About
ART+CULTURE

Critical Humor

ตลก เสียดสี ชวนตั้งคำถาม มองโลกผ่านลายเส้นของ แมกซ์ – เกรียงไกร ที่เปลี่ยนความขัดใจต่อสังคมให้เป็นงานศิลปะ

เรื่อง R.Mintra
Date 16-10-2026 Views 91
Read At ONCE
  • บทสนทนาที่ชวนสำรวจโลกและวิธีคิดของ แมกซ์ – เกรียงไกร กิมสวัสดิ์ ตั้งแต่ที่มาของลายเส้นกวนๆ การหยิบความขัดใจจากสิ่งรอบตัวมาเปลี่ยนเป็นงานศิลปะ ไปจนถึงมุมมองต่อการทำงานนอกแกลเลอรีที่เปิดพื้นที่ให้ศิลปะได้ออกไปพบและสื่อสารกับผู้คนมากขึ้น

ลายเส้นกวนๆ คาแรกเตอร์ที่จดจำได้ทันที ไปจนถึงภาพวาดที่สอดแทรกการเสียดสีสังคมด้วยอารมณ์ขัน ผลงานของ แมกซ์ - เกรียงไกร กิมสวัสดิ์ มีเอกลักษณ์และวิธีสื่อสารที่ชัดเจนในตัวเอง เบื้องหลังภาพวาดเหล่านั้นสะท้อนมุมองที่มีต่อผู้คน สิ่งที่พบเจอในชีวิตประจำวัน รวมถึงความคิดบางอย่างที่เขาเลือกถ่ายทอดผ่านงานศิลปะแทนการพูดออกไปตรงๆ

จากจุดเริ่มต้นที่วาดรูปเพื่อความสนุก วันนี้พางานศิลปะไปโลดแล่นในพื้นที่ที่หลากหลายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นชิ้นงานขนาดใหญ่ในห้างสรรพสินค้า หรือภาพวาดชิ้นเล็กริมถนน แต่ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน สิ่งที่เขายังคงให้ความสำคัญเสมอคือการทำให้งานชิ้นนั้นสื่อสารกับผู้ชมได้จริง ชวนให้คนดูหยุดมอง ตั้งคำถาม หรือแม้แต่รู้สึกเห็นต่างได้
เราชวนแมกซ์มาพูดคุยถึงเบื้องหลังความคิด วิธีรักษาตัวตนเมื่อเงื่อนไขการทำงานเปลี่ยนไป และเหตุผลที่ทำให้เขาเชื่อว่า ศิลปะไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่ในแกลเลอรี แต่ควรออกไปอยู่ในชีวิตของผู้คนให้มากที่สุด

แมกซ์เกรียงไกรกิมสวัสดิ์

ONCE: จากวันแรกที่เริ่มทำงานศิลปะจนถึงวันนี้ อะไรในตัวแมกซ์ที่ยังเหมือนเดิม และอะไรที่เปลี่ยนไปมากที่สุด

แมกซ์: ที่ยังเหมือนเดิมน่าจะเป็นไลฟ์สไตล์ แนวคิด ความสนุก และความเป็นตัวของตัวเอง เราพยายามรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ตลอด ถึงบางช่วงจะเปลี่ยนไปบ้าง แต่สุดท้ายก็พยายามดึงตัวเองกลับมา ส่วนสิ่งที่เปลี่ยนไปคือวิธีคิด เราจะคิดถึงผลกระทบของสิ่งที่ทำมากกว่าเดิม ความสนุกของเราไม่ควรต้องไปสร้างความเดือดร้อนให้ใคร งานก็ค่อยๆ เติบโตไปพร้อมๆ กับอายุและประสบการณ์ของเรา

แมกซ์เกรียงไกรกิมสวัสดิ์

แมกซ์เกรียงไกรกิมสวัสดิ์

แมกซ์เกรียงไกรกิมสวัสดิ์

ONCE: หลายคนจดจำงานของแมกซ์ได้จากลายเส้น คาแรกเตอร์ อารมณ์ขันที่มีทั้งความกวน และการสะท้อนบริบทสังคม สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ กลายมาเป็นเอกลักษณ์ได้ยังไง

แมกซ์: จริงๆ มันน่าจะมาจากพื้นฐานของตัวเราเอง เราเป็นเด็กผู้ชายที่โตมากับเพื่อนผู้ชายเยอะ ชอบแซวเพื่อน ชอบแกล้งกัน แล้วก็เป็นคนชอบอ่านหนังสือ พอเปิดร้านเหล้าได้ออกไปเจอผู้คนหลากหลาย ไปปาร์ตี้ ไปเที่ยว ก็ยิ่งได้เห็นมุมมองของคนหลายแบบ บางครั้งเราได้ยินใครพูดอะไรแล้วรู้สึกขัดใจหรือไม่เห็นด้วย เราไม่ได้เลือกที่จะพูดออกไปตรงๆ แต่เราเอาสิ่งนั้นมาแปลงเป็นงานศิลปะ สำหรับเรามันเป็นวิธีการสื่อสารที่มีชั้นเชิงมากกว่าการออกไปโพสต์สเตตัสว่า ไม่ชอบคนนั้น ไม่ชอบคนนี้ งานเลยกลายเป็นพื้นที่ที่เราใช้พูดในสิ่งที่อยากพูด โดยไม่จำเป็นต้องพูดออกมาตรงๆ

แมกซ์เกรียงไกรกิมสวัสดิ์

แมกซ์เกรียงไกรกิมสวัสดิ์

ONCE: อะไรคือสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการสร้างสรรค์งานของแมกซ์มากที่สุด

แมกซ์: หลักๆ เป็นเพลงกับผู้คน เราเป็นคนชอบฟังเพลง แล้วการได้เจอคนหลากหลายก็มีผล เวลาไปเจอใครแล้วเขาพูดอะไรไม่เข้าหู เรามักจะเก็บมาคิด แล้วก็เอาไปวาดรูป อีกคนที่มีอิทธิพลกับเรามากคือ Banksy เขาชอบพูดถึงบริบทสังคมและประเด็นการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราสนใจเหมือนกัน เราเชื่อว่าศิลปะไม่ควรมีแค่เรื่องความสวยงาม แต่ต้องสร้างความรู้สึกบางอย่าง และทำให้คนเอากลับไปคิดต่อได้ เราชอบงานที่คนมองแล้วเข้าใจได้ทันทีว่า กำลังพูดถึงอะไร ไม่จำเป็นต้องทำให้มันยากเพื่อให้ดูเป็นศิลปะ

แมกซ์เกรียงไกรกิมสวัสดิ์

แมกซ์เกรียงไกรกิมสวัสดิ์

ONCE: การได้ทำงานในสเกลที่ใหญ่ขึ้น และต้องทำงานกับพื้นที่จริง สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนวิธีคิดหรือวิธีการทำงานของแมกซ์ไปบ้างไหม

แมกซ์: วิธีการทำงานอาจไม่ได้เปลี่ยนมาก แต่ในแง่วิธีคิดเปลี่ยนไปนิดหน่อย ปกติวาดรูปจิกกัด หรือกวนคนนู้นคนนี้ แต่พองานต้องไปอยู่ในพื้นที่เปิดที่มีเด็กๆ มีครอบครัวเดินผ่าน เราไม่สามารถทำแบบเดิมได้ทั้งหมด ช่วงแรกกดดันเหมือนกัน เพราะงานเรามีทั้งคนสูบบุหรี่ ปาร์ตี้ ชูนิ้วกลาง แล้วจะวาดอะไรให้เหมาะกับพื้นที่ดี สุดท้ายก็ปรับให้มันน่ารักขึ้น ให้เด็กๆ เห็นแล้วชอบ ผู้หญิงเดินเข้ามาถ่ายรูปได้ มันทำให้เราต้องคิดถึงคนในวงกว้างมากขึ้น และมีความเฟรนด์ลีขึ้น

แมกซ์เกรียงไกรกิมสวัสดิ์

ONCE: ทุกวันนี้งานศิลปะออกมาอยู่ในพื้นที่สาธารณะมากขึ้น มองการเปลี่ยนแปลงนี้ยังไง

แมกซ์: ส่วนตัวมองว่าแม่งโคตรดีเลย ทำไมศิลปะต้องอยู่ในแกลเลอรี หรืออยู่แต่บนผ้าใบด้วย มันอยู่ตรงไหนก็ได้ และการออกมาอยู่ในพื้นที่สาธารณะ ทำให้คนเข้าถึงศิลปะได้จริงๆ ลองคิดดูว่า คนที่ทำงานหาเช้ากินค่ำจะมีเวลาไปเดินแกลเลอรีไหม ไม่มีทางหรอก บางคนทั้งชีวิตยังไม่เคยเข้าแกลเลอรีเลยด้วยซ้ำ แต่ถ้างานศิลปะออกมาอยู่ข้างนอก เขาก็มีโอกาสได้เจอ ได้เห็น และได้รู้ว่ามีสิ่งนี้อยู่ในโลก เราไม่คิดว่าศิลปะควรเป็นเรื่องของคนรวย หรือคนที่มีเวลาว่าง คนทั่วไปอาจจะไม่ได้มีเงินซื้อผลงาน แต่การได้เห็นงานสักชิ้น ก็สามารถสร้างความรู้สึกบางอย่างขึ้นมาได้ จากงานร้อยชิ้น เขาอาจรู้สึกแค่สองชิ้น แต่สองชิ้นนั้นอาจทำให้เขาหยุดมอง ตั้งคำถาม หรือเปลี่ยนมุมมองบางอย่างไปเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นการที่ศิลปะออกมาอยู่นอกแกลเลอรี สำหรับเราโคตรดีเลย

แมกซ์เกรียงไกรกิมสวัสดิ์

ONCE: แมกซ์บอกว่าตัวเองเป็นศิลปินที่ชอบทำงานนอกแกลเลอรี อะไรที่ทำให้รู้สึกว่าสตรีตคือพื้นที่ที่เหมาะกับงานตัวเอง

แมกซ์: ใช่ เราชอบทำงานสตรีต เพราะเวลาวาดรูปเรามีบางอย่างที่อยากพูด เมื่อเราพูดแล้วก็อยากให้คนได้ยิน บางครั้งการอยู่ในแกลเลอรีก็มีข้อจำกัดหลายอย่าง มีบางเรื่องที่เราอาจไม่สามารถทำ หรือพูดออกมาได้เต็มที่ แต่บนถนนมันเปิดกว้างกว่า คนที่ไม่ได้ตั้งใจมาดูงานศิลปะก็สามารถเดินผ่านมาเจอได้

แมกซ์เกรียงไกรกิมสวัสดิ์

ONCE: ถ้ามีคนที่ไม่เคยดูหรืออินกับงานศิลปะมาก่อนเลย มาเห็นผลงานของแมกซ์ อยากให้เขารู้สึกอะไรเป็นอย่างแรก

แมกซ์: อยากให้เขาเห็นแล้วเข้าใจว่า เรากำลังวาดอะไรอยู่ ถ้ารูปนี้เราวาดมาเพื่อกวนให้มันตลก แล้วเขาเห็นแล้วรู้สึกแบบนั้น เราโอเคแล้ว แต่ต่อให้เขาไม่ชอบ แล้วกลับไปตั้งคำถามว่า มึงวาดรูปนี้ทำไมวะ หรือคิดว่าสิ่งที่เราวาดมันไม่ใช่เรื่องจริง เราก็ดีใจนะ เพราะนั่นหมายความว่า งานกำลังโต้ตอบกับเขา มันไม่ได้จบแค่การยืนดูแล้วบอกว่าชอบ ไม่ชอบ หรือน่ารักแล้วจบ นี่คือพอยต์สำคัญของเราเลย อยากให้คนสงสัยว่าเราวาดรูปนี้เพราะอะไร ทำไมถึงคิดแบบนี้ ชอบก็ได้ ไม่ชอบก็ได้ แต่ขอให้มีความรู้สึกบางอย่างกลับไปกับเขา

แมกซ์เกรียงไกรกิมสวัสดิ์

ONCE: มีอะไรที่ยังอยากทดลองทำ และตอนนี้กำลังพยายามทำอยู่ไหม

แมกซ์: ช่วงนี้เริ่มทำไปบ้างแล้ว อย่างงานที่เราวาดลงบนกระดาษแล้วเอาไปห้อยตามถังขยะ เรากำลังพยายามทำอะไรที่มีลักษณะเป็นอินสตอลเลชันมากขึ้น เราชอบสตรีตอาร์ต เพราะธรรมชาติของมัน ถ้าไม่ออกไปอยู่บนถนน คนก็ไม่มีทางเห็น สิ่งที่เราอยากพูดก็จะเบาลง คิดว่าจะทำยังไงให้คนรับสารได้มากที่สุด แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ได้อยากไปพ่นกำแพงแล้วต้องมีคนมาด่าเรา เลยคิดถึงวิธีอื่นอย่างการตัดงานเป็นกระดาษแล้วเอาไปห้อย หรือแขวนตามถังขยะ คนเก็บขยะมาเห็นแล้วไม่ชอบ เขาก็เอาไปทิ้งได้เลย ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร ตอนนี้อยากทำโปรเจกต์ลักษณะนี้ให้มากขึ้น จนวันหนึ่งคนเห็นแล้วจำได้ว่า นี่คืองานของเรา

แมกซ์เกรียงไกรกิมสวัสดิ์

ONCE: ถ้าไม่ได้เป็นศิลปิน คิดว่าตัวเองน่าจะไปทำอะไร และยังจะวนกลับมาทำงานศิลปะอยู่ไหม

แมกซ์: ถ้าไม่ได้มาอยู่ตรงนี้ ก็น่าจะเปิดร้านเหล้า ขายเสื้อผ้า ลงทุนทำธุรกิจอะไรกับเพื่อน เพราะก่อนหน้านี้ทำธุจกิจมาตลอด ส่วนการวาดรูปเป็นสิ่งที่ทำตอนมีเวลาว่าง จริงๆ เราไม่เคยคิดว่าจะเป็นศิลปินด้วยซ้ำ อยู่ๆ ก็จับพลัดจับผลูมีคนนิยามคำว่าอาร์ทิสต์ให้ พอมีคนชอบงาน มีคนมาซื้อ และเราได้ทำงานที่สนุก เป็นตัวของตัวเอง มันก็กลายเป็นอาชีพขึ้นมา เมื่อก่อนเราคิดว่ารูปที่วาด มันกวนเกินไป ด่าคนอื่นบ้าง ทำเป็นงานสตรีตบ้าง ใครจะมาซื้อ เลยไม่เคยคิดถึงเรื่องการเป็นศิลปินจริงจังเลย

แมกซ์เกรียงไกรกิมสวัสดิ์

แมกซ์เกรียงไกรกิมสวัสดิ์

ONCE: ถ้ามองไปในอีก 5 ปีข้างหน้า อยากให้คนพูดถึงแมกซ์ในฐานะศิลปินแบบไหน

แมกซ์: อันนี้ไม่เคยคิดเลยนะ แต่ถ้าจะพูดถึงกี่ปีก็ได้ อยากให้คนมองว่า เราเป็นอาร์ทิสต์ที่เป็นตัวของตัวเองมากๆ งานเขาแม่งมีสไตล์ จำลายเส้น จำคาแรกเตอร์ได้ ต่อให้ผ่านไป 5 ปี เทรนด์เปลี่ยนไปแค่ไหน เราก็ยังอยากทำงานที่เป็นเราอยู่