About
RESOUND

Lop Rama

บทเรียนตลอด 4 ปีของ ‘ลพรามา’ กลุ่มฉายหนังอิสระในลพบุรีที่ร่วมขับเคลื่อนเมืองด้วยภาพยนตร์

Read At ONCE
  • พูดคุยกับ เต้ย – กษิดิ์เดช มาลีหอม ผู้ก่อตั้งลพรามา กลุ่มฉายหนังอิสระในลพบุรีที่ใช้ภาพยนตร์เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเมือง โดยตั้งใจจัดฉายหนังอิสระ หนังนอกกระแส หรือหนังสารคดีหาดูยาก เพื่อชวนผู้คนมาล้อมวงตั้งคำถามและแลกเปลี่ยนความคิด ในประเด็นสังคม การเมือง และวิถีชีวิต เพื่อร่วมสร้างระบบนิเวศทางวัฒนธรรมของลพบุรีให้เติบโตแบบยั่งยืน

ในบทความก่อนหน้านี้ ONCE พาไปส่องอดีตโรงหนังอิสระทั้ง 3 แห่งในอำเภอเมืองลพบุรี แม้ปัจจุบันอาคารเปลี่ยนสภาพไปตามกาลเวลา แต่นี่ก็เป็นหลักฐานว่า ในอดีตลพบุรีเคยเป็นเมืองรุ่มรวยด้วยศิลปวัฒนธรรม มีโรงหนังเป็นศูนย์รวมความบันเทิง และเป็นจุดแฮงก์เอาต์ของวัยรุ่นยุคก่อนมาอย่างยาวนาน

พอเวลาผ่านไป แสงไฟหน้าโรงหนังค่อยๆ ดับลงทีละแห่ง หลงเหลือไว้แค่เรื่องเล่าและตัวอาคาร

ลพบุรีไร้ความเคลื่อนไหวเรื่องภาพยนตร์ไปหลายสิบปี จนเราได้ยินชื่อ ‘ลพรามา’ กลุ่มฉายหนังอิสระที่ลุกขึ้นมาจุดแสงไฟให้หนังนอกกระแสกลับมามีชีวิตในเมืองนี้อีกครั้ง

เราถือโอกาสนัดพูดคุยกับ เต้ย - กษิดิ์เดช มาลีหอม ผู้ก่อตั้งลพรามา เพื่อชวนตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ใหม่ๆ ของวงการหนังอิสระในจังหวัดลพบุรี และร่วมสำรวจว่าหนังสามารถช่วยสร้างวัฒนธรรม ปรับเปลี่ยนมุมมอง หรือสร้างการขับเคลื่อนใหม่ๆ ให้กับผู้คนและเมืองลพบุรีไปในทิศทางไหนได้บ้าง

ลพรามา

ลพรามาตั้งต้นมาจากไหน

สมัยเด็กที่บ้านมีช่องเคเบิลฉายหนังตลอดทั้งวัน มีทั้งหนังไทยนอกกระแส หนังอิสระ หรือหนังหาดูยาก เราชอบมานั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ คอยดูตลอดว่า วันนี้จะมีเรื่องอะไรมาฉาย เราซึมซับอยู่กับหนังมาตั้งแต่ตอนนั้น ดูหนังจนเหมือนมันเป็นซาวนด์แทร็กชีวิตไปแล้ว

เราเป็นคนลพบุรี พอขึ้นมหาวิทยาลัยก็เข้าไปเรียนในกรุงเทพฯ ปัจจุบันเราใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ เพื่อกลับมาดูแลธุรกิจของครอบครัว ทีนี้พอย้ายกลับมาอยู่ลพบุรีเต็มตัว พบว่าที่นี่ไม่มีโรงหนังหรือพื้นที่สำหรับฉายหนังนอกกระแส ก็เลยมานั่งคิด ประกอบกับเรารู้จักกับเครือข่ายนักกิจกรรม และกลุ่มขับเคลื่อนทางสังคมในลพบุรีด้วย ช่วยเสริมสร้างแรงบันดาลใจทำให้เราอยากจัดฉายหนังในลพบุรี ทีนี้ลพรามาก็เลยเกิดขึ้นมา

ลพรามา

ลพรามาเป็นกลุ่มฉายหนังอิสระในลพบุรี เป็นกลุ่มคนที่รวมตัวกันเพื่อจัดฉายหนังอิสระ หนังนอกกระแส หรือพวกหนังสารคดีหาดูได้ยากในลพบุรี”

ลพรามา

ประสบการณ์ฉายหนังอิสระครั้งแรก

เราเริ่มฉายหนังครั้งแรกวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 ตอนนั้นจัดฉายแบบเอาต์ดอร์บริเวณสนามหญ้าที่ร้าน Granny’s เป็นบาร์ไวน์เล็กๆ ชวนคนมานั่งล้อมวงดูหนัง บรรยากาศช่วงปลายปีอบอุ่นมากๆ หนังที่เราเลือกมาฉายก็เข้ากับบรรยายกาศ ทำให้ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี

พอจัดฉายหนังติดต่อกันไป 3 ครั้ง เริ่มเจอปัญหาคือเรื่องต้นทุนอุปกรณ์ ตอนนั้นเราไม่มีอุปกรณ์เป็นของตัวเองเลย ต้องเช่าจอฉายหนัง เช่าโปรเจกเตอร์รอบละประมาณ 7,000 บาท สรุปขาดทุนเกือบทุกรอบ (หัวเราะ) เลยแก้ปัญหาด้วยการลงทุนซื้อจอฉายหนังมาเองดีกว่า ต่อมาก็ควานหาซื้อจอโปรเจกเตอร์มือสองมาแทน ทีนี้พอมีอุปกรณ์เป็นของตัวเอง ช่วยประหยัดต้นทุนไปได้เยอะ ทำให้เราจัดฉายหนังต่อมาได้เรื่อยๆ

ลพรามา

ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นจากการฉายหนัง

เราต้องเรียนรู้พฤติกรรมคนดูในพื้นที่ด้วย ตอนแรกจัดฉายหนังวันเสาร์กับวันอาทิตย์ แต่ผลปรากฏคือคนลพบุรีส่วนใหญ่อาจจะมีธุระ บางคนต้องทำงานในวันหยุด หรือมีกิจกรรมอื่นๆ ที่แย่งเวลาการใช้ชีวิตของเขามากกว่า ทีนี้เลยปรับมาจัดฉายหนังวันธรรมดาแทน พอปรับวันกับช่วงเวลาให้เหมาะสมกับคนดู กลายเป็นตอบโจทย์วิถีชีวิตคนในพื้นที่ พอจัดฉายหนังหลังเลิกเรียนหรือหลังเลิกงาน เขาก็แวะมาร่วมล้อมวงดูหนังกับเราได้ง่ายขึ้น

รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ก็มีผลต่อการดูหนังนะ หนัง 1 เรื่องความยาวประมาณชั่วโมงครึ่งถึง 2 ชั่วโมง ถ้าเก้าอี้นั่งไม่สบาย นั่งแล้วปวดหลัง หรือไม่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ มันส่งผลต่อประสบการณ์ดูหนังของคนดูเหมือนกัน กลายเป็นดูหนังไม่รู้เรื่องไปเลยก็มี

ลพรามา

ลพรามามีเกณฑ์การเลือกหนังมาจัดฉายยังไง

ช่วงแรกๆ เราพยายามเลือกหนังให้สอดคล้องกับบรรยากาศของสถานที่ พื้นที่บางแห่งก็มีคาแรกเตอร์แตกต่างกันออกไป ผลปรากฏคือเรารู้สึกเหนื่อยล้ากับการขนอุปกรณ์จัดฉายหนัง (หัวเราะ) แล้วคนดูก็จำสถานที่ฉายหนังไม่ได้ด้วย เราตัดสินใจยืนพื้นจัดฉายหนังอยู่ที่ร้านกาแฟ FAIR BOY มีบางครั้งตระเวนออกไปจัดฉายนอกสถานที่บ้าง

เราพยายามเลือกหนังมาให้สอดคล้องกับสิ่งที่คนในสังคมกำลังตั้งคำถามอยู่ เพื่อเปิดโลกทัศน์ให้คนดูร่วมกันตั้งคำถาม ร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างแรงบันดาลใจ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นสิทธิมนุษยชน ประเด็นความหลากหลายทางเพศ ประเด็นสิทธิทางการเมือง ประเด็นปัญหาท้องถิ่น หรือบางเรื่องที่หลายคนอาจมองข้ามไป

เราอยากให้ลพรามาเป็นเหมือนพื้นที่ปลอดภัย คือไม่ว่าคุณจะมีความคิดเห็นแบบไหน มีภูมิหลังเป็นยังไง ทุกคนสามารถมานั่งแลกเปลี่ยน ถกเถียงกันด้วยความเคารพซึ่งกันและกันได้ เพราะเราเชื่อว่าการจะสร้างความเปลี่ยนแปลง หรือขับเคลื่อนสังคมในระดับพื้นที่ได้ ต้องเริ่มจากการสร้างบทสนทนา และการยอมรับความหลากหลายตรงนี้ก่อน”

ลพรามา

ทำไมหนังที่ลพรามาเลือกมักเกี่ยวข้องกับสังคม วัฒนธรรม

เพราะเรามองหนังในมุมมองทางสังคมศาสตร์ หนังคือเครื่องมือทางสังคม เป็นสื่อที่ฉายภาพวิถีชีวิต วัฒนธรรม ปัญหาโครงสร้าง และรวบรวมอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนไว้ สุดท้ายกลายมาเป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกเพื่อจัดฉายหนังในแบบของลพรามา

เรามองว่าหนังคือสื่อคอยเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากันด้วย พอเราดูหนังจบ ก็อยากหาคนคุยเรื่องประเด็นต่างๆ ต่อใช่ไหม พอลพรามาจัดฉายหนัง ก็อยากให้มีเสวนาหลังดูหนังจบ นั่งล้อมวงพูดคุย เพื่อชวนให้คนหันมาตั้งคำถาม ตอบคำถาม แลกเปลี่ยนมุมมองกัน บางครั้งเราเชิญผู้กำกับภาพยนตร์ และอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับคนดูด้วย

พอเราจัดฉายหนังคลาสสิก หรือหนังสะท้อนให้เห็นมิติทางสังคมในยุคสมัยนั้น กลายเป็นการเปิดพื้นที่ให้คนต่างช่วงวัยได้มาคุยกัน เช่น ตอนจัดฉายหนัง ‘สันติ-วีณา (2497)’ มีคนที่อยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับหนังนั่งรถมาจากต่างอำเภอเพื่อมานั่งดูหนัง แล้วก็เล่าเรื่องความทรงจำในยุคสมัยนั้นให้น้องๆ รุ่นใหม่ฟัง พอเรานั่งฟังไปมาฟังมาก็รู้สึกว่า เสน่ห์ของหนังคือการช่วยสร้างบทสนทนาเพื่อเชื่อมให้คนต่างวัยมาคุยกันได้จริงๆ

ลพรามา

ความท้าทายการจัดฉายหนังอิสระในลพบุรี

ความท้าทายหลักคือเรื่องความคุ้นเคยและการเข้าถึง ในกรุงเทพฯ มีหอภาพยนตร์ มีโรงหนังทางเลือกเยอะ แต่ในลพบุรีคำว่า ‘หนังนอกกระแส’ หรือ ‘หนังอิสระ’ อาจจะฟังดูไกลตัวและเข้าถึงยาก

แต่กลุ่มคนแวะเวียนเข้ามาดูหนังหลากหลายกว่าที่คิดไว้ มีตั้งแต่ข้าราชการที่ตั้งใจขับรถมาจากต่างอำเภอ พ่อค้าแม่ค้าขายขนมในตลาดนัด มีกระทั่งคนนั่งรถไฟมาจากกรุงเทพฯ เพื่อตั้งใจมาดูหนัง สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเห็นว่า ผู้คนในหลากหลายอาชีพพร้อมเปิดรับ ขอแค่มีพื้นที่ที่เอื้อให้พวกเขาได้เข้ามานั่งดู แค่นั้นเลย

ข้อจำกัดในแง่การขนส่งสาธารณะก็มีส่วน บางครั้งเราจัดฉายหนังตอนกลางคืน พอหนังจบกลายเป็นคนดูไม่มีรถขนส่งสาธารณะกลับบ้าน พื้นที่ต่างจังหวัดไม่ได้เอื้อให้คนใช้ชีวิตยามค่ำคืนเหมือนในกรุงเทพฯ ลพบุรีก็ไม่มีวัฒนธรรมออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านหลังเลิกงาน ทำให้เราต้องทำการบ้านในการเลือกช่วงเวลา เลือกสถานที่ เรื่องวางบรรยากาศงาน

อีกหนึ่งความท้าทายคือโครงสร้างเมืองลพบุรี มีระบบเป็นเมืองข้าราชการสูงมาก ทำให้ไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนศิลปะร่วมสมัย พอเป็นแบบนั้น การจัดฉายหนังให้ยั่งยืนต่อไป เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากๆ แต่เราก็พยายามจัดฉายหนังต่อไปเรื่อยๆ

ลพรามา

ลพรามา

ทำไมลพรามาถึงไม่เคยแยกหนังออกจากการเมืองเลย

เราเป็นคนสนใจเรื่องการเมืองอยู่แล้ว และเคยทำกิจกรรมทางการเมืองมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย พอจัดฉายหนังก็อยากนำประเด็นทางการเมืองมาร่วมตั้งคำถามด้วย

ปีที่ผ่านมาเราเคยได้ทุนจัดนิทรรศการขับเคลื่อนทางการเมืองในชื่อ ‘ตุลาที่ฝันถึง’ ร่วมกับ FAIR BOY และเครือข่ายนักกิจกรรมอื่นๆ เป็นนิทรรศการ หนัง ดนตรี บทกวีพูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม โดยเราชวนศิลปินท้องถิ่น ศิลปินในกรุงเทพฯ กลุ่มคนที่สนใจ น้องนักเรียนหรือนักศึกษามาช่วยกันสร้างสรรค์ผลงาน ชวนให้ทุกคนไปตีความต่อว่า เดือนตุลาคมในความฝันหรือมุมมองของฉันคืออะไร ในงานก็มีเพนต์กระเป๋าผ้า และระบายสีลงบนโปสต์การ์ด เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนดูได้มีส่วนร่วมกับประเด็นทางประวัติศาสตร์และการเมืองได้ง่ายขึ้น

ประเด็นทางการเมืองเป็นสิ่งที่ทุกคนควรตระหนักตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะความไม่เท่าเทียมเกิดขึ้นกับเรา หรือกับคนรอบตัวอยู่เสมอ ถ้าเราไม่รู้สึกอะไรกับมันเลย ก็เหมือนละทิ้งความเป็นมนุษย์ไปแล้ว ทีนี้พอมาทำลพรามา พอมีโอกาสตรงไหนสามารถร่วมขับเคลื่อนได้ ก็ต้องทำ ไม่สามารถปล่อยผ่านได้

ลพรามา

แล้วจากจัดฉายหนังอิสระขยายไปสู่ศิลปะแขนงอื่นได้ยังไง

พอเราจัดฉายหนังมาสักพักใหญ่ๆ เริ่มเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ มันสามารถไปได้ไกลมากกว่าการจัดฉายหนัง เราเลยเริ่มขยายไปจัดกิจกรรมแขนงอื่น หรือร่วมมือกับกลุ่มขับเคลื่อนสังคมอื่นๆ ในพื้นที่ เพราะเราเชื่อว่า ศิลปะทุกแขนงสามารถส่งเสริมและขับเคลื่อนไปพร้อมกันได้

สมัยก่อนลพบุรีเคยเป็นจุดเริ่มต้นของวิกลิเกหลายแห่งเลย ถึงขนาดจังหวัดลพบุรีเคยจัดงานมหกรรมลิเกด้วยซ้ำ เมืองนี้เคยรุ่มรวยด้านศิลปะการแสดง ละครพื้นบ้าน และนาฏยกรรม แถมพอเราไปอ่านบันทึกประมาณ 30-40 ปีก่อน เขายังเล่าไว้เลยว่า ยุคนั้นเขาไปดูหนังที่วิกทหารบก (โรงภาพยนต์ทหานบก) พอจบจากนั้น เขากลับมาดูละครเวทีต่อในมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี เราในฐานะคนรุ่นหลังมาอ่านก็รู้สึกว่า สมัยก่อนลพบุรีมีสีสัน มีรสชาติขนาดนี้เลยเหรอ (หัวเราะ) แต่พอเวลาผ่านไป ยุคสมัยเปลี่ยน เทคโนโลยีและความบันเทิงแบบใหม่เข้ามา มันก็หายไปตามกาลเวลา

ลพรามา

ลพรามา

เรานำมาเป็นส่วนหนึ่งในแรงบันดาลใจในการจัดเทศกาลวิกหนังและละคร (Frame to Floor) พอเราได้รับทุนมาทำให้สามารถนำหนังต่างประเทศมาจัดฉายให้คนดูได้ โดยนำภาพอดีตของลพบุรีที่เคยเป็นเมืองของวิกลิเก มาเป็นแรงบันดาลใจเชื่อมหนังกับศิลปะการแสดงร่วมกัน ทำให้ในเทศกาลนี้มีเล่นละครเวทีให้ชมกันแบบสดๆ

ตอนจัดฉายหนังเรื่อง ‘Once (2006)’ พอหลังจบ เราชวนน้องมาเล่นเพลง Falling Slowly ให้ฟังกันสดๆ เรารู้สึกว่าพอหนังจบลง บางทีความรู้สึกไม่ได้จบตามนั้น ดนตรีมีส่วนช่วยโอบอุ้มบรรยากาศ และเสริมสร้างความรู้สึกให้คนดูต่อไปได้

ลพรามา

ความฝันและอนาคตของลพรามา

ตอนนี้เรายังอยากนำหนังหาดูยาก หรือหนังสะท้อนประเด็นสังคมมาให้คนลพบุรีดูอยู่เสมอ และอยากจัดฉายหนังต่อไปได้อย่างยั่งยืน เพื่อสร้างระบบนิเวศเรื่องหนังในพื้นที่ เป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า ลพบุรีก็สามารถมีพื้นที่แบบนี้ได้