About
ART+CULTURE

Everyday Sacred

สร้อย หิน ถ้วยชาม และเรื่องผี: โลกแห่งสัญลักษณ์และความเชื่อของ ‘มุกมินต์ตรา’ ศิลปินฝึกหัดผู้ฟังเรื่องผีตอนทำงาน

Date 09-09-2026 Views 126
Read At ONCE
  • คุยถาม-ตอบ 9 ข้อกับศิลปินฝึกหัด ‘มุกมินต์ตรา จริยวิทยานนท์’ ที่เติบโตมาในครอบครัวคนจีนแถบอีสาน โตในกรุงเทพฯ และได้ให้วัตถุแห่งความทรงจำในบ้านเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ จนเกิดเป็นผลงานที่ศิลปะที่ยึดโยงกับความเชื่อ ในนิทรรศการ ‘Unus Mundus’ ที่ Gallery VER

ONCE สะดุดกับผลงานของ ‘มุกมินต์ตรา จริยวิทยานนท์’ ครั้งที่ Hotel Art Fair 2026 ชิ้นงานที่เป็นประติมากรรมหนึ่งเดียวในห้องจัดแสดงห้องหนึ่ง โดยที่เราไม่แน่ใจว่าประติมากรรมซึ่งเป็นหินเรียงตั้งสูงจนเป็นเสานี้จะสื่อถึงอะไร แต่เรารู้สึกถูกดึงดูดจากงานประติมากรรมชิ้นนี้อยู่ไม่น้อย และนั่นก็ทำให้ ONCE ได้โคจรมาคุยกับเธอในโอกาสนิทรรศการคู่ ‘Unus Mundus’ ที่ Gallery VER

‘Unus Mundus’ นิทรรศการคู่ของ ‘มิยาบิ’ และ ‘มุกมินต์ตรา จริยวิทยานนท์’ คู่หูศิลปินหญิงที่จุดร่วมของทั้งคู่คือ ‘ความเชื่อที่นอกเหนือจากศาสนา’ โดยชื่อนิทรรศการจริงๆ แล้วมาจากแนวคิดทางจิตวิทยาของ คาร์ล ยุง (Carl Jung) ซึ่งหมายถึงสภาวะที่ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและไม่สามารถแยกออกจากกันได้ โดยนำมาเปรียบกับการเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณระหว่างจิตใจของมนุษย์กับวัตถุหรือสรรพสิ่งรอบตัว และนิทรรศการนี้ก็กำลังพาทุกคนเข้าไปเชื่อมโยงกับสิ่งที่หลายคนเชื่อ เคยเชื่อ หรือไม่เชื่อเลย ให้ได้มาเปิดมุมมองใหม่ๆ ผ่านผลงานของศิลปินหญิงไทย-ญี่ปุ่นคู่นี้

ครั้งนี้ ONCE ได้พูดคุยกับมุก-มุกมินต์ตราแบบใกล้ชิดมากขึ้น เลยอยากพาทุกคนกระโดดเข้ามาในโลกของศิลปินร่วมสมัยหน้าใหม่ ผู้นิยามตนเองว่าเป็นศิลปินฝึกหัด ผ่านคำถาม 9 ข้อที่มุกมินต์ตรามีมุมมองต่อสิ่งรอบตัวของเธอ ความทรงจำระหว่างการเติบโต ความผูกพันระหว่างวัตถุ และแก่นความเชื่อของเธอผ่านงานศิลปะทั้งจิตรกรรมและประติมากรรมที่ถูกจัดแสดงในนิทรรศการนี้

Unus Mundus

มุกมินต์ตราเรียกตัวเองว่าเป็นศิลปินฝึกหัด?

ใช่ค่ะ เพราะเขินมากกับการเรียกตัวเองว่าศิลปิน ยังไม่ชินค่ะ รู้สึกจั๊กจี้ (หัวเราะ) เวลามีคนถาม ก็มักจะบอกว่าเป็นจิตรกร เป็นนักวาดรูปมากกว่า เพราะคำว่าศิลปินเพิ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางอาชีพของเราด้วยค่ะ

ศิลปะเข้ามาอยู่ในชีวิตของศิลปินฝึกหัดอย่างมุกมินต์ตราตั้งแต่เมื่อไหร่?

ตั้งแต่จำความไม่ได้เลยค่ะ เพราะว่าเป็นลูกคนเดียว ตอนนั้นเลยไม่มีเพื่อนใช่ไหม การเล่นของเราจึงเป็นการหาทำกิจกรรมทำเองคนเดียว คุณยายเองก็เป็นครูสอนวิชาหัตถประดิษฐ์ด้วย เขามักพาเราทำงานประดิษฐ์หลายอย่าง เรียกว่าใช้งานมือมาตลอด จนได้พัฒนามาเป็นการวาดรูปในช่วงมัธยมต้นจนถึงทุกวันนี้เลยค่ะ แต่ตอนเด็กๆ ชอบวาดปลาคาร์ปค่ะ (หัวเราะ) ที่บ้านก็ไม่ได้เลี้ยงปลาคาร์ปด้วย แต่ตอนนั้นคงชอบวาดเพราะรูปร่างมันไหลไปได้เรื่อยๆ สีสันก็เปลี่ยนได้เยอะ สมัยเด็กๆ เรารับคอมมิชชันวาดปลาคาร์ปด้วยนะคะ น่าจะวาดปลาคาร์ปเป็นร้อยเป็นพันตัวเลยค่ะ (หัวเราะ)

 

Unus Mundus

จนกระทั่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เราก็เลยได้มานั่งตกตะกอนกับตัวเองอีกทีว่า จริงๆ แล้วเรามักทำงานกับเรื่องความเชื่อมาโดยตลอด มักวาดสิ่งที่มีความเชื่ออยู่ในนั้น อย่างเราเองเกิดในครอบครัวคนจีนแต่มาอยู่อีสานที่จังหวัดอุบลราชธานี แล้วค่อยย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ เลยเติบโตมากับพิธีกรรม วัฒนธรรมที่หลากหลายมากทั้งไทย จีน อีสาน ทำให้ชีวิตเรามีบรรยากาศของความเชื่อต่างๆ ที่มารวมตัวกัน จนบางอย่างเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของเรา มักเป็นสร้อยพระ หิน ถ้วยชาม หรือของที่อยู่ในชีวิตประจำวันเพราะมีความหมายในตัวเอง มีคุณค่าของมันผ่านการตีความของเรา ก็เลยชอบเอาความรู้สึกตรงนั้นมาวาดเป็นวัตถุต่างๆ ในผลงานค่ะ

Unus Mundus

Unus Mundus

Unus Mundus

ความเชื่อที่แสดงออกในงานของมุกมินต์ตราคือความเชื่อเชิงศาสนาไหม?

คิดว่าไม่ได้เป็นศาสนาใดศาสนาหนึ่ง หรือว่าวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่ง เพราะส่วนใหญ่เราเลือกสัญลักษณ์ที่มีความเชื่อมโยงกันในหลายๆ วัฒนธรรม ยกตัวอย่างเช่น ‘ไข่’ ก็มีความเป็นสากลโลกคือ การเป็นตัวแทนของการเกิด เป็นต้น เราไม่ได้อิงไปทางใดทางหนึ่งเลย ก็เหมือนกับตัวเราเองด้วยที่เกิดมาท่ามกลางหลายๆ วัฒนธรรมเหมือนกัน บวกกับนิสัยหนึ่งตอนเด็กๆ เวลาที่ไปเที่ยวมักชอบเก็บหินรูปทรงสวยๆ หรือรูปทรงแปลกๆ มาไว้ในบ้าน แต่พอโตขึ้นเราก็เปลี่ยนวิธีการเก็บสิ่งเหล่านี้ ใช้การถ่ายรูปแทนค่ะ

Unus Mundus

ดังนั้นแล้วงานส่วนใหญ่ของมุกเลยนำเสนอเรื่องความเชื่อเป็นหลัก อย่างงานชุดใหม่ก็พูดถึงเรื่องของ liminal space หรือ ‘พื้นที่กึ่งกลาง’ อย่างเช่น ภาพในนิทรรศการ Unus Mundus เองก็มีภาพที่แบ่งชั้นกันอยู่ อย่างการมีชั้น 1 กับชั้น 2 หรือการมีแคนวาน 2 ชิ้นใน 1 ผลงาน จุดเชื่อมต่อของแคนวาสอาจเป็นพื้นที่กึ่งกลางระหว่างอะไรสักอย่าง อาจจะหมายถึงโลกคนเป็นกับโลกคนตายก็ได้ หรือพื้นที่ระหว่างความทรงจำ ตั้งแต่เด็กจนโตก็ได้ ในผลงานของเราเลยไม่ได้มีความเมกเซนส์ แต่มันคือสิ่งประกอบสร้างความทรงจำของเราระหว่างความเชื่ออยู่ค่ะ

Unus Mundus

เล่าถึงนิทรรศการ Unus Mundus ที่ทำร่วมกับศิลปิน ‘มิยาบิ’ ให้ฟังหน่อย

ตั้งแต่เริ่มเข้ามาที่งาน จะมีภาพหนึ่งของมุกที่อาจจะแตกต่างไปจากชิ้นอื่นๆ คือชิ้นแรก ‘Transmission’ เป็นภาพของคลื่น คลื่นคือสิ่งที่เรามองไม่เห็นหรือจับต้องไม่ได้ แต่ว่ากลับมีอิทธิพลกับชีวิต อย่างคลื่นเสียงที่เรามองไม่เห็นแต่เรากลับได้ยินมันอยู่ตลอด มุกเลยนำสองสิ่งนี้มาเปรียบเทียบกับความเชื่อค่ะ ภาพนี้จึงสื่อถึงจุดกำเนิดของงานทั้งหมดของมุกในนิทรรศการนี้เลย เพราะความเชื่อก็เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้ แต่ส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวันเราเสมอ

Unus Mundus

Unus Mundus

ภาพถัดมาคือ Ritual Altar คือแท่นบูชาหรือแท่นพิธีกรรมที่เปรียบเสมือนการสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา โดยใช้วัตถุธรรมดาที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเรา เพราะคนจะมองว่าวัตถุหนึ่งมีความสำคัญหรือมีคุณค่าขึ้นมา ก็เพราะว่าคนต่างหากที่ให้ความหมายกับมัน ฉะนั้นของธรรมดาๆ ที่อยู่ในบ้านก็สามารถมีความหมายได้เหมือนกัน ถ้าเกิดผ่านพิธีกรรมหรือผ่านการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ภาพนี้จึงเป็นเหมือนการรวมของที่มีความหมายกับเรามาวางไว้ที่แท่นบูชาค่ะ

Unus Mundus

Unus Mundus

Unus Mundus

เห็นว่ากำลังลองสร้างงานประติมากรรมด้วยใช่ไหม

ชิ้นนี้นับเป็นประติมากรรมชิ้นแรกๆ ของมุกเลยค่ะ เพราะปกติชอบทำงาน painting มากกว่า แต่อยากท้าทายตัวเองขึ้นมาอีกขั้น ซึ่งประติมากรรมนี้ก็พัฒนามาจากภาพจิตรกรรมที่เราทำเลยค่ะ อยากเห็นว่าสิ่งที่อยู่ในวาดภาพ หากทำจริงออกมาแล้วจะเป็นแบบไหน? พอเป็นประติมากรรม ก็อยากให้ออกมาในรูปแบบของความหมิ่นเหม่ มีความจะหล่นแหล่ไม่หล่นแหล่ ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ painting ทำไม่ได้ อีกอย่างคือการต่อยอดจาก 2 มิติมาเป็นประติมากรรมมันตอบโจทย์เรื่องความเป็นวัตถุมงคล ซึ่งเป็นความเชื่อของคนเราด้วย

Unus Mundus

ทำไมทั้งงานจิตรกรรมและงานประติมากรรมของมุกมินต์ตราถึงมักนำวัตถุมาเรียงตัวกัน?

ได้แรงบันดาลใจมาจากเสาโทเทมค่ะ เพราะเรามองว่ามนุษย์ต้องใช้สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจเมื่อเผชิญกับ 3 อย่าง ได้แก่ ความกลัว ความไม่รู้ แลละความไม่แน่นอน เมื่อมนุษย์เจอ 3 อย่างนี้จึงต้องสร้างแกนจิตใจขึ้นมา แกนที่ว่าจึงเป็นโทเทมหินที่เรียงกันตั้งสูงเพื่อให้มนุษย์ได้อธิษฐาน มันคือการที่คนธรรมดาอย่างมนุษย์พยายามพุ่งตัวไปถึงและติดต่อกับสิ่งที่มนุษย์มองไม่เห็น เพื่ออธิษฐานขอพรให้เป็นจริงนั่นเอง

Unus Mundus

อะไรคือความลงตัวในการทำงานกับมิยาบิ

ลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อค่ะ (หัวเราะ) อันดับแรกคือเราทั้งสองคนคล้ายกันมากๆ ในหลายๆ เรื่อง รวมถึงหน้าตาด้วย ตอนไปสวิตเซอร์แลนด์มีแต่คนคิดว่าเป็นพี่น้องกัน อย่างวันเปิดนิทรรศการนี้ก็มีคนคิดว่าเป็นพี่น้องกัน เพราะเข้าใจว่ามิยาบิ นามสกุล จริยาภะเทียร แบบมุกค่ะ (หัวเราะ) เราอายุเท่าๆ กันด้วย ทำงานด้วยกันเลยลื่นไหลมากๆ

ในเรื่องความเชื่อ ทั้งมุกและมิยาบิมีความเชื่อในสิ่งหนึ่ง แต่อาจจะไม่เหมือนกันขนาดนั้น อย่างเราพูดเรื่องความเชื่อกับวัตถุ มองว่าวัตถุหนึ่งมีความสำคัญเพราะมนุษย์ให้ความหมายกับมัน แต่มิยาบิก็จะมองในความเชื่อแบบญี่ปุ่นที่เชื่อว่าทุกอย่างมีชีวิต ทุกอย่างมีจิตวิญญาณอยู่

ส่วนอีกข้อที่เหมือนกันที่มุกเองก็เพิ่งจะรู้เมื่อเร็วๆ นี้ นั่นคือการที่เราเป็นผู้หญิงทั้งคู่ งานของเราก็จะมีความเป็นหญิงไปโดยไม่รู้ตัวเลย ในผลงานอาจจะมีบางองค์ประกอบและชิ้นส่วนบางอย่างที่มีความแบบเป็น feminine สอดแทรกอยู่

Unus Mundus

อะไรคือสิ่งที่ทำให้มุกมินต์ตราสร้างผลงานแต่ละชิ้นออกมาได้

นอกจากอ่านวรรณกรรมสืบสวนสอบสวนแล้ว ตอนทำงานก็จะชอบฟังเรื่องผีค่ะ (หัวเราะ) แล้วเรากับมิยาบิก็ชอบฟังเรื่องผีเหมือนกันพอดี เมันทำให้เราโฟกัสกับงานได้มากกว่าการฟังเพลงด้วยซ้ำ ฟังแล้วก็ไม่ได้กลัวด้วยนะคะ แต่ช่วงเวลาอื่นๆ เราก็ไม่ได้ฟังค่ะ เราฟังเรื่องผีแค่ตอนทำงานเลย งงเหมือนกันค่ะ (หัวเราะ)

Unus Mundus

ความทรงจำ ความเชื่อ และวัตถุที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ สิ่งเหล่านี้ทำงานกับตัวตนของมุกมินต์ตราไหม?

มองว่าพอทำงานเรื่องความเชื่อและได้ศึกษาอะไรพวกนี้เยอะๆ เรากลายเป็น observer หรือผู้สังเกตการณ์ แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีความเชื่อส่วนตัวของเราอยู่นะคะ ยังยึดความรู้สึกในการทำงานอยู่ เพียงแค่เราเองก็เข้าใจในมุมของคนที่เขาเชื่อในสิ่งต่างๆ ว่า ทำไมคนเราถึงเชื่อในสิ่งหนึ่ง ขณะที่คนอีกกลุ่มก็คัดค้าน เราเข้าใจคนทั้งสองกลุ่มเลย

Unus Mundus
วันนี้ – 26 กันยายน 2569
Gallery VER
12.00 – 18.00 น. (ปิดวันอาทิตย์และวันจันทร์)