เส้นทางชีวิต Sri Su Rha จากรั้วนาฏศิลป์และครูดนตรีไทยสู่ศิลปินผู้หยิบวรรณคดีไทยมาเล่าใหม่สไตล์ไทยนีโอคลาสสิก
- การได้กลับมาทำงานศิลปะที่ใจรัก ‘กอล์ฟ-สุรเชษฐ์ สุ่มมาตย์’ นามฝีแปรง ‘Sri Su Rha’ ที่รั้ววิทยาลัยนาฏศิลป์และดนตรีไทยได้เชื่อมโลกของศิลปะให้ผู้ฝันอยากเป็น ‘ศิลปิน’ ได้จริง
“โชคดีแล้วที่เราเรียนนาฏศิลป์มา” บางส่วนจากบทสนทนากับ ‘กอล์ฟ-สุรเชษฐ์ สุ่มมาตย์’ หรือ ‘Sri Su Rha ‘ผู้นิยามตนเองว่าเป็นนักวาดศิลปะไทยนีโอคลาสสิก ที่ก่อนจะได้กลับมาตวัดแปรงวาดลวดลายสไตล์ไทยที่ผสมผสานความอ่อนช้อยแบบจีนอย่างทุกวันนี้ เขาได้คลุกคลีอยู่วงการนาฏศิลป์ไทยและเป็นครูสอนดนตรีมาก่อน แต่นั่นกลับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กอล์ฟกลับมาทำในสิ่งที่รักอย่างการวาดรูปได้อย่างสุดตัว
ใครที่เคยเห็นผลงานของ Sri Su Rha มาบ้าง อาจจะรู้สึกได้ถึงความเป็นไทยในเรื่องราวหรือตัวละครที่เขาเลือกหยิบมาเล่าอย่างคนธรรพ์ สุดสาคร หรือองค์ประกอบที่มักปรากฏในป่าหิมพานต์ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายของลายเส้นแบบจีน และตัวละครที่กอล์ฟวาดเองก็มีรูปลักษณะและท่าทางคล้ายว่าได้รับอิทธิพลจากศิลปะจีนเช่นกัน
ONCE เลยอยากชวนมารู้จักผลงานของ Sri Su Rha ให้มากขึ้น ไม่ว่าจะผ่านแรงบันดาลใจ ศิลปินที่เขาชื่นชอบ สิ่งที่มีอิทธิพลต่อการสร้างผลงาน หรือแม้กระทั่งเส้นทางชีวิตของกอล์ฟเองที่อาจไม่ได้ปูทางให้เป็นศิลปินหรือนักวาดมาตั้งแต่แรก จุดพลิกผันของการได้เข้าสู่เส้นทางการเป็นครูดนตรีกลับทำให้กอล์ฟได้กลับเข้ามาใกล้ชิดการวาดภาพมากขึ้น
บทความนี้จะพาทุกคนไปเห็นมุมมองชีวิตที่อาจไม่ได้หวือหวาของกอล์ฟ แต่กลับเป็นเส้นทางที่เขาไม่เคยหยุดที่จะเพรียกหาถึงการวาดภาพ บทความนี้อาจทำให้ทุกคนได้เข้าใจมากขึ้นว่าศิลปะไม่มีคำว่าสายไปผ่านมุมมองชีวิตของ Sri Su Rha

ศรีสุระ - ศรี ศรี เอ๋ย วันนี้เป็นวันดี
Sri Su Rha หรือ ศรีสุระ นามปากกาที่มาจากชื่อ สุรเชษฐ์ เราอยากตั้งนามปากกาที่มีความเป็นตัวเรา เราวาดผลงานไทยๆ และเราเองก็เล่นดนตรีไทย เลยเอาชื่อจริงผสมเข้ากับคำว่า ‘ศรี’ เป็นคำที่เรามักได้ยินตอนที่เด็กนาฏศิลป์เขาไหว้ครูกัน แล้วคำว่าศรีก็มีความหมายดีด้วย”
ที่มาที่ไปของนามพู่กันของกอล์ฟไม่ใช่แค่การตั้งให้พ้องชื่อจริง แต่ยังเชื่อมโยงกับสิ่งที่มีอิทธิพลต่อชีวิตกอล์ฟอย่าง ‘นาฏศิลป์ไทย’ คำว่า ‘ศรี’ ที่กอล์ฟพูดถึงมาจากเพลงที่ใช้ไหว้ครูหรือเพลงบายศรีสู่ขวัญ ซึ่งมักเริ่มด้วยท่อนที่ร้องว่า ‘ศรีศรีเอ๋ย วันนี้เป็นวันดี ฤกษ์ยามม่วน’ แถมยังเป็นคำที่มีความหมายเป็นสิริมงคล และกอล์ฟเองก็มองว่า ‘ศรี’ คือคำที่อธิบายสไตล์ผลงานของเขาได้อย่างชัดเจนด้วย เพราะผลงานของกอล์ฟมักเน้นความสวยงามอ่อนช้อย แต่ขณะเดียวกันเขาก็ชอบที่จะวาดตัวละครเพศชายเป็นส่วนใหญ่ คำว่า ศรี จึงแทนความสวยหยดย้อยที่แสดงออกในผลงานของเขา และคำว่า สุระ แทนถึงความเป็นผู้ชายนั่นเอง
“วิทยาลัยนาฏศิลป์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับศิลปะขนาดนั้น แต่เราแค่รู้สึกว่า เราอยากเข้าใกล้และเข้าไปในโลกของศิลปะให้มากกว่านี้ เพราะด้วยความที่เราอยู่ต่างจังหวัด แถมอยู่ต่างอำเภอด้วย มันไม่สามารถเข้าถึงสถาบันศิลปะได้ง่ายๆ”

ชีวิตวัยมัธยมศึกษาที่ร้อยเอ็ดของกอล์ฟอาจไม่ได้ปูทางมาด้วยการเป็นเด็กที่เรียนสายศิลปะแบบเฉพาะทาง แม้ในวัยมัธยมฯ ต้น กอล์ฟได้เรียนแผนการเรียนสามัญ แต่เขาก็มักได้ไปประกวดแข่งวาดภาพและหันเข้าหาโลกศิลปะมากขึ้นด้วยการเข้าชมรมดนตรี ขณะเดียวกันก็ได้เรียนวาดภาพ เรียนสีน้ำเพิ่มเติมกับคุณน้าที่เป็นจิตรกรแถวบ้านมาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาจนถึงมัธยมฯ ต้น กอล์ฟจึงอยากเข้าใกล้โลกของศิลปะให้มากขึ้นด้วยเข้าเรียนในวิทยาลัยนาฏศิลป์ในวิชาเอกการขับร้อง
“หลังจากเรียนจบวิทยาลัยนาฏศิลป์ได้ 2 ปี เราก็ได้มาเป็นครู เรียกว่าเป็นครูตามแม่ก็ได้นะ ซึ่งจริงๆ ในตอนที่เราชอบศิลปะ แม่ก็ไม่ได้ห้ามอะไร เพราะเขามองว่ามันคงเป็นครูศิลปะได้ ซึ่งเราก็ได้เป็นครูตามแม่จริงๆ ในช่วงเวลาที่ได้เป็นครูนาฏศิลป์ ก็มีโอกาสได้เป็นครูศิลปะด้วย ตอนนั้นเลยทำให้ได้กลับมาวาดภาพอีกครั้งหนึ่ง”

กอล์ฟเล่าเสริมว่า การเรียนในวิทยาลัยนาฏศิลป์ทำให้การวาดรูปสไตล์ไทยของเขาไม่ยากเลย เป็นเพราะว่าเด็กนาฏศิลป์ต้องอยู่กับเสื้อผ้า เครื่องประดับ อยู่กับการเรียนรู้ท่าทางเคลื่อนไหว และรูปทรงของเครื่องดนตรีไทยทุกวัน เรียกได้ว่าเพียงแค่หลับตา กอล์ฟก็สามารถเห็นถึงองค์ประกอบทุกอย่างบนเครื่องแต่งกายของไทยได้โดยไม่ต้องเปิดตำราเลย
ในช่วงเวลานั้นกอล์ฟเป็นทั้งคุณครูสอนนาฏศิลป์ เป็นช่างแต่งหน้า เปิดเช่าชุดไทยและชุดเสื้อผ้าสำหรับนางรำ ขณะเดียวกันก็เริ่มกลับมาวาดภาพและรับงานคอมมิชชันภาพวาดบ้างประปราย แต่นั่นยิ่งทำให้เขาโหยหายการกลับไปวาดภาพยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ระหว่างการรับบทเป็นครู กอล์ฟก็โหยหาการวาดรูปอยู่เสมอ
“การกลับมาวาดภาพในครั้งนี้ของเรา ก็คิดในหัวก่อนเลยว่า เราทำอะไรได้บ้าง ตอนนั้นคิดออกแค่ว่าเราเป็นครูและสอนดนตรี จนกระทั่งได้เห็นงานของคุณ Zaodao ที่เคยแสดงที่เจเจมอลล์ ก็เลยได้แรงบันดาลใจขึ้นมา”

ศิลปะไทยนีโอคลาสสิก
แรงบันดาลใจของกอล์ฟเกิดขึ้นเมื่อ 6-7 ปีก่อน หลังจากได้เห็นผลงานของศิลปินจีนอย่าง Zaodao งานที่กอล์ฟเห็นครั้งแรกแล้วชื่นชม เพราะไม่ค่อยได้เห็นงานสไตล์คาแรกเตอร์ที่ซ่อนวัฒนธรรมและเรื่องราวพื้นบ้านเอาไว้ในผลงานแบบนี้มาก่อน กอล์ฟจึงเริ่มเรียนและศึกษาอย่างจริงจังในการวาดภาพสไตล์พู่กันจีน ทำให้ผลงานในช่วงแรกของกอล์ฟยังมีลายเส้นที่ให้กลิ่นอายจีนจ๋าอยู่มากๆ
“จนกระทั่งมีคนมีคนทักว่า งานของเขาเหมือนงานของศิลปินท่านอื่น เลยเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้ว เราคงฝึกวาดและเรียนแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่ได้แล้ว ต้องหาเอกลักษณ์ให้ตัวเอง เลยย้อนกลับมามองว่าตัวเราเองมีอะไร อย่างง่ายที่สุดเลยคือเรามีองค์ความรู้เรื่องนาฏศิลป์และดนตรีไทยอยู่แล้ว องค์ประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวกับนาฏศิลป์ไทยอยู่ในตัวเราแบบที่ไม่ต้องไปค้นหาจากแหล่งไหนๆ เลย”

ด้วยเหตุนั้นแม้ว่ากอล์ฟจะชื่นชอบและได้อิทธิพลจากภาพวาดจีนมาเสียมากในช่วงแรก แต่กอล์ฟก็เลือกที่จะกลับมาหวนคืนสู่รากเหง้ามากกว่าการพุ่งตัวไปแตะศิลปะสไตล์ใหม่ๆ ที่ใกล้เคียงกับสไตล์จีนอย่างศิลปะญี่ปุ่นและเกาหลี
“เราเลยเริ่มกลับมาศึกษาศิลปะไทยและได้เจอคุณอั๋น (จิตรกรรมไทยในย่าม) ทำให้เราได้เริ่มลากเส้นแบบไทยๆ มากขึ้น มีองค์ประกอบแบบไทยๆ ในงานมากขึ้น”

กอล์ฟอธิบายพร้อมกับหยิบแฟ้มผลงานขนาดใหญ่ 3-4 เล่มที่พกติดตัวมากางให้ ONCE ดู ไม่ว่าจะเป็นท่าทางของตัวละครในภาพ หรือการเล่นกับแสงเงาในภาพล้วนเป็นผลพวงมาจากองค์ความรู้ทางนาฏศิลป์ของกอล์ฟ และแม้ว่ากอล์ฟจะเคยแสดงผลงานนิทรรศการกลุ่มเพียงครั้งเดียว แต่ผลงานที่อยู่ในแฟ้มนี้เป็นหลักฐานชั้นดีว่า เขาฝึกฝนเยอะมากเพียงไร
นอกจากงานสไตล์จีนของ Zaodao แล้ว กอล์ฟยังศึกษางานไทยและได้รับอิทธิพลจากศิลปินชั้นครูของไทยอย่าง ‘อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต’ ที่ทำให้ขอบข่ายงานศิลปะไทยของกอล์ฟมีมุมมองที่กว้างมากขึ้น และกอล์ฟยึดถือแนวทางการสร้างสรรค์ผลงานแบบอาจารย์ท่านนี้มาตลอด อีกทั้งยังศึกษางานของ ‘ครูเหม เวชกร’ ศิลปินที่วาดภาพประกอบเรื่องราวเกี่ยวกับวรรณคดีไทย และยังได้ศึกษางานการวาดฉากละครของ ‘ครูโหมด ว่องสวัสดิ์’ เพื่อปรับใช้ในผลงานของตัวเองอีกหลายชิ้นเลยเช่นกัน

การฝึกฝนซ้ำๆ และการศึกษาอย่างถี่ถ้วนของกอล์ฟทำให้ ONCE มั่นใจว่า ผลงานของเขา ณ เวลานี้ล้วนมีจุดตัดและจุดที่ผสมผสานกันได้ของศิลปะสไตล์ไทยและสไตล์จีนแน่ๆ
“ข้อดีของงานสไตล์จีน คือเรื่องของความพลิ้วไหวและท่าทางที่อ่อนช้อยผสมผสานความแฟนตาซี ขณะที่งานจิตรกรรมไทยจะมีขนบธรรมเนียมบางอย่างที่ตีขอบเขตเอาไว้อยู่ พอสองสิ่งนี้มาผสมกันในงานของเรา เลยเป็นการที่เราทำให้ภาพไทยอ่อนช้อยมากขึ้น มีท่าทางที่เป็นฝรั่งได้ มีแสงเงาที่เหมือนภาพสไตล์ตะวันตกได้ด้วย ตัวภาพของ Sri Su Rha จึงมีความดิ้นได้เยอะ เพราะเราใส่ความเป็นไทย ผ่านการเล่าเรื่องมากกว่า”

ความเป็นไทยผ่านการเล่าเรื่องของ Sri Su Rha ไม่ใช่การหยิบยกจิตรกรรมฝาผนังไทยมาเล่า ไม่ใช่การหยิบยกรามเกียรติ์มาวาดใหม่อีกครั้ง แต่เป็นการหยิบจากความสนใจของกอล์ฟ 3 ประเด็นหลักๆ มาเล่า นั่นคือเรื่องราวในโลก ‘วรรณคดี’ อย่าง ‘สุดสาคร’ ที่กอล์ฟอยากเล่าเรื่องในมุมมองความกล้าหาญและความขมขื่นที่เด็กคนหนึ่งต้องพบเจอในโลกแห่งท้องทะเลแสนน่ากลัว เล่าเรื่อง ‘โลกหิมพานต์’ ผ่านตัวละคร ‘คนธรรพ์’ ที่โดดเด่นด้านดนตรี และเล่าเรื่อง ‘ตำนานลุ่มน้ำโขง’ ผ่านเรื่องราวของ ‘นางเทียม’ รวมถึงความเชื่อพื้นบ้านต่างๆ ด้วย

“ถ้าสังเกตดีๆ ชุดตัวละครส่วนใหญ่จะมีความเลิศประมาณหนึ่ง (หัวเราะ) เพราะเราเป็นเด็กนาฏศิลป์ด้วย มีความรู้เรื่องผ้าและองค์ประกอบเครื่องแต่งกายอยู่แล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วผ้าและลายผ้าต่างๆ ก็สะท้อนความเป็นชาติพันธุ์ออกมาได้ด้วย อย่างเครื่องกายของนางเทียมเองจริงๆ แล้วเป็นลายผ้าแพรที่เราอ้างอิงมาจากวัฒนธรรมจริงๆ ของลุ่มน้ำโขงด้วย” นางเทียมเป็นเทพหรือตำนานพื้นบ้านของอีสานที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้จักมากนัก กอล์ฟอยากหยิบเรื่องราวเหล่านี้มานำเสนอผ่านผลงานของเขา อย่างการนำเรื่องพญานาคและพญาแถนเข้ามาก็เป็นการเล่าเรื่องความเชื่อพื้นบ้านของลุ่มน้ำโขงเช่นเดียวกัน

ผลงานที่ ONCE ได้เห็นตรงหน้าระหว่างพูดคุยกับกอล์ฟ มีทั้งภาพที่กอล์ฟวาดจากไอแพด ภาพที่ลงสีน้ำ ภาพร่างเส้นดินสอ แต่ความพิเศษยิ่งไปกว่านั้นคือผลงานที่ระบายด้วยสีฝุ่น พื้นผิวของภาพแตกต่างจากสีน้ำอย่างชัดเจนจนอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมกอล์ฟถึงเลือกใช้สีฝุ่น
“สีฝุ่นมีเนื้อสีที่แตกต่างจากสีอื่นๆ มาก ลองสังเกตดูว่า สีฝุ่นที่ใช้ลงผิวตัวละครจะเหมือนผิวคนจริงมากกว่า มีความนวลแต่ขณะเดียวกันก็มีความขรุขระเหมือนเลือดฝาด อีกอย่างคือมันเป็นความหลงใหลของเราเองด้วย สีฝุ่นที่ได้มาก็ติดต่อกับช่างศิลป์ที่ทำงานจิตรกรรมในวัดเลยครับ สีฝุ่นในงานของผมที่เห็นอยู่คือสีที่จะใช้ในงานจิตรกรรมวัดแทบทั้งหมดเลย”

มากกว่าความหลงใหลในสีฝุ่นอย่างที่กอล์ฟว่า คงเป็นความหลงใหลในงานศิลปะไทยที่หลังจากนี้กอล์ฟคงพาให้ทุกคนได้ท่องโลกความเชื่อพื้นบ้านและโลกของสุดสาครไปพร้อมกันกับเขา ด้วยศิลปะร่วมสมัยที่กอล์ฟนิยามว่าเป็นสไตล์ ‘ศิลปะไทยนีโอคลาสสิก’

“แม้บางคนจะมองว่า ผมเริ่มช้า เพราะตอนประถมฯ ก็ไม่ได้เรียนวาดภาพมา กลับมาวาดอีกครั้งก็อายุใกล้ 30 เลย แต่ตอนนี้เรามองแค่ว่า เราโชคดีแล้วที่เรียนนาฏศิลป์ ไม่งั้นคงไม่มีวัตถุดิบในการวาดภาพขนาดนี้ ทั้งความรู้ด้านดนตรีหรือความรู้เกี่ยวกับผ้า เราเอาสิ่งเหล่านี้มาใช้ในงานของเราได้อย่างเต็มที่จริงๆ”

แล้วกอล์ฟมองตัวเองในบทบาทของศิลปินเอาไว้แบบไหน?
“คงอยากเป็นคนที่ปลุกตำนานและเรื่องเล่าของบ้านเราให้มีชีวิตอีกครั้งในรูปแบบการเล่าใหม่ๆ ที่มีความร่วมสมัยมากขึ้นครับ มากไปกว่านั้นคงเป็นการที่เราอยากเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้บ้างเหมือนกันครับ”