Ghosts, Grass, and Greed
ผีหญ้าและเปรตของ mr.krang and gorge ศิลปินผู้กลับบ้านเกิดไปทำงานศิลปะและงานสวน
- คุยกับ ‘บอย-ณัฐภัทร ดิสสร’ หรือ ‘นายกร่าง’ ถึงลายเส้นสุดจี๊ดเล่าเรื่องราวภูตผีที่สะท้อนความปรารถนาเบื้องลึกของมนุษย์ในผลงานสุดเท่อย่าง ‘นิทานเรื่องยาว’
นี่คืออาจเป็นการผสมของการ์ตูนผีแบบไทยๆ สมัยที่ยังเล่มละ 10 บาท กับความดุดันเท่ๆ สไตล์มังงะแอกชันของญี่ปุ่นก็ได้
ใครเคยไปเยือน Joyman Gallery แล้วลองเดินรอบๆ แกลเลอรีดูสักครั้ง จะพบว่ามีผนังกระจกข้างๆ แกลเลอรีที่แสดงผลงานของศิลปินจัดวางอยู่แบบสวยงาม มีผลงานหนึ่งที่ดึงดูดสายตาเราคือภาพวาดสารพัดผี ทั้งเปรต ผีไม่ระบุสัญชาติ ภูต หรือสัตว์ประหลาดก็ไม่แน่ใจ แต่ลายเส้นสุดคมนั้นทำให้เราต้องย้อนกลับเข้าไปในโซนขายสินค้าศิลปินของ Joyman Gallery และได้พบว่าลายเส้นนี้มาจาก ‘นิทานเรื่องยาว A Long Folklore’ ของ mr.krang and gorge
“จุดตั้งต้นของ ‘นิทานเรื่องยาว’ จริงๆ แล้วไม่ใช่นิทานเรื่องยาวเลย แต่เริ่มต้นจากการวาดการ์ตูนใบ้เพื่อส่งประกวดมังงะญี่ปุ่นครับ”
.
‘บอย-ณัฐภัทร ดิสสร’ หรือ ‘นายกร่าง’ พูดถึงผลงานที่ซุ่มทำสะสมไว้มาตลอด 10 ปี จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว เขาได้มีนิทรรศการเดี่ยวชื่อ ‘นิทานเรื่องยาว A Long Folklore’ ซึ่งเป็นการเปิดตัวอย่างกลายๆ ถึงเส้นทางการเขียนการ์ตูนอย่างจริงจังของ mr.krang and gorge ที่ถ้าหากใครนึกไม่ออกว่าการ์ตูนของเขาเป็นยังไง สามารถเข้าไปย้อนดูผลงานได้ที่เพจ mr.krang and gorge ได้เลย หรือจะเดินเข้าไปดูผลงานเล่มจริงเล่มแรกที่ Joyman Gallery ก็ได้ เพราะเรามั่นใจว่าคอการ์ตูนต้องประทับใจ เพราะลายเส้นสุดคม ละเอียด และดุดันให้ความรู้สึกเหมือนกำลังอ่านมังงะญี่ปุ่น ขณะเดียวกันวิธีการเล่าเรื่องก็ให้กลิ่นอายแบบความเชื่อไทยจากการใช้ผีไทยอยู่ สองส่วนผสมนี้ทำให้ ONCE ได้มาพูดคุยกับบอยเพื่อรู้จักกับ ‘นายกร่าง’ และ ‘นิทานเรื่องยาว’ ให้มากขึ้น
บทความนี้จะพาไปรู้จักกับบอย ณัฐภัทร ตั้งแต่การกลับบ้านเกิดไปทำงานศิลปะ ควบบทบาททั้งศิลปินและเกษตรกรได้อย่างสมดุล เส้นทางการเป็นศิลปินในแบบ ‘นายกร่าง’ ไปจนถึงแก่นของ ‘นิทานเรื่องยาว’ ที่แม้เขาจะวางตอนจบเอาไว้แล้ว แต่เรื่องราวของนายกร่างไม่มีทีท่าว่าจะจบได้ภายใน 3-4 เล่มอย่างแน่นอน มารู้จักเขาผ่านบทความนี้ให้มากขึ้นกัน

บอยทำงานศิลปะไปพร้อมกับงานสวน?
งานหลักของผมคืองานสวนครับ เพราะเป็นอาชีพของครอบครัวอยู่แล้ว ที่บ้านทำสวนกล้วยกับสวนทุเรียน เป็นสวนที่ทำกันเองในครอบครัว ผมก็ดูแลสวนและใช้แรงงานทั่วไปกับการทำสวน เพราะผมหนุ่มที่สุดในบ้าน (หัวเราะ) ส่วนเวลาว่างหรือเวลาที่เหลือ ก็มานั่งวาดรูปสำหรับเตรียมจัดแสดงงานทุกๆ 2 ปี ซึ่งจริงๆ การได้มีเวลาเตรียมตัวมากพอที่จะแสดงงาน ทำให้งานมีคุณภาพขึ้นมาหน่อยด้วยครับ ผมทำงานในลักษณะนี้มาประมาณ 5-6 ปีแล้ว
ชีวิตประจำวันของผมก็ต้องเรียงลำดับความสำคัญให้ดีๆ เลย อย่างการที่ต้องตื่นเช้าตรู่เพื่อออกไปทำสวนถึงประมาณ 11 โมง กินข้าวและพักผ่อนสักชั่วโมง แล้วก็นั่งวาดรูปต่อจนกระทั่งช่วงค่ำถึงก่อนนอน แล้วก็ตื่นมาทำสวนเหมือนเดิม วนไปครับ

ทำไมถึงกลับมาทำงานศิลปะที่บ้านเกิด
ก่อนหน้าที่จะกลับบ้าน ผมเป็นอาจารย์อยู่ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (ศาลายา) ในภาควิชาจิตรกรรม ตอนนั้นสอนนักศึกษาปริญญาตรีครับ ซึ่งการตัดสินใจกลับบ้านเป็นการตัดสินใจไม่กี่วินาที เป็นสิ่งที่ง่ายมากๆ ในตอนนั้น เพราะมันเป็นช่วงโควิดพอดี
ตอนมาเรียนที่กรุงเทพฯ ผมก็มีความทะเยอทะยานกับการอยากอยู่กรุงเทพฯ ยาวๆ นั่นแหละ เพราะโอกาสและจุดศูนย์กลางของหลายๆ อย่างอยู่ที่นั่นหมด แต่พอมีโควิดที่ผมต้องกลับมาอยู่บ้าน ผมได้วาดการ์ตูนสะสมเอาไว้ ซึ่งเป็นผลงานต่อยอดตอนที่ผมเรียนปริญญาโท ซึ่งการกลับมาอยู่บ้านในรอบนั้นทำให้ผมรู้สึกว่า จริงๆ แล้วการอยู่บ้านมันสบายดี เพราะเมื่อก่อนนี้สัญญาณโทรศัพท์ไม่สามารถเข้าถึงบ้านผมได้เลย เพราะบ้านผมอยู่ในหุบเขา ตอนที่ผมกลับไปอยู่ที่บ้านก็ค้นพบว่า โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว มีความสะดวกสบายในหลายๆ เรื่อง ผมเลยยิ่งคิดว่าการกลับมาอยู่บ้านนอกจากจะมีเวลาในการได้วาดรูปเยอะขึ้นแล้ว ยังได้ช่วยที่บ้านทำสวนด้วย
พอกลับไปอยู่บ้านได้ 3 เดือน ผมก็ไปลาออกจากการเป็นอาจารย์เลย (หัวเราะ) ผมก็เลยแค่สอนให้ครบสัญญาแล้วก็เก็บของกลับบ้าน อีกอย่างคือผมเบื่อการเล่นการเมืองในระบบเดิมๆ ที่ผมต้องเจอด้วย ถ้าผมจะฝากชีวิตตัวเองไว้กับระบบแบบนี้ต่อ ผมว่าผมไม่รอด เพราะผมไม่เก่งพอที่จะเล่นเกมการเมือง หลังจากลาออกผมก็ได้คุยกับพี่พดด้วง (สุภิตา เจริญวัฒนมงคล) ว่า ถ้าผมจะกลับไปทำสวนที่บ้าน แล้วส่งงานขึ้นไปให้พี่พดด้วงที่กรุงเทพฯ ได้ไหม พี่พดด้วงก็ดีใจกับผมด้วยซ้ำ เพราะมาอยู่ที่บ้านผมจะได้ทำงานศิลปะได้เต็มที่แบบไม่ต้องปวดหัวกับงานประจำอีก กลายเป็นว่าเรามีสมาธิกับงานศิลปะได้มากกว่าเดิม เพราะการทำสวนคือการปลดปล่อยแรงกาย ส่วนการทำงานศิลปะคือการปลดปล่อยสติปัญญา

เริ่มทำงานศิลปะตั้งแต่ตอนไหน
ตั้งแต่จำความได้และแบบที่สืบค้นได้จากปากแม่ผมคือ ผมเริ่มวาดเป็นเรื่องราวจริงจังตั้งแต่ 3 ขวบเลย วาดรูปเป็นก่อนที่จะเขียนหนังสือได้เสียอีก (หัวเราะ) วาดเรื่อยมาจนจบ ม.3 โดยไม่ได้เรียนศิลปะอย่างเป็นทางการ อาศัยความชอบและการนั่งวาดการ์ตูน สารคดี หรือเกมใส่สมุดนักเรียน แม้ที่บ้านจะไม่ได้สนับสนุนและพยายามส่งไปเรียนสายช่างอิเล็กทรอนิกส์ แต่การที่เขาไม่ได้สนับสนุน ผมไม่ได้มองว่าเป็นปัญหานะ เพราะยุคนั้นมันอธิบายยากมากเลยว่าการวาดรูปจะนำไปสู่อาชีพหรืออนาคตแบบไหน แต่สุดท้ายก็ฝืนธรรมชาติไม่ได้ เพราะผมได้โควตาเข้าเรียนที่ช่างศิลป์ ลาดกระบัง ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในชีวิตตอนอายุ 16 ปีที่ได้เรียนศิลปะจริงๆ เรียกว่าเป็นการเปิดโลกองค์ความรู้ครบทุกสาขา ทั้งเขียนแบบ ประติมากรรม ภาพพิมพ์ ลายไทย จิตรกรรม และวาดเส้นครั้งแรกเลย
ช่วงเรียน ปวช.3 เคยเป็นช่วงที่มั่นใจในตัวเองและพีกที่สุด รู้สึกว่าตัวเองเป็นหนึ่งในตองอู (หัวเราะ) มั่นใจว่าตัวเองอยู่ในอันดับ 1 ใน 10 ของรุ่น แต่พอไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปากรกลับสอบไม่ติด เพราะตกวิชาสามัญ ขาดไปเพียง 2 คะแนน ตอนนั้นอกหักสุดๆ พยายามไปสอบเพาะช่างก็ไม่ติดอีก จนไม่อยากเรียนต่อ บวกกับทะเลาะกับแม่เป็นเดือนๆ เพราะอยากซิ่วรอสอบใหม่ แต่สุดท้ายก็ต้านเหตุผลไม่ไหว ยอมไปสอบเข้าสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์จนติดและได้เรียนที่นี่ ช่วงแรกๆ ที่เรียนที่นี่ ผมยังคงมีอีโกสูงอยู่ แถมคิดดูแคลนสถาบันว่าไม่สมศักดิ์ศรีกับอีโกตัวเอง จึงทำงานแบบส่งๆ ไม่ตั้งใจทำเพราะตั้งใจว่าจะซิ่วแน่นอน จนกระทั่งส่งงานวิชาหนึ่งแล้วถูกอาจารย์ทักว่า “ผมเคยเห็นงานคุณตอนช่างศิลป์ ไม่คิดว่าจะทำงานแบบนี้มาส่ง คุณดูถูกตัวเองมาก” คำพูดนั้นทำเอาผมสะเทือนใจจนต้องกลับไปนั่งทบทวนตัวเอง รู้สึกยอมไม่ได้ที่ถูกมองแบบนั้น (หัวเราะ) จึงเปลี่ยนความคิดและหันมาทุ่มเททำผลงานใหม่จนอาจารย์เอ่ยชม ผมเลยมองที่นี่เปลี่ยนไป ได้เห็นพี่ๆ ที่เขาเก่งกว่า และผมก็อยากจะเก่งให้เท่าเขาในสไตล์ของตัวเองให้ได้เหมือนกัน

แล้ว ‘นิทานเรื่องยาว’ เกิดขึ้นมาได้ยังไง?
จุดตั้งต้นของ ‘นิทานเรื่องยาว’ จริงๆ แล้วไม่ใช่นิทานเรื่องยาวเลย แต่เริ่มต้นจากการวาดการ์ตูนใบ้เพื่อส่งประกวดมังงะญี่ปุ่นครับ บวกกับชอบมังงะลายเส้นจัดๆ สายฮาร์ดอย่าง เบอร์เซิร์ก (Berserk) หรือ วากาบอนด์ (Vagabond) เลยมีความทะเยอทะยาน อยากลองทำดูบ้าง
นิทานเรื่องยาวเกิดจากการที่ผมถนัดอย่างหนึ่งตอนเป็นทหาร นั่นคือการตัดหญ้า บวกกับผมที่เชื่อว่าทุกสรรพสิ่งและทุกที่มีจิตวิญญาณ บวกกับฟัง The Ghost มากจนเป็นตุเป็นตะ เลยคิดว่ามันต้องมีภูตผีที่เป็นหญ้าเกิดขึ้นแล้วแหละ แล้วผมต้องไปทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เกิดปัญหา เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วคาแรกเตอร์ตั้งแต่ต้นเรื่องนายกร่างเป็นนักตัดหญ้านะครับ (หัวเราะ) แต่เป็นนักตัดหญ้าที่มีวิบากกรรมมาก เป็นการบอกเล่าชะตากรรมของตัวละครที่ผ่านภพชาติมานับไม่ถ้วน จนเกิดเป็นแรงปรารถนาที่อยากจะจบซึ่งทุกสิ่งทุกอย่าง ตัวงานอิงศาสนาด้วยนิดหน่อย แต่จะไม่ใช่ศาสนาเชิงธรรมะแบบนั้น แต่เป็นฐานข้อมูลที่ผมใช้ในการเขียนเรื่องนี้ เพราะผมเคยบวชแบบจริงจังมาก่อน ซึ่งผมปูเรื่องของนายกร่างเอาไว้นานมากแล้ว ถ้าย้อนไปดูในเพจเฟซบุ๊กก็จะเห็นผลงานเมื่อ 10 ปีก่อนที่เกี่ยวกับนายกร่างอยู่ ผมตั้งใจจะเขียนให้จบแม้ว่าจะใช้เวลานานมากก็ตามครับ

ถ้าพูดอะไรกับนายกร่างได้สั้นๆ อยากบอกนายกร่างว่าอะไร?
พื้นฐานลึกๆ ของตัวละครนี้มาจากผมเอง เกิดจากประสบการณ์ชีวิตเสียส่วนใหญ่ ผมคงอยากบอกว่าอดีตไม่ใช่ที่อยู่ของปัจจุบัน เพราะฉะนั้นอะไรที่ทำไปแล้ว ก็แค่จงจำเอาไว้แล้วไปต่อ แต่อย่าพลาดอีก นั่นคืออยากบอกและเรียกว่าเป็นสิ่งที่ใช้เตือนใจตัวเองมากกว่า เพราะนายกร่างเป็นตัวละครที่สะท้อนการเติบโตด้านจิตใจของผมด้วย เป็นตัวละครที่สืบย้อนความเป็นผมได้ทุกช่วงวัย ทำให้ผมได้ทบทวนไทม์ไลน์ชีวิตตัวเองที่มีทั้งดีและไม่ดี ทำให้ผมได้พัฒนาตัวเองต่อไปได้


นอกจากผีหญ้าใน ‘นิทานเรื่องยาว’ แล้ว ทำไมถึงชอบวาด ‘เปรต’ ?
รู้จักคำว่า ‘ปูนาขาเก’ ไหมครับ? มันเป็นคำที่เอาไว้ใช้อธิบายถึงผู้ใหญ่ที่ทำตัวไม่เข้าท่า เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีให้เด็ก พอเด็กเห็นก็ทำตาม เพราะพอผมมาสำรวจมนุษย์ในวัยเดียวกัน ก็เห็นว่าบางคนที่เคยพูดว่าไม่ชอบคนแบบนี้ แต่อยู่ๆ เขาเป็นคนแบบที่ตัวเองเคยพูดว่าเกลียด ผมเลยเอาเรื่องคนมาจับกับภพภูมิ ที่ทำให้เห็นชัดสุดเลยคือ ‘เปรต’ เพราะเปรตมีหลายสภาวะกรรมดี ซึ่งการจะเป็นเปรตได้ก็เกิดจากการเป็นมนุษย์มาก่อน เปรตสำหรับผมจึงไม่ได้เป็นการวาดถึงคนที่ตายไปแล้ว แต่ผมกำลังพูดถึงสภาวะที่คนเรากำลังเป็นอยู่ เลยมีคำว่า ‘มนุสสเปโต’ ไง (มนุษย์เปรต) เป็นคำที่พูดถึงมนุษย์ผู้มีความอยากมากเป็นที่ตั้ง

ถ้าสังเกตดีๆ งานของผมเลยไม่นำเสนอเทพจ๋าๆ เพราะผมนำเสนอสิ่งที่อยู่ระหว่างภพภูมิ ไม่ได้มีการเกิดใหม่ จะเป็นผีไปเลยก็ไม่ใช่อีก จะไปชดใช้กรรมก็ไม่ได้ เลยเป็นการติดอยู่กับสภาวะบางอย่าง สิ่งนี้เลยสะท้อนความเป็นมนุษย์ที่ติดอยู่ในความเหลื่อมล้ำ ความทะเยอทะยาน และความอยากของมนุษย์

นิทานเรื่องยาวมีการวางตอนจบไว้บ้างหรือยัง
จริงๆ มีอยู่คร่าวๆ แหละครับ แต่เหตุการณ์หรือสถานการณ์ต่างๆ ก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ นะ (หัวเราะ) หรืออย่างไทม์ไลน์ที่เล่าเรื่องอยู่จริงๆ มีสองไทม์ไลน์หลักๆ คืออดีตกับปัจจุบัน เล่าตัดสลับกัน ยังไงลองดูดีๆ กันอีกทีอาจจะเข้าใจมากขึ้นก็ได้ครับ เพราะสิ่งที่อยู่ในหัวผมมันทำงานไปไกลขึ้นเรื่อยๆ เลย และต่อให้มโนภาพไปไกลกว่ามือที่ผมวาด ผมก็ท่องกับตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่า ‘บอย มึงทิ้งโปรเจกต์นี้ไม่ได้ ต่อให้ไม่ดัง แต่ถ้าเขียนไม่จบ มึงจะตายตาไม่หลับนะ’ คือยังไงผมก็ต้องเขียนให้จบชาตินี้ เพราะไม่รู้ว่าชาติหน้าจะยังมีนายกร่างอยู่อีกไหม (หัวเราะ)

ตอนนี้ยังอยากส่งประกวดเทศกาลมังงะของญี่ปุ่นอยู่ไหม
ผมอยากไปแสดงงานมากกว่าอยากจะส่งงานไปประกวด ถ้ามันเกิดขึ้นจริงคงจะเติมเต็มความฝันผมได้เลย เพราะจริงๆ การเขียนการ์ตูนมันดึงพลังชีวิตไปหนักมากเลย แต่พอมานั่งย้อนมองกลุ่มอาจารย์ที่เขาเขียนการ์ตูนกัน ก็เขียนกันเกือบทั้งชีวิตเลย อย่างเรื่อง HunterxHunter การ์ตูนที่ผมไม่อยากให้จบ และ BERSERK ที่ผมก็อยากรู้ว่ามันจะไปสู่จุดจบยังไง เหล่าอาจารย์ที่เขียนเรื่องราวเหล่านี้จึงเป็นต้นแบบที่ทำให้ผมมองว่า ตัวเองทำอะไรได้บ้างนะ อยากทำเท่าที่ผมมี เพราะผมก็ไม่ได้เก่งในการวาดฟิกเกอร์ขนาดที่มีความพลิ้วไหวนั้น แต่ผมก็ยังอยากทำสิ่งนี้ มันกลายเป็นภารกิจไปแล้ว

ถ้าต้องแนะนำ ‘นิทานเรื่องยาว’ ให้คนอื่นที่ยังไม่เคยอ่านเล่มนี้ได้รู้จัก
โห ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า จะต้องแนะนำงานของตัวเองยังไง (หัวเราะ) เอาเป็นว่าผมอยากให้เห็นความปรารถนาของคนจากเรื่องนี้ดีกว่า ถ้าจำไม่ผิดในท้ายเล่มผมเขียนคำโปรยเอาไว้ว่า ‘เราล้วนแต่แหวกว่ายอยู่ในทะเลแห่งความปรารถนา’ เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่ได้เห็น ไม่ว่าจะเป็น การ์ตูน นิทานเรื่องยาว หรือในผลงานศิลปะชิ้นอื่นที่ผมทำทั้งหมดนั้น ล้วนเกิดขึ้นจากความปรารถนาอันลึกซึ้ง เป็นความปรารถนาจากก้นบึ้งของมนุษย์ ทุกอย่างถูกขับเคลื่อนด้วยความปรารถนา เพราะฉะนั้นงานศิลปะที่เห็นนี้ จึงเป็นตัวแทนและเป็นสื่อกลางของความปรารถนาอันไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์ครับ