About
ART+CULTURE

Heritage of Akha

บู้ซือ อาจอ ศิลปินชาติพันธุ์ผู้ยกบ้านอาข่ามาทั้งหลัง เพื่อเล่า ‘จิตวิญญาณและผ้าทอ’ ที่ใช้เวลารวบรวมกว่า 4 ปี

Date 27-05-2026 Views 135
Read At ONCE
  • ชวนคุยกับ บู้ซือ อาจอ ศิลปินหญิงชาวอาข่า กับนิทรรศการใหม่ของเธอที่ Bangkok Kunsthalle อย่าง The Preservation of Fire ผ่านการนำเสนอรากเหง้าของชาติพันธุ์ ทั้งงานปักผ้าเก่าแก่ และการยกบ้านอาข่าของจริงมาตั้งไว้ใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อรักษาตัวตนของชนพื้นเมืองไม่ให้หายไป ในวันที่ถูกท้าทายจากโลกสมัยใหม่

บู้ซือ อาจอ คือศิลปินหญิงชาวอาข่าที่มาแรงมากคนหนึ่งในวงการศิลปะทั้งในไทยและต่างประเทศ เธอโด่งดังจากผลงานภาพวาดผู้หญิงด้วยสไตล์ที่รุนแรงดุดัน รวมถึงการสร้างสรรค์งานที่เชื่อมโยงกับชาติพันธุ์ และเคยมีโอกาสฝากฝีมือในเวทีใหญ่ระดับ Thailand Biennale ที่จังหวัดเชียงรายในปี 2023 มาแล้ว

เธอกลับมาอีกครั้งกับนิทรรศการใหม่ The Preservation of Fire โปรเจกต์ที่ร่วมมือกับ Bangkok Kunsthalle เพื่อสร้างงานศิลปะเชิงอนุรักษ์ บอกเล่าเรื่องราววัฒนธรรมดั้งเดิมของชุมชนชาวอาข่าผ่านความทรงจำ ความพิเศษคือครั้งนี้ไม่มีงานจิตรกรรมซึ่งเป็นสไตล์ถนัดของบู้ซือ แต่เป็นการก้าวสู่มิติใหม่ ผ่านงานหัตถกรรมและสถาปัตยกรรมที่ยกตัวตนชาวอาข่าแบบของแท้มาให้ชม

นอกจากได้ซึมซับนิทรรศการจากหัวใจของผู้หญิงคนนี้ เรายังมีโอกาสได้นั่งพูดคุยกับเธอเพื่อรู้จักตัวตนของบู้ซือ อาจอ ให้มากขึ้น กับความตั้งใจที่อยากรักษาวัฒนธรรมให้คงอยู่ ท่ามกลางความท้าทายของโลกสมัยใหม่ที่พร้อมกลืนกินรากเหง้าของคนกลุ่มนี้ให้หายไปเมื่อไหร่ก็ได้

บู้ซือ อาจอ

ในวันที่อ่อนล้า

จุดเริ่มต้นชีวิตของ บู้ซือ อาจอ ในเมืองไทยถือว่ายากลำบากมาก เธอคือหนึ่งในคนที่ได้เห็นพิษภัยของสงคราม จากเด็กผู้หญิงที่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในพื้นที่อันเรียบง่ายของชุมชนชาวอาข่า ต้องละทิ้งบ้านเกิดเข้ามาลี้ภัยในบ้านเรา

จากที่เคยมีบ้าน มีที่ดินของตัวเอง ต้องกลายเป็นแรงงานหาเช้ากินค่ำตั้งแต่อายุน้อย พลิกผันจากเด็กหญิงผู้ร่าเริง สู่ช่วงเวลาที่ต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า เธอมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?

“เราไม่มีอะไรติดตัวมาเลย ก็ต้องมาหางานทำ ทั้งขายข้าวแกง ขายส้มตำ ขายรองเท้า ตอนนั้นก็เครียด คิดกับตัวเองว่าชีวิตต้องมาเจอกับอะไรก็ไม่รู้ โดนเจ้านายด่าก็เครียดมาก

“ตอนนั้นบู้ซือเหมือนกับเป็นโรคซึมเศร้า น่าเบื่อจังเลย ทำไมต้องมาเจออะไรแบบนี้ ไม่อยากมีชีวิตแล้ว อยากตาย”
ทางระบายความเครียดทางเดียวในตอนนั้นคือการวาดรูป เพราะบู้ซือเขียนหนังสือไม่ได้ การวาดรูปจึงเป็นเหมือนการจดบันทึกเพื่อระบายพลังลบที่กักขังอยู่ในใจออกไป อย่างน้อยก็ทำให้เธอยังพอเดินหน้าต่อได้ในวันที่มองไม่เห็นแสงสว่าง

“บู้ซือเคยเข้าโรงเรียนตอนเด็ก เขาก็สอนภาษา แต่บู้ซือไม่ชอบ ชอบวาดรูป เพราะเคยมีเพื่อนของคุณพ่อมาที่บ้านแล้วเขาวาดรูปหน้าคนให้ดู บู้ซือก็ชอบ ตอนนั้นที่บ้านมีทีวีขาวดำอยู่ บู้ซือก็ดู แล้ววาดหน้าคนตาม

“พอมาอยู่ที่ไทย ช่วงเครียดๆ บู้ซือก็วาดแต่หน้าคน วาดออกมาเยอะมาก มีแต่หน้าของคนเป็นโรคซึมเศร้าทั้งนั้นเลย”

บู้ซือ อาจอ

ในวันที่ถูกมองเห็น

แต่เหมือนโชคชะตาจะไม่ทอดทิ้งเธอ ผลงานศิลปะบำบัดตัวเองของบู้ซือถูกมองเห็นโดยอาจารย์สยาม พึ่งอุดม ที่ไปกินข้าวแกงในร้านที่เธอทำงานอยู่ เมื่อได้เห็นผลงานที่เต็มไปด้วยความน่าสนใจ เขาจึงตัดสินใจซื้องานของบู้ซือ (ด้วยการโกหกว่ามีคนอื่นมาซื้ออีกที) เพื่อเป็นแรงผลักดันให้หญิงชาวอาข่าคนนี้มีใจในการสร้างสรรค์ภาพวาดต่อไป

“ตอนนั้นทำงานร้านข้าวแกงได้เงินวันละ 100 บาท แต่ขายภาพ (ที่อาจารย์สยามซื้อไป) ได้ 200 บาท ก็ดีใจมาก กลับไปวาดรูปจนเต็มห้อง วาดอะไรได้ก็วาดหมด ลงกระดาษบ้าง ลงผ้าม่านเก่าบ้าง พอวาดเยอะก็ได้ไปจัดแสดง ก็ขายได้เกือบหมดเลย

“มันเหมือนกับบู้ซือได้รับการส่งเสริมให้วาดรูปต่อมาเรื่อยๆ และบู้ซือก็เหมือนได้ระบายด้วย สำหรับบู้ซือการวาดรูปเหมือนการทำสมาธิ ได้บำบัดตัวเอง

“ศิลปะมีความหมายมาก ไม่ใช่แค่วาดเพื่อสนุก แต่มันมีประโยชน์ มีคุณค่า สามารถช่วยคนที่ลำบาก คนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า หรือคนที่อยากตายได้

“บู้ซือหลังจากได้วาดรูปก็ไม่อยากตายอีกแล้ว”

บู้ซือ อาจอ

ในวันที่จุดไฟเพื่อชาติพันธุ์

นอกจากความยากลำบากส่วนตัว ในช่วงที่ใช้ชีวิตในเมืองไทยใหม่ๆ เธอได้เห็นถึงการเอาเปรียบผู้หญิงที่เกิดขึ้นในสังคม ทั้งหมดหล่อหลอมให้ผลงานช่วงเริ่มต้นของบู้ซือ อาจอ ออกมาเป็นภาพวาดผู้หญิงสไตล์น่ากลัวและดูรุนแรง ซึ่งสร้างชื่อให้เธอ

แต่เมื่อวันเวลาผันผ่าน บู้ซือ อาจอ ก็มองเห็นประเด็นใหม่ที่ต้องการนำเสนอ นั่นคือการเผยแพร่เรื่องราวของชาวอาข่า เพราะเธอมองเห็นความจริงที่ว่า “ถ้าโลกใบนี้ยังหมุนต่อไป วัฒนธรรมชาวอาข่าก็ต้องเดินต่อไปด้วยเช่นกัน”

นี่คือที่มาของนิทรรศการ “The Preservation of Fire” ที่ไม่ได้จัดแสดงเพื่อความสวยงามหรือแสวงหาผลกำไร แต่เป็นพื้นที่อนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรม เพื่อสะท้อนถึงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของชาติพันธ์ุที่กำลังต่อสู้ให้อยู่รอดในทุกวันนี้โดยไม่ถูกกลืนหายไป

บู้ซือ อาจอ

บู้ซือ อาจอ

บู้ซือ อาจอ

บู้ซือ อาจอ

บู้ซือ อาจอ

ผลงานที่บู้ซือสร้างสรรค์ในครั้งนี้แบ่งเป็น 2 ชุด ชุดแรกคือผลงานผ่านผ้าทอเก่าแก่ของชาวอาข่าที่เธอใช้เวลารวบรวมกว่า 4 ปี โดยผ้าทั้งหมดปักด้วยความรักจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง เช่น จากแม่สู่ลูก ไม่มีผ้าจากงานเชิงพาณิชย์เลยแม้แต่ชิ้นเดียว มีทั้งผ้าที่เต็มไปด้วยลายปักโบราณ ไปจนถึงลายปักสมัยใหม่ในยุคที่ชาวอาข่าได้รับอิทธิพลจากศาสนาคริสต์

ขณะที่ผลงานอีกชุดคือ “บ้านอาข่า” ที่บู้ซือและเพื่อนพ้องได้รื้อบ้านดั้งเดิมที่ถูกทิ้งร้างในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ยกลงจากเขามาประกอบใหม่ที่ Bangkok Kunsthalle เพื่อสืบสานสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่กำลังเลือนหาย เพราะปัจจุบันคนรุ่นใหม่ไม่ได้อาศัยในบ้านแบบดั้งเดิมอีกแล้ว

บู้ซือ อาจอ

บู้ซือ อาจอ

บู้ซือ อาจอ

บู้ซือ อาจอ

บู้ซือ อาจอ

บู้ซือ อาจอ

“ผ้ากับบ้านคือสิ่งสำคัญของชาวอาข่า บ้านคือที่อยู่อาศัย ผ้าคือเครื่องนุ่งห่ม บู้ซือมองว่าชีวิตมนุษย์ขาดสองสิ่งนี้ไปไม่ได้ มันคือส่วนหนึ่งของชีวิต การสร้างบ้านก็ทำให้รู้สึกดีที่ได้อยู่กับธรรมชาติ การทำงานกับผ้าก็สนุก ได้เห็นลายปักผ้าที่ทุกวันนี้ไม่มีแล้ว และได้ทำสมาธิด้วย

“บู้ซือมองว่าวัฒนธรรมชาวอาข่าเหมือนคนแก่ที่กำลังจะตาย อย่างตอนนี้บู้ซือมีลูก ลูกก็ไม่ได้รู้จักที่มาที่ไปของวัฒนธรรมอาข่า บ้านอาข่าที่ปู่ย่าตายายเคยอยู่เขาก็ไม่รู้จัก ทุกวันนี้บ้านแบบนี้เหลือแค่ไม่กี่หลังแล้วในภาคเหนือ

บู้ซือ อาจอ

บู้ซือ อาจอ

บู้ซือ อาจอ

บู้ซือ อาจอ

บู้ซือ อาจอ

บู้ซือ อาจอ

บู้ซือ อาจอ

บู้ซือ อาจอ

“บ้านที่บู้ซือสร้างขึ้นมาก็เลยไม่สมบูรณ์เพื่อเป็นตัวแทนของคนแก่ อย่างมุ้งเก่าหรือหลังคาก็เป็นตัวแทนของเส้นผมคนแก่ที่หลุดลุ่ย น้ำก็รั่วนะบ้านหลังนี้”

หนึ่งในเรื่องราวที่น่าประทับใจคือ ในการรื้อถอนบ้านเพื่อประกอบขึ้นมาใหม่ มีชาวอาข่ารุ่นใหม่ที่ไม่มีความรู้เรื่องนี้เข้ามาร่วมด้วย ทำให้ระหว่างกระบวนการเกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้การสร้างบ้านอาข่าจากรุ่นสู่รุ่น เป็นการสืบต่อวัฒนธรรมให้ถูกส่งต่อไปตามที่ศิลปินตั้งใจไว้

“บู้ซือดีใจมากนะที่หลายคนเห็นความสำคัญ เข้ามาช่วยเราในโปรเจกต์นี้ ทั้งที่ไม่ใช่ชาวอาข่า เพราะทั้งหมดที่ทำไม่ใช่เพื่อความชอบหรือความสนุกของตัวเอง แต่เพื่อไม่ให้ลืมรากเหง้า”

บู้ซือ อาจอ

ในวันที่ (อยาก) ว่างเปล่า

อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ บู้ซือ อาจอ เป็นที่รู้จัก คือการเป็นศิลปินสายจิตวิญญาณ (Spirituality) ซึ่งหลายผลงานของเธอได้พูดถึงประเด็นเกี่ยวกับชีวิตและความตาย นิทรรศการครั้งนี้ก็เช่นกัน ในด้านหนึ่งบ้านอาข่าคือภาพสะท้อนของการมีชีวิต ผ่านการจัดแสดงเหมือนมีคนอาศัยอยู่จริง ขณะที่งานผ้าทอกลับชวนให้นึกถึงความตาย เมื่อผ้าหลายชิ้นที่นำมารวมกันเป็นของเจ้าของเดิมที่เสียชีวิตไปแล้ว

สำหรับศิลปินคนนี้ เธอมีมุมมองที่น่าสนใจกับชีวิต หลังจากผ่านเรื่องราวมากมาย ได้เห็นความเชื่อหลายรูปแบบ ทั้งศาสนาคริสต์ที่เกี่ยวข้องกับชุมชน การนับถือวิญญาณและบรรพบุรุษตามความเชื่อดั้งเดิม ไปจนถึงศาสนาพุทธหลังจากเข้ามาอยู่ในประเทศไทย เธอได้พัฒนาตัวตนผ่านความเชื่อทางจิตวิญญาณ จนพบความสงบและจุดยืนที่เธอภูมิใจ

บู้ซือ อาจอ

“บู้ซือชอบวาดรูปอยู่คนเดียว ถ้าไม่ได้วาดจะรู้สึกไม่สบาย เป็นแบบนี้จริงๆ เวลาวาดรูปเหมือนได้นั่งสมาธิ ได้เห็นตัวเองและธรรมชาติ บู้ซือชอบคำสอนของพระพุทธเจ้าที่สอนเรื่องความว่างเปล่า

“ถ้าคิดแบบคนทั่วไปคงมองว่าชีวิตของบู้ซือดีขึ้น แต่สำหรับบู้ซือชีวิตก็เป็นแค่ชีวิต การทำงานศิลปะพามาถึงจุดที่เข้าใจว่า ชีวิตคือสิ่งว่างเปล่า ไม่มีอะไร แค่ใช้ชีวิตรอวันกลับคืนสู่จักรวาล คืนสู่ธรรมชาติ กลายเป็นความว่างเปล่า

“แต่ตอนนี้บู้ซือยังไม่ใช่ความว่างเปล่า เรายังมีตัวตนอยู่ ยังรักชาวอาข่า สามารถทำอะไรเพื่อคนอื่นได้ ตอนนี้ก็อยากทำงานที่มีคุณค่า มีประโยชน์ มีความหมายกับประวัติศาสตร์และชุมชน”

บู้ซือ อาจอ

บู้ซือ อาจอ

นิทรรศการ The Preservation of Fire สะท้อนคำพูดของบู้ซือ อาจอ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ การยกวัฒนธรรมที่ไกลตัวคนเมืองมาตั้งไว้ใจกลางกรุงเทพมหานคร ณ Bangkok Kunsthalle ทำให้เราได้สัมผัสถึงรากเหง้า เห็นทั้งวิถีชีวิตและความสวยงามในอดีต พร้อมย้อนมองสังคมที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน ยิ่งทำให้ตระหนักรู้ว่า ทำไมจึงควรรักษามรดกล้ำค่าเหล่านี้เอาไว้

เพราะท้ายที่สุดหากสิ่งเหล่านี้หายไป มันไม่ใช่แค่การสูญสิ้นของวัฒนธรรมรูปแบบหนึ่ง แต่มันหมายถึงการตายลงของจิตวิญญาณคนอาข่า ที่ถูกโลกสมัยใหม่กลืนกินจนหารากเหง้าของตัวเองไม่เจออีกต่อไป

บู้ซือ อาจอ กล่าวเอาไว้ว่า “ถ้าโลกนี้ยังหมุนต่อไป ต้นไม้ที่ชื่อว่าอาข่าก็ต้องรอดไปพร้อมกับต้นไม้อื่น ต้องไม่ตายไปจากโลกนี้” และสิ่งที่เธอทำคือการรดน้ำเพื่อให้ต้นไม้ต้นนี้ยังคงอยู่รอดต่อไป พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจให้ทุกคนช่วยกันดูแลรักษา จนกว่าจะถึงวันที่โลกใบนี้กลับคืนสู่ความว่างเปล่าของตัวเอง

นิทรรศการ The Preservation of Fire วันนี้ – 1 พฤศจิกายน 2026 สถานที่: Bangkok Kunsthalle

Facebook: https://www.facebook.com/BangkokKunsthalle/

Instagram: https://www.instagram.com/bangkok_kunsthalle/

ติดตาม บู้ซือ อาจอ ได้ที่ Facebook: https://www.facebook.com/busui.ajaw.54/