Think Buddhist Art
มองพุทธศิลป์คอนเซปชวล ศิลปะสื่อผสมจากปรัชญาพุทธแท้ฉบับศิลปินรุ่นใหม่ของ ลักษณ์-อภิลักษณ์ อำนวยสุข
- เปิดบทสนทนากับ ‘ลักษณ์-อภิลักษณ์ อำนวยสุข’ ศิลปินรุ่นใหม่ที่เนิร์ดปรัชญาศาสนาพุทธ ผู้เปลี่ยนผ่านจากการทำงานศิลปะโจมตีวินัยสงฆ์ สู่การสร้างศิลปะสื่อผสมที่เข้าใจในแก่นแท้ของพุทธศาสนา
“พุทธศิลป์คอนเซปชวล” นิยามงานศิลปะของ ‘ลักษณ์-อภิลักษณ์ อำนวยสุข’ ศิลปินที่เคยให้ความโกรธขับเคลื่อนผลงาน สู่ความเข้าใจแก่นของศาสนาพุทธในปรัชญาแห่งความสมบูรณ์ภายใต้ความไม่สมบูรณ์
อยากพาทุกคนมารู้จักกับศิลปินไทยรุ่นใหม่ที่หยิบยกศาสนาพุทธมาเล่าได้อย่างน่าสนใจอีกคนหนึ่งอย่าง ‘ลักษณ์-อภิลักษณ์ อำนวยสุข’ กำลังศึกษาต่อปริญญาโท สาขาศิลปะไทย คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และได้โคจรมาเจอกับ ONCE ในเทศกาล Creative Nakhon เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอนว่า ผลงานของลักษณ์ทำให้ ONCE อยากชวนมาเปิดบทสนทนาถึงผลงานและตัวตนของเขาสักครั้ง และในครั้งนี้ ONCE ก็ได้มานั่งพูดคุยกับศิลปินที่เนิร์ดศาสนาพุทธสุดๆ ณ ลานอาจารย์ศิลป์ พีระศรี
ชิ้นงานของลักษณ์ที่ต้องตาสะกดใจ ONCE จากงาน Creative Nakhon คือชิ้นที่นำเอาเศษพระเครื่องมาก่อร่างเป็นเจดีย์ โกศ หรือวัตถุรูปทรงสถูป ที่ถ้ามองไกลๆ เจดีย์นี้ก็ดูสมบูรณ์และสวยงามดี แต่เมื่อเดินเข้าไปมองอย่างพินิจพิจารณาก็จะเห็นได้ว่าเจดีย์นั้นประกอบสร้างด้วยเศษซากที่หักพังของพระเครื่องอันเคยเป็นสิ่งที่ผู้คนศรัทธา งานชิ้นนี้ของลักษณ์จึงอยากพูดถึงธรรมชาติความไม่จีรังของทุกสรรพสิ่ง ไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์ ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งไม่สมบูรณ์ประกอบสร้างจนเกิดเป็นรูปหนึ่งที่ดูสมบูรณ์ และนั่นคือแก่นแท่ของศาสนาพุทธ แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นในงานของลักษณ์ก็คือ…
“เศษพระเครื่องเหล่านี้จริงๆ ส่วนหนึ่งมาจากข้างต้นไม้ตามวัดวา ได้มาจากร้านพระเครื่อง และผมก็มีความเชื่อมโยงกับพระเครื่อง เพราะพ่อผมสะสมพระเครื่องด้วยครับ”
นี่จึงเป็นเรื่องราวของศิลปินรุ่นใหม่ที่ครอบครัว ศิลปะ และตัวตนของเขาถูกยึดโยงเข้าศาสนาพุทธอยู่เสมอ แต่อะไรคือสิ่งที่ทำให้ศิลปินรุ่นใหม่คนนี้เปลี่ยนจากความโกรธที่มีต่อศาสนา มาเป็นผู้ที่อยากนำเสนอแก่นแท้ของศาสนาพุทธด้วยศิลปะสไตล์ ‘พุทธศิลป์คอนเซ็ปชวล’ กันนะ? บทความนี้จะเปิดบทสนทนาที่มากกว่าการเข้าใจผลงานศิลปะ แต่อาจทำให้ทุกคนมองศาสนาพุทธในมุมมองใหม่กว่าเคย

ครอบครัว - พุทธศิลป์คอนเซปชวล
รู้มาว่าในงานเทศกาล Creative Nakhon จังหวัดนครศรีธรรมราช ลักษณ์ได้เข้าร่วมจากคำชวนของศิลปินรุ่นพี่อย่าง ‘นิ่ม-แก้วตระการ จุลบล’ โดยร่วมนิทรรศการกลุ่ม FIELD OF BELIEVE ที่ชั้น 2 ของตึก Middle Fish ความพิเศษคือลักษณ์ไม่ได้เป็นแค่ศิลปินที่จัดแสดงอยู่ที่นั่น แต่ยังเป็นหนึ่งในทีมที่ออกแบบและจัดวางผลงานของศิลปินในกลุ่มนิทรรศการนี้ เพื่อประสานและร้อยเรียงเรื่องราวของศิลปินทุกคนให้ตรงกับธีมนิทรรศการ และนั่นทำให้เรายิ่งรู้สึกสนใจในวิธีคิดและวิธีการทำงานของลักษณ์
ทำไมถึงชอบศิลปะไทย
ก่อนหน้านี้ผมเรียน ปวช. ที่ช่างศิลป์จังหวัดสุพรรณบุรีครับ หลังจากนั้นก็มาต่อปริญญาตรีและปริญญาโทในคณะจิตรกรรมฯ สาขาศิลปะไทยที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งจริงๆ ผมเลือกเรียนศิลปะไทยของคณะจิตรกรรมฯ เพราะมองว่ามันต่างจากการเรียนศิลปะไทยในสถาบันอื่นๆ ที่นี่ไม่ใช่การเขียนลายกนก คณะจิตรกรรมฯ ในสาขาศิลปะไทยของมหาวิทยาลัยศิลปากรพาไปมองศิลปะไทยที่เป็นมากกว่าการเพนต์ภาพแบบประณีตศิลป์ การวาดภาพตามจารีตประเพณี หรือการเล่าถึงความเป็นไทยตามกรอบเดิม
จริงๆ แล้วผมด้อยในเรื่องของการ drawing หรือเรื่องทักษะในเชิงความงามทางกายภาพ ผมไม่ได้เก่งกาจขนาดนั้น แต่ในแง่ของความคิดและการออกแบบคอนเซปต์ของผมมันแข็งแรงมาก ภาควิชานี้เลยเหมาะกับผม เป็นจุดแข็งที่กลายเป็นงานสไตล์ ‘พุทธศิลป์คอนเซปชวล’

ขยายความนิยาม ‘พุทธศิลป์คอนเซปชวล’ หน่อย
งานพุทธศิลป์ไทยส่วนใหญ่มักจะเป็นงานไทยตามขนบ อย่างการวาดพระพุทธรูป การปั้นพระพุทธเจ้า ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเป็นกรอบเดิมที่เห็นปุ๊บงามปั๊บ แต่ยังไม่มีงานที่เล่นกับวัตถุหรือวัสดุอื่นๆ หรือการเล่นกับสัญลักษณ์ในเชิงปัจจุบัน ซึ่งถ้าเราลองเล่นกับสัญญะบ้าง คนรุ่นใหม่ที่เห็นวัตถุนั้นๆ ก็อาจจะรู้สึกว่ามันคุ้น ‘แต่มันคืออะไรกันแน่นะ’ สิ่งนี้แหละที่ชวนให้คนคิดและตั้งคำถาม งานของผมคือการเอาวัตถุมาสร้างงานให้เกิดการคิดตามและตั้งคำถามครับ และนั่นก็นับเป็นกลไกของศาสนาพุทธด้วยนะ

ลักษณ์ดูชื่นชอบศาสนาพุทธมาก
คงต้องเท้าความก่อนครับ ถ้าย้อนไปประมาณช่วงต้นปี 2000 จะเห็นข่าวปัญหาการหย่าร้างเยอะมากในช่วงนั้น ซึ่งครอบครัวของผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ก่อนหน้านี้ที่บ้านไม่ได้มีปัญหาเรื้อรังกันมาก่อน การหย่าร้างเกิดขึ้นภายใน 1 วัน แล้วแม่ผมก็ออกจากบ้านเลย ในเวลานั้นผมก็ไม่ได้เป็นเด็กที่ไม่ประสาแล้ว ผมรับรู้เรื่องราวเหล่านั้น แต่ด้วยความที่ยังเป็นเด็ก ผมในตอนนั้นก็เสียศูนย์ ความร่าเริงของผมหายไป ผมเลยมีแค่คุณย่า
คุณย่าคือคนที่ชอบพาผมไปวัด เพราะคุณย่าเป็นแม่ชีสายปฏิบัติธรรมจริงจังเลย คุณย่าชอบพาผมติดสอยห้อยตามไปที่วัดด้วยบ่อยๆ ผมในวัยเด็กเลยมองศาสนาและสงสัยว่า ขอพรศาสนาได้ไหม แล้วขอพรให้ครอบครัวกลับมาได้หรือเปล่า พอขอไปแล้วมันไม่ได้ ผมก็คิดว่าเป็นคำขอที่ไม่ได้มากเกินไปด้วยซ้ำ ทำไมเราถึงไม่ได้รับพร หลังจากนั้นผมก็โจมตีศาสนาผ่านการทำงานศิลปะเลย (หัวเราะ)

การโจมตีศาสนาด้วยศิลปะของลักษณ์เป็นยังไง
ช่วงที่เริ่มเรียนศิลปะไทย ผมก็หยิบศาสนามาเล่าเป็นเรื่องแรกเลย แต่เล่าในเชิงโจมตี เพราะผมไม่เชื่อ ผมมองว่า มันไม่จริง เพราะขอพรไปเท่าไรก็ไม่เคยได้มา ผมก็โจมตีด้วยการทำงานศิลปะในเชิงวิพากษ์ถึงการผิดระเบียบวินัยสงฆ์ ผมเริ่มจากการศึกษาพระธรรมวินัยแล้วก็เห็นว่า จริงๆ แล้วพระสงฆ์ในไทยส่วนใหญ่ต่างก็ทำผิดระเบียบหมดเลยนี่ ผลงานของผมในช่วงแรกเรียกได้ว่าพระแทบจะเป็นอสุรกายเลย
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมรู้สึกว่าการโจมตีแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ได้ฮีลอะไรในใจผมเลย กลับทำให้ผมยิ่งจมดิ่งกว่าเดิม มองงานตัวเองแล้วรู้สึกห่อเหี่ยว หลังจากนั้นผมเลยศึกษา สืบค้น และเข้าไปรู้จักกับศาสนาพุทธมากขึ้น โดยที่ไม่ได้มองแค่วินัยสงฆ์แล้ว ผมศึกษาถึงเรื่องปรัชญาและแก่นคำสอน เลยเปลี่ยนจากการโจมตี เกิดเป็นความเข้าใจในพระสงฆ์และความเชื่อของสังคมไทยที่ผสมผสานความเชื่อทั้งศาสนา ผี พราหมณ์ และพุทธเข้าด้วยกัน หลังจากนั้นผมจึงเริ่มรื้อถอนความคิดเปลือกนอกของผมที่มองศาสนาพุทธ แล้วมองลึกไปเรื่อยๆ ถึงปรัชญาที่แท้จริงของศาสนาพุทธ จนผมได้เรียนรู้ว่า จริงๆ แล้วศาสนาพุทธขอพรไม่ได้มาตั้งแต่แรกแล้ว แต่ศาสนาผีต่างหากที่เข้ามาเคลือบศาสนาพุทธเอาไว้ ทำให้เกิดการขอพรและมีรูปเคารพอย่างที่คนคุ้นชินกันจนถึงตอนนี้

แล้วลักษณ์ได้เรียนรู้อะไรจากแก่นปรัชญาศาสนาพุทธ
การเข้าใจความไม่สมบูรณ์ การเห็นความไม่สมบูรณ์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต พอผมได้เรียนรู้แบบนี้ก็ได้สติขึ้นมาทันที จากเด็กที่รู้สึกถึงการแตกสลายอยู่ข้างในตัวเองตลอดเวลา ในเวลานั้นผมเริ่มรู้จักการจัดระเบียบความแตกสลายนั้นขึ้นมาใหม่ แล้วก็หันกลับไปมองส่วนที่แตกสลายของตนเองให้เป็นความสมบูรณ์แบบในรูปแบบหนึ่ง และชีวิตก็ไม่ต้องสมบูรณ์ขนาดนั้นก็ได้ กลายเป็นว่าสิ่งนี้บำบัดจิตใจผมได้ บำบัดวิธีการทำงานศิลปะของผมด้วย แล้วก็ทำให้ผมได้ขยับวิธีคิดในการทำงาน ได้เชื่อมต่อความคิดเข้ากับสิ่งต่างๆ ได้กว้างขึ้น และในปัจจุบันตัวผมก็มองศาสนาพุทธเปลี่ยนไป ผมไม่ได้กราบไหว้พระพุทธรูปเพื่อขอพรอีกต่อไปแล้ว

การทำงานศิลปะของลักษณ์ที่สื่อสารเรื่องศาสนาพุทธเปลี่ยนไปยังไง
หลังจากที่ศึกษาปรัชญาและอรรถกถาแล้ว ผมก็อยากจะสื่อสารสิ่งเหล่านี้ผ่านงานศิลปะนะ แต่ไม่ได้เอาภาษาบาลีไปสื่อสารหรอก ผมใช้การนำสัญลักษณ์มาสื่อแทน อย่างบางงานผมก็เคยเอาบาตรพระมาทำงานด้วย เป็นบาตรพระที่พังแล้ว หรือเขาไม่ใช้กันแล้วก็ถูกนำไปทิ้ง หรืออย่างพระพุทธรูปและพระเครื่องที่มักถูกทิ้งไว้ที่โคนต้นไม้ในวัด ด้วยความเชื่อที่ว่า ถ้าพระพุทธรูปหรือพระเครื่องแตกหักก็ควรนำกลับไปยังสถานที่ดั้งเดิม เขาเลยมองว่า นั่นไม่ใช่การทิ้ง ซึ่งบางวัดก็มีวิธีการจัดการ ด้วยการเอามาบดและนำไปปั๊มเป็นวัตถุมงคลอื่นๆ ต่อไป แต่จริงๆ แล้วพระและวัดไม่ได้มีหน้าที่ที่ต้องจัดการในส่วนนี้ ผมมองว่า จริงๆ มีวิธีการจัดการที่ดีกว่านี้ได้ ผมเลยนึกถึงสิ่งนี้แล้วก็เอามาทำงานศิลปะ โดยไปขออนุญาตจากทางวัดก่อน แล้วก็นำมาสร้างชิ้นงานใหม่ขึ้นมาที่มีความหมายใหม่ และมีมูลค่าใหม่ในตัวเอง

ครอบครัว-ตัวตน-ศาสนา
ลักษณ์เริ่มชอบศิลปะมาตั้งแต่ตอนไหน
คงเริ่มตั้งแต่ช่วงที่คิดว่า ทำยังไงให้บ้านกลับมาอยู่ด้วยกันดี (หัวเราะ) นอกจากขอพรแล้วผมก็คิดว่า ถ้าผมขยันเรียน เขาจะกลับมาอยู่ด้วยกันไหมนะ ตอนนั้นผมก็พยายามตั้งใจเรียนมากๆ เรียกว่าเป็นเด็กดีมากๆ เลย แต่พอสุดท้ายความพยายามไม่สำเร็จผล ผมก็เลยช่างมันเลย (หัวเราะ) ผมเริ่มจากการหนีไปเข้าห้องเรียนศิลปะ เพราะเด็กที่ซ้อมวาดรูปมักไม่ต้องไปเข้าแถว แล้วตอนนั้นผมก็ได้เห็นว่าคุณครูศิลปะอยู่กับศิลปะแล้วมีความสุขจัง ถ้าเราอยู่กับศิลปะแล้วจะมีความสุขแบบนั้นด้วยหรือเปล่า?
ตอนนั้นคุณครูท่านนี้ก็สอนศิลปะให้ผม แล้วผมก็ขลุกอยู่กับศิลปะจนกระทั่งคุณครูเกษียณไปก่อน แต่ ณ เวลานั้นผมก็รู้สึกชอบศิลปะแล้ว มันกลับเป็นสิ่งที่เรียกร้องอยู่ข้างในว่า ต้องเรียนศิลปะ ไม่ว่าจะมีการประกวดเกี่ยวกับศิลปะ ผมก็ลงประกวดด้วยตลอด ก็มีชนะบ้างแพ้บ้าง ถ้าเป็นหัวข้อทั่วไปผมมักจะไม่ได้รางวัล แต่ถ้าเมื่อไหร่หัวข้อนั้นเกี่ยวกับวัด ผมมักจะได้ที่ 1 หมด (หัวเราะ) คงเพราะเราเริ่มจากการเขียนภาพพระมาตั้งแต่แรก ผมเห็นวัดบ่อยที่สุดตั้งแต่ที่ครอบครัวแยกทางกันนั่นแหละ
นอกจากจะคุ้นกับความเป็นวัดแล้ว ผมก็คุ้นชินกับการใช้วัสดุด้วย เพราะจริงๆ แล้วพ่อผมเป็นช่าง ผมโตมากับการเป็นเด็กที่อยู่ในอู่ เลยมักได้หยิบจับวัสดุ หยิบจับเหล็กและอะไหล่ต่างๆ อยู่ตลอด ผลงานของผมเลยไม่ได้ออกมาในแง่ของการใช้สี แต่ผมถนัดและคุ้นชินกับการใช้วัสดุมากกว่า

นอกจากคุณย่าที่ชอบเข้าวัด ลักษณ์ก็ได้อิทธิพลในแง่ศาสนาพุทธมาจากพ่อด้วยไหม
ส่วนหนึ่งเลยครับ เพราะคุณพ่อชอบเล่นพระ ชอบสะสมพระ เขามักจะมีพระเครื่องเป็นสมบัติของเขานะ (หัวเราะ) มีทั้งพระที่มีราคา พระที่ซื้อมาเพื่อเก็งกำไร ซื้อเพื่อลงทุน และซื้อเพื่อสะสม แต่โดยส่วนใหญ่ถ้าไม่มีความจำเป็น เขาก็ไม่ปล่อยพระเลย เพราะมองว่ามีคุณค่าสำหรับเขา แม้กระทั่งพระปลอมก็เก็บนะ ทั้งๆ ที่มีพระแท้เต็มบ้านเลย แต่เขาเลือกใส่พระปลอมติดตัว เพราะคุณพ่อเคยใส่พระองค์นั้นตอนที่เขาเกิดอุบัติเหตุแล้วรอดมาได้ นั่นจึงเป็นพระแท้ในความเชื่อของเขานั่นแหละ ตอนนั้นผมเลยคิดว่า พระจริงพระปลอมคงไม่ได้อยู่ที่วัดไหนผลิตออกมา ไม่ได้อยู่ที่ลวดลาย แต่อยู่ที่ใจคนเรานี่นา
อย่างการที่พระพุทธรูปแตก คนมักมองว่าเป็นเรื่องอัปมงคล แต่ผมมองว่าพระพุทธรูปที่เคยอยู่บนหิ้งแค่มีรอยบิ่นแท้ๆ จะอัปมงคลได้ยังไง แค่ซ่อมก็ได้แล้ว หรือแม้กระทั่งพระพุทธรูปที่แตกก็ย่อมมีความสวยงามในตัวเองอยู่เหมือนกัน บางองค์สวยงามกว่าพระที่สมบูรณ์ด้วยซ้ำไป ยกตัวอย่างวัดที่อยุธยา พระพุทธรูปเหลือแค่ฐาน บางองค์เหลือแค่ท่อนล่าง กลับชวนให้เราจินตนาการถึงส่วนบนที่หายไปได้ สื่อให้เราเห็นความหนักแน่นของส่วนที่เหลือด้วยว่า แม้บางส่วนจะขาดหายไป แต่ส่วนที่เหลืออยู่ก็ยังมีหน้าที่และตำแหน่งแห่งที่ของมันอยู่ดี สิ่งนี้เองก็เป็นปรัชญาของศาสนาพุทธอีกเช่นกันนะ ที่ความไม่สมบูรณ์ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเราเสมอ

นอกจากการสื่อสารปรัชญาศาสนาพุทธไปถึงผู้ชมงานแล้ว ผลงานของลักษณ์ให้อะไรให้กับจิตใจตัวเองบ้าง
พอผมย้อนมองสิ่งที่เติบโตมา ประสบการณ์ และการได้หยิบจับวัตถุเหล่านี้บ่อยๆ ทำให้ผมเข้าใจจริงๆ ว่า ทุกอย่างไม่จีรัง ทั้งงานศิลปะและทั้งตัวเราเองล้วนไม่จีรัง นำไปสู่การปล่อยวาง โดยเฉพาะการที่ผมโตมาในครอบครัวที่ไม่ได้พร้อมหน้าพร้อมตากัน ผมรู้สึกว่าผมตระหนักถึงสิ่งนี้ได้เร็วกว่าคนอื่นในแบบที่ไม่ได้ ‘ช่างมันเถอะ’ อย่างที่ผ่านๆ มา แต่เป็นการเข้าใจองค์รวมของธรรมชาติจริงๆ
ผมไม่ได้มองวัตุเป็นชิ้นเป็นอันมานานแล้ว อย่างเช่น เวลาที่มีสิ่งของพัง บางคนอาจจะมองว่าน่าเสียดาย แต่ผมมองว่าอะไรซ่อมได้ก็ซ่อม เพราะปรัชญาพุทธทำให้ผมมองทุกอย่างแยกเป็นส่วนได้ ประกอบใหม่ได้ ไม่ได้มองสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นก้อนๆ เช่น ผมไม่ได้มองว่า โทรศัพท์เป็นแค่สิ่งของชิ้นหนึ่งอีกต่อไปแล้ว แต่ผมมองว่ามันมีแบตเตอรี มีสายไฟ มีชิ้นส่วนต่างๆ มากมายกว่าจะได้เป็นโทรศัพท์เครื่องหนึ่ง ร่างกายและจิตใจของมนุษย์เองก็เช่นเดียวกัน
อย่างตอนที่คุณย่าเริ่มไม่ไหว ผมก็เข้าใจในองค์รวมว่า การเจ็บไข้ได้ป่วยก็รักษาได้ในสิ่งที่รักษาได้ แต่บางอย่างก็รักษาไม่ได้ ผมก็จะต้องไม่อะไรกับมัน ช่วงที่รู้ว่าคุณย่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน ผมทำได้แค่ให้กำลังใจและเข้าใจว่าข้างในของคุณย่าไม่ไหวแล้ว ซึ่งแม้ว่าตัวของคุณย่าจะไม่ได้อยู่กับผมแล้ว ร่างกายคุณย่าแตกสลายไปแล้ว แต่ส่วนประกอบอื่นๆ ในตัวตนของคุณย่ายังถ่ายทอดมาอยู่ในตัวผม จิตวิญญาณของคุณย่ายังอยู่ในตัวคุณพ่อ อยู่ในบ้าน ในวัตถุ และในสิ่งของต่างๆ ที่ผมนึกถึง ฉะนั้นแล้วคุณย่าอยู่ในพื้นที่บางอย่างที่ผมตระหนักถึงการมีอยู่ได้เสมอ
เช่นเดียวกันกับพระพุทธเจ้าเลย ที่พระพุทธเจ้าอยู่ในทุกๆ ที่ เราไม่จำเป็นต้องกราบไหว้รูปเคารพหรอก แต่ศาสนาพุทธคือความเข้าใจในองค์รวมของทุกสรรพสิ่งว่าไม่มีอะไรสมบูรณ์ ทุกความไม่สมบูรณ์ล้วนมาประกอบร่างกันให้ดูสมบูรณ์ และปรัชญาคำสอนนั้นของพระพุทธเจ้าก็กระจัดกระจายอยู่ในทุกที่ ใช้ได้กับทุกอย่าง ไม่ได้หมายความว่า พระพุทธเจ้าอยู่ตรงนั้นตรงนี้นะครับ แต่หมายความว่า เราสามารถเห็นธรรมได้ทุกที่ เพียงแค่เราพิจารณาถึง
อย่างต้นไม้ต้นหนึ่ง เพียงแค่เห็นว่า มันเติบโตขึ้นมา มันเฉา และมันก็ตาย เมื่อเราเห็นวัฏจักรของมันครบวงจร นั่นแปลว่าเราได้เห็นพุทธเจ้าแล้วครับ พุทธศิลป์คอนเซปชวลจึงเป็นงานที่พูดถึงสิ่งเหล่านี้ครับ