Life of the Sun
สนทนากับ ‘ตะวัน วัตุยา’ ในวันที่การวาดรูป สะสมแผ่นเสียง และไม่อยู่เมืองไทยคือความสุขของชีวิต
- บทสนทนากับ ตะวัน วัตุยา กับการพูดคุยถึงตัวตนและเส้นทางชีวิต ทั้งในมุมของศิลปินและมนุษย์คนหนึ่ง ทำให้เราได้เห็นการเดินทางของผู้ชายคนนี้ จากวันที่หยุดเรียนมหาวิทยาลัยเพราะมองว่าศิลปะน่าเบื่อ สู่วันที่มีความสุขเมื่อได้วาดรูป พร้อมกับแพสชันในแผ่นเสียงที่ต้องเดินล่าตามหาทุกครั้งที่ไปต่างประเทศ
“ดีมากเลยนะที่พวกคุณมาวันนี้ เพราะอีกไม่กี่วันผมต้องเดินทางไปแสดงงานที่ต่างประเทศแล้ว” ศิลปินตรงหน้ากล่าวทักทายพร้อมเปิดประตูต้อนรับเราเข้าสู่พื้นที่ส่วนตัว... เขาคือ ตะวัน วัตุยา ศิลปินร่วมสมัยแถวหน้าที่มีชื่อเสียงไกลถึงต่างแดน
วินาทีแรกที่ก้าวเข้ามา เราพบว่า พื้นที่ครึ่งหนึ่งของสตูดิโอถูกจับจองด้วยแผ่นเสียง เครื่องเล่น และลำโพง จนดูคล้ายร้านแผ่นเสียงมากกว่าสตูดิโอศิลปะ หากแต่ผลงานภาพวาดที่วางเรียงรายอยู่ทั่วห้อง ก็ช่วยตอกย้ำว่า เรากำลังยืนอยู่ในฐานที่มั่นสำคัญของเขา เรามาที่นี่เพื่อพูดคุยกับตะวัน หลังจากเพิ่งไปเยือนนิทรรศการ "อสญฺญกาย" ของเขาที่จังหวัดสุพรรณบุรี
ทว่า เป้าหมายของเราในวันนี้ไม่ใช่การเจาะลึกผลงานในนิทรรศการล่าสุด แต่เราต้องการอัปเดตชีวิตและแง่มุมส่วนตัวที่หลายคนอาจยังไม่รู้
คอลเลกชันแผ่นเสียงมหาศาลรอบตัวกระตุ้นให้เราอยากตั้งคำถามว่า... ก้าวย่างของตะวัน วัตุยา ในปีใหม่นี้เป็นอย่างไร? ดนตรีเหล่านี้เข้ามามีบทบาทในชีวิตของเขาตอนไหน? และในวันนี้ ตัวตนที่แท้จริงภายใต้สีน้ำที่โฉบเฉี่ยวของเขาคือใครกันแน่?
ร่วมค้นหาคำตอบผ่านบทสนทนาที่เป็นกันเองกับ ตะวัน วัตุยา ไปพร้อมกัน


เวลาพูดถึงผลงานของ ตะวัน วัตุยา คนจะคิดถึงผลงานที่พูดถึงเรื่องราวทางสังคมที่ชัดเจน ตรงไปตรงมา คุณรู้สึกแบบนั้นไหม?
ไม่นะ คิดว่าไม่ค่อยตรงนะ มันมีบิดตลอดนะสำหรับเรา เราคิดว่ามันง่ายเกินไปที่ทำงานแล้วเล่าตรงไปตรงมาแบบนั้น ไม่อย่างงั้นมันก็ไม่ใช่ศิลปะ ก็ต้องมีลูกเล่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละคน
จริงๆ ก็ไม่ได้พูดแค่เรื่องการเมืองนะ เคยวาดเป็นซีรีส์ของสัตว์ไปโชว์ตั้งหลายที่นะ ที่นิวยอร์ก ที่ลอนดอน แล้วก็มีซีรีส์เกี่ยวกับซูเปอร์ฮีโร่และมอนสเตอร์ด้วย



เวลาคุณอยากทำงานขึ้นมาสักชุด หาแรงบันดาลใจมาจากไหน อะไรคือแรงผลักดันให้ทำงาน?
เราว่าไม่มีอะไรชัดเจน เป็นคนอยากวาดอะไรก็วาด
เข้าใจนะว่าศิลปินบางคนเวลาจะทำงานสักชุด จะคิดมาแล้วว่า อยากเล่าเรื่องอะไร จะทำงานออกมายังไง วางคอนเซปต์เอาไว้หมด แต่เราไม่ใช่คนแบบนั้น
เราแค่มองเรื่องที่สนใจและเริ่มวาดรูปเล็กๆ ขึ้นมา พอได้มาจำนวนหนึ่งก็เอามาดูว่าจะพัฒนาต่อไหม หรือว่าจะพับเก็บ หรือโยนทิ้งไปก็ได้
ยกตัวอย่างซีรีส์แบงก์ใน Biennale ปี 2020 (ชื่อชุดผลงาน Money) เราก็ทำขึ้นมาโดยไม่ได้คิดว่าจะทำให้มันใหญ่ขนาดนั้นนะ แต่พอไปคุยกับอาจารย์อภินันท์ โปษยานนท์ เขาอยากให้ทำ เราก็พัฒนาต่อขึ้นมาจนกลายเป็นผลงานชุดนี้
นี่ก็กำลังจะเอาผลงานชุดนี้ไปโชว์ที่ยุโรปเป็นครั้งแรก กำลังจะได้ไปเบลเยียม ได้ไปลักเซมเบิร์ก

ย้อนไปยังจุดเริ่มต้น คุณก้าวสู่ชีวิตศิลปินได้ยังไง?
จริงๆ ความฝันตอนเด็กคืออยากเป็นผู้กำกับหนัง ไม่ได้อยากทำหนังอาร์ตด้วย อยากทำหนังบล็อกบัสเตอร์นี่แหละ แต่เหมือนเป็นคนวาดรูปได้ดีตั้งแต่เด็ก ก็เลยทำให้ชอบวาดรูปไปด้วย
จากนั้นก็ได้ไปเรียนที่วิทยาลัยช่างศิลป ต่อด้วยศิลปากร แต่ก็ยังไม่ได้คิดจะเป็นศิลปินนะ แค่เหมือนเรียนตามคนอื่น เพราะตอนนั้นก็ยังฝันจะเป็นผู้กำกับอยู่
ทีนี้ช่วงใกล้เรียนจบเป็นช่วงก่อนฟองสบู่แตกในไทย มีคนมาชวนไปทำงานและได้เงินดีมาก ก็หยุดเรียนไปเลย ไปทำงานอยู่พักหนึ่ง ช่วงนั้นคิดว่าศิลปะค่อนข้างน่าเบื่อ ออกไปทำงานสนุกกว่า
จนฟองสบู่แตกถึงได้กลับมาเรียนต่อ เพราะงานที่เคยหาเงินง่ายก็ไม่มีแล้ว ประกอบกับเริ่มรู้ตัวว่า เป็นคนทำงานร่วมกับคนอื่นไม่ค่อยเก่ง คือตอนนั้นเป็นคนใจร้อน ก็เลยกลับมาวาดรูปดีกว่า ทำงานคนเดียว จบด้วยตัวคนเดียว
นั่นแหละ ก็วาดรูปต่อมาเรื่อยๆ เรียนจบก็วาดรูปต่อ ทำแล้วสบายใจดี

ตอนนั้นชีวิตมีเป้าหมายอะไรไหม?
เราเป็นคนแบบนี้มานานแล้วคืออยากทำอะไรก็ทำ เวลาวาดรูปตั้งแต่สมัยเรียนก็ไม่ได้สนใจว่าจะได้เกรดเท่าไหร่ มีการประกวดก็ส่ง แต่ก็โดนคัดออกตลอด ไม่เคยได้ไปโชว์ที่ไหน คือช่วงที่เราวาดใหม่ไม่ค่อยมีใครเห็นดีเห็นงามกับงานของเราหรอก แต่ก็ยังวาดในสิ่งที่อยากวาด ส่วนตัวเสียดายนะไม่ได้เก็บงานช่วงนั้นไว้
ช่วงแรกก็ไม่มีใครให้พื้นที่ในการโชว์งานเลย ก็ต้องไปหาที่โชว์งานของตัวเอง ร้านอาหารบ้าง โชว์รูมเฟอร์นิเจอร์บ้าง จนกระทั่งมีคนต่างประเทศมาเห็นงานถึงได้ไปโชว์ต่างประเทศ ตอนนั้นก็แบบ เฮ้ย เราไม่จำเป็นต้องดังในไทยก็ได้ มีโลกกว้างใหญ่ที่ยังเห็นว่างานเราดี ก็ออกไปเลย…. แต่พูดก็พูดเถอะ มันไม่ได้ง่ายเลย
ทำไมถึงไม่ง่าย?
ไม่ใช่ว่าเริ่มวาดรูปแล้วชีวิตจะโอเค อยู่กับมันได้เลยนะ ก็เป็น 10 ปี กว่าจะเริ่มขายงานและอยู่ได้ ก่อนหน้านั้นก็ต้องทำอะไรหลายอย่างเพื่อหาเลี้ยงชีพ

ตอนนั้นทำอะไรบ้าง?
ทำหลายอย่าง ไปสอนคนแก่วาดรูป ไปคุมงานก่อสร้างก็มีนะ แต่ไม่ใช่ไซต์งานก่อสร้าง เป็นพวกสร้างฉากในงานนิทรรศการต่างๆ ทำฉากโฆษณาอะไรแบบนี้ พอได้เงินมาก็ไปวาดรูป เงินหมดก็ทำงานต่อ แบบนี้วนไปเรื่อยๆ
รับจ้างทำงานศิลปะบ้างไหม?
เราไม่รับจ้างนะ คือเคยทำแล้วแต่รู้สึกไม่ชอบ ไม่ถนัดทำงานแบบคอมเมอร์เชียลเท่าไหร่ จริงๆ ก็เคยไปวาดปกหนังสือ แต่วาดปกหนังสือถือว่าเป็นงานคอมเมอร์เชียลไหม ก็ไม่แน่ใจนะ คือเป็นคนอยากได้อิสระในการทำงาน เพราะเราให้ความเคารพกับการเป็นตัวของตัวเองสูง

มีช่วงเวลาที่สงสัยในตัวเองไหมว่า ฉันเลือกชีวิตถูกทางหรือเปล่า?
เคยไปเจอพวกศิลปินที่ยุโรป ด้วยความที่ประเทศเขาค่าครองชีพสูงกว่าเรา การมีอาชีพศิลปินเพื่อหาเลี้ยงชีพอย่างเดียวยากมากนะ
ตอนนั้นไปเป็น Artist Residency ที่สวิตเซอร์แลนด์ ก็ไปเจอศิลปินที่ทำงานสายประติมากรรม โอ้โห สตูดิโอเขาใหญ่มาก แต่ความจริงคือเขายังทำงานรับจ้างทาสีอยู่เลย แบบในรถคือมีอุปกรณ์ทาสี มีบันไดติดรถเลย เพราะค่าครองชีพแพงมาก อาชีพศิลปินอย่างเดียวอยู่ไม่ได้ เพื่อจะมีสตูดิโอใหญ่ไว้ทำงาน เขาก็ต้องรับจ้างทาสีไปด้วย
เราว่าหลายคนมีช่วงเวลาแบบนี้ คือคงมีไม่กี่คนที่ชีวิตราบรื่น ทุกวันนี้ก้ยังไม่ได้รวย แค่ถ้าเราบริหารจัดการเงินได้ ก็ไม่ต้องไปทำงานคอมเมอร์เชียล

ตอนนี้ความสนุกความสุขของการทำงานคือช่วงไหน อะไรคือโมเมนต์ที่ชอบที่สุดในการงานศิลปะ?
ชอบตอนวาดรูปนี่แหละ ไม่ได้คิดอะไร เปิดเพลงไปด้วยวาดรูปไปด้วย เราชอบวาดเพราะไม่คิดว่าเป็นการทำงาน
เอาจริงมองตอนนี้เหมือนห้องฟังเพลงมากกว่านะ แต่ก็วาดรูปตรงนี้แหละ เวลาวาดก็เอาพรมออก แล้วก็วาดกับพื้นเลย โปรเจกต์แบงก์โน้ตก็ทำในห้องนี้ เวลาวาดรูปก็ไม่ต้องใช้ห้องอะไรใหญ่โตหรอก วาดในห้องเล็กๆ นี่แหละ
มีวิธีอะไรเพื่อเติมไฟให้ตัวเองในการสร้างผลงานไหม?
เคยมีนะ สมัยก่อนพยายามหาคู่ต่อสู้ให้ตัวเอง แบบเราต้องแข่งกับเขาให้ได้ แต่หลังๆ ไม่ได้คิดแบบนั้นแล้ว ไม่คิดว่าต้องสู้กับใคร ไม่คิดว่าต้องสู้กับตัวเองด้วย เพราะเราทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ไม่ได้แคร์ว่าใครจะมาชอบหรือเปล่า
ถามตัวเองนะว่า ถ้าไม่มีใครชอบงานเรา จะยังทำต่อไหม? คำตอบคือก็ยังทำอยู่ดี เพราะฉะนั้นคือเราแค่ทำในสิ่งที่อยากทำ ถ้าเอาคนอื่นเป็นที่ตั้ง เราก็ไม่มีตัวตนของตัวเองสิ เราคิดแบบนั้น


แล้วแผ่นเสียงที่อยู่เต็มห้องมีที่มายังไง กำลังสนุกกับการเก็บแผ่นเสียงหรือเปล่า?
ตอนนั้นเราไปเดนมาร์กก็เดินเล่นอยู่ในเมือง มีร้านที่เอาทุกอย่างมาลดราคา มีหนังสือ แผ่นเสียง ซีดี เทปคาสเซ็ต แล้วเขาคิดราคา 10 ชิ้น ชิ้นละ 100 บาท แต่ถ้าซื้อ 20 ชิ้น คิดชิ้นละ 30 บาทอะไรแบบนี้
เราก็หยิบมา 20 ชิ้น หยิบแผ่นเสียงติดมาด้วย คือมันเป็นของใหม่และปกสวย ก็เอามาด้วย พอมีแผ่นเสียงก็เริ่มมาลูบๆ คลำๆ แล้วก็มีเครื่องเล่นแผ่นเสียงตามมา นี่แหละจุดเริ่มต้น
หลังจากนั้นก็เก็บแผ่นเสียงมาเรื่อยๆ?
ช่วงแรกก็ซื้อมั่วซั่วแหละ แต่ส่วนใหญ่ก็ซื้อเพลงที่เราฟัง อัลบั้มไหนที่เคยมีเทปคาสเซ็ตก็จะซื้อมา เพราะคุณภาพเสียงจากแผ่นเสียงดีกว่าเทปคาสเซ็ต


ก็คือตอนนี้ฟังเพลงผ่านแผ่นเสียง?
ใช่ คือเราชอบฟังเพลงในแผ่นเสียงมากกว่าซีดีหรือสตรีมมิง ก็ยังฟังในสตรีมมิงนะเพราะว่ามันสะดวก แต่ว่าถ้าหาแผ่นเสียงได้ก็จะหาฟังแผ่นเสียง ฟังเพลงจากแผ่นเสียงได้ฟีลกว่าซีดีกับสตรีมมิง
ยิ่งเวลาฟังเพลงเก่าๆ เปิดเพลงจากแผ่นเสียงเหมือนกับตรงยุคของมัน อย่างตัวลำโพงของผมก็เป็นแนวคลาสสิก เป็นลำโพงที่เขาใช้จากยุค 60s เวลาเปิดเพลงยุคเก่าก็เข้ากันมาก
เวลาไปต่างประเทศต้องเดินล่าแผ่นเสียงไหม?
ไปตลอดแหละ จะบินไปต้องเผื่อน้ำหนักกระเป๋าไว้ขนแผ่นเสียงกลับมา

สำหรับคุณศิลปะมีความหมายอะไรสำหรับคุณ?
ไม่รู้เหมือนกัน ไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย แต่คิดว่าศิลปะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์กับมนุษย์ แต่ก็ไม่ได้สูงส่งอะไร
ทุกวันนี้ความสุขในชีวิตของคุณคืออะไร?
พูดตรงๆ เลยนะ ไม่ค่อยชอบอยู่ไทยเท่าไหร่ เพราะว่ามันวุ่นวาย มีเรื่องที่ต้องจัดการหลายเรื่อง เวลาไปอยู่ต่างประเทศเหมือนได้ตัดทุกอย่างออกไป จะโฟกัสกับการทำงานก็ง่าย เคยไปอยู่ฝรั่งเศสไปอยู่ริมชายทะเล ตื่นมาก็กินข้าว บ่ายก็กินเบียร์ นั่งดูผู้คน ค่ำก็กลับไปวาดรูป ชีวิตก็มีแค่นี้


อะไรที่ทำให้คุณยิ้มได้เวลามีคนพูดถึงผลงานของคุณ?
ไม่ต้องบอกว่าอะไรหรอก แค่ชอบ ผมก็มีความสุขแล้ว