About
BUSINESS

Loft Eyes - ตาถึง

‘Loft Eyes’ ร้านมัลติแบรนด์รวมแฟชั่นดีไซเนอร์ไทย ที่อยากให้การช้อปปิงหน้าร้านกลับมาสนุกอีกครั้ง

Read At ONCE
  • คุยกับ ‘ไผ่–จิติวี บาลไธสง’ และ ‘มิ้ม–ชิดชนก สุจินพรัหม’ 2 เจ้าของร้านมัลติแบรนด์ที่ฮอตที่สุดในตอนนี้อย่าง ‘Loft Eyes’ ถึงที่มาที่ไปของร้านที่เกิดจากความคิดไวทำไว การขยับขยายมาสู่สยามเพื่อเปิดสาขา Flagship Store แห่งใหม่ล่าสุด รวมไปถึงเบื้องหลังการดีไซน์สเปซและคิวเรตสินค้าให้ประสบการณ์ช้อปปิงจากหน้าร้านกลับมาสนุกอีกครั้ง

ในยุคที่อะไรๆ ก็ง่ายจนเราสามารถซื้อได้แทบทุกอย่างโดยไม่ต้องก้าวขาออกจากบ้าน ประสบการณ์ที่มาพร้อมกับการซื้อแบบออฟไลน์ อย่างการเดินเล่นในร้านไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีจุดหมาย การเลือกของผ่านการสัมผัส หรือการไปลองให้แน่ใจว่าชอบก่อนตัดสินใจซื้อ กำลังจะค่อยๆ จางหายไป

Loft Eyes คือร้านที่มองเห็นตรงข้ามกับกระเเสเหล่านี้ ในยุคที่ E-commerce และเดลิเวอรียึดครองวงการแฟชั่น ไผ่และมิ้มตัดสินใจเปิดพื้นที่ให้แบรนด์ดีไซเนอร์ไทยในแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ได้มาคอนเน็กต์กับคนผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในรูปแบบ Physical Store ที่ทองหล่อ พร้อมทั้งยังทำหน้าที่เป็นคิวเรเตอร์ ‘ตาถึง’ ที่ช่วยเลือกของที่ดีที่สุดให้ลูกค้า

และเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมานี้ Loft Eyes ได้เปิดประตูต้อนรับนักช้อปเข้าสู่บ้านหลังที่ 2 ของพวกเขาที่สยามสแควร์ ซึ่งกลับมาพร้อมภาษาดีไซน์ที่ชัดเจนขึ้น แบรนด์พาร์ตเนอร์ที่แน่นขึ้น รวมไปถึงสเปซที่ออกแบบมาเพื่อให้การเดินซื้อเสื้อผ้าสนุกกว่าที่เคย

มาย้อนที่มาที่ไปแบบ ‘ดิบๆ’ ของร้านจากนัก Take Action ทั้ง 2 พร้อมฟังเรื่องราวการเติบโตที่ไปได้ไกลกว่าที่คิดในระยะเวลาเพียง 2 ปีกันเลย

Loft Eyes

A LEAP OF FAITH

Loft Eyes เกิดจากความสัมพันธ์แบบสถาปนิกออกแบบบ้านกับลูกค้าที่กลายมาเป็นเพื่อนกันของ ‘ไผ่’ กับ ‘มิ้ม’ ซึ่งไผ่ผู้เป็นสถาปนิกในสมการนี้ เล่าให้เราฟังว่า การจะออกแบบบ้านให้ใครสักคนอาศัยความคลิกกันประมาณหนึ่ง ทำให้พวกเขาเห็นภาพที่ตรงกันตอนไปเจอสเปซใน ‘ตึกคาอูลิน’ โรงงานยาเก่าย่านทองหล่อ ที่ตั้งของ Loft Eyes สาขาแรก

Loft Eyes

ด้วยพื้นที่ที่ใหญ่มากและผังรูปตัว ‘L’ ที่แปลกจนไม่รู้จะเอามาทำอะไรดี ทั้งคู่เลยปิ๊งไอเดียทำร้าน “มัลติแบรนด์” รวมแแบรนด์แฟชั่นดีไซเนอร์ไทย เพราะมิ้มเองก็มีประสบการณ์และคอนเนกชันจากการอยู่ในวงการธุรกิจแฟชั่นมากว่า 10 ปี ส่วนไผ่ก็มองว่า ร้านมัลติแบรนด์นี่แหละเหมาะที่สุดกับพื้นที่แปลกๆ เพราะแต่ละแบรนด์มีพื้นที่เป็นของตัวเอง ไม่ต้องมี Hierarchy หรือจุดไหนที่เด่นกว่า

Loft Eyes

Loft Eyes

“กลับบ้านไปวันนั้นก็เริ่มเลย จำได้ว่าชื่อร้านมาตอนกำลังอาบน้ำ ตอนนั้นคิดแค่ว่า มิ้มทำแบรนด์ออนไลน์มาก่อน แต่ตอนนี้เรากำลังจะมีหน้าร้าน ชื่อร้านเป็น ‘ออฟไลน์-ลอฟท์อายส์’ แล้วกัน กลับคำกัน เช็ดหัวเสร็จก็รีบโทร.ไปบอกมิ้มเลย แล้วก็เริ่มทำดีไซน์ของร้าน” ไผ่เล่าถึงจุดเริ่มต้นที่เชื่อว่า คงตอบข้อสงสัยของหลายๆ คนที่อาจจะมีคำถามในใจว่า ร้านนี้มีความเกี่ยวข้องกับ ‘ตา’ ยังไง? ซึ่งจะบอกว่าไม่เกี่ยวเลยก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะการจะเลือกของดีๆ มาได้ ก็ต้องมีความตาถึงระดับนึง

ส่วนคอนเซปต์ของร้านก็ตามชื่อ พวกเขาจะพาแบรนด์ดีไซเนอร์ไทยที่เห็นกันอยู่กระจัดกระจายตามแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ให้มาอยู่ที่นี่ เพื่อมอบประสบการณ์ให้คนได้มาเดินเลือกและลองสินค้าด้วยตัวเอง

Loft Eyes

“พอไผ่เรนเดอร์สเปซเสร็จ ก็เริ่มส่ง Proposal หาแบรนด์ คุยกันเล่นๆ ว่า ถ้ามีแบรนด์สนใจมากกว่า 20 แบรนด์ เราจะเปิดเลย แล้วภายใน 1 อาทิตย์ก็มีคนสนใจมากกว่าจำนวนที่เราตั้งไว้จริงๆ” มิ้มเล่า ทั้งคู่เลยเริ่มก่อสร้างแบบที่ไปซื้อไม้เเละเลือกไม้กันเอง ยืมมือพี่ช่างจากวัดแถวๆ นั้นมาช่วยนิดหน่อย และทำร้านเสร็จพร้อมเปิดภายในเดือนครึ่ง

เราอดไม่ได้ที่จะพูดว่า จุดเริ่มต้นมัน Raw และเร็วมาก และไผ่ก็สวนกลับมาทันทีว่า “เราไม่ได้อยาก Raw หรอก ตอนนั้นเราแค่ไม่มี (หัวเราะ)”

Loft Eyes

Loft Eyes

ENDLESS SCROLL

จากความลงตัวของจังหวะที่ทำให้เกิด Loft Eyes สาขาแรก สู่ Flagship Store 4 ชั้นของตัวเองในสยามภายในปีครึ่ง ซึ่งก็ไวมากอีกเช่นเคย

ไผ่เล่าว่า มันเกิดจากนิสัยซีเรียสและจริงจังของทั้งคู่ ที่ไม่เคยหยุดพักเลยตั้งแต่เริ่มทำร้านมา และหลังจากได้มาลองชิมลางผ่านการวางขายบนร้าน ‘Mitr’ ในสยามแล้วฟีดแบ็กดี ทั้งคู่เลยคิดว่า ได้เวลาหาสเปซของตัวเอง จนได้มาเจอกับตึกที่เคยเป็นร้าน ‘รสดีเด็ด’ เก่า ใจกลางสยามสแควร์ซอย 2

Loft Eyes

สำหรับสาขานี้ Loft Eyes ได้พัฒนาภาษาในการดีไซน์ร้าน และ CI ให้ชัดเจนขึ้นว่า อยากจะเล่าเรื่องแบบไหน ด้วยวิธีอะไร ซึ่งพาร์ตนี้ดูแลโดยไผ่ รวมไปถึงสเปซที่เขาออกแบบให้มีห้องลองอยู่ใจกลางร้าน และเสื้อผ้าจัดตามหมวดหมู่ต่างๆ แขวนอยู่รอบๆ ไอเดียนี้เกิดจากการมองย้อนกลับไปถึงวัฒนธรรมการซื้อขายผ่านหน้าร้านแบบดั้งเดิมอย่าง Kiosk หรือแผงขายของที่จะมีสินค้าแขวนอยู่รอบนอกของร้าน ส่วนคนขายจะอยู่ตรงกลาง

Loft Eyes

นี่คือแปลนร้านที่มิ้มเรียกแบบขำๆ ว่า ‘เวียนเทียน’ เพราะลูกค้าจะต้องค่อยๆ เดินวนรอบเกาะกลางเพื่อขึ้นไปสู่ชั้นถัดไป ผลของการทำสเปซแบบนี้คือลูกค้าจะมองไม่เห็นภาพใหญ่ของห้องและรู้สึกว่า พื้นที่ตรงนี้ไม่มีที่สิ้นสุด เดินดูของไปได้เรื่อยๆ เหมือนเวลาเราไปเดิน IKEA

“วันนี้เรามาร้านเร็วแล้วก็เพิ่งสังเกตว่า ลูกค้าอยู่ทุกมุมจริงๆ นะ แล้วก็อยู่แบบมีสมาธิมาก ทุกคนดูเอนจอย เพราะว่าถ้าเป็น Open Plan ทุกคนจะมองเห็นกัน แต่อันนี้มีมุมส่วนตัว จากที่คนหยิบ 2 ตัว ก็เพิ่มเป็น 6 ตัว เพราะเขาได้ใช้เวลากับมันจริงๆ” มิ้มเสริม

Loft Eyes

และแน่นอนในฐานะแพลตฟอร์ม สิ่งที่ร้านจะต้องคำนึงถึงที่สุดคือการวางขายสินค้าให้ลูกค้ามองเห็นง่าย และแบรนด์พอใจ ไผ่แชร์เรื่องการจัดวางของในร้านให้เราฟังเพิ่มเติมว่า “มิ้มไม่ใช่คนที่ถูกเทรนด์มาเพื่อเป็น Visual Merchandiser (นักจัดแสดงสินค้า) ฉะนั้น วิธีการจัดของของเขาจะเกิดจากอัลกอริทึมในหัวเขาเอง เลยจะเห็นว่าทุกอย่างเรียงตามสีและชุดความสัมพันธ์บางอย่างระหว่างยูนิต จะเรียกว่าเป็น Human Algorithm ก็ได้ เวลาคนเดินผ่านจะรู้สึกเหมือนเราได้เลื่อนผ่านหน้าจอบนโทรศัพท์ เพียงแค่อันนี้เป็นการเลื่อนแบบจับต้องได้จริง”

Loft Eyes

Loft Eyes

A SYNERGISTIC CURATION

ในขณะที่ไผ่รับผิดชอบเรื่องภาพใหญ่และดีไซน์ พาร์ตของระบบหน้าบ้าน หลังบ้าน รวมไปถึงการเลือกสินค้าเข้ามาในร้านเป็นพาร์ตที่มิ้มดูแล โดยตอนอยู่ที่สาขาแรก เธอเริ่มเลือกจากแบรนด์ที่ใส่เองและชอบก่อน ส่วนสำหรับ Flagship Store สิ่งที่โฟกัสจะเป็นคุณภาพของเสื้อผ้า เรื่องราวที่น่าสนใจของแบรนด์ และดีไซน์ของเสื้อผ้าที่ต้องไม่ซ้ำกับแบรนด์ที่มีอยู่แล้วที่ร้าน

ส่วนสไตล์ก็มีให้เลือกหลากหลาย ในร้านจะมีทั้งเสื้อผ้าผู้หญิงอย่าง lick and promise, Girlfriend Comfort, She Knows และ Ciclo แบรนด์ unisex และเสื้อผ้าผู้ชาย อย่าง Madmatter, Standard Archives และ Roseromp Studio แบรนด์คราฟต์อย่าง Pickle Projects และ Seire Collective รวมไปถึงแบรนด์เครื่องประดับอย่าง Sarr.rai, Wodd และ Mormormor มิ้มเน้นย้ำกับเราว่า “ที่นี่มีครบ เราเลือก Thai Local Brand ที่มีคุณภาพดี ดีไซน์ดี มาให้แล้ว”

Loft Eyes

Loft Eyes

Loft Eyes จริงจังกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ ‘Win-Win’ กับพาร์ตเนอร์ โดยมีการฟีดแบ็กกับแบรนด์ในร้านอยู่เรื่อยๆ ว่า ตัวไหนขายดี ตัวไหนควรเปลี่ยน หรือตัวไหนควรเพิ่มไซส์เพื่อให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าต่างชาติมากขึ้น ทำให้ร้านไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่วางสินค้า แต่เป็นแหล่งเก็บข้อมูลชั้นเยี่ยมและประตูสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ที่เหล่าแบรนด์แฟชั่นอาจจะไม่ได้เจอในโลกออนไลน์

Loft Eyes

Loft Eyes

“อีกสิ่งหนึ่งที่ชอบทำมาตลอดเลยคือการแมตช์ชุดเอง จะเห็นได้จากคอนเทนต์ของ Loft Eyes ที่เราชอบเอาสินค้าจากแบรนด์ต่างๆ มาครีเอตลุคใหม่ หรือแม้แต่ในร้านเราเองก็จะมีการแขวนชุดที่แมตช์แล้วไว้เป็นเซ็ตเหมือนกัน ซึ่งแบรนด์ก็แฮปปีมาก เพราะว่าเขาได้เห็นโปรดักต์เขาในแบบที่อาจจะไม่เคยนึกถึงมาก่อน แบบ ‘เอ๊ะ จริงๆ แล้วเสื้อเราเอาไปใส่กับยีนส์ก็ได้เหรอ?’ และก็เป็นไกด์ไลน์ที่ดีให้ลูกค้าที่ไม่รู้จะเริ่มแมตช์ยังไง บางคนก็ซื้อที่เราเเขวนไว้ไปทั้งเซ็ตเลย” มิ้มเล่า พร้อมบอกว่า สิ่งที่เธอหมกมุ่นมากอย่างการช้อปปิง การแมตช์ชุด และการเลือกของนี่แหละ เป็นสกิลล์ที่เหมาะกับการทำร้านมัลติแบรนด์เอามากๆ

Loft Eyes

HUMAN TOUCH

“คิดว่า Loft Eyes ต่างจากร้านมัลติแแบรนด์อื่นๆ ยังไง?” เราถาม เพราะร้านลักษณะนี้ในกรุงเทพฯ ก็มีอยู่ไม่น้อย

ไผ่นึกสักพักก่อนจะตอบ “Loft Eyes ซีเรียสเรื่องประสบการณ์การซื้อของ เพราะมีความเกี่ยวพันกับเรื่องความรู้สึกค่อนข้างมาก อีกอย่างเวลาเราไปช้อปปิง ข้าวของเริ่มหน้าตาเหมือนกันหมดแล้ว สิ่งที่ทำให้ของชิ้นนั้นแตกต่างเลยเป็นสถานที่ที่เราซื้อของชิ้นนั้น” เขาเชื่อว่า สินค้าใน Loft Eyes อาจจะไม่ได้ยูนีคเกินไปกว่าใคร แต่พวกเขามีภาษาพูดที่เฉพาะตัว และทุกอย่างในร้านสื่อสารสิ่งนั้น ตั้งแต่อุณหภูมิของหลอดไฟที่สร้างบรรยากาศวอร์มๆ ให้ร้าน ไปจนถึง Playlist ซึ่งไผ่เป็นคนคิวเรตด้วยตัวเองทุกเดือน ทั้งหมดเพื่อให้คนอยากใช้เวลาในนี้ และสบายใจกับการได้เลือกซื้อของออฟไลน์ “เช่นกันสำหรับแบรนด์ที่จะมาเป็นพาร์ตเนอร์กับเรา เราว่า Loft Eyes เป็นพื้นที่ที่แฟร์มากสำหรับพวกเขา เพราะคนมาดูของ ของอยู่ตรงนั้น ลอง ซื้อเลย ทุกอย่างมันเคลียร์”

Loft Eyes

ในฐานะคนฟังและคนตั้งคำถาม ต้องยอมรับว่า Loft Eyes ได้เปลี่ยนความคิดของเราที่มีต่อร้านมัลติแบรนด์ไปไม่น้อย เพราะนอกจากจะต้องให้ความสำคัญกับการเลือกแล้ว สิ่งที่ร้านมัลติแบรนด์ต้องมีคือความเป็นเหตุเป็นผลของสิ่งต่างๆ ในร้าน ความมีระบบระเบียบ ความใส่ใจในรายละเอียด และความคิดสร้างสรรค์ที่จะทำให้สินค้าที่มาจากร้อยพ่อพันแบรนด์อยู่ด้วยกันได้ลงตัว

เมื่อถามถึงเป้าหมายใกล้ๆ เร็วๆ นี้พวกเขามีแพลนอยากจะยกระดับแพลตฟอร์มและบริการ รวมทั้งเปิดใช้สเปซให้ครบและลงตัวมากขึ้น เช่น การเปลี่ยนพื้นที่โล่งๆ บนชั้น 4 ที่พวกเรานั่งคุยกันอยู่ตอนนี้ ไว้ใช้คอลแล็บ จัดเวิร์กช็อป หรือป๊อปอัป

Loft Eyes

สำหรับภาพใหญ่ ในฐานะสถาปนิกที่มีสำนึกต่อสถานที่สูงและนักช้อปที่รักประสบการณ์ออฟไลน์ ทั้งคู่มองว่า อยากให้แบรนด์เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนกลับมารู้สึกว่า การออกมาซื้อของเองมันสนุกอีกครั้ง ผ่านของที่คัดมาโดยคน ขายโดยคน และน้ำเสียงที่ของคนที่พูดคำว่า ‘ขอบคุณ’ กลับไป และยังเชื่ออีกว่า สิ่งนี้แหละจะทำให้คนซื้อของกันแบบมีสติ และรู้ว่าตัวเองต้องการอะไรมากขึ้น

Loft Eyes

“เราว่ามันเป็นมูฟเมนต์ที่คนกำลังพูดถึงอยู่ตอนนี้ แต่สำหรับ Loft Eyes เราอาจจะใช้ Approach ที่ต่างออกไปหน่อย โอเค…การเลือกสินค้าที่ใช้วัสดุที่ดี ผ่านกระบวนการที่ดี มีการร่วมมือกับชุมชนมันดีอยู่แล้วแหละ แต่ Loft Eyes อยากให้คุณเลือกแแบบระมัดระวัง เลือกที่ชอบ มันจะมีเสื้อตัวนึงที่เราจะใส่มันอยู่นั่น แล้วเราจะไม่ทิ้ง เพราะเราชอบมันจริงๆ นึกออกไหม เราอยากให้คุณเจอเสื้อตัวนั้นที่นี่” ไผ่ทิ้งท้าย

Loft Eyes

สำหรับใครที่กำลังคิดถึงประสบการณ์ช้อปปิงแบบออฟไลน์และอยากได้เสื้อผ้าที่คุณภาพดี ดีไซน์สวย ไม่ตกเทรนด์ วางโทรศัพท์แล้วไปช้อปที่ Loft Eyes Siam Flagship Store ได้แล้ววันนี้ที่สยามสแควร์ซอย 2 ส่วนใครอยากช้อปในบรรยากาศแบบ Cozy ต้นไม้เยอะๆ ก็สามารถไปสาขาออริจินัลได้ที่ ชั้น 2 ตึกคาอูลิน สุขุมวิทซอย 4

ติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Loft Eyes ได้ที่ IG: @lofteyes