อีสาน-ปั้นแต้ม
กอล์ฟ-ธีรพล ศิลปินปั้นแต้มอีสาน เล่าเรื่องราว Folk Art ผ่านประติมากรรมที่ถอดแบบสัญญะและสีจาก ‘สิม’
- ศิลปะปั้นแต้มอีสานและความหลงใหลใน Folk Art ‘กอล์ฟ-ธีรพล ไสยสมบัติ’ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวท้องถิ่นอีสานผ่านสัญญะ สี และรูปทรงในงานประติมากรรมปูนปั้น ในนิทรรศการ ‘ปกปัก รักษา’
หากใครเคยเห็นพญานาคหน้าตาอ้วนกลม หรือพญานาคที่มีหงอนไก่ นั่นอาจไม่ได้แปลว่าวัดหรือสถานที่นั้นๆ ตั้งใจทำเพื่อสร้างสีสันให้วัด แต่ความน่ารักที่เราเห็นกลับซ่อนประวัติศาสตร์อยู่ในนั้นด้วย
“ผมไม่อยากนิยามผลงานของตัวเองครับ เพราะผลงานของผมคือการนำศิลปะโบราณมาต่อยอด ถ้าจะเรียกรวมๆ คงเรียกว่าเป็นการปั้นแต้มอีสานมากกว่า”
‘กอล์ฟ-ธีรพล ไสยสมบัติ’ แนะนำให้เรียกผลงานของเขาว่า ‘การปั้นแต้มอีสาน’ เพราะผลงานของเขาเกิดจากการปั้น แล้วจึงค่อยลงสีที่คนอีสานเรียกว่าการ ‘แต้ม’ พร้อมต่อท้ายด้วยคำว่าอีสาน เพราะกอล์ฟศึกษาและทำผลงานประติมากรรมที่อิงจากศิลปะอีสาน ซึ่งเป็นศิลปะที่เขามองว่าตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม และความซื่อตรงเหล่านั้นคือเสน่ห์ของศิลปะพื้นบ้านหรือ Folk Art
เชื่อว่าผลงานของกอล์ฟทำให้หลายคนนึกถึงศิลปะ Art Toy บ้าง หรือบางคนก็รู้ได้ในทันทีว่า ผลงานของเขาช่างคล้ายกับพญานาคสุดน่ารักในวัดแถบอีสานวัดเสียเหลือเกิน นั่นเพราะอย่างหลังคือสไตล์การปั้นผลงานของกอล์ฟ
แม้ว่าในนิทรรศการเดี่ยวล่าสุดที่ผ่านมาอย่าง ‘ปกปัก รักษา’ จะเป็นนิทรรศการในวิชาวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทของกอล์ฟ แต่ผลงานที่ได้เห็นล้วนซ่อนแนวคิดและเรื่องราวของคนในพื้นที่อีสานเอาไว้ได้อย่างดี นิทรรศการนี้จึงเป็นหยิบ Folk Art มาเล่าและสื่อความหมายผ่านสัญญะและสีสันจริงที่พบเห็นได้จาก ‘สิมอีสาน’
ในบทความนี้จะทำให้ทุกคนได้มองเห็นมุมใหม่ๆ ของศิลปะสิมอีสาน และได้เห็นมุมใหม่ๆ ของพญานาคที่มีหงอนไก่สุดน่ารัก ว่าแท้จริงแล้วภายใต้ประติมากรรมเหล่านั้นซ่อนเรื่องราวอะไรเอาไว้บ้าง กอล์ฟได้ฝาก ONCE มาส่งต่อส่วนหนึ่งในล้านความน่าสนใจของ Folk Art มาให้ทุกคนได้รู้จักไปด้วยกัน


กอล์ฟเริ่มวาดรูปและหลงใหลในพุทธศิลป์ตั้งแต่ตอนไหน
จำได้ว่าตั้งแต่วัยประถม ผมก็เริ่มวาดรูปโงกุน ซูเปอร์ไซยาในหนังสือ จนโดนครูภาษาไทยตี (หัวเราะ) เพราะเราดันไปวาดในหนังสือแบบฝึกหัดภาษาไทย ตอนนั้นไม่ค่อยสนใจเรียนวิชาไหนเลย ชอบวิชาศิลปะแค่วิชาเดียว และเป็นวิชาที่จะได้เกรด 4 หรือ A ตลอด จนกระทั่งมีสอบเข้ามหาวิทยาลัย ตอนนั้นผมก็เลือกอะไรที่คิดว่าน่าจะได้เรียนศิลปะเอาไว้ก่อน ซึ่งตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่าทัศนศิลป์คืออะไรด้วยซ้ำ พอได้เรียนก็เลยเข้าใจว่ามันมีหลายสาขา หลังเรียนจบใหม่ๆ ก็ไปทำงานในโรงหล่อกับอาจารย์ ยังไม่ได้ทำผลงานศิลปะของตัวเอง กว่าจะได้กลับมาทำก็ประมาณปี 2566 ที่ผมกลับมาทำ ‘Mini Sculpture’ เลย และเพราะเคยอยู่โรงหล่อมาก่อน เลยทำให้ชอบปั้นพระไปโดยปริยาย


ผมอยู่กับพุทธศิลป์มาตั้งแต่เด็กๆ เพราะเคยบวชเรียนสมัยมัธยม แต่ยิ่งเรียนก็ได้รู้ตัวว่า ผมเองไม่ได้ชอบศิลปะที่เป็นแบบแผนหรือเป็นแพตเทิร์นส่วนกลางอย่างศิลปะรัตนโกสินทร์ ผมไม่ได้ชอบศิลปะไทยจ๋า เพราะรู้สึกว่ามันเป็นระเบียบเกิน เป็นความวิจิตรที่มีกรอบ ซึ่งถ้าให้ผมทำงานอยู่แบบนั้นคงทำไม่ได้ ก็เลยสนใจในพุทธประวัติและ Folk Art มาตลอดครับ

งานพุทธศิลป์ของกอล์ฟมักเล่าเรื่องราวแบบไหน
งานพุทธศิลป์ในช่วงแรกของผมยังคงเล่าเรื่องพุทธประวัตินะครับ แต่แค่ผมชอบทำงานพุทธศิลป์ในแบบที่ไม่ได้เป็นพุทธศิลป์สไตล์รัตนโกสินทร์ จนกระทั่งตอนที่ได้ทำงานกับกลุ่มรุ่นพี่ ‘กลุ่มจงเจริญ’ ในตอนนั้นก็เป็นนิทรรศการกลุ่มที่มีธีมเป็นปีกระต่าย ผลงานในครั้งนั้นเลยเริ่มหลุดออกมาจากงานพุทธประวัติ และเริ่มทำงานปูนปั้นเป็นสัตว์ชื่อว่า ‘เทพอรทัย’ ครับ จากตรงนั้นเลยเริ่มหลุดจากความเป็นพุทธศิลป์ที่เคยทำมาเรื่อยๆ


อะไรคือจุดเริ่มต้นการทำงานปูนปั้นสไตล์ Folk Art
ช่วงที่เรียนปี 2 ผมสนใจ Folk Art มากๆ ตอนที่อาจารย์ได้พาไปศึกษาศิลปะอีสานอย่าง ‘สิม’ ซึ่งจริงๆ แล้วตอนนั้นผมไม่เคยรู้จักคำว่าสิมเลย พอได้มาศึกษาจริงๆ ก็ทำให้เห็นว่า สิมมีทั้งแบบสิมอีสานแท้และสิมอีสานผสมญวน ตอนได้เห็นศิลปะสิมครั้งแรก ผมว้าวและมองว่ามันน่ารักมากๆ (หัวเราะ) และเส้นในชิ้นงานช่างตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม เสน่ห์ของ Folk Art จึงเป็นความง่าย ความตรงไปตรงมาที่แสดงออกโดยไม่มีการปรุงแต่งอะไรเลย
ความสนใจนั้นก็ยังอยู่กับผมมาตลอด แต่เพราะช่วงเรียนจบใหม่ๆ ยังไม่ได้ทำชิ้นงานของตัวเอง ผมทำงานในโรงหล่อ ส่วนใหญ่เลยทำประติมากรรมนูนสูงและนูนต่ำที่เล่าเรื่องพุทธประวัติแต่ก็จะนำเสนอผ่านการปั้นแบบ Folk Art ไม่ได้ทำงานปั้นแบบรัตนโกสินทร์ ผมทำผลงานด้วยการจับคาแรกเตอร์หรือองค์ประกอบบางอย่างของอีสานมาปั้นในผลงาน

สุดท้ายผมก็ได้กลับมาทำงานสไตล์ Folk Art เพราะ ‘Mini Sculpture’ นิทรรศการที่รวมตัวทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้องของศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมามาจัดแสดงงานศิลปะ ซึ่งผมจบสาขาทัศนศิลป์ปริญญาตรีจากที่นี่ เลยได้รวมกลุ่มจัดแสดงผลงานร่วมกัน ย้อนกลับไปสมัยปริญญาตรีผมสนใจเรื่องของรูปทรงของศิลปะ Folk Art หรือศิลปะพื้นบ้านอยู่แล้ว จนกระทั่งตอนเรียนปีที่ 3 อาจารย์ก็ได้แนะนำให้ลองทำงานกับวัสดุหลายๆ แบบ จนได้ลองปั้นปูนสด ตอนแรกก็ยากอยู่เหมือนกัน เพราะปกติปั้นดินมาโดยตลอด ทำให้ยังไม่รู้จังหวะการปั้นปูน แต่สุดท้ายก็ลองทำจนหาจังหวะที่ลงตัวกับมันได้ครับ

ทำไมถึงเรียกผลงานว่าเป็น ‘ปั้นแต้มอีสาน’
จริงๆ ผมไม่อยากนิยามผลงานของตัวเองว่าเป็นแบบไหนครับ เพราะผลงานของผมคือการนำศิลปะโบราณมาต่อยอด เลยคิดอาจจะเรียกรวมๆ ว่าเป็นการปั้นแต้มอีสานดีกว่า เพราะเวลาที่ผมทำงานก็ต้องเกิดจากการปั้น แล้วจึงค่อยลงสีที่คนอีสานเรียกว่าการ ‘แต้ม’ ซึ่งทั้งสีและรูปแบบการปั้นผมมักอิงจากแบบฟอร์มที่ได้ไปดูตามจิตรกรรมฝาผนัง ก็หยิบคาแรกเตอร์เหล่านั้นมา แต่ว่าเราไม่ได้ลอก หยิบแค่ฟอร์มและถอดเทมเพลตสีของเขามา แล้วใส่เป็นรูปแบบของตัวเองด้วย

นิทรรศการ ‘ปกปัก รักษา’ อยากเล่าเรื่องแบบไหน
ในผลงานส่วนใหญ่ก่อนหน้านี้ ทั้งนิทรรศเดี่ยวที่เคยแสดง 1 ครั้งและนิทรรศการกลุ่ม ผมมักจะนำรูปแบบของ Folk Art อีสานมาเป็นแรงบันดาลใจตรงๆ ไปเลย แต่ว่าในนิทรรศการ ‘ปกปัก รักษา’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทของผม จะไม่ได้เป็นประติมากรรมแบบที่ผมถอดออกมาจากศิลปะพื้นบ้านเฉยๆ แต่เป็นการถอดรูปแบบทั้งคาแรกเตอร์ ลวดลาย สี และคติความเชื่อ แล้วนำองค์ประกอบเหล่านี้มาประกอบสร้างใหม่แต่ยังคงคอนเซปต์ความเชื่อของต้นรากศิลปะสิมเอาไว้อยู่ครับ

โดยคติความเชื่อในศิลปะสิมที่ผมศึกษาและเห็นว่าสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 สองฝั่งคือ ความเชื่อทางศาสนาและความเชื่อทางชุมชน ในความเชื่อทางศาสนาก็จะพูดถึงเรื่องราวในชาดก หรือเรื่องราวของพญานาค ส่วนคติความเชื่อทางชุมชน คนในชุมชนมีความเชื่อว่านาคเป็นผู้ปกปัก คุ้มครอง เมื่อจับความเชื่อทั้งสองฝั่งมาผสมกัน บวกกับการถอดสัญลักษณ์ในศิลปะสิม เลยเกิดเป็นการตีความใหม่ในแบบของผมออกมาผ่านนิทรรศการปกปัก รักษา

สัญญะแบบไหนที่ซ่อนอยู่ในแต่ละชิ้นงานของ ‘ปกปัก รักษา’
นิทรรศการนี้ผมถอดสัญญะออกมาเป็น 3 ด้านครับ หนึ่งคือสัญลักษณ์ของ ‘ด้านการปกปักรักษา’ สองคือสัญลักษณ์ที่ ‘ด้านคุณธรรม’ สามคือสัญลักษณ์ ‘ด้านความอุดมสมบูรณ์’ การสร้างประติมากรรมปูนปั้นของผมเลยถูกตีความจาก 3 ด้านเหล่านี้ครับ ซึ่งสัญญะที่ได้มา ผมศึกษาศิลปะสิมในช่วง พ.ศ. 2471 – 2487 ใน 4 จังหวัดอย่าง นครพนม มุกดาหาร ร้อยเอ็ด และอุบลราชธานี เพราะว่าเป็นช่วงที่ภาคอีสานได้รับอิทธิพลจากช่างญวนมากที่สุด ซึ่งสัญลักษณ์ก็มีหลายอย่างเลย อย่างสัตว์ที่ผมได้ศึกษาก็มีอยู่ 15 ชนิด เช่น มังกร ครุฑ หงส์ กิเลน หนู เต่า ปู ม้า และอื่นๆ ที่สามารถแยกตามความเชื่อสองฝั่งอย่างที่ผมบอกไปครับ

สัญลักษณ์สัตว์ในศิลปะสิมที่ถอดออกมาได้จะมีความเรียบง่าย เรียกว่าเป็นศิลปะญวนผสมอีสาน พอถอดสัญญะแล้วก็มาถอดโทนสีด้วย ในประติมากรรมของผมจะอิงสีตามที่เราถอดมาได้จากงานศิลปะสิมจริงๆ เลย ซึ่งตัวสีสันเองก็ยังมีความหมายในตัวเองเช่นกัน เช่น สีเขียวที่สื่อถึงการปกปักรักษาความอุดมสมบูรณ์ หรืออย่างเสือที่ใช้สีน้ำเงินเพื่อสื่อถึงความเป็นผู้นำ อำนาจและความอุดมสมบูรณ์ด้วย

สีเขียวมักพบได้ง่ายในวัดแถบอีสาน แต่ทำไมถึงมีการใช้สีน้ำเงินหรือสีครามในนิทรรศการนี้เยอะพอๆ กับสีเขียว?
เพราะสีน้ำเงินเป็นข้อสังเกตทางสีที่น่าสนใจเกี่ยวกับศิลปะสิมนะครับ ถ้าวัดทางอีสานวัดไหนมี ‘สีครามหรือสีน้ำเงิน’ อยู่บนงานจิตรกรรมหรือประติมากรรมอยู่เยอะ แปลว่าวัดนั้นร่ำรวย เพราะว่าสีคราม สีน้ำเงินเป็นสีที่มาจากจีน เมื่อ 200 กว่าปีก่อนเป็นอะไรที่ยากมากกับการใช้สีคราม เพราะสีพวกนี้มาทางรถไฟขาเข้าขอนแก่นผ่านทางอุดรธานี ปลายทางเวียงจันทน์ สีครามเหล่านี้ก็จะกระจัดกระจายตามเส้นทางรถไฟครับ


อย่างวัดราชประดิษฐ์ที่อุบลราชธานี ตัวหน้าบันเองก็ทำโดยช่างเวียดนามมีการใช้สีครามเยอะมาก เลยสันนิษฐานได้ว่าหมู่บ้านนั้นน่าจะมั่งคั่งมาก ตอนที่ผมไปสัมภาษณ์เพื่อทำข้อมูล หมู่บ้านนี้ก็มั่งคั่งจริงๆ (หัวเราะ) ฉะนั้นการจะใช้สีของผม ผมก็มองด้วยว่าควรจะสื่อความหมายแบบไหน เพราะแต่ละสีก็มีเรื่องราวของมันเหมือนกัน

อะไรคือเสน่ห์ของ Folk Art สำหรับกอล์ฟ
คือความพูดตรงไปตรงมาของเขา อย่างการที่ถ้าเขาบอกว่านี่คือจระเข้ มันก็คือจระเข้จริงๆ ส่วนครุฑก็คือครุฑจริงๆ จะไม่ต้องมีแบบแผนหรือมีพิธีรีตองให้ประณีตแบบศิลปะรัตนโกสินทร์ครับ
อีกอย่างคือ Folk Art มีเรื่องราวซ่อนอยู่ในทุกองค์ประกอบ อย่างพญานาคของบางวัดที่เราเห็นกัน ทำไมถึงมีหงอนเหมือนไก่? มันอาจจะดูน่าเอ็นดูเนอะ แต่เรื่องราวคือช่างที่ทำพญานาคตัวนี้ถูกว่าจ้างมาจากเวียดนาม เป็นช่างที่อพยพหนีสงครามมา ซึ่งเจ้าอาวาสที่เคยไปศึกษาธรรมในเมืองหรือในกรุงเทพฯ มา ก็จะกลับมาบรีฟช่างเหล่านี้ว่าอยากได้พญานาคนะ แล้วก็อธิบายช่างว่าอยากให้มีหงอน แต่ช่างเองก็ไม่เคยเห็นหงอนพญานาคที่เจ้าอาวาสบรีฟว่าเป็นยังไง ชิ้นงานเลยออกมาเป็นพญานาคมีหงอนเหมือนไก่ เพราะสันนิษฐานว่าตอนนั้นมีไก่บ้านเยอะในพื้นที่ครับ (หัวเราะ)

แล้วอะไรคือเสน่ห์ของงานปูนปั้นสำหรับกอล์ฟ
ปูนปั้นคืองานที่ผมยังอยากทำไปเรื่อยๆ นะ ผมมองว่าการทำงานปูนปั้นเป็นการสลายตัวตนอย่างหนึ่ง ผมคงทำงานปูนปั้นจนกว่าจะพอใจกับมัน เพราะตอนนี้งานปูนปั้นเองก็มีสิ่งที่ผมยังทำได้อีกมาก ยังศึกษาได้อีกเยอะ เพราะฉะนั้นเสน่ห์ของปูนปั้นเองก็เหมือนกับเสน่ห์ของ Folk Art เลยครับ อย่างศิลปะพื้นบ้านเขาเป็นงานที่พูดตรงๆ ผ่านผลงาน ไม่อ้อมค้อม งานปูนปั้นเองก็ถ่ายทอดสิ่งนั้นออกมาเหมือนกัน เพราะปูนปั้นคือการปั้นออกมาให้เห็นกันชัดเจนว่า สิ่งนั้นคืออะไรโดยไม่ต้องถูกประดับอะไรเลย และในตอนนี้เองผมก็มองว่า ทั้งการทำงานกับปูนปั้นและงาน Folk Art ยังมีมุมอื่นๆ ที่ผมยังต้องค้นหา และรอให้ทุกคนได้ค้นพบครับ