TRENDS

The Travel Trends to Know...
จะเที่ยวนี้ เที่ยวไหน ก็ไม่ตกเทรนด์

เรื่อง วิชชุ ชาญณรงค์ Date 01-11-2020 | View 1201
About Being-
there
Det-
our
Be my-
guest
FLA-
VOR
Res-
ound
art+
design
Insig
-hts
Tre-
nds
Busi-
ness
Insi-
ders
Bal-
ance
Craft
-yard
Read At ONCE
  • เทคโนโลยีคือแหล่งที่มาของการเปลี่ยนแปลงนี้ ผู้คนนิยมเดินทางด้วยตัวเองโดยใช้ความทันสมัยของเครื่องมือสื่อสารในการจัดการทริป เช่าบ้านจากแพลตฟอร์มแชร์ริ่ง แม้แต่เทคโนโลยี IoT ในโรงแรมก็จะช่วยให้คุณเชื่อมโยงกับทุกสิ่งในห้องพักได้ง่ายๆ ด้วยโทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียว
  • ผู้ประกอบการต่างนำข้อมูลของลูกค้ามาประมวลผลและมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้พวกเขา ซึ่งเหมาะสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวที่ต้องการสร้างบริการแบบ Personalized  ซึ่งตอบโจทย์ลูกค้าเฉพาะกลุ่มรวมถึงการให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพมากขึ้น
  • เทรนด์อาหารเครื่องดื่มประเภทใดที่มีโอกาสไปต่อ ประสบการณ์แปลกใหม่จะมาแรงแซงโค้ง กระแส #FOMO หลบไป เพราะตอนนี้ #JOMO กำลังมา รวมทั้งกระแส DNA Travel เหล่านักเดินทางได้ออกตามหารากเหง้าของตัวเองก็เป็นอีกหนึ่งเทรนด์น่าจับตามอง
  • Gen Z จะกลายเป็นกลุ่มนักเดินทางที่มีผลต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว คาดกันว่าคนกลุ่มนี้จะทำให้มูลค่าของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสูงถึง 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

ต้องยอมรับว่าในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทรนด์การเดินทางเปลี่ยนแปลงไปมาก นั่นก็เพราะเรากำลังเผชิญแรงขับเคลื่อนใหม่ๆ ผนวกกับความรับผิดชอบต่อสังคมที่คนทั่วโลกตระหนักเพิ่มขึ้น ความผูกพันอันลึกซึ้งต่อผู้คนและสถานที่ที่มีผลให้รูปแบบการเดินทางเกิดนิยามใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม

วาดลายสังคโลก

“ท้องถิ่น” คือความยูนิคที่ต้องลอง

หลายคนคงบอกลาวิธีเดินทางท่องเที่ยวกับบริษัททัวร์มานานมากแล้ว นั่นก็เพราะอิทธิพลของเทคโนโลยียุคดิจิทัลที่ทำให้พฤติกรรมของผู้คนเปลี่ยนไป การท่องเที่ยวของคนยุคใหม่จึงมีความหลากหลายและมี “ความเฉพาะ” (Unique) มากกว่าขาเที่ยวยุคก่อน แถมยังเน้นวิธีการเที่ยวในสไตล์ของตัวเองพ่วงด้วยการแนะนำหรือแชร์ทริปเที่ยวของตัวเองกระตุ้นต่อมอิจฉาของคนอื่นๆ เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทาง กลายเป็นสังคมนักท่องเที่ยวแบบค้นคว้าและแบ่งปันไปโดยปริยาย สิ่งนี้เองที่ทำให้เกิดสตาร์ทอัพและแพลตฟอร์มมากมายมาตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการออกแบบทริปเอง ต้องการเลือกจุดหมายปลายทางตามไลฟ์สไตล์ตัวเองเป็นหลัก ค้นคว้าหาข้อมูลเอง วางแผนเอง บางคนชอบไปเที่ยวเมืองเล็กๆ หลีกหนีความวุ่นวายหรือไปเที่ยวตามงานประเพณีสำคัญๆ ที่มีความเฉพาะทางในท้องถิ่น นอกจากนี้นักเดินทางก็มองหาประสบการณ์ในท้องถิ่นที่ลึกขึ้น ดื่มด่ำมากขึ้น เป็นต้นว่าเข้าร่วมโครงการปลูกป่าในป่าแอมะซอน เวิร์กชอปทำน้ำหอมที่ปารีส ไปจนถึงการเรียนตีกลองที่ญี่ปุ่น

ขณะที่ในฝั่งผู้ให้บริการอย่างโรงแรมไลฟ์สไตล์ก็อาจมีการนำเสนอกิจกรรมให้แขกมีโอกาสพบปะสังสรรค์กับคนในท้องถิ่นและทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น เวที SITE’s Global Conference  ที่จัดขึ้น ณ กรุงเทพมหานครเมื่อต้นปี 2019 ที่ผ่านมา มองว่า ประสบการณ์พิเศษต่างหากที่กลุ่มนักเดินทางทั่วโลกให้ความสนใจ ในอนาคตอันใกล้เราน่าจะได้เห็นเมืองรองทั่วโลกลุกขึ้นมาสร้างสีสัน เล่าเรื่องของตัวเองมากขึ้น นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้ประกอบการจะยกระดับ เพิ่มมูลค่าและตอบโจทย์ความต้องการของนักเดินทาง

Food on the move กระแสกินดื่มที่น่าจับตามอง

เรื่องนี้นักเดินทางสายกินน่าจะชอบ…ว่ากันว่าโปรตีนจากพืชยังคงเป็นกระแสนิยมต่อเนื่องในปี 2020 แถมยังจะไปไกลกว่ากลุ่มมังสวิรัติและคนกินเจแบบวีแกนสายเคร่ง ส่วนครัวรักษ์โลกลาหลอดและ กระแส plant-based ยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่วัฒนธรรม Chef’s Table กินในบ้านตามใจเชฟยังพอมี แต่ผู้บริโภคยุคใหม่ก็อยากรู้อยากลองเมนูใหม่ๆ และอยากรู้จักเส้นทางของอาหารที่ยั่งยืนเพราะ “อาหารที่ดีควรมีสตอรี่” พร้อมกับจะเริ่มตั้งคำถามกลับมายังนักปรุงอาหารว่าส่วนผสมและวัตถุดิบแต่ละอย่างนั้นมีที่มาอย่างไร นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านเทรนด์จาก Datassential ร่วมกันฟันธงเทรนด์อาหารแห่งปี 2020 มองว่า เมนูที่มาจากแอฟริกาใต้น่าจะวิ่งเข้าเส้นชัย กลายเป็นเมนูแห่งปีใหม่ที่พูดถึงในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อยากรู้อยากลองอาหารจากโลกใหม่ๆ

รูปแบบของการท่องเที่ยวไปกับไวน์จะเป็นเรื่องบันเทิงมากขึ้นสำหรับนักดื่มผู้รักสุขภาพ เกิดคำใหม่ๆ อย่าง ‘Enotourism’ ซึ่งก็คือการเริ่มตั้งแต่การเยี่ยมชมไร่ปลูกองุ่น ลงมือเก็บเกี่ยว เทสต์ไวน์กับผู้ผลิต จำลองแต่งตัวเป็นชาวไร่เพื่อสัมผัสทุกขั้นตอน ชิม ดื่มด่ำและได้ความรู้ซึ่งเป็นอีกประสบการณ์ยอดเยี่ยม ปีนี้ยังเป็นยุคของ ไวน์ออแกนิกส์อีกด้วย

ด้านเบียร์คราฟต์ในรูปแบบต่างๆ ก็กำลังพลิกมิติใหม่เปลี่ยนถ่ายมาสู่อุตสาหกรรมเบียร์ที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ แถมเครื่องดื่มเบียร์ค่อยๆ เข้าไปเบลนด์กับกิจกรรมอื่นๆ ในวงการการท่องเที่ยวเชิงกีฬาหรือสุขภาพ อาทิเช่น โยคะเบียร์ การออกกำลังกายประเภทเอนดูรานซ์ สปอร์ตส์ (Endurance Sports) ซึ่งเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจมากขึ้นโดยเฉพาะ

JOMO เทรนด์ใหม่มาแรงแซง FOMO

2020 คือปีที่จุดอิ่มตัวของวิถี FOMO’ หรือ Fear of Missing Out ซึ่งไม่ยอมตกกระแสข้อมูลข่าวสารในโลกออนไลน์ ต้องคอยเช็กอัพเดทนั่นโน่นนี่อยู่ตลอดเวลา กำลังจะมาถึง และปล่อยให้เทรนด์ ‘JOMO’ ค่อยๆ เข้ามาแทนที่ในแบบค่อยเป็นค่อยไป แม้จะมีสัดส่วนไม่มาก แต่เห็นกระแสการตอบรับเทรนด์นี้ในภาพกว้างและเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก กลุ่มนักเดินทางสไตล์ ‘JOMO’ เกิดขึ้นเพราะด้วยความยุ่งเหยิงของโซเชียลมีเดีย ภาระงานที่หนักอึ้งต้องคอยตามกระแส ทำให้ผู้คนต้องการหลีกหนีสิ่งนั้น หันมาเน้นที่อารมณ์จิตใจ สร้างสุขจากการละวางหรือตัดขาดจากสื่อออนไลน์รอบตัวในบางขณะ ด้วยวิธีการออกไปเที่ยวได้โดยไม่ติดโซเชียลมีเดีย (Digital Detox) เน้นให้ความสำคัญกับคนรอบข้างในชีวิตจริง หันไปเดินทางในพื้นที่เงียบสงบ ขังตัวอยู่กับธรรมชาติ เดินทางช้าลงราวกับได้ย้อนเวลาเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการขี่จักรยาน รถราง เลื่อนลาก เรือ หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่ต้องผ่านอินเทอร์เนตซึ่งค่อยๆ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะ Gen X ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงอีกด้วย

Staycation & Microcation ยังคงแรง

ทริปแบบ ‘Staycation’ หรือ การทำตัวเป็น ‘นักท่องเที่ยว’ ในละแวกบ้านของตัวเอง กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น ทำให้ได้ใช้เวลา ‘สำรวจ’ และ ‘มองดู’ ที่ที่เราอยู่ด้วยสายตาของ ‘คนนอก’ เข้าไปในพิพิธภัณฑ์หรือวัดที่ไม่เคยมีเวลาเข้าไปหรืออาจจะตั้งเป้าไว้ก่อนว่าจะเที่ยวแบบไหน เช่น เที่ยวชมศิลปวัฒนธรรม ชมธรรมชาติ ไปดูประวัติศาสตร์ ฯลฯ ในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ส่วน ‘Microcation’ มาจากคำว่า Micro+ Vacation เกิดจากพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่ไม่มีเวลาหยุดแบบยาวๆ แต่ก็ไม่ได้อยากเที่ยวน้อยลง จึงเลือกท่องเที่ยวระยะสั้นลงและเดินทางไปซ้ำที่เดิมๆ ที่คุ้นเคย เทรนด์นี้จะยิ่งได้รับความนิยมขึ้นจากปัจจัยบวก เช่น สภาพถนนเดินทางได้ง่าย นักท่องเที่ยวเริ่มใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมและต้องการเดินทางด้วยรถยนต์แทนเครื่องบินเพราะปล่อยคาร์บอนน้อยกว่าหรือต้องการเที่ยวแบบประหยัดทำให้เลือกไปสถานที่ใกล้ๆ ก็พอ

No Passport No Problem นวัตกรรมการเดินทางยุคหน้า

เทรนด์การเดินทางโดยไม่ใช้พาสปอร์ตจะกลายเป็นเรื่องปกติในทศวรรษที่กำลังจะมาถึง ล่าสุด World Economic Forum หรือ (WEF) ได้ทดลองพัฒนาโปรเจค Known Traveller Digital Identity (KTDI) ร่วมกับรัฐบาลแคนาดา เพื่อหาวิธีที่ทำให้เหล่านักเดินทางไม่ต้องพกพาสปอร์ต และลดเวลาที่ต้องใช้ในขั้นตอนต่างๆ ของสนามบินลง ซึ่ง KTDI ใช้เทคโนโลยี Blockchain ประกอบกับข้อมูลทางชีวภาพและการเข้ารหัส มาช่วยในกระบวนการยืนยันตัวตนโดยข้อมูลของผู้โดยสารจะถูกจัดเก็บแบบเข้ารหัสไว้ในมือถือแทนพาสปอร์ตและระบบจะทำการส่งข้อมูลที่จำเป็นไปให้สายการบิน หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและแผนกอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก่อนที่ผู้โดยสารจะมาถึงสนามบิน ทำให้ขั้นตอนเกี่ยวกับการตรวจเอกสารที่สนามบินรวดเร็วขึ้น สามารถป้องกันการปลอมแปลงข้อมูลได้ด้วย (แต่การส่งข้อมูลจะต้องได้รับการยินยอม

คนรุ่นใหม่

Gen Z ผู้ทรงอิทธิพลแห่งการท่องเที่ยวในอนาคต

เมื่อถามถึงลำดับความสำคัญของสิ่งที่คน Gen Z จะนำเงินไปใช้จ่าย ผลสำรวจพบว่าการเดินทางท่องเที่ยวมาเป็นอันดับแรก  เมื่อเทียบกับการซื้อสิ่งของหรือใช้เงินไปกับประสบการณ์ที่เพลิดเพลินได้เพียงชั่วขณะ ที่สำคัญนักเดินทางกลุ่มนี้ มีมุมมองเชิงบวกเกี่ยวกับการเดินทาง พวกเขารู้สึกตื่นเต้นกับทุกที่ที่จะได้ไปเยือนในอนาคต ส่วนใหญ่วางแผนที่จะไปเยือนอย่างน้อย 3 ทวีปในช่วง 10 ปี บ้างก็ตั้งใจว่าจะไปเรียนหรือใช้ชีวิตในต่างประเทศ  พวกเขาเป็นนักเดินทางขาลุย ต้องการประสบการณ์ผจญภัยตอนไปเที่ยว เช่น เล่นพาราไกลดิ้ง บันจี้จัมพ์ฯลฯ และ 52% วางแผนว่าจะไปเที่ยวหรือเดินป่าในพื้นที่สุดท้าทาย ไม่เพียงเท่านั้นพวกเขาต้องการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ไปในที่แปลกๆ ที่ยังไม่เคยไปได้ลองประสบการรืใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยทำ รวมถึง 55% ของคนรุ่นนี้เลือกท่องเที่ยวในประเทศของตนเองเพื่อเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเองมากขึ้นด้วยเช่นกัน

 


อ้างอิง

Tags: