About
ART+CULTURE

Jak of Ghosts

Jak of Ghosts ศิลปินผู้มองผ่านเลนส์มานุษยวิทยา ตั้งคำถามถึงรถไฟฟ้าเชียงใหม่ และจะเป็นยังไงถ้ามนุษย์สูญพันธุ์

Date 18-05-2026 Views 36
Read At ONCE
  • เต้-จักรพันธ์ ศรีวิชัย ศิลปินเชียงใหม่สาย Conceptual Art ที่ตั้งคำถามต่อสังคมและระบบโครงสร้างด้วยแนวคิดแบบมานุษยวิทยา ผ่านงานศิลปะ Art Performance อย่าง ‘รถไฟล่องหน’ และ ‘นิรมนุษย์’

นี่คือศิลปินเชียงใหม่ที่สร้างงานศิลปะจากการมองมนุษย์และสังคมด้วยเลนส์มานุษยวิทยา และ ONCE อยากให้คุณได้เข้าใจผลงานของเขาเหมือนกันกับเรา เพราะงานของ Jak of Ghosts ไม่เพียงแค่เป็นงานที่ตั้งคำถามถึงสภาวะของสังคม แต่ยังตั้งคำถามถึงสภาวะความเป็นมนุษย์ของเราในทุกวันนี้ด้วย

หากใครผ่านตากับการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา กับ ‘ข้าวโพดมนุษย์ (Human Corn)’ การแสดงเชิงสัญลักษณ์ที่ถ่ายทอดมลพิษทางอากาศจากปัญหา PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือโดยที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข การแสดงนี้จึงใช้ทั้งอุปกรณ์และเนื้อของสัตว์มาเปรียบเทียบเป็นดั่งร่างกายมนุษย์ และแสดงให้เห็นว่า ตอนนี้คนภาคเหนือกำลังใช้ชีวิตราวกับถูกย่างปอดกันอยู่ โดยที่ไม่มีใครรับรู้นอกจากคนภาคเหนือเอง และนี่คือหนึ่งในชิ้นงานของ ‘Jak of Ghosts’ ศิลปินชาวเชียงใหม่ที่ไม่ได้พูดถึงแค่ปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่เขาเล่าเรื่องราวของผู้คนและสังคมในมุมที่หลายคนอาจจะคาดไม่ถึงต่างหาก

‘เต้-จักรพันธ์ ศรีวิชัย’ ศิลปินเชียงใหม่สาย Conceptual Art ที่ดัดแปลงเทคนิคจากการเป็นคนทำหนัง มาสู่การทำงานศิลปะที่ควบคู่ไปกับแนวคิดมานุษยวิทยา เพราะเต้อยู่กับการทำหนังสั้นมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมศึกษา แล้วจึงค่อยเบนสายเข้าไปเรียนคณะมนุษยศาสตร์ในสายจิตวิทยา แต่ก็ได้โยกย้ายอีกครั้งจนได้ไปศึกษาในคณะวิจิตรศิลป์ เต้จึงใช้องค์ความรู้ของการทำหนังและองค์ความรู้เชิงมานุษยวิทยามาใช้ในการทำงานศิลปะที่เชียงใหม่

“จริงๆ เรายังชอบในการทำหนังนะ แต่ความผิดหวังจากการทำหนังก็มีเยอะ จนเกิดคำถามใหม่กับเราว่า ชีวิตนี้จะทำแค่หนังอย่างเดียวเหรอ แล้วเราทำอย่างอื่นได้บ้างไหม? ก็เลยทดลองทำงานศิลปะแบบใหม่ๆ จนกระทั่งได้มาทำโปรเจกต์รถไฟล่องหน แล้วก็ได้ค้นพบว่า เราทำงาน Art Performance ได้นี่หว่า”

และงาน Conceptual Art ที่เต้นำเสนออกมาในรูปแบบ Art Performance มีโปรเจกต์ที่เราอยากเล่าให้ฟังอยู่ 2 ชิ้น คือ รถไฟล่องหน และ นิรมนุษย์ มารู้จักกับเต้-จักรพันธ์ผ่านผลงานเหล่านี้กัน

Jak of Ghosts

รถไฟล่องหน

ศิลปะสาย Conceptual Art ไม่ว่าจะผลิตงานศิลปะชิ้นไหนออกมาสักชิ้นมักต้องเกิดขึ้นพร้อมกับแนวคิดบางอย่าง โปรเจกต์ ‘รถไฟล่องหน’ จึงเป็นชิ้นงานที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับความต้องการในการตั้งคำถามถึงโครงการรถไฟฟ้าที่เคยนำเสนอให้เกิดขึ้นในเชียงใหม่ แต่สุดท้ายโครงการก็ถูกพับและเงียบหายไป ความสงสัยในความคืบหน้านั้นทำให้เต้เริ่มศึกษาและตั้งประเด็นกับโครงการนี้

“เราเคยมีช่วงที่ไปอยู่กรุงเทพฯ ประมาณเดือนแล้ว ก็เดินทางด้วยรถไฟฟ้าตลอด เลยเห็นว่า จริงๆ ไม่มีรถส่วนตัวก็เดินทางได้ พอกลับมาเรียนปริญญาโทที่เชียงใหม่ ทำให้นึกถึงโครงการรถไฟฟ้าเชียงใหม่ขึ้นมาได้พอดี เลยสงสัยว่า ตอนนี้คืบหน้าไปถึงไหนแล้วนะ และก็ค้นพบว่า จริงๆ เป็นแค่โครงการศึกษา ไม่ใช่โครงการที่จะสร้าง”

Jak of Ghosts

เมื่อช่วง 2-3 ปีที่แล้วหลายคนคงได้ยินข่าวคราวการสร้างรถไฟฟ้าในเชียงใหม่ แต่จริงๆ แล้วโครงการนั้นเป็นเพียงโครงการศึกษาเส้นทางความเป็นไปได้ของรถไฟฟ้าในเชียงใหม่ เต้จึงศึกษาโครงการนี้ว่า เส้นทางที่วางแผนให้รถไฟฟ้าวิ่งผ่านนั้นมีเส้นแบบไหนบ้าง การศึกษาในครั้งนี้จึงนำมาเป็นงานศึกษาขณะที่เต้กำลังเรียนปริญญาโทพอดิบพอดี เต้จึงได้มุมจากอาจารย์ที่ปรึกษาสำหรับการทำงานชิ้นนี้ จนเกิดเป็นผลงาน “รถไฟล่องหน”

Jak of Ghosts

“อาจารย์ให้ความเห็นหนึ่งกับเราว่า การสร้างรถไฟฟ้าในเชียงใหม่อาจจะเป็นการล็อกเส้นทางการเดินทางของประชาชนก็ได้ เพราะถ้าเชียงใหม่มีรถไฟฟ้า คนก็อาจจะเลือกเดินทางไปสถานที่ที่ติดรถไฟฟ้าเป็นอันดับแรก เพราะเดินทางง่าย เป็นการไม่เปิดโอกาสให้คนเดินทางไปไหนก็ได้ ซึ่งขนส่งสาธารณะควรรองรับการใช้ชีวิตทุกพื้นที่ของประชาชนได้จริงๆ เราเลยตั้งคำถามว่า ข้อแรก ถ้าเชียงใหม่จะมีรถไฟฟ้าจริงๆ จะเป็นยังไง และข้อที่สอง ถ้ามีรถไฟฟ้าจริงๆ จะใช้งานอย่างเหมาะสมได้จริงหรือเปล่า?”

Jak of Ghosts

Jak of Ghosts

วิธีการหาคำตอบสองข้อนี้ของเต้คือการลงพื้นที่ไปหาคำตอบ แบบที่ไม่ใช่การเดินศึกษาเส้นทางและจดบันทึกไปเรื่อยๆ แต่เป็นการศึกษาด้วยการทำ Art Performance ผ่านวัตถุเหล็กที่ถูกเปรียบเทียบให้เป็นดั่งรถไฟ เต้จึงเรียกวัตถุนี้ว่า ‘รถไฟล่องหน’ โดยเต้ได้ติดกล้องและพารถไฟล่องหนชิ้นนี้เดินไปตามเส้นทางที่โครงการรถไฟฟ้าได้ศึกษาการสร้างเอาไว้ นี่จึงเป็นงานศิลปะที่ระหว่างทางศึกษา เต้ได้สร้าง Art Performance ผ่านทั่วมุมเมืองเชียงใหม่ และได้ออกมาเป็นผลงานวิดีโออาร์ตอีกชิ้นสำหรับการจัดแสดงอีกด้วย ซึ่งในชิ้นงานวิดีโออาร์ต เต้ได้ทดลองใส่เสียงประกาศเลียนแบบรถไฟฟ้าจริงเข้าไปในงานชิ้นนี้ด้วย

Jak of Ghosts

Jak of Ghosts

เดิมทีโครงการรถไฟฟ้าในเชียงใหม่ทำเส้นทางการศึกษาไว้ 3 เส้นทาง คือสายสีแดง สายสีเขียว และสายสีน้ำเงิน และรถไฟฟ้าอาจจะไม่ใช่รถไฟฟ้าลอยฟ้าแบบในกรุงเทพฯ ด้วยภูมิศาสตร์เชียงใหม่ทำให้ไม่สามารถสร้างรถไฟฟ้าลอยฟ้าได้ ขณะเดียวกันก็สร้างเป็นรถไฟฟ้าใต้ดินไม่ได้เช่นกัน เพราะเชียงใหม่มีโซนเมืองเก่าที่มีคูเมืองเชียงใหม่และอาจกระทบกับโบราณสถานหรือโบราณวัตถุที่อยู่ละแวกคูเมือง แม้ว่าอาจจะมีมาตรการมากมายในการแก้ปัญหาเหล่านี้ แต่ผลการศึกษาของโครงการเส้นทางรถไฟฟ้าในเชียงใหม่ได้ผลออกมาจะสร้าง ‘รถไฟฟ้าบนดิน’ แล้วการจะสร้างรถไฟฟ้าบนดินได้นั้นอาจจะต้องมีพื้นที่สำหรับสร้างรถไฟฟ้าหรือเปล่า?

Jak of Ghosts

Jak of Ghosts

“เขาอาจจะไม่ได้สร้างรางขึ้นมาจริงๆ แต่เป็นการ Tracking แบบรางดิจิทัล ประมาณว่าเป็นรางล่องหน ซึ่งตัวรถไฟฟ้าก็อาจจะเป็นยางที่วิ่งได้บนถนน เราเลยสงสัยว่า ถ้าอย่างนั้นจะเหมือนเป็นการเอารถเมล์มาต่อกันเป็นโบกี้หรือเปล่า แล้วจะวิ่งร่วมกับรถคันๆ บนถนนเชียงใหม่ได้ยังไง มันตอบโจทย์หรือเปล่า? แล้วทำไมไม่ทำรถบัสแทนล่ะ? เราเลยทำการศึกษาโดยให้ชิ้นงานของเราเป็น Feeder คือขนส่งสาธารณะที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก เพื่อให้วิ่งเข้าซอยเล็กและซอกซอยได้โดยไม่ต้องล็อกอยู่บนราง”

Jak of Ghosts

Jak of Ghosts

Jak of Ghosts

รถไฟล่องหนจึงถูกเต้ทดลองทำออกมาเป็นการลองพาวัตถุเดินสำรวจเส้นทางรถไฟฟ้าทั้งสีแดง สีน้ำเงิน และสีเขียว และทดลองใช้ชีวิตประจำวัน 7 วัน ด้วยการเดินทางกับรถไฟล่องหน โดยเต้ได้ติดเก้าอี้เข้าไปในตัวชิ้นงาน เพื่อจำลองว่ามีการนั่งได้เหมือนกับรถไฟฟ้าของจริง ซึ่งไม่ว่าเต้จะไปทำงาน ไปเรียน หรือไปธุระในเชียงใหม่ เต้จะต้องเดินทางด้วยรถไฟฟ้าล่องหนชิ้นนี้ ซึ่งเมื่อเต้ได้ลองเดินพร้อมกับรถไฟล่องหน เต้ก็ได้ค้นพบว่า จริงแล้วเชียงใหม่เป็นเมืองที่เดินได้ เพียงแต่เชียงใหม่ยังไม่มี Feeder ที่มีคุณภาพเท่านั้นเอง

Jak of Ghosts

Jak of Ghosts

Jak of Ghosts

Jak of Ghosts

Jak of Ghosts

ผลงานรถไฟล่องหนอีกชิ้นคือการพารถไฟล่องหนไปนอกเมือง โดยปกติแล้วเชียงใหม่จะมีรถประจำทางเดินทางไปยังเชียงใหม่สายใต้และเชียงใหม่สายเหนือ ซึ่งสำหรับเต้แล้ว หากจะต้องมีระบบขนส่งสาธารณะใหม่ๆ เพื่อเข้ามาอำนวยความสะดวกจังหวัดเชียงใหม่มากขึ้น ก็ควรจะต้องเป็นขนส่งสาธารณะที่รับคนเข้า-ออกเมืองและนอกเมือง มากกว่าการเป็นรถไฟฟ้าที่เลียนแบบกรุงเทพฯ ซึ่งการศึกษาของเต้ในครั้งนี้อาจไม่สามารถเดินทางได้ถึงจุดหมาย เพราะจากในเมืองเชียงใหม่ไปยังนอกเมืองนั้นมีอุปสรรคทั้งสภาพถนน สภาพอากาศ และระยะทางที่เดินกว่า 40 กิโลเมตร งานชิ้นนี้จึงเป็นงานชิ้นสุดท้ายในการศึกษาปริญญาโทของเต้ และเป็นชิ้นงานที่เต้ได้จัดแสดงใน BACC ในโครงการ Early Years Project ด้วย

Jak of Ghosts

การเดินทางครั้งสุดท้ายของรถไฟล่องหนเกิดขึ้นระหว่างการขนย้ายงานชิ้นนี้หลังจัดแสดงที่ BACC โดยเต้ได้พารถไฟล่องหนเดินทางด้วยรถไฟกลับไปยังเชียงใหม่ แบบที่ไม่ใช่การเดินทางกลับเฉยๆ แต่เป็นการแวะทุกจังหวัดที่รถไฟผ่าน รวมแล้ว 11 จังหวัดจนกว่าจะถึงเชียงใหม่ ทุกครั้งที่แวะแต่ละจังหวัด เต้จะใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดนั้น 1 วัน แล้วจึงค่อยขึ้นรถไฟเพื่อไปจังหวัดถัดไป นี่จึงเป็นการแสดงครั้งสุดท้ายของรถไฟล่องหน

Jak of Ghosts

Jak of Ghosts

ONCE ได้ฟังการเดินทางของเต้แล้วรู้สึกได้เลยว่า เต้เห็นเมืองเชียงใหม่มากขึ้นจากการทำงานชิ้นนี้ ไม่เพียงแค่ได้เห็นมุมเดิมๆ ผ่านการศึกษาแบบใหม่ของเขา แต่อาจได้ค้นพบมุมใหม่ๆ ของเชียงใหม่กว่าใครหลายๆ คน เราเลยสงสัยว่าเต้ได้คำตอบหรือบทสรุปจากการทำงานศิลปะชิ้นใหญ่ชิ้นนี้แบบไหนบ้าง

“คำตอบมันต่อยอดไปสู่คำถามใหม่ๆ สำหรับเรานะ งานชิ้นแรกทำให้ได้รู้ว่า รถไฟฟ้าอาจไม่ใช่คำตอบของเชียงใหม่ เพราะเมืองและภูมิศาสตร์เชียงใหม่ เลยนำไปสู่คำถามใหม่ที่ว่า แล้วขนส่งแบบไหนจะเหมาะกับเชียงใหม่? แล้วขนส่งนั้นเหมาะกับการอยู่บนถนนเชียงใหม่ไหม? หรือจริงๆ แล้วเชียงใหม่ต้องการขนส่งสาธารณะระหว่างนอกเมือง-ในเมืองมากกว่าหรือเปล่า? เป็นการทำงานที่ต่อยอดคำถามไปเรื่อยๆ มากกว่าครับ”

Jak of Ghosts

แม้ว่ารถไฟล่องหนจะสิ้นสุดการเดินทางลง แต่การต่อยอดคำถามไปเรื่อยๆ ของเต้อาจจะไปติดอยู่ในใจของผู้ที่ผ่านไปผ่านมาในเชียงใหม่แล้วบังเอิญเห็นเต้เดินทางไปพร้อมรถไฟล่องหนพอดี เพราะเต้ไม่ได้ทำงาน Art Performance อย่างโดดเดี่ยว แต่ชาวเชียงใหม่ที่คุ้นชินกับการแสดงออกเชิงศิลปะได้เข้ามาพูดคุยกับเต้ และได้แลกเปลี่ยนความเห็นซึ่งกันและกันระหว่างทาง นั่นจึงทำให้งานของเต้แม้จะไม่มีคำตอบที่ตายตัว แต่ได้สร้างบทสนทนากับพื้นที่ ผู้คน และสังคมได้จริง

Jak of Ghosts

นิรมนุษย์กาล

นอกจากรถไฟล่องหนที่เต้ทำงานในประเด็นเชิงโครงสร้าง สังคม และสิ่งที่ยึดโยงกับวิถีชีวิตของผู้คน ยังมีอีกโปรเจกต์ที่ตั้งคำถามกับธรรมชาติของมนุษย์โดยตรงอย่าง ‘นิรมนุษย์กาล’ ผลงานที่มีความลึกซึ้ง ซับซ้อน แต่ชวนให้เราตั้งคำถามถึงชีวิตได้ดี จนเราอยากให้คุณรู้จักโปรเจกต์นี้เหมือนกันกับเรา

Jak of Ghosts

Jak of Ghosts

“ด้วยความที่พื้นฐานเราเป็นคนทำหนัง จะสร้างงานสักชิ้นมักมีการวางพล็อตและคาแรกเตอร์บางอย่างเอาไว้ แต่การทำงาน Art Performance ทำให้เราเล่าแบบหนังที่แบ่งเป็นหลายองก์ไม่ได้ เราเลยเล่าเจาะไปที่การสื่อสารผ่านคาแรกเตอร์”

Jak of Ghosts

นี่คือโปรเจกต์ที่เต้ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นดั้งเดิมของเต้ เดิมทีเต้เป็นคนที่ชอบฟังและเล่าเรื่องผีอยู่เป็นทุนเดิม เพราะป่าของครอบครัวเต้มีพื้นฐานการเป็นศาสนาผี ไม่ได้เป็นศาสนาพุทธเพียว เพราะพื้นที่ภาคเหนือส่วนใหญ่มักมีความเชื่อที่ผสมผสานระหว่างศาสนาและการนับถือผีอยู่ หรือแม้กระทั่งคนภาคอีสาน ภาคใต้เองก็มีการนับถือบรรพบุรุษ มีการยึดโยงกับผีป่าเขา ผีบ้านเรือนอยู่ ทำให้ทุกพื้นที่ล้วนมีพิธีกรรมหรือประเพณีในการเลี้ยงและขอขมาผีอยู่ตลอด

“เราอยู่กับวิถีเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก และหลายๆ อย่างในศาสนาผีล้วนเข้าไปอยู่ในวิธีคิดและความเป็นอยู่ในแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากๆ ซึ่งเราเองก็เคยทำงานด้านสิ่งแวดล้อมมา และมองว่าถ้าวิทยาศาสตร์ไม่ตอบโจทย์ในการดูแลสิ่งแวดล้อม เราก็กลับไปหารากเดิมก่อนที่เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์จะเกิดขึ้นดีไหม”

Jak of Ghosts

โปรเจกต์นี้จึงทำให้เต้ตั้งคำถามผ่านชิ้นงานว่า ‘ถ้าวันหนึ่งมนุษย์สูญพันธ์ุไปจากโลกจนหมด แล้วสิ่งมีชีวิตแบบไหนจะกำเนิดมาแทนที่มนุษย์ได้บ้าง?’

“มันอาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่เหมือนมนุษย์อีกต่อไป เพราะจริงๆ แล้วมีนักวิชาการเคยให้ความเห็นว่าจริงๆ ว่า เรากำลังอยู่ในยุค Anthropocene ยุคแห่งการทำลาย นั่นคือยุคที่มนุษย์ทำให้สมดุลของโลกพังทลายลง จนเกิดปรากฏการณ์ต่างๆ ขึ้นมา ไม่ว่าจะภัยพิบัติหรือมลภาวะก็ตาม ซึ่งเป็นสิ่งที่ย้อนกลับมาทำลายตัวมนุษย์เอง ทำให้มนุษย์อยู่บนโลกนี้ไม่ได้ เราเลยตั้งคำถามว่า ถ้ามนุษย์สูญพันธ์ุจากการทำลายตัวเองไปแล้ว จะมีสิ่งชีวิตแบบไหนมาแทนที่ เราเลยตั้งชื่อสิ่งมีชีวิตนี้ว่านิรมนุษย์”

Jak of Ghosts

‘นิรมนุษย์’ ในแบบของเต้คือสิ่งใดๆ ก็ตามที่ไม่มีความเป็นมนุษย์ แต่มีองค์รวมของธรรมชาติมารวมอยู่ด้วยกันทั้งสัตว์ พืชและผี

บางคนที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วอาจจะมีขัดแย้งในใจขึ้นมาบ้างว่า ‘ไม่ใช่มนุษย์ทุกคนบนโลกที่จะทำลายโลกเสียหน่อย และไม่ใช่ทุกคนที่ได้รับผลกระทบ แต่คนที่อยู่ในระบบทุนนิยมต่างหากที่ทำลายโลก’ จึงทำให้เกิดคำใหม่เพื่อเรียกยุคสมัยนี้ขึ้นมาเป็นคำว่า Capitalocene คือยุคทุนนิยมทำลายโลก เต้เลยอยากให้คาแรกเตอร์นี้ไม่ใช่มนุษย์ และไม่ได้อยู่ภายใต้ยุคที่มีแนวคิดแบบ Capitalocene แต่พาเราย้อนกลับไปสู่ยุค New Animism

“Animism คือปรัชญาและวิถีชีวิตแบบหนึ่งที่เดิมทีมนุษย์เคยใช้ปรัชญานี้ในการดำเนินชีวิตและการจัดการทางสังคม เช่น การมองต้นไม้ต้นหนึ่งเป็นดั่งญาติ ฉะนั้น มนุษย์จะไม่ตัดไม้ดื้อๆ แล้วมาทำบ้านแบบที่มองเพียงแค่เขาเป็นต้นไม้ เมื่อชุมชนอยู่ในกรอบแนวคิด Animism มนุษย์มักจะกระทำการใดๆ ด้วยความระมัดระวัง หรือการจะฆ่าสัตว์สักตัวก็ฆ่าเพื่อให้แค่อิ่ม ไม่ได้ทำเพื่อขาย หรือทำเพื่อการล่าอย่างสนุกสนาน ขณะที่ทุนนิยมมักมองทุกอย่างเป็นทรัพยากร เป็นต้นทุนการผลิตและเป็นสินค้า แต่ Animism ไม่ได้มองแบบนั้น”

Jak of Ghosts

ในผลงานนิรมนุษย์กาล เต้ได้ถ่ายทอดผ่านการนำวิธีทรงเจ้าเข้าผีมาใช้ในการแสดง และมีการประกอบพิธีกรรมทั้งการฟ้อนรำ และการเชิญวิญญาณ เพื่อจำลองว่าโลกในยุคที่ไร้มนุษย์และไร้ทุนนิยม อาจจะมีสิ่งมีชีวิตที่มีหน้าตาเช่นนี้ และนี่อาจจะเป็นวิถีชีวิตประจำวันของนิรมนุษย์ก็ได้ พร้อมกับการตั้งคำถามไปในตัวว่า หากมนุษย์ยังคงให้ทุนนิยมทำลายโลกไปเรื่อยๆ แบบนี้แล้ว สุดท้ายโลกจะต้องเจอกับอะไร และมนุษย์เองจะหาทางรอดจากโลกที่แย่ลงได้อย่างไร หรือจริงๆ แล้วมนุษย์ควรสูญพันธ์ุไปเพื่อต้อนรับนิรมนุษย์จริงๆ ?

Jak of Ghosts

Jak of Ghosts

Jak of Ghosts

นี่คือสองโปรเจกต์ของเต้-จักรพันธ์ที่ไม่เพียงแค่ต้องการตั้งคำถามจากปัญหาที่เกิดขึ้นเชิงโครงสร้าง แต่ผลงานเหล่านี้เกิดจากกระบวนการคิดที่ศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ จนนำไปสู่การทดลองในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่ความเป็นเมืองและวิถีชีวิตของคนเชียงใหม่ผ่านโปรเจกต์ ‘รถไฟล่องหน’ และการทดลองที่ทวงถามถึงการกระทำของมนุษย์ด้วยวิถีความเชื่อที่ซ่อนอยู่ในมนุษย์เสมอผ่านโปรเจกต์ ‘นิรมนุษย์กาล’ และในอนาตเต้-จักรพันธ์อาจจะพาเราไปตั้งคำถามถึงสังคมอีกมากมายในแบบที่เราอาจจะคาดไม่ถึงเลยก็เป็นไปได้เหมือนกัน

ขอบคุณภาพจาก จักรพันธ์ ศรีวิชัย

Jak of Ghosts

ติดตามผลงานของเต้-จักรพันธ์ได้ที่ : @jakofghosts