกิดความหลากหลายของเนื้อหา แต่ยังสร้างความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถยืนหยัดและแข่งขันได้ในตลาดสากลได้ด้วย นโยบายทั้งสองด้านนี้สะท้อนให้เห็นว่า ในปี 2026 ญี่ปุ่นไม่ได้มองแค่เรื่องตัวเลขรายได้มหาศาลเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการ ‘วางรากฐาน’ ให้ผู้สร้างสรรค์ เพื่อเตรียมพร้อมสู่เป้าหมายการเป็นเสาหลักเศรษฐกิจใหม่ที่แข็งแกร่งที่สุดในอนาคต

Japan

ทำไมต้อง Cool Japan Reboot?

ถ้ามองย้อนกลับไปในปี 2013 ยุทธศาสตร์ Cool Japan ยุคแรกเริ่มอาจถูกจดจำในฐานะความพยายามที่ยิ่งใหญ่ในการหลอมรวมวัฒนธรรมป๊อป อนิเมะ แฟชั่นและอาหารให้เข้ากับภาพลักษณ์ของโตเกียวโอลิมปิก 2020 จนกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดสายตาชาวโลก แต่ในขณะเดียวกัน ก็ทิ้งรอยแผลเป็นในใจคนทำงานสร้างสรรค์ เพราะมักถูกค่อนขอดว่าเป็นนโยบายที่ ‘ละเลงเงิน’ และมีช่องว่างระหว่างคนคุมนโยบายที่เป็นผู้ใหญ่ยุคเก่ากับวัยรุ่นยุคดิจิทัลที่ไม่เคยบรรจบกัน

Japan

สำหรับแผนการในเวอร์ชัน Reboot 2026 ภายใต้การนำของทาคาอิชิ สิ่งที่จะถูกรื้อระบบใหม่เพื่อล้างภาพจำเหล่านั้น จะเน้นความ Lean & Direct หรือความกระชับและตรงไปตรงมาเป็นสำคัญ หัวใจหลักคือการใช้ Direct Funding ที่รัฐบาลเปลี่ยนจากการส่งเงินผ่านที่ปรึกษาหลายทอดที่คอยกินค่าหัวคิว มาเป็นการส่งงบประมาณถึงมือสตูดิโอและศิลปินผู้ผลิตผลงานโดยตรง วิธีนี้นอกจากช่วยให้ถึงเป้าหมายเร็วขึ้น แต่ยังช่วยให้คนทำงานมีทรัพยากรไปใช้สร้างสรรค์ผลงานได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

สิ่งที่น่าสนใจและได้ใจคนทำงานที่สุดคือหลักการ No Interference หรือการให้อิสระทางความคิดอย่างสูงสุด รัฐบาลญี่ปุ่นยุคใหม่ประกาศชัดเจนว่าจะไม่เข้าไปแทรกแซงเนื้อหา ศิลปินจะวาดหรือเล่าเรื่องแบบไหนก็ได้ เพราะตระหนักดีว่า ‘เสรีภาพในการแสดงออก’ คือจิตวิญญาณที่ทำให้วัฒนธรรมญี่ปุ่นมีเสน่ห์และครองใจคนทั่วโลกได้จริง

Japan

สุดท้ายเพื่อให้เท่าทันโลกที่หมุนเร็วอย่างบ้าคลั่ง ญี่ปุ่นจึงได้นำ AI Integration เข้ามาเป็นเครื่องยนต์สำคัญ โดยนำ AI มาช่วยอุดช่องว่างในขั้นตอนการแปลภาษาและการทำตลาดโลก ผลงานชิ้นหนึ่งที่ผลิตในญี่ปุ่นจึงสามารถแปลและส่งออกไปยังแพลตฟอร์มทั่วโลกได้แทบจะในเวลาเดียวกัน ความเร็วนี้เองที่จะกลายเป็นอาวุธสำคัญที่ทำให้คอนเทนต์ญี่ปุ่นเข้าถึงใจผู้คนได้ก่อนใครในยุคที่ทุกวินาทีมีค่า

Japan

เบื้องหลังความสำเร็จที่แลกด้วย ‘คราบน้ำตา’
ปัญหาเรื้อรังของวงการอนิเมะญี่ปุ่น ทำไมต้อง Reboot?

ก่อนที่จะก้าวสู่ยุคทอง 20 ล้านล้านเยน อุตสาหกรรมอนิเมะและมังงะญี่ปุ่นเคยเผชิญกับวิกฤตเชิงโครงสร้างที่เกือบจะทำลายตัวเอง โดยมีข้อมูลสะท้อนความจริงดังนี้

1. วงจร ‘ความยากจน’ ของคนทำงาน
• ข้อมูลปี 2023 ระบุว่า รายได้เฉลี่ยของคนในวงการอนิเมะอยู่ที่ประมาณ 4.56 ล้านเยน/ปี ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของพนักงานเอกชนทั่วไปในญี่ปุ่น (4.6 ล้านเยน)
• นักวาด ‘Doga’ (คนวาดภาพเชื่อมระหว่างเฟรม) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของอาชีพ มักมีรายได้เพียง 2.63 ล้านเยนต่อปี หรือบางรายได้เพียง 1.1 ล้านเยน (ราว 3 แสนบาทไทย) ในช่วงปี 2009-2016 ซึ่งไม่พอยาไส้ในเมืองค่าครองชีพสูงอย่างโตเกียว กว่าครึ่งต้องขอเงินช่วยเหลือจากทางบ้านเพื่ออยู่รอด

2. ปัญหากดขี่และการจ้างงาน
• ปัญหานี้สืบเนื่องมาจากทศวรรษ 1960 เมื่อ อ.โอซามุ เทซึกะ วางมาตรฐานการผลิตให้เร็วและถูกเพื่อลงทีวีรายสัปดาห์ (Limited Animation) ทำให้สตูดิโอกลายเป็น ‘โรงงานนรก’ หรือ Black Companies ที่ต้องปั่นงานแข่งกับเวลา
• เกือบครึ่งหนึ่งของอนิเมเตอร์ทำงานในฐานะ ‘ฟรีแลนซ์’ (สูงกว่าค่าเฉลี่ยอาชีพอื่นในญี่ปุ่นถึง 6 เท่า) ทำให้พวกเขาเข้าไม่ถึงสวัสดิการรัฐ ประกันสุขภาพ หรือบำนาญ และมักถูกทำสัญญาจ้างที่ไม่เป็นธรรม

3. ผลิตภาพสวนทางกับผลกำไร
• สตรีมมิงโต แต่สตูดิโอเจ๊ง ในปี 2023 ตลาดสตรีมมิงโตขึ้นถึง 51% แต่รายได้ของบริษัทผู้ผลิตในญี่ปุ่นกลับเพิ่มขึ้นเพียง 6% เพราะส่วนแบ่งส่วนใหญ่ตกไปอยู่ในมือของแพลตฟอร์มต่างชาติ สตูดิโอญี่ปุ่นจึงต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นแต่ได้กำไรเท่าเดิม

4. วิกฤตสมองไหล
• ข้อมูลคาดการณ์ว่าจำนวนอนิเมเตอร์อาจลดลงถึง 27% ภายในปี 2050 เพราะงานหนักเกินไปจน Burn-out
• สตูดิโอในจีนและเกาหลีใต้เริ่มเสนอค่าจ้างที่สูงกว่าเพื่อดึงตัวศิลปินฝีมือดีชาวญี่ปุ่นไปทำงานด้วย ทำให้ญี่ปุ่นตกอยู่ในสภาวะ ‘ขาดแคลนแรงงานขั้นรุนแรง”

* Takaichinomics (ทาคาอิชิโนมิกส์) คือคำที่สื่อมวลชนและนักวิเคราะห์ใช้เรียกนโยบายทางเศรษฐกิจของ ซานาเอะ ทาคาอิชิ นายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่น โดยเป็นการผสมชื่อของเธอเข้ากับคำว่า Economics เช่นเดียวกับที่เคยมีคำว่า Abenomics (ของชินโซ อาเบะ) หรือ Kishidanomics (ของฟูมิโอะ คิชิดะ)