About
DESIGN

Mobilia + Bella

‘Mobella’ แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ไทยไปโตนอก ที่เชื่อว่า ‘งานหุ้มบุ’ คือไลฟ์สไตล์ เล่าเรื่องความเป็นไทยผ่านดีไซน์แบบเนียนๆ

Read At ONCE

คุยกับ ‘ต๊ะ-อนุพล อยู่ยืน’ Design Director และ Co-founder ของแบรนด์เฟอร์นิเจอร์หุ้มบุไทย ‘Mobella’ ถึงการสร้างเอกลักษณ์ให้แบรนด์ เส้นทางการเติบโตในต่างประเทศ การสอดแทรกความเป็นไทยแบบไม่ตะโกนจนเกินไป และการให้งานหุ้มบุเป็นมากกว่าเฟอร์นิเจอร์ แต่เป็นสินค้าที่เข้าไปมีส่วนรวมในทุกจังหวะไลฟ์สไตล์คน

“คุณมาจากประเทศไหนเหรอ? แล้วโซฟาของคุณมีจุดเด่นอะไร?”

คือคำถามที่ ‘ต๊ะ-อนุพล อยู่ยืน’ ได้รับจากผู้ชมในเฟอร์นิเจอร์แฟร์ตอนขนโซฟาที่เขาคิดว่าออกแบบมาได้เท่และเก๋สุดๆ ไปโชว์ที่อังกฤษเป็นครั้งแรก และเป็นคำถามที่ทำให้เขารู้สึกเฟลจนต้องกลับไปคิดทบทวนคอนเซปต์และจุดยืนของ ‘Mobella’ ใหม่ ว่าอยากจะเล่าอะไรกันแน่?

ต๊ะค่อยๆ ค้นหาคำตอบจนเจอว่า “การสอดแทรกความเป็นไทยแบบเนียนๆ” นี่แหละคือทางที่ใช่ พร้อมกับพัฒนาแบรนด์ด้วยหลัก 70/30 โดยตั้งมั่นว่างานหุ้มบุทุกชิ้นที่ Mobella ออกแบบจะต้องให้ความสำคัญกับความนั่งสบาย นุ่ม ฟังก์ชันน่าสนใจไปแล้ว 70% ส่วนอีก 30% ที่เหลือโฟกัสกับการสร้างโปรดักต์ที่ทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ในวงการออกแบบ และเป็นแรงบันดาลใจให้ดีไซเนอร์ไทยรุ่นต่อๆ ไป

จนตอนนี้ผ่านมากว่า 15 ปี Mobella เปลี่ยนจากแบรนด์ที่คนจำไม่ได้ เป็นแบรนด์ที่ได้ชื่อว่าครีเอทีฟ ผลิตสินค้าคุณภาพ เก่งเรื่องการร่วมมือ และเล่าความเป็นไทยผ่านเฟอร์นิเจอร์ได้น่าสนใจ จนต่างชาติอยากซื้อไปไว้ที่บ้าน และอยากมาเที่ยวเมืองไทยสักครั้งให้เห็นกับตา

แต่ทำไมต้องหุ้มบุ? ทำไมแบรนด์ถึงไปโดนใจชาวต่างชาติได้? และเล่าถึงความเป็นไทยยังไงให้ไม่ Cliche?เราคงต้องไปย้อนเส้นทางของ Mobella กันตั้งแต่จุดเริ่มต้น และเจาะให้ลึกถึงกระบวนการการคิดและการผลิต

Mobella

ก้าวเข้าสู่วงการหุ้มบุ

ในยุคที่แบรนด์โซฟาและงานหุ้มบุในไทยยังมีตัวเลือกไม่มาก ต๊ะที่เพิ่งเรียนจบจากคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง หอบความฝันและแฟ้มพอร์ตโฟลิโอซึ่งรวบรวมผลงานที่เขาคิดว่าทำได้ดีที่สุดอย่างเฟอร์นิเจอร์ ไปที่ ‘พิมพ์เพ็ญ’ โรงงานรับผลิตเฟอร์นิเจอร์ตามแบบหรือ OEM (Original Equipment Manufacturer) ที่ค่อยๆ ทยอยปิดตัวกันไป ไม่ก็ผันตัวไปทำแบรนด์หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง

เขาขอจับมือเป็นพาร์ตเนอร์กับโรงงานพร้อมความตั้งใจว่า อยากจะลองทำแบรนด์โซฟาและเฟอร์นิเจอร์หุ้มบุดูสักตั้ง ค่อยๆ พัฒนาเอกลักษณ์ของแบรนด์ขึ้นมา และด้วยความที่โรงงานผลิตสินค้าตามมาตรฐานสากลและส่งออกให้กับต่างประเทศเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เลยไม่ลังเลที่จะตีตลาดเมืองนอกตั้งแต่ต้น

Mobella

“Mobella มาจากคำว่า Mobilia (เฟอร์นิเจอร์) + Bella (สวย) ในยุคที่เราเริ่มทำแบรนด์ ถ้าคนอยากซื้อโซฟาดีไซน์สวยๆ เขาจะไปซื้อแบรนด์อิตาลี เราเลยลองเอาภาษาอิตาเลียนมาตั้งเป็นชื่อแบรนด์ อีกอย่างตอนนั้นในไทยยังไม่มีแบรนด์ที่ขายโซฟาในราคาสูงขนาดนี้ กลัวว่าลูกค้าจะคิดว่าเราไม่น่าเชื่อถือหรือเปล่า” ต๊ะเล่าถึงจุดเริ่มต้นในการคิดชื่อแบรนด์ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความทุลักทุเลในการเริ่มวางขายในไ่ทย ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขามุ่งพาสินค้าไปเมืองนอกด้วย

Mobella

“แล้วทำไมถึงอยากโฟกัสกับเฟอร์นิเจอร์หุ้มบุ?” เราถามด้วยความสงสัย

“งานหุ้มบุไม่เหมือนเฟอร์นิเจอร์ประเภทอื่น เพราะเฟอร์นิเจอร์ไม้ เฟอร์นิเจอร์เหล็ก เราเห็นเเล้วรู้เลยว่านั่งแล้วน่าจะแข็ง เราพอจะเดา Feeling ได้ แต่หุ้มบุคุณจะเดาไม่ได้เลย เพราะเราสามารถซ่อนความลับไว้ข้างในเพื่อแกล้งคุณได้ ยกตัวอย่างโซฟาที่เห็นอยู่นี้ หน้าตาอาจจะเหมือนกัน แต่ความนุ่ม ความเเน่นของแต่ละตัวไม่เหมือนกัน ทุกคนจะเดาไม่ออกถ้าไม่ได้นั่ง เราอาจจะใส่หินเข้าไปข้างในก็ได้ (หัวเราะ) นั่งไปก็อาจจะเจ็บ” ต๊ะอธิบายอีกมุมนึงของเฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้ที่คนอาจจะยังไม่ค่อยได้รู้ พร้อมเน้นย้ำว่างานหุ้มบุไม่ได้มีแค่เตียงกับโซฟา แต่จะเป็นอะไรก็ได้ที่มี Soft Finishing และมีผ้ากับฟองน้ำเป็นวัสดุหลัก เพราะฉะนั้นความเป็นไปได้มีอีกเยอะมาก

Mobella

Mobella

Mobella

Mobella

Mobella

Mobella

Mobella

ความเป็นไทยแบบเนียนๆ

ใช่ว่าไปขายในต่างประเทศแล้วทุกอย่างจะง่ายอย่างที่เกริ่นไปตอนต้น ต๊ะเจอปัญหาในช่วงแรก คนไม่เก็ตว่าสิ่งที่ Mobella ทำมีความยูนีกยังไง และหลังจากกลับมาทบทวนเขาตัดสินใจว่า ‘ความเป็นไทย’ นี่แหละ เป็นสิ่งที่ที่อื่นไม่มี เเละเขาน่าจะเล่าออกมาให้น่าสนใจได้

Mobella

Mobella

Mobella

Mobella

Mobella เริ่มผลิตคอลเลกชันที่ไ่ด้รับแรงบันดาลใจมาจากวัฒนธรรมและงานคราฟต์ไทย โดยลดทอนให้ดีไซน์ดูมินิมัล และเข้ากับบ้านสมัยนี้มากขึ้น อย่างเช่น ‘TU-PA’ ที่เกิดจากการเอารูปทรงข้าวต้มมัดมาดีไซน์ให้เป็นเก้าอี้ ‘THUY’ Stool เล็กๆ ที่มีลักษณะเหมือนควาย และ ‘KOWMA’ ที่นำแพตเทิร์นของลายผ้าขาวม้ามาผสมผสานกับความนุ่มแบบงานหุ้มบุ

Mobella

Mobella

ผลตอบรับที่ได้เกินคาด ต๊ะเล่าว่า “หลังจากที่เริ่มพัฒนาตรงนี้ เราได้รับคัดเลือกให้เป็นแบรนด์ไทยแบรนด์แรกที่ได้ไปโชว์ในงาน Salone Del Mobile Milano ที่มิลาน ซึ่งเป็นเหมือนเดสทิเนชันของนักออกแบบทั่วโลก พอไปรอบนี้เราก็เริ่มได้รับฟีดแบ็กที่ต่างออกไป ลูกค้าเห็น Stool ‘CHANG’ ของเราแล้วเขาก็เเบบ “เฮ้ย! คุณมาจากไทยหรือเปล่า?” หรือเขาเห็นชิ้นที่ดีไซน์เป็นรูปเรือ เขาก็เล่าว่า “เคยเห็นที่ภูเก็ต คุณได้รับแรงบันดาลใจมาจากอันนั้นหรือเปล่า?” มันก็เริ่มมีบทสนทนาเกิดขึ้น” เรียกได้ว่าแบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น แถมยังตามด้วยการกวาดทั้งรางวัล DEmark Award และ Good Design Award ในปีต่อๆ มา

Mobella

Mobella

นี่เลยกลายเป็นแนวทางที่ต๊ะทำมาจนถึงทุกวันนี้ อย่างเมื่อไม่นานมานี้ Mobella ได้กลับมาซื้อใจคนไทยผ่านคอลเลกชัน ‘MA-HIN’ ที่จัดแสดงใน Pak Taii Design Week 2024 เป็นชุดโต๊ะและเก้าอี้ที่เปลี่ยนที่นั่งหินอ่อนหนักๆ หน้าบ้านให้กลายเป็นที่นั่งนุ่ม เบา และสามารถเอาเข้ามาใช้อินดอร์ได้

“คอลเลกชันนี้เราไปทำงานกับชุมชนทางภาคใต้มา เปลี่ยนภาพจำบาติกที่สีชัดและสด ให้เป็นสีพื้นๆ ของหินอ่อน และลายง่ายๆ เพื่อให้คนรู้สึกว่าเอาไปใช้งานได้จริง เราเชื่อว่าการนำเสนอความเป็นไทย หรือการใช้ของโลคัล ไม่ต้องตะโกนมากก็ได้ ให้คนรู้ว่าทรัพยากรบ้านเราสวยด้วยตัวของมันเอง”

Mobella

นอกจากนี้ อีกจุดเด่นหนึ่งของ Mobella คือการมีโรงงานเป็นของตัวเอง ทำให้ลูกค้าสามารถสั่ง Customize สินค้าได้ ดีไซน์ของแบรนด์เลยมีความยืดหยุ่นสูง ถึงจะมีความเป็นไทย แต่ถ้าเปลี่ยนสีนิดหน่อยก็อาจจะเข้ากับบ้านในญี่ปุ่น หรือบ้านในสเปนได้ไม่ยาก “เราแฮปปี้ที่ได้หยิบความเป็นไทยไปให้คนอื่นใช้แบบเนียนๆ” ต๊ะบอกพลางยิ้ม

Mobella

ยังไงก็ตาม ต๊ะเล่าว่า บทสนทนาที่เกิดขึ้นจากดีไซน์เหล่านี้ไม่ได้นำไปสู่การขายเสมอไป แต่เป็นเหมือนตัวเพิ่มการมองเห็นและเพิ่มมูลค่าให้แบรนด์มากกว่า สิ่งที่จะขายออกจริงๆ คือดีไซน์เรียบๆ ที่ฟังก์ชันครบทั่วไป “อย่างวันก่อนมีคุณลุงคุณป้า 2 คนเดินเข้ามาในร้านเรา เขาสนใจ MA-HIN มากๆ บอกว่า ‘คิดได้ยังไง?’ และถึงสุดท้ายเขาจะไม่ได้ซื้อ แต่เขาก็มีพูดนะว่า จะไปบอกลูกให้ลองมาดูโซฟาร้านนี้ เป็นการให้คนเชื่อมั่นว่า Mobella มีแนวคิดเป็นของตัวเองและสามารถทำอะไรที่สร้างสรรค์ได้ หากต้องมีการเปรียบเทียบกับเเบรนด์ไหนในตลาด ลูกค้าจะได้มองที่ดีไซน์มากกว่าราคาขาย”

Mobella

ยืนอยู่บนหลัก 70/30

“เวลาจะเลือกซื้อโซฟาสักตัว คุณเลือกจากอะไร?” ต๊ะถามเรา เเละเราก็ตอบได้แบบไม่ลังเลเลยว่า “ความนุ่มและนั่งสบาย”

คุณสมบัตินี้คือ 70% ในหลัก 70/30 ของ Mobella เพราะเชื่อว่า สุดท้ายคนจะเลือกจากคุณภาพและฟังก์ชันเป็นหลัก ซึ่งโรงงานของ Mobella ถือว่ายืนหนึ่งในเรื่องนี้ เพราะการผลิตเพื่อส่งออกต่างประเทศมีกฎเกณฑ์และมาตรฐานที่สูงกว่าการขายในไทยทั่วๆ ไป จะให้สินค้ามาเสียหายในระหว่างทางหรือปลายทางไม่ได้

Mobella

“สำหรับ Mobella ทุกอย่างต้องผ่าน Global Standard หมดเลย เราส่งออกให้ประเทศญี่ปุ่นด้วยซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่มีมาตรฐานคุณสมบัติที่ยากและเยอะที่สุด เวลาเราส่งโซฟาไป 1 ตัว เขาไม่ได้ดูแค่ภาพรวม แต่ดูวัสดุที่ใช้ชิ้นต่อชิ้น เช่น ผ้าเป็นยังไง? ฟองน้ำมีสารพิษไหม? กาวมีสารพิษไหม? ไม้อบน้ำยาแค่ไหน? ซึ่งเราใช้มาตรฐานเดียวกันหมดกับทั้งในและนอกประเทศ” ต๊ะลิสต์สิ่งที่ต้องคำนึงถึงให้เราฟังอีกเป็น 10 ข้อ ไม่ว่าจะเป็น การ Rub Test เพื่อวัดว่าโซฟาสามารถนั่งได้กี่หมื่นครั้งกว่าสีจะซีด ฟองน้ำต้องผ่านค่าระดับสารเคมีเท่าไหร่ถึงจะไม่มีกลิ่นเมื่อเอาเข้าไปตั้งในบ้าน และโครงไม้ก็ต้องเป็นไม้ E0 หรือ Non-Formaldehyde ที่ไม่มีสารพิษหรือมีสารพิษต่ำที่สุด

Mobella

Mobella

เราฟังแล้วก็ได้แต่ว้าว! เพราะหากไม่ได้มาคุยกับต๊ะก็คงไม่รู้เลยว่า การทำเฟอร์นิเจอร์มีรายละเอียดยิบย่อยเยอะขนาดนี้ การยึดมั่นในมาตรฐานทำให้ Mobella สามารถเปิดโครงด้านในมากางให้ลูกค้าดูได้หมด ว่าสินค้าของพวกเขาได้คุณภาพตั้งแต่ภายในยันภายนอกจริงๆ

Mobella

จากเฟอร์นิเจอร์หุ้มบุสู่งานศิลปะหุ้มบุ

“ตลอดการเดินทาง 15 ปี ของ Mobella ต๊ะรู้สึกยังไงกับการเติบโตของแบรนด์บ้าง?” เราถาม เพราะเป็นเวลาที่ยาวนานสำหรับแบรนด์แบรนด์หนึ่ง และน่าจะผ่านการเปลี่ยนผ่านมาไม่น้อย

“จริงๆ ภูมิใจนะที่ยังทำมาจนถึงตอนนี้ เพราะว่าต้องบอกว่าอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ในไทยตอนนี้มันยากมาก ไม่ได้ดีเหมือนสมัยก่อน โดยเฉพาะช่วงยุคหลัง Covid-19 เป็นยุคที่อะไรเปลี่ยนเยอะ เป็นยุคที่ต้องเอาตัวรอด ช่วงนั้นมีแบรนด์เฟอร์นิเจอร์เข้ามาจากต่างประเทศเยอะมาก ที่ราคาถูก แล้วก็ดีไซน์ดี เพราะว่าเขาผลิตเป็น Mass Production

Mobella

Mobella

Mobella

เราเลยต้องเริ่มทำอะไรใหม่ๆ เพื่อที่จะเปลี่ยนภาพจำว่า เราไม่ใช่แค่แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ขายโซฟากับเตียง แต่เป็นแบรนด์ที่อยากจะเข้าไปเปลี่ยนไลฟ์สไตล์คุณด้วยด้วยงานหุ้มบุ เหมือนเป็นการรีสตาร์ตใหม่อีกรอบ” ซึ่งการเข้าไปเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ที่ว่า ถูกลงมือทำผ่านการไปเป็นพาร์ตเนอร์กับศิลปิน แบรนด์ และคอมมูนิตีมากขึ้น เพื่อดูว่างานหุ้มบุจะเป็นอะไรได้อีกบ้าง

Mobella

ต๊ะยกตัวอย่างอาร์ตโปรเจกต์ที่เคยทำมาก่อนหน้านี้ เช่น งานคอลแล็บกับ ‘ติ้ว-วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์’ ศิลปินเซรามิกและทายาทรุ่นที่ 3 ของโรงงานเถ้าฮงไถ่ ที่อยากให้งานเซรามิกของเขาดูเบาลง เลยมาจับมือกับ Mobella เพื่อสร้าง ‘เสาหุ้มบุ’ ลายเซรามิก งานคอลแล็บกับช่างภาพสตรีต นิวัฒน์ คุณผล ที่เข้าไปถ่ายดีเทลต่างๆ ในโรงงานของ Mobella เพื่อมาพิมพ์เป็นลายบนเฟอร์นิเจอร์ หรืองานกับ  ‘บ้าบอโปรเจกต์ (MAD PROJECT)’ โครงการสร้างสรรค์ศิลปะที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างศิลปินออทิสติก บุคคลบนสเปกตรัม บุคคลพิเศษ และแบรนด์ของแต่งบ้านชั้นนำของไทยที่เปลี่ยนภาพวาดและความคิดสร้างสรรค์ของน้องๆ ให้เป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นยักษ์

Mobella

Mobella

Mobella

Mobella

เขายังแง้มให้ฟังอีกว่า เร็วๆ นี้กำลังจะเปิดแบรนด์ใหม่ที่โฟกัสงานหุ้มบุที่เป็นอาร์ตโดยเฉพาะ และคราวนี้แบรนด์จะไม่ได้ใช้ชื่อสไตล์อิตาเลียนอีกต่อไปแล้ว แต่โอบรับความเป็นไทยแบบเต็มที่ผ่านชื่อ ‘HOOM’ ที่มาจาก ‘หุ้ม’ ในภาษาไทยแบบตรงตัว แถมจะมีการดีไซน์และขยายโชว์รูมในย่านเอกมัยใหม่ให้มีสเปซที่กว้างขึ้น และมีคาเฟ่ให้พักผ่อนหย่อนใจอีกด้วย

Mobella

Mobella

ฟังแล้วก็อดตื่นเต้นกับเส้นทางใหม่ของ Mobella ไม่ได้ และไม่คิดเลยว่าโรงงานหุ้มบุจะสามารถผลิตงานสร้างสรรค์ออกมาได้หลากหลายขนาดนี้ ใครกำลังหาของแต่งบ้าน หรืออยากเข้าไปดูเฟอร์นิเจอร์ของ Mobella ให้เห็นกับตาตัวเอง สามารถเเวะเข้าไปได้ที่โชว์รูม Mobella Galleria ที่สุขุมวิทซอย 63 (เอกมัย)

และติดตามคอลเลกชันใหม่ๆ จากทางแบรนด์ได้ที่ Instagram: mobellagalleria หรือเว็บไซต์ https://www.mobella.co.th