อกหักเชิญทางนี้
‘อกหักเชิญทางนี้’ อกหักจากระบบ แต่ไม่เคยหมดรักศิลปะ สำรวจ 4 ผลงานจาก 4 ศิลปินที่ยืนหยัดการมีอยู่
- นิทรรศการอกหักเชิญทางนี้ เป็นโครงการจาก BACC เปิดพื้นที่ให้ศิลปินรุ่นกลางที่เคยถูกปฏิเสธจากโลกอุตสาหกรรมศิลปะ มาจัดแสดงผลงานเพื่อแสดงออกทางความคิด และยืนหยัดถึงการมีอยู่ของตัวเอง โดยมีศิลปินในโครงการทั้งหมด 8 ท่าน และ ONCE เลือกพาไปขุดคุ้ยเบื้องหลัง 4 ผลงานจาก 4 ศิลปิน
ความสำเร็จมักโชว์บนโซเชียล ส่วนความผิดหวังซุกซ่อนไว้ใต้พรม
พออายุร่วม 40 ปี ราวกับได้รับภารกิจเพิ่มขึ้นอีกขั้น มาพร้อมความคาดหวังมากขึ้น ต้องชนะ ต้องได้รับเลือก ต้องเติบโตแบบก้าวกระโดด ต้องประสบความสำเร็จเท่านั้นถึงจะมีที่ยืนในสังคม
แต่ในโลกความเป็นจริง.. ชีวิตไม่ได้ใจดีกับทุกคนขนาดนั้น
ศิลปินวัยกลางคนที่ยังคงยืนหยัดเพื่องานศิลปะ เล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมา แต่ไม่เคยได้รับการยอมรับ ถูกปฏิเสธจากระบบ หรือโดนผลักไสให้ไปอยู่ขอบสปอตไลต์ จะอยู่ส่วนไหนของอุตสาหกรรมศิลปะ
ถ้าคำตอบของอุตสาหกรรมศิลปะคือการคัดผลงานเหล่านี้ออก คำตอบของโครงการนิทรรศการ ‘อกหักเชิญทางนี้’ จากหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) คือการเปิดพื้นที่เพื่อโอบกอดและยืนยันการมีอยู่ของศิลปิน ให้ได้แสดงออกในแบบที่ศิลปินเลือกจะบอกเล่าด้วยตนเอง
ONCE ขอชวนก้าวข้ามกำแพงแห่งความผิดหวัง ไปร่วมพูดคุย แบ่งปันความฝัน และรับแรงบันดาลใจจาก 4 ศิลปินในโครงการนิทรรศการอกหักเชิญทางนี้ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะเคย ‘อกหัก’ จากระบบมานับครั้งไม่ถ้วน แต่หัวใจของการเป็นศิลปินไม่เคยมอดดับลงเลย


Un-Seen : อนุรักษ์ โคตรชมภู
หงึก – อนุรักษ์ โคตรชมภู หยิบยกประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำของเวลา มาถ่ายทอดผ่านผลงาน ‘Un-Seen’ เพื่อพาไปสำรวจบริบทของนาฬิกาเรือนเดียวกัน แม้แขวนต่างพื้นที่ก็อาจบอกเวลาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ศิลปินเลือกสำรวจหมู่บ้านหนองตื่น อดีตหมุดหมายสำคัญจากยุคพัฒนา สะท้อนร่องรอยประวัติศาสตร์และกาลเวลาจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาเฝ้าสำรวจวิถีชีวิตผู้คน พูดคุยถึงร่องรอยการเปลี่ยนผ่านในแต่ละยุคสมัย และสังเกตการปรับตัวของชุมชนท่ามกลางโลกปัจจุบัน

ความน่าสนใจของผลงานคือการพาสำรวจเวลาของคนเมือง กับเวลาของคนชนบท ผ่านการใช้ปฏิทินเป็นตัวเล่าเรื่องราว ร่วมกับการออกแบบสื่อผสมจัดวางจากวัตถุดิบของชุมชน
เวลาของคนเมืองแบ่งแยกผ่านการใช้ปฏิทินสากล และการทำงานแข่งกับชั่วโมง กับเวลาของคนชนบท อิงอยู่กับวิถีชีวิตสอดคล้องกับจังหวะของธรรมชาติ หลายครั้งนิยามของวันหยุดหรือเวลาว่างของทั้งสองโลก กลับไม่เคยมีความหมายตรงกันเลยสักครั้ง

“Un-Seen สะท้อนตัวตนผมในฐานะคนชนบท ที่ต้องพยายามปรับเปลี่ยนฝีเท้าให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก และวงการศิลปะร่วมสมัย ขณะเดียวกันก็เปรียบเสมือนคนในพื้นที่ห่างไกล ที่ต้องพยายามทำตัวให้คล้ายคลึงกับคนเมือง เพื่อแสวงหาพื้นที่ยืนในสังคม”


สายลม แสงแดด และสวนความทรงจำ : อัครวินท์ ไกรฤกษ์
เต็ม – อัครวินท์ ไกรฤกษ์ ค้นพบว่า การนิ่งและการเฝ้ามองคือเครื่องมือซ่อมแซมจิตใจชั้นดี เขาหยิบเอาความผูกพันต่อระบบนิเวศในสวนของครอบครัว มาถ่ายทอดเป็นผลงานชุดสื่อผสม ‘สายลม แสงแดด และสวนความทรงจำ’ เชื้อเชิญให้เราเข้าไปสำรวจสวนหลังบ้านของศิลปิน

กระบวนการสร้างสรรค์ผลงาน เป็นการใช้เทคนิคไซยาโนไทป์ (Cyanotype) บันทึกร่องรอยสวนหลังบ้าน และทำงานร่วมกับแสงแดด สายลม ธรรมชาติ และสิ่งมีชีวิตรอบตัวด้วยความเคารพ โดยปล่อยให้น้ำยาไหลซึมไปตามแรงโน้มถ่วง เคารพกับปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ทั้งฝุ่นผงหล่นจากกิ่งไม้ หรือสายลมพัดพาบางส่วนให้หลุดลอยไป ทั้งหมดนี้ประกอบสร้างกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชิ้นงาน
สะท้อนถึงปรัชญาการใช้ชีวิต บางครั้งเราก็ไม่สามารถควบคุมทุกอย่างในชีวิต แต่เราสามารถเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมันได้

เต็มหยิบเอาประสบการณ์รอบตัวมาสร้างสรรค์ ให้เราได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ผ่านภาพและเสียง ถ้าลองยืนอยู่นิ่งๆ เงี่ยหูฟังให้ดี เราจะได้ยินเสียงของธรรมชาติที่กำลังตั้งใจเล่าเรื่องบางอย่าง อาจจะไม่ได้เล่าเรื่องเป็นเส้นตรงคล้ายภาษามนุษย์ แต่มันก็กระซิบด้วยถ้อยคำน่าอัศจรรย์

หัวใจสำคัญคือการเฝ้ามองต้นแก้ว มรดกจากคุณปู่ที่มีอายุกว่า 40 ปี ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ศิลปินเติบโตมาพร้อมกับพื้นที่แห่งนี้ โดยเต็มเลือกใช้เทคนิคถ่ายภาพมาโครขยายให้เห็นเลนติเซล (Lenticel) หรือรูพรุนเล็กๆ ที่ต้นไม้ใช้หายใจ สะท้อนถึงการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตเพื่อความอยู่รอดบนโลก


“การกลับมาสังเกตบาดแผลบนเปลือกไม้ หรือวิธีที่ธรรมชาติซ่อมแซมตัวเอง ทำให้ผมค้นพบความสงบในใจนะ บางทีเราก็ต้องเรียนรู้จะหยุดนิ่ง เพื่อรับฟังเสียงปลอบประโลมจากธรรมชาติรอบตัวดูบ้าง”

ชื่น : วิทยา ชัยมงคล
อู๋ – วิทยา ชัยมงคล ใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่เบื้องหลังในฐานะอาร์ตไดเรกเตอร์และโปรดิวเซอร์มายาวนาน เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจเนรมิตฉากและสร้างสรรค์อุปกรณ์ประกอบฉาก เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า พอนานวันเข้าเกิดความรู้สึกเสียดายเศษวัสดุเหลือทิ้ง ทั้งเศษไม้ โฟม กระดาษ และพลาสติก
จากความเสียดายทำให้อู๋ทดลองผิดทดลองถูก เริ่มทำงานศิลปะด้วยใจรัก หนึ่งเพื่อใช้วัสดุเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสองเพื่อใช้งานศิลปะชุบชูหัวใจ เขาเริ่มพัฒนาเทคนิคเฉพาะตัวจากใช้กระดาษรีไซเคิล มานวดจนกลายเป็นเนื้อดินเพื่อใช้ขึ้นรูปตามจินตนาการ จนกลายมาเป็นประติมากรรมลอยตัว กลายเป็นของตกแต่งบ้านที่ทั้งสวยและลดปริมาณขยะบนโลกลงไปอีกด้วย


สำหรับในโครงการนิทรรศการอกหักเชิญทางนี้ อู๋เลือกถ่ายทอดผ่านผลงาน ‘ชื่น’ เปรียบดั่งบทบันทึกความทรงจำจากวัยเด็ก ที่เติบโตในชุมชนไทยทรงดำ จังหวัดเพชรบุรี ถ่ายทอดผ่านรูปทรงของผู้หญิงตั้งครรภ์ มีฐานด้านล่างประกอบเป็นลายดอกแปด สื่อถึงผีแถน เทพเจ้าผู้ปกป้องคุ้มครองตามความเชื่อของชาวไทยทรงดำ เปรียบเสมือนรากฐานและจิตวิญญาณที่คอยพยุงชิ้นงานไว้

หัวใจสำคัญของชื่น คือการนำผ้าซิ่นลายแตงโมของคุณย่า ซึ่งถือเป็นผ้าซิ่นพื้นเมืองตามเอกลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ไททรงดำ (ลาวโซ่ง) มาถ่ายทอดให้ร่วมสมัยมากขึ้น โดยถอดความหมายผ่านลวดลายบนผ้าซิ่นลายแตงโม ออกมาเล่าเรื่องผ่านประติมากรรมผู้หญิงตั้งครรภ์ เพื่อสื่อถึงตัวแทนของชีวิต และการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

“การอนุรักษ์วัฒนธรรมไม่จำเป็นต้องยึดติดกับรูปแบบเดิมเสมอไป ผมเลือกใช้สิ่งของเหลือใช้มาเป็นสื่อเล่าเรื่องราว และเลือกนำวัฒนธรรมที่กำลังเลือนหาย มาถ่ายทอดผ่านงานศิลปะ เพื่อยกระดับเรื่องราวให้ร่วมสมัยมากขึ้น”

Life’s Postscript : คเชนทร์ บดินทร์อิทธิเดช
คิง – คเชนทร์ บดินทร์อิทธิเดช เริ่มต้นทำงานศิลปะเพื่อเยียวยาหัวใจตัวเอง เขาชื่นชอบเทคนิคอะนาล็อกคอลลาจ หรือศิลปะตัดแปะทำมือมาตั้งแต่เด็ก
ศิลปินเลือกหยิบนิตยสารเก่าพิมพ์แบบออฟเซต (Offset Printing) ที่ให้เม็ดสีและผิวสัมผัสแบบเอกลักษณ์เฉพาะตัว มาตัด เรียง จัดวางใหม่ เพื่อสร้างเรื่องราวตามที่ตั้งใจอยากสื่อสารออกไป สำหรับคิง นิตยสารพวกนี้คือภาพแทนของอดีต แต่พอหยิบบางส่วนมาใช้เล่าเรื่องอีกครั้ง กลับกลายเป็นผลงานร่วมสมัยและมีชั้นเชิงขึ้น


ในผลงาน ‘Life’s Postscript’ ถ่ายทอดวัฏจักรชีวิต ใช้สัญลักษณ์เป็นองค์ประกอบซ่อนนัยสำคัญชวนให้ผู้ชมหยุดคิด ร่วมค้นหา ถอดรหัสผ่านสัญลักษณ์ต่างๆ
เนื่องจากนิตยสารเก่าเก็บมีขนาดเล็ก ในผลงานนี้จึงต้องนำมาขยายสเกลให้ใหญ่ขึ้นบนแผ่นพลาสวูด เพื่อสร้างแรงกระแทกทางสายตาให้ผู้ชม แต่ศิลปินยังคงรักษาเสน่ห์ของงานอะนาล็อกไว้ ผ่านการสแกนเก็บรวบรวมทุกร่องรอยความไม่สมบูรณ์ ทั้งร่องรอยขาดวิ่นจากกาลเวลา หรือพื้นผิวตามฉบับดั้งเดิมเอาไว้ เพราะนั่นคือความจริงใจของงานศิลปะที่ส่งผลต่ออารมณ์ของผู้คน

หนึ่งในชิ้นงานที่เราชื่นชอบคือการหยิบแนวคิด Memento Mori หรือการระลึกถึงความตายมาเล่าผ่านสัญลักษณ์ เพื่อบอกเล่าว่าความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัว มันกลับช่วยทำให้เห็นคุณค่าของการมีชีวิตได้ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าเราจะอยู่ในช่วงเวลาไหนของชีวิต ก็ไม่เคยสายเกินไปที่จะลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่หัวใจเรียกร้องจริงๆ

“ศิลปะทำให้ผมกลับมาเป็นเจ้าของผลงานและเจ้าของชีวิตตัวเองอีกครั้ง ผมหวังว่างานชุดนี้จะช่วยกระตุ้นเตือนใจให้ทุกคนเห็นคุณค่าของเวลา และกล้าลุกขึ้นมาทำตามเสียงเรียกร้องของหัวใจตัวเอง”



นอกจากศิลปินทั้ง 4 ท่าน ในโครงการนิทรรศการอกหักเชิญทางนี้ ยังมีศิลปินให้เยี่ยมชมผลงานส่วนที่เหลืออีก 4 ท่าน มาสัมผัสพลังสร้างสรรค์ของศิลปินวัยกลางคนกันต่อได้เลยที่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)
นิทรรศการอกหักเชิญทางนี้
จัดแสดงตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2569
ที่ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 7
ที่อยู่ : หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 939 ถ. พระรามที่ 1 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
เปิดบริการวันอังคาร – วันอาทิตย์ เวลา 10.00 – 20.00 น.