Art is Life
อังกฤษ อัจฉริยโสภณ จากหัวหน้าห้องที่วาดรูปเฮลิคอปเตอร์หน้าชั้นเรียนสู่ศิลปินที่เชื่อว่าศิลปะเป็นของทุกคน
- คุยกับศิลปินและคิวเรเตอร์ที่เป็น ‘เนิร์ด’ หลายเรื่องอย่าง “อังกฤษ อัจฉริยโสภณ” ผู้โตมากับการวาดรูปหน้าห้องให้เพื่อนดู และสร้างผลงานที่ท้าทายกรอบศิลปะเดิมด้วยการส่งเฟรมเปล่าในนิทรรศการ TRANSVERSE
วัยเด็กคือครึ่งชีวิตที่หล่อหลอมให้เราเป็นเรา เช่นเดียวกับ ‘อังกฤษ อัจฉริยโสภณ’ ศิลปินและคิวเรเตอร์ผู้เติบโตในเชียงราย มีวัยเด็กที่ชอบการไปดูหนังกับแม่ เคยวาดรูปเฮลิคอปเตอร์หน้าห้อง เคยวาดชุดตุ๊กตาขายตัวละบาท และเคยนั่งเล่านิทานให้น้อง ป. 2 ฟังในห้องสมุด
ONCE ได้มาพูดคุยกับ ‘อังกฤษ อัจฉริยโสภณ’ ผู้ที่ไม่ได้แค่มีชื่ออยู่ข้างแคนวาสศิลปะในฐานะศิลปิน แต่ยังมีชื่ออยู่บน wall text ในฐานะคิวเรเตอร์มาแล้วมากมาย และในที่สุดนิทรรศการ TRANSVERSE ก็ได้พัดพา ONCE และอังกฤษมานั่งพูดคุยกันท่ามกลางผลงานจาก 17 ศิลปินที่ Art Space by MOCA ในโรงแรม Four Seasons พูดคุยไล่เรียงตั้งแต่ผลงาน White Cube ที่อังกฤษนำเฟรมเปล่ามาจัดแสดง ก่อนจะสืบเสาะตัวตนของอังกฤษให้มากขึ้นอีกหน่อยจากเรื่องเล่าในวัยเด็กของเขา ที่ ONCE เชื่อว่านอกจากเนื้อหาในบทความนี้แล้ว ชีวิตในวัยเด็กของอังกฤษยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่มีศิลปะพันเกี่ยวอยู่เสมอ
และด้วยเหตุนั้นอังกฤษจึงเติบโตมาพร้อมกับการมีศิลปะเป็นส่วนผสมของทุกช่วงชีวิตอยู่เสมอ การพูดคุยกับอังกฤษในครั้งนี้ จึงเป็นการชวนทุกคนมาอ่าน มาเข้าใจและมองแนวคิดของอังกฤษที่มีต่องานศิลปะกันดูบ้างว่า ‘ปรัชญารักในศิลปะของอังกฤษ’ นั้นเป็นแบบไหนกัน?



เล่าถึงผลงาน White Cube ที่จัดแสดงในนิทรรศการ TRANSVERSE ให้ฟังหน่อย
งานชิ้นนี้มีสองมิติเลย มิติแรกคือตัวตนของเราเอง ช่วงที่ผ่านมาเรายุ่งมาก เจอคนเยอะ วาดรูปก็เยอะ เลยเป็นช่วงที่รู้สึกว่าอยากอยู่นิ่งๆ เงียบๆ เราก็เลยบอกนิค Neu Contemporary ว่า ‘พี่ส่งเฟรมเปล่าได้ไหม’ เพราะเรารู้สึกว่าในช่วงที่เราอยากอยู่เงียบๆ ไม่ว่าจะวาดอะไรลงไปมันก็เสียงดังอยู่ดี นิคเขาก็โอเค แล้วแต่เราได้เลย ซึ่งเราก็เลยส่งเฟรมเปล่าอย่างที่เห็นในนิทรรศการจริงๆ เพราะเรานึกถึง White Cube ก็เลยใช้เฟรมแคนวาส 320 กรัม
ส่วนมิติที่สองคือ เรานึกถึงงานที่เราชอบ เป็นงานของ Malevich อย่าง White on White ที่ระบายสีขาวลงไปทั้งงาน หรือแม้กระทั่งงานของศิลปินอีกหลายท่านที่เคยมีการแลกผลงานกันแล้วเขาก็ผลัดกันลบผลงานซึ่งกันและกัน เพราะวงการศิลปะมีแนวคิดที่มองว่า การทำสิ่งใหม่คือการทำลายสิ่งเก่าได้ด้วย

หรืออย่างงาน 4’33” (4 minutes 33 seconds) ของ John Cage นักประพันธ์ดนตรีที่เขาสนใจในจังหวะ การเคาะดนตรี กระทั่งเขาไปฟังปรัชญาจาก DT Suzuki ที่บอกเอาไว้ว่า ศิลปะตะวันออกคือทำให้ใจอยู่ในภาวะสมดุล นั่นจึงเป็นแรงบันดาลใจในผลงานที่ทำให้เขาเขียนโน้ตขึ้นมา สำหรับเครื่องดนตรีอะไรก็ได้ แต่ให้เล่นความเงียบนานเป็นเวลา 4 นาที 33 วินาที เช่นว่าเปิดฝาเปียโนมาแล้วก็นั่ง เป็นเวลา 4 นาที 33 วินาที เมื่อครบเวลาแล้วก็ปิดฝาเปียโน นั่นคือบทเพลงของ John Cage ที่แม้จะไม่มีเสียงดนตรี แต่มันกลับมีเสียงรบกวนและเสียงอากาศรอบตัวเราอยู่เสมอ เลยทำให้เราเข้าใจว่า จริงๆ ศิลปะไม่ต้องใส่ตัวตนเข้าไปก็ได้ หรือศิลปะไม่ต้องงามก็ได้ และศิลปะไม่ต้องแสดงออกมาให้เห็นก็ได้เหมือนกัน

การทำงานเป็นทั้งศิลปินและคิวเรเตอร์ต่างกันมากไหม
สองบทบาทนี้มันต่างกันมากๆ เลย เรียกว่าเป็นคนละงานกันเลย ศิลปะคือการหันหน้าเข้าหาตัวเอง ตั้งคำถามกับตัวเอง หันหน้าเข้าแคนวาส หันเข้าหาพื้นที่ว่างและแสดงความคิดของเราออกไปเพื่อตอบคำถามในตัวเอง ถ้าอธิบายให้ง่ายที่สุดคือ คนเรามันใช้สายตาในการชื่นชมงานศิลปะมากที่สุด จับจ้องและนำสารตรงหน้าเข้าไปในตัวเรา จับจ้องสิ่งต่างๆ ผ่านสายตาและมือ แล้วจึงค่อยสร้างออกมาเป็นศิลปะ การเป็นศิลปินจึงเป็นการอยู่กับตัวเองไม่ได้เกี่ยวกับคนอื่นขนาดนั้น เปรียบเหมือนการปรุงสูตรอาหารเฉพาะตัวด้วยทักษะของตัวเองที่มีแค่เราเป็นเจ้าของสูตร
แต่การทำงานคิวเรเตอร์หันหลังให้กับกระบวนการเหล่านี้ นั่นคือการที่เราหันหน้าไปคุยกับคนอื่น คิวเรเตอร์ต้องไปชิมอาหารที่ศิลปินทำ เมื่อชิมเสร็จแล้วก็ต้องนำไปคุยกับคนอื่นว่า อาหารชิ้นนี้เราวางตรงไหนดี จะต้องกินอะไรก่อนหลัง และใครจะเป็นคนกินอาหารเหล่านี้ แถมยังต้องออกแบบการจัดโต๊ะอาหารเพื่อสร้างบรรยากาศอีก การเป็นคิวเรเตอร์จึงเป็นการทำงานกับคนมหาศาลเลยครับ
งานทั้งสองบทบาทนี้จึงเป็นงานที่ตรงกันข้าม แต่ไม่เคยรู้สึกขัดแย้ง เราไม่ได้เคยรู้ว่ามันยากลำบากที่จะต้องเป็นทั้งคนปรุงและคนชิมอาหาร เพราะเราเชื่อว่าในชีวิตของทุกคนก็ล้วนมีหมวกหลายใบให้สวม

มีงานศิลปะแขนงไหนที่อังกฤษอยากทำแต่ยังไม่เคยได้ทำจริงจัง
คงเป็นหนังนะ เราชอบดูหนังมาตั้งแต่เด็กเลยเพราะแม่ชอบพาไปดูหนัง ตอนนั้นเรารู้สึกว่าการดูหนังเป็นเรื่องพิเศษ เหมือนเป็นพิธีกรรมหนึ่งเลย เพราะการจะไปดูหนังทั้งทีก็ต้องอาบน้ำแต่งตัว ต้องมีการเดินทางเพื่อไปดูหนัง วัยเด็กเราอยู่ที่เชียงรายซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้มีอาร์ตแกลเลอรี นอกจากที่มีวงดนตรีมาเล่นดนตรีที่โรงเรียนแล้ว ก็มีโรงหนังนี่แหละที่เป็นความบันเทิงเดียวในวัยเด็กของเรานะ การไปดูหนังโดยเฉพาะโรงหนัง stand alone มันสร้างประสบการณ์ให้เราในฐานะผู้เฝ้าดู มีแอร์เย็นๆ มีสิ่งที่เราตั้งใจจะไปจดจ่อกับมันพร้อมๆ กันกับคนอื่น การดูหนังเหมือนได้แชร์พลังงานร่วมกับผู้อื่นไปพร้อมกับ พอออกจากโรงหนังมาก็ต้องรอให้รถมอเตอร์ไซค์คันอื่นถอยออกไปก่อนให้หมด เพราะรถของบ้านเราจอดอยู่ลึกที่สุด พอได้รถแล้วก็ยังไม่ได้กลับบ้าน ต้องไปนั่งกินข้าวต้มต่อ ประสบการณ์เหล่านี้เลยเป็นความทรงจำที่พิเศษสำหรับเรานะ

งานในสายหนังเลยเป็นกระบวนการที่เรายังไม่เคยได้ทำ เราสนใจเรื่องประสบการณ์ของผู้คนที่ได้ดูผลงานแบบที่ต้องใช้เวลาจดจ่อกับมันนานๆ ในแบบที่ใช้ประสาทสัมผัสอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่สายตา แต่ใช้ทั้งการสัมผัสถึงความถี่เสียง ความถี่ของแสงสีบนจอ ความถี่ระหว่างคนดูด้วยกัน และประสบการณ์เหล่านี้ล้วนไปผูกกับเวลา เพราะการดูหนังต้องใช้เวลา ประสบการณ์จะไม่เกิดขึ้นเลยหากไม่ใช้เวลากับมัน เราเลยสนใจงานที่มันยึดโยงกับเรื่องของเวลาด้วยครับ

แล้วงานแบบไหนที่ดึงตัวตนของอังกฤษออกมาได้มากที่สุด
ตัวตนของเราคือเป็นคนที่สนใจหลากหลายมากเลยนะ มักมีคนบอกว่าอย่าสนใจอะไรที่หลากหลาย การเป็นเป็ดอาจจะทำให้คนเราตื้นเขิน ควรลงลึกในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อย่างสมัยเรียนมหาวิทยาลัยเราก็เคยถูกสอนแบบนี้จนในตอนนั้นก็รู้สึกสับสนเหมือนกันว่า เราจำเป็นจะต้องมีแค่หนึ่งสไตล์การทำงานใช่ไหม แต่ทุกวันนี้เราได้ค้นพบว่า สไตล์เป็นแค่ ‘ยูนิฟอร์ม’ ที่ใครจะหยิบจับสไตล์ไหนของใครมาสวมใส่ก็ได้ เราเลยมองว่าสไตล์ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เทคนิคก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่สิ่งสำคัญคือคาแรกเตอร์ที่ไม่มีใครทำเหมือนคุณต่างหาก เราเองก็ทำงานหลากหลาย แต่ผลงานเหล่านั้นล้วนมีตัวตนของเราอยู่ในนั้น เพราะเป็นงานของเรา เรารู้จักมันดี เราอยู่กับมันมาตั้งแต่กระบวนการ ไม่มีใครรู้ดีกว่าเราแล้ว ฉะนั้นเรื่องคาแรกเตอร์จึงเป็นสิ่งที่เรามองว่าสำคัญกว่าเรื่องการหาสไตล์และเทคนิคครับ ซึ่งงานประเภท painting และ drawing คืองานที่ดึงตัวตนของเราออกมาได้มากที่สุดนะ เพราะการร่างภาพเหมือนกระดูกของงาน เหมือนได้เขียนโครงสร้างความคิดทั้งหมดก่อนที่จะลงสี

แล้วคาแรกเตอร์ของอังกฤษในตอนนี้เป็นคนแบบไหน
คนรอบตัวมักพูดว่า ‘ไม่รู้ตัวเหรอมึงเป็นเนิร์ด’ (หัวเราะ) เพราะเวลาที่เราสนใจในเรื่องบางเรื่อง มักจะสนใจสิ่งนั้นแค่เรื่องเดียว อย่างบางช่วงสนใจเรื่องแบคทีเรีย ก็จะสนใจแต่สิ่งนั้นสิ่งเดียวในช่วงระยะเวลาหนึ่งเลยนะ ตอนเด็กๆ เราก็นับว่าเป็นคนเรียนไม่เก่งนะ เพราะเป็นคนสนใจแค่เรื่องที่อยากจะสนใจ ทำให้ตอนมัธยมฯ เคยรู้สึกว่าตัวเองแพ้เพราะเป็นคนเรียนไม่เก่ง เหมือนเป็นคนโง่เลย แต่สิ่งที่สนใจในช่วงเวลานั้นก็คือศิลปะนะ

ศิลปะเริ่มเข้ามาในชีวิตของอังกฤษตั้งแต่ตอนไหน
เราวาดรูปตั้งแต่วัยเด็กเลย การวาดรูปเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ตัวเองรู้สึกมีคุณค่า สมัย ป.3 เราได้เป็นหัวหน้าห้อง แล้วหัวหน้าห้องมักมีหน้าที่ที่ต้องจดชื่อคนที่คุยกันเสียงดังแล้วเอารายชื่อไปฟ้องครู แต่นั่นเป็นสิ่งที่เราไม่อยากทำ สิ่งที่ทำในวันนั้นคือการที่เราออกไปที่หน้ากระดานดำแล้ววาดรูป เพื่อนทั้งห้องเงียบหมด จำได้เลยว่าตอนนั้นวาดเฮลิคอปเตอร์ เพราะที่เชียงรายมีค่ายเม็งรายมหาราชแล้วมีเฮลิคอปเตอร์บินผ่านทุกวัน บวกกับเราก็เคยไปเกาะรั้วค่ายดูเฮลิคอปเตอร์ด้วย (หัวเราะ) แต่การวาดเฮลิคอปเตอร์ในวันนั้นไม่ใช่การวาดแบบก้างปลาหรือแค่ทรงกลมๆ เราวาดแบบมีรายละเอียด มีมุมมอง มีขาสองข้าง ซึ่งเพื่อนๆ เงียบทั้งห้องแล้วตั้งใจดูสิ่งที่เราวาด ตรงนั้นคือจุดเปลี่ยนเลย เรารู้สึกเหมือนได้รับรางวัลเพราะเพื่อนๆ ชอบในสิ่งที่เราทำ
หลังจากนั้นศิลปะก็ยังอยู่กับวัยเด็กของเรามาเรื่อยๆ นะ สมัยก่อนที่ผู้หญิงเขาชอบเล่นแต่งตัวตุ๊กตากัน เราก็เริ่มออกแบบชุดราตรี ระบายชุดต่างๆ ด้วยสีไม้แล้วก็ขายชุดละบาท สมัยเรียนก็จะมีเพื่อนผู้หญิงมานั่งรอบโต๊ะเราเลย บรรยากาศแบบนี้เลยทำให้รู้สึกภูมิใจนะ แล้วเราก็ฝึกฝนศิลปะอยู่ตลอด เพื่อนบางคนเขาฝึกฝนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์กัน แต่เราฝึกวาดรูป หรืออย่างตอน ป.4-ป.5 เราชอบเข้าห้องสมุดไปอ่านหนังสือภาพจนสนิทกับบรรณารักษ์ (หัวเราะ) ทำให้ช่วงพักเที่ยงบรรณารักษ์ก็ให้เรามานั่งเล่านิทานให้น้องๆ ป.2 ป.3 ได้ล้อมวงฟัง บรรยากาศแบบนี้หล่อหลอมเรา บวกกับความที่เป็นคนชอบสังเกตและมีความสงสัยใคร่รู้อยู่ในตัวอยู่แล้ว ศิลปะเลยเข้ามาในชีวิตของเราแบบนี้

ศิลปะมักมีสิ่งที่ศิลปินเชื่ออยู่ในผลงาน แล้วอังกฤษมีสิ่งที่ไม่เชื่อบ้างไหม?
เราไม่เชื่อว่าศิลปะมีสูตรศักดิ์สิทธิ์ที่ใครบางคนเท่านั้นที่จะรู้ได้ เราเชื่อว่าศิลปะคือสิ่งที่ทุกคนเข้าใจได้และเป็นของทุกคน แถมบางครั้งคนที่ไม่ได้ศิลปินหรืออยู่นอกวงการศิลปะอาจจะน่าสนใจกว่าคนที่เรียนอาร์ตโดยตรงด้วยซ้ำ เพราะคนเหล่านี้ไม่ติดกรอบอะไรเลย ไม่ติดกรอบของคำว่า white cube หรือ institution ใดๆ ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น เมื่อให้คนที่ไม่ได้เรียนศิลปะมาเสพศิลปะ ก็เหมือนกับนักท่องเที่ยวมาเที่ยวประเทศไทยที่เขาเห็นอะไรก็สวยไปหมด เหมือนเวลาที่เราไปเที่ยวญี่ปุ่น แค่เห็นฝาท่อบ้านเขา เราก็มองว่าน่ารักและประทับใจแล้ว เราไม่เชื่อว่าจะต้องมีสูตรตายตัวในการเข้าใจหรือชอบศิลปะ แต่เราเชื่อในศิลปะที่หลากหลายและความเป็นพหุนิยมมากกว่า

‘ศิลปะ’ ในนิยามของอังกฤษ
ศิลปะคือการทำงานสร้างสรรค์ที่มอบเสรีภาพให้ผู้ทำ ไม่ว่าคุณจะทำงานสร้างสรรค์อะไรก็ได้ เขียนเพลง ปลูกต้นไม้ ปั้นรูป วาดรูป หรืออะไรก็ได้โดยไม่ต้องเป็นศิลปะก็ได้ แต่เป็นการทำงานสร้างสรรค์ที่ไม่ซ้ำซากจำเจครับ สำหรับเราแล้วการทำซ้ำซากจำเจไม่เรียกว่าสร้างสรรค์ ศิลปะคือการทำงานใหม่ๆ ที่ตัวเรารู้สึกว่าได้เรียนรู้เสมอ
สิ่งหนึ่งที่เรามักพูดเสมอคือเรื่อง ‘การเลือก’ เรามองว่า ระหว่างเลือกแบบ ‘0-99’ กับเลือกแบบ ‘100 เท่านั้น’ เรามองว่าการเลือก 100 เท่านั้นคือสิ่งที่ยากที่สุด และคนมักจะเลือก 0-99 เพื่อความปลอดภัย หรือเพื่อให้มีตัวเลือกมากมายรองรับ แต่สำหรับเราแล้วงานศิลปะคือการเลือก 100 เท่านั้น เพราะศิลปะสำหรับเราคือเรื่องที่ต้องตัดสินใจแบบไม่เผื่อเลือก เพราะเมื่อเราไม่เผื่อเลือก เราจะยิ่งชัดเจนในทางของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะแม้ว่ามันเป็นตัวเลือกที่ยาก แต่ศิลปะต้องพาเราไปสู่พื้นที่ใหม่ๆ ที่คุณจะต้องจัดการตัวเองให้ได้ คุณจะต้องสู้และลองดูสักตั้ง

นิทรรศการ TRANSVERSE
วันนี้ – 27 กันยายน พ.ศ. 2569
Four Seasons Hotel Bangkok Art Space by MOCA Bangkok