Phimailongres
ส่องแนวคิด ‘Phimailongres’ โปรเจกต์ศิลปินพำนัก พาคนทำงานสร้างสรรค์ ‘มาใช้เวลาว่าง ในพื้นที่ว่าง’ 10 วันเต็มที่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา
- แพสชันและการตีความนิยามคำว่า ‘พื้นที่ว่าง’ ของทีมพิมายฬองวีค (Phimailongweek) นำไปสู่โปรเจกต์ศิลปินพำนักครั้งแรกของ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา โดยใช้ความว่างตั้งแต่การแลกเปลี่ยนและดูผลงานของกันและกัน เดินเมืองเก่า พายเรือซัปบอร์ดในแม่น้ำมูล และท่องเขาใหญ่
ถ้าคุณรู้จักโคราช เราอยากให้คุณรู้จักปราสาทหินพิมาย หากคุณรู้จักปราสาทหินพิมาย เราอยากให้คุณรู้จักพิมายในมุมที่ต่างออกไป อย่างการมีคลื่นคนรุ่นใหม่ที่กำลังทำงานสร้างสรรค์อยู่ละแวกเมืองเก่า ที่ไม่เพียงทำให้พิมายเกิดโปรเจกต์ ‘พิมายฬองวีค (Phimailongweek)’ แต่ยังเกิด ‘พิมายลองเรส (Phimailongres)’ โปรเจกต์ที่พาคนทำงานสร้างสรรค์มาใช้ชีวิตและปล่อยให้ ‘ความว่าง’ ของพิมายเป็นวัตถุดิบจุดประกายให้เหล่าศิลปินหลากแขนง
พิมายฬองเรส 2026 โดยทีมพิมายฬองวีค คือโปรเจกต์ที่ชวนศิลปินและคนทำหนังเข้ามาอยู่ในโปรเจกต์ศิลปินพำนักระยะสั้น 10 วัน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-18 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ณ เมืองเก่าพิมาย จ.นครราชสีมา ซึ่งมาในคอนเซปต์ ‘∞ Negative Space พื้นที่ว่างไม่สิ้นสุด’ โดยนับเป็นครั้งแรกของ อ.พิมายที่ได้มีการจัดกิจกรรมโอบรับศิลปินจากหลายสาขาอาชีพ และแน่นอนว่า ONCE เองก็ไม่พลาดที่จะเจาะลึกเบื้องหลังแพสชันของทีมพิมายฬองวีคว่า อะไรคือสิ่งจุดประกายให้พวกเขาอยากทำโปรเจกต์นี้กับพื้นที่ของพิมาย และอะไรที่ทำให้ ‘พิมายฬองเรส’ ไม่เหมือนกับโปรเจกต์ศิลปินพำนักที่เราเคยพบเห็นกัน
ONCE ล้อมวงคุยกับ ใหม่-พสธร วัชรพาณิชย์ (Project Director) ไหม-พิชญา สุริโยภาส (Project Manager) และ ไหมแก้ว-ณัฏฐณิชา กุลไกรจักร (Participants Co-Ordinator) นักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ 3 คนที่มีความตั้งใจเดียวกันที่อยากสร้าง ‘พื้นที่ที่ไม่เร่งรัด’ และ ‘พื้นที่ที่ได้อยู่กับตัวเอง’ ให้กับคนทำงานสร้างสรรค์ ที่แม้ว่าทั้ง 3 คนจะอยู่ในวงการคนทำหนัง แต่โปรเจกต์นี้เปิดรับศิลปินภาพเคลื่อนไหว เช่นเดียวกับเมืองพิมายเองที่ก็พร้อมโอบรับทุกคนที่ผ่านไปผ่านมาเช่นกัน
บทสนทนาต่อจากนี้จะพาทุกคนดำดิ่งไปสู่แพสชันของเหล่าคนที่เห็นความสำคัญของ ‘ความว่าง’ เพราะเราเชื่อว่าหลังจากที่ทุกคนได้อ่านบทความนี้จบ คุณเองก็อาจจะได้หันกลับมาถามถึง ‘ความว่าง’ ในแบบของคุณเองเช่นเดียวกัน

01
ทั้ง 3 คนมาเจอกันได้ยังไง
ใหม่ : เริ่มตั้งแต่ตอนเราได้เจอกับไหมที่เชียงรายฟิล์มคลับ (Chiangrai Film Club) แล้วก็ได้อยู่กลุ่มเดียวกัน ได้ทำงานด้วยกัน รู้สึกว่าคนนี้น่าสนใจ รู้สึกว่าไหมมีอะไรบางที่น่าจะทำงานร่วมกันได้ ก็เริ่มคิดโปรเจกต์ Phimailongres ด้วยกัน ซึ่งตัวไอเดียหลักถึงจะมาจากเราเสียเยอะ แต่ก็นำไอเดียนั้นมานำเสนอแล้วก็คุยกับไหมอีกที แล้วหลังจากนั้นก็ไปเจอกันอีกทีที่งานไมโครเวฟฟิล์มเฟสติวัล (Microwave Film Festival) ซึ่งเป็นงานที่ทำให้เจอไหมแก้วอีกคนด้วย
ไหม : หลังจากที่เราตกลงว่าจะทำเรสซิเดนซี (Residency) ด้วยกัน เราสองคนก็เลยคุยออนไลน์และทำเอกสารออนไลน์ขึ้นมาก่อน พอโปรเจกต์เริ่มเป็นรูปเป็นร่างและได้ทุนมาแล้ว เราก็ได้ไปพิมายครั้งแรก ซึ่งจริงๆ ไหมเคยไปแล้ว แต่เคยไปมานานมากและจำรายละเอียดไม่ค่อยได้ ครั้งนี้เลยเป็นการมาพิมายแบบจริงจัง ทำให้เรานับว่า นี่คือการมาพิมายครั้งแรก แล้วพอได้เห็นพื้นที่พิมาย เราก็เห็นภาพว่าพิมายทำอะไรได้บ้าง ก็เลยชวนไหมแก้วมาด้วย เพราะเรากับไหมแก้วเป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว และรู้สึกว่าไหมแก้วทำงานตรงนี้ด้วยกันได้
ไหมแก้ว : จริงๆ ที่ตกลงมาทำกับพี่ใหม่และไหม เพราะคิดว่า แก่นของเรา 3 คนคล้ายๆ กัน อย่างการที่ไหมกับเรามองว่า โปรเจกต์นี้จะทำให้คนได้โคจรมาเจอกันนะ เพราะเราให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อกันของผู้คนที่หลากหลาย ได้มาพบเจอรู้จักกันเพื่อสร้างอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา ทำให้วงการที่เราอยู่กว้างมากขึ้น นี่เลยเป็นคุณค่าที่เรา 3 คนมองเห็นตรงกันนะ

ใหม่ : ซึ่งจริงๆ เราก็บอกความตั้งใจให้ไหมและไหมแก้วฟังนั่นแหละว่า การเข้าร่วมอบรมหรือโปรเจกต์ต่างๆ ที่เราเคยเข้าร่วมกันมา ก็ได้พัฒนาสกิลนะ ได้เจอคนใหม่ๆ นะ แต่ยังติดลูปเดิมๆ อยู่ เช่น การตื่น 9 โมงเช้ามาอบรม มีพักเบรก พอเที่ยงก็กินข้าว แล้วก็เลิกอบรม 6 โมงเย็น เพื่อให้ทุกคนกลับไปปั่นชิ้นงานกันต่อ มันคือลูปที่ทำให้คนในโปรเจกต์ไม่ได้มีเวลากับตัวเอง ไม่ได้ไปไหนและจำเป็นต้องอยู่ในโรงแรมตลอด เราเลยมองว่าน่าเสียดายที่ถ้าเราได้ไปยังสถานที่หนึ่ง แล้วเราไม่ได้ไปค้นพบสิ่งใหม่ๆ ในแต่ละพื้นที่เลย เราเลยอยากสร้างโปรเจกต์ที่ไม่ต้องรีดเค้นทุกคน เป็นโปรเจกต์ที่พอจะมีพื้นที่และมีเวลาว่างให้ทุกคนได้ทำในสิ่งที่อยากทำ หรือไปค้นคว้าสิ่งที่สนใจ เพื่อเอามาพัฒนาโปรเจกต์ในแบบของตัวเอง ไหมกับไหมแก้วก็เห็นด้วยกับไอเดียนี้เหมือนกัน

ไหมกับไหมแก้วเป็นคนเมือง ทั้งสองคนรู้จักพิมายมาก่อนหน้านี้บ้างไหม
ไหม : เราเคยมาทัศนศึกษาที่นี่ตอนเด็กๆ แต่ตอนนั้นไม่รู้ว่าคืออะไร เพราะมาไวไปไวด้วย ความทรงจำนั้นมันหายไปเลย จนกระทั่งปีที่แล้วเราเห็นพิมายฬองวีคผ่านโซเชียลและรู้สึกมาตลอดว่าน่าไปมากๆ แต่ตอนนั้นไม่ว่าง จนได้มาเจอพี่ใหม่นี่แหละ พอมาที่พิมายครั้งแรกกับพี่ใหม่ ก็รู้สึกว่าพิมายเป็นพื้นที่ที่น่าสนใจในมุมมองของคนนอกอย่างเรา เลยกลายเป็นการมาเจอกันของคนสองเลนส์ คือเลนส์คนนอกอย่างไหมและเลนส์คนในอย่างพี่ใหม่
ไหมแก้ว : ส่วนตัวไม่รู้จักพิมายเลย ได้ยินพิมายฬองวีคแบบผ่านหูบ้าง แต่พอไหมและพี่ใหม่มาเล่าคอนเซปต์โปรเจกต์ให้ฟัง ก็รู้สึกสนใจว่าพิมายน่าสนใจตามประสามุมของคนเมืองมากๆ ซึ่งเรารู้สึกว่าพื้นที่ตรงนี้่มีอะไรใหม่ๆ ให้เห็น ต่อให้อยู่ที่นี่ 10 วันก็ยังจะเจออะไรใหม่ๆ จากพิมายอยู่ดี

ไหม : เสริมเรื่องการมองด้วยมุมของคนเมือง เรากับไหมแก้วมองว่า พิมายคือเมืองที่สงบมาก ความเบื่อ (พิมาย) ของพี่ใหม่อาจจะเป็นสิ่งที่คนเมืองโหยหามาตลอด เพราะเราว้าวมากๆ ว่า ภายในเวลาไม่ถึง 20 นาที ก็สามารถเดินไปถึงอีกสถานที่ไกลๆ อีกที่หนึ่งได้เลย เพราะในเมืองทำแบบนี้ไม่ได้ และผู้คนก็ไม่ได้ผลักไสเรา คนพิมายใจดี เพราะถึงแม้ว่าจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนนอก คนพิมายก็ดูออกว่าเราเป็นคนนอก แต่คนที่นี่ต้อนรับมากๆ เลยไม่ได้รู้สึกว่าถูกกันออกให้เป็นคนนอกขนาดนั้นนะ
ไหมแก้ว : เหมือนกัน แม้ว่าเราจะไม่ได้รู้สึกเป็นคนใน แต่พิมายก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่าไม่ควรอยู่ตรงนี้ เพราะผู้คนที่นี่ก็พร้อมที่จะแลกเปลี่ยนหลายๆ อย่างกับเราเหมือนกัน


02
เล่าถึงคอนเซปต์ Phimailongres ให้ฟังหน่อย
ใหม่ : พิมายฬองเรสปีนี้มีคำห้อยท้ายว่า ‘พื้นที่ว่างไม่สิ้นสุด’ หรือ ‘Infinity Negative Space’ อย่างที่บอกไปตอนต้นคือเรารู้สึกว่าพอไปเข้าค่ายหรืออบรมเหมือนถูกเร่งรัดอยู่ตลอด แต่ว่าไม่ได้ปล่อยเวลาให้เราได้สัมผัสอากาศ สัมผัสแสงแดด ถ้าให้พูดติดตลก ก็คงต้องบอกว่าคอนเซปต์พื้นที่ว่างไม่สิ้นสุดคือการชวนคนมาว่าง (หัวเราะ) ชวนคนมาเบื่อในเมืองที่เราอยู่มาทั้งชีวิตแล้วรู้สึกว่ามันน่าเบื่อ เลยอยากชวนคนอื่นๆ มาเบื่อด้วยกัน แล้วก็ใช้ความเบื่อตรงนั้นนั่นแหละ เอาไปทำอะไรก็ได้ เอาความว่างความน่าเบื่อที่เกิดขึ้นไปค้นพบสิ่งที่ตัวเองสนใจ หรือจะกลับมาอยู่กับตัวเองก็ได้เหมือนกัน

อีกอย่างคือเรารู้สึกว่า การพบปะคนที่เราอยากรู้จักในงานหรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง บางทีไม่ได้อำนวยให้เราสามารถเดินเข้าไปคุยแล้วรู้จักเขาได้ เหมือนว่าเราต้องมีเครื่องดื่มอยู่ในมือแล้วเดินเข้าไปเพื่อคุยอะไรบางอย่าง เราต้องมีจุดประสงค์ ต้องมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะไปคุยกับเขา เหมือนเป็นการเชื่อมต่อกันด้วยธุรกิจอะไรบางอย่างโดยที่เรายังไม่ทันรู้จักเขาดีเลย เราเลยพยายามจะสร้างพื้นที่ที่ไม่บังคับให้ทุกคนต้องมารู้จักกัน เพราะเรารู้สึกว่า ก็มีหลายครั้งที่เรารู้สึกถูกบีบบังคับบ้างในการจะรวมกลุ่มกับคนอื่น เราว่าคงจะดีถ้ามีพื้นที่ในมุมนี้บ้าง


ไหมแก้ว : ในสังคมที่เร่งรีบและการแข่งขันและการที่ต้องมีคอนเนกชันด้วย โปรเจกต์นี้เรามองว่าเหมือนได้เพิ่มให้คอนเนกชันที่เกิดมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น เพราะอย่างถ้าเราเจอพี่ใหม่ในงานหนึ่ง ก็จะรู้จักแค่ว่า ใหม่-พสธร เป็นผู้กำกับ แต่ไม่ใช่การไปคุยว่าเขาคือใคร เขาเป็นยังไง พื้นที่ตรงนี้เลยฟรีมากๆ ที่จะให้ทุกคนมาอยู่ด้วยกัน ได้เห็นตัวตนของคนอื่นมากขึ้น และยังเป็นการขยายเครือข่ายให้เราได้รู้จักคนในหลายสาขามากขึ้น โปรเจกต์นี้เลยเหมือนเป็นตัวเชื่อมต่อของคนในหลายๆ วงการด้วย

คนทำงานสร้างสรรค์แบบไหนบ้างที่จะเข้าร่วมหรือเข้ากับความเป็นพิมายฬองเรสได้
ใหม่ : จริงๆ เรื่องนี้ยากสำหรับพวกเรามาก เพราะไม่เคยต้องมาเป็นคนที่นั่งคัดผู้เข้าสมัครแบบนี้ ตอนแรกตั้งใจอยากให้เป็นโปรเจกต์เล็กๆ คิดว่าจะรับสัก 10 คนก็พอ และคาดไว้ว่าคนที่สมัครโดยประมาณอาจจะมาแค่ 15 คน เราก็จะได้ตัดออกแค่ 5 คน
ไหมแก้ว: สรุปคือเขาส่งสมัครมากัน 2 วันสุดท้าย ประมาณ 30 กว่าคน
ไหม: ต้องคนคัดออกประมาณ 25 คน เป็นความลำบากใจเนอะ คือเราเกิดคำถามกับตัวเองว่า ‘แล้วกูเป็นใครวะ ถึงไปคัดโปรเจกต์เขาออกเนี่ย’ แต่สุดท้ายก็ดูจากโปรเจกต์ที่เขาทำว่าดูไปกันได้กับโปรเจกต์ของเรา จะดูว่าโปรเจกต์ไหนที่เขาส่งมาแล้วความเป็นพิมายจะไปเสริมโปรเจกต์ของเขาได้ หรือเข้ากับความว่างบางอย่าง หรือบางคนอยู่ในช่วงที่กำลังตัดสินใจต่อบางสิ่ง เราก็มักจะพิจารณาจากคนที่ทำโปรเจกต์ประมาณนี้ เพราะอยากให้ทุกคนที่มาที่นี่ได้รับบางอย่างกลับไป หรืออาจจะได้ดึงพวกเขาให้กลับมาหาคำตอบบางอย่างให้ตัวเองได้

ใหม่ : คนที่มาสมัครก็จะมีทั้งเหล่าฟิล์มสกูล (Film School) หรือว่าคนทำหนังที่ไม่ได้เรียนจบมาจากฟิล์มสกูล ซึ่งทำให้วิธีคิดในการทำงานต่างกัน ยังมีคนที่ทำงานศิลปะทำวิชวลอาร์ต (Visual Art) หรือแม้กระทั่งคนทำละครเวทีก็สมัครเข้ามาอยู่ในโปรเจกต์ของเราด้วย เรามองว่ามันดีมากๆ เพราะได้เห็นวิธีคิดหรือเห็นภาพใหม่บางอย่างที่ผู้สมัครจากหลากหลายแขนงมาแบ่งปันกันในหลายๆ มุม


ไหม : จริงๆ เรามีความกลัวในตอนแรกด้วย เพราะผู้สมัครคือคนที่มาจากฟิล์มสกูลประมาณ 7 คน และอีก 3 คนก็เป็นคนทำงานศิลปะต่างแขนงกันอีก ตอนแรกเรารู้สึกว่าฟิล์มสกูลจะจูนกันง่ายกว่า เพราะเป็นคนที่อยู่ในคอมมูนิตีเดียว ซึ่งเราก็จะรู้สึกห่วงอีก 3 คนที่เหลือว่าจะพาพวกเขามาเบลนด์กันได้ยังไง แถมยังมีความต่างของช่วงอายุด้วย แต่กลับไม่มีปัญหานั้นเกิดขึ้นในโปรเจกต์นี้เลย อย่างวันแรกที่ทุกคนกินข้าวเสร็จ เขาก็พากันออกไปนั่งคุยข้างนอก แล้วมีแค่พวกเราที่นั่งอยู่ข้างในและมองพวกเขากำลังคุยกัน
ใหม่: พวกเราจริงจังกับเรื่องการเซ็ตบรรยากาศให้เข้ากับทุกๆ กิจกรรม เราใช้หลากหลายพื้นที่ของพิมายในการสร้างบรรยากาศด้วย เราไม่ได้โยนคนไปอยู่ในโต๊ะอาหารแบบจริงจัง บรรยากาศจะมีความอบอุ่นเป็นกันเอง และเมนูที่เสิร์ฟต้อนรับการเยือนพิมายครั้งแรกคือเมนู ‘โซบะเย็น’ ที่มีเบสซุปทำจากเหมือนปลาป่น (ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่พบเห็นได้ง่ายในพิมาย) พอเป็นโซบะเย็นที่วิธีการกินไม่ต้องพิธีรีตอง บรรยากาศจึงง่ายๆ เป็นกันเอง และละลายพฤติกรรมผู้เข้าร่วมทุกคนได้ดีเลย


Phimailongres พาศิลปินไปทำกิจกรรมแบบไหน
ใหม่ : กิจกรรมของเรามีทั้งหมด 10 วัน ซึ่งจริงๆ ใน 2 วันแรกก็ไม่ได้ทำอะไรมาก เราไม่มีการบังคับจับกลุ่ม ปล่อยให้ทุกคนจัดการตัวเองได้เลย อย่างห้องพักก็ให้ผู้เข้าร่วมเลือกได้เองเลยว่า สบายใจที่จะนอนกับใคร เพราะอย่างที่บอกว่า เราไม่ต้องการบังคับให้ทุกคนมานั่งล้อมวงแล้วคุยกันตามกำหนดการ หรือทำตามกำหนดกิจกรรม แต่เรามีแพลนหลวมๆ เอาไว้ ให้ทุกคนได้ตัดสินใจและเลือกด้วยตัวเอง ซึ่ง 2 วันแรกจริงๆ แล้วไม่ได้มีกิจกรรมอะไร แต่ผู้เข้าร่วมทุกคนลงความเห็นว่าอยากดูหนังและผลงานของทุกคน กลายเป็นเราได้ดูหนังด้วยกันตั้งแต่ช่วงวันแรกๆ ของโปรเจกต์ วันที่ 3 ของกิจกรรมก็จะมีนักโบราณคดีพาไปรู้จักประวัติศาสตร์และแง่มุมต่างๆ ของพิมาย แต่จะอยู่แค่ในพิมายก็น่าเบื่อเกินไป เลยเอาความรู้สึกเบื่อตรงนั้นของตัวเองใส่ลงไปในแพลนกิจกรรม และพาผู้เข้าร่วมทุกคนไปเดินป่าที่เขาใหญ่ ซึ่งการไปค้างคืนที่เขาใหญ่ ยิ่งละลายพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมทุกคน เพราะ 1 คืนที่เขาใหญ่ มีผู้เข้าร่วมคนหนึ่งพกไพ่ Deep Talk มาด้วย จึงเกิดเป็นวงสนทนาที่ทุกคนเต็มใจเปิดใจ โดยที่ทีมเราก็ไม่ได้รู้มาก่อนเหมือน

ก่อนจะกลับพิมาย ก็มีกิจกรรมที่ได้พาผู้เข้าร่วมทุกคนลองใช้กล้อง Fujifilm GFX ETERNA 55 โดยนำไปถ่ายรอบๆ เขาใหญ่ หลังจากกลับถึงพิมาย ทุกคนก็จะเข้าสู่โหมดว่างแบบที่ว่างติดๆ กันในวันถัดไป ในแต่ละวันจะมีกิจกรรมแค่การฉายหนังของกันและกัน แลกเปลี่ยนกันดู และพอทุกคนเกิดความว่างมากๆ เข้า ก็เริ่มคิดออกด้วยตัวเองว่า เขาอยากจะทำอะไร อยากจะรู้อะไรเพิ่มเติม นอกจากนี้ เราจะมีกิจกรรมที่ให้น้องๆ นักเรียนจากโรงเรียนพิมายวิทยาได้พาผู้เข้าร่วมไปเดินดูพิมายผ่านเลนส์ของเด็กรุ่นใหม่ ขณะเดียวกันน้องๆ ก็ได้เรียนรู้ประสบการณ์ตรงในเรื่องสายอาชีพจากพี่ๆ ผู้เข้าร่วมด้วย หลังจากนั้นก็มีพาทุกคนไปพายเรือคายักในแม่น้ำมูล แล้วก็ว่างกันยาวๆ และจบด้วยปาร์ตี้ก่อนกลับ ซึ่งระหว่างกิจกรรมเราก็ขอให้ทุกคนจดบันทึกลงในสมุดโน้ตไว้ด้วย

03
อยากให้ผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้รับอะไรกลับไปจากโปรเจกต์นี้
ใหม่ : เรามีความคิดที่อยากคอนเนกคนเข้าด้วยกัน เวลา 10 วันการจะผลิตงานสักชิ้นมันโหดมาก จริงๆ มันแค่ 8 วันด้วยซ้ำ วันเดินทางหายไปแล้ว 2 วัน เรารู้เงื่อนไขนี้ดี ถ้าทำคงไม่ต่างอะไรจากสิ่งที่เราไปพบเจอมา เราเลยลองให้เขาเขียนและทำอะไรสักอย่างดู ต่อให้เขาเสร็จที่ตรงนี้ สุดท้ายเขาคงไปเสร็จในจังหวะไหนของชีวิตเขา แล้วก็ต้องส่งรีไวต์งานเขียนของตัวเองกลับมาอีกรอบหนึ่ง แล้วก็มี Raw Material ด้วย

พิมายฬองเรสมอบอะไรให้กับทั้ง 3 คน
ใหม่ : ได้เชื่อมโยงกับผู้คนนั่น ในอนาคตก็จะได้เป็นพี่เป็นน้องกับหลายๆ คน เรารู้สึกว่าพื้นที่ตรงนี้ในมุมหนึ่งก็น่าเบื่อ แต่ก็มีพื้นที่ตรงกลางของใครหลายๆ คนเหมือนกัน เอยากให้ทุกคนได้ลองดูว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นยังไง เพราะบางคนก็ไม่กล้าก้าวข้ามจากกำแพงของเขาใหญ่ เราเลยอยากให้พื้นที่ตรงนี้มันพาให้ผู้คนได้ลองมาว่าง มาช้าลง มาค้นพบบางอย่างให้งานหรือให้กับคำถามในใจตัวเอง ขณะเดียวกันเราก็ได้มุมมองจากคนอื่นด้วยว่า คนมีมุมมองยังไงในสิ่งที่เราอยู่และสิ่งที่เราเป็น การทำตรงนี้เลยสะท้อนตัวเราด้วยว่าเป็นคนยังไง และคนอื่นต้องการอะไร เพราะทุกเมืองไม่ได้ต้องการแค่คนข้างใน ทุกเมืองจะไปต่อได้ก็ต้องมีคนนอกเข้ามามอง เข้ามาช่วยดูและแลกเปลี่ยนด้วย

ไหม : นอกจากมิตรภาพ รู้สึกว่าเราดึงเพื่อนและคนรอบตัวให้ได้มารู้จักกัน ดึงคนจากหลายวงมาอยู่ใกล้กัน ก่อนหน้านี้เรารู้สึกเป็นคนนอกมากๆ และไม่ว่าจะไปที่ไหน รู้สึกว่าเป็นคนนอกเสมอมา แต่การได้มาทำพิมายฬองเรส เรากลับรู้สึกกับการเป็นคนนอกแบบใหม่ เพราะก่อนหน้านี้เราทำตัวไม่ถูกกับการเป็นคนนอก แต่สุดท้ายเราก็ได้สะท้อนว่า จริงๆ ไม่ใช่แค่ว่าการเป็นคนนอกคนใน แต่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ต้องมีการปรับตัวซึ่งกันและกัน นั่นจะทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ การลงพื้นที่ในโปรเจกต์นี้ทำให้เราไม่ได้มองคำว่าคนนอกในแง่ลบแล้ว

ไหมแก้ว : เราได้เปิดกว้างมากขึ้นทั้งในแง่ศิลปะ วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ที่เราได้ขยายเครือข่ายที่กว้างมากๆ เราได้มุมมองใหม่ๆ จากคนอื่นเยอะขึ้นมาก และเชื่อว่าทีมงานก็ได้หลายอย่างจากผู้เข้าร่วมเยอะเหมือนกัน ทั้งในแง่ตัวงานและจิตวิญญาณ เราเลยรู้สึกว่าดีที่เราได้มาเชื่อมโยงกัน

นิยามของคำว่า ‘พื้นที่ว่าง’ สำหรับทั้ง 3 คนคืออะไร?
ใหม่ : Flow Stage สภาวะบางอย่างที่มีช่องว่างหรือมีพื้นที่ว่างให้ทุกอย่างไหลไปได้ เรารู้สึกว่านี่คือพื้นที่ว่างสำหรับเรา เราพยายามจะทำให้การทำงานในทุกวันไหลไปได้โดยที่ใจเราไม่พังไปก่อน หรือร่างกายไม่พักไปก่อน มันจะดีในระยะยาวในหลายๆ แง่ โดยเฉพาะคนที่ทำงานในวงการสร้างสรรค์ เพราะชีวิตส่วนตัวเราก็คืองานไปแล้ว ไม่ได้มีเส้นแบ่งตายตัวขนาดนั้น สภาวะแบบนี้เลยสำคัญกับเรา
ไหม : คือการพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่หนึ่งแล้วได้อยู่กับตัวเอง ถ้าโฟกัสอยู่ที่ตัวเราและเราได้เห็นตัวเอง ได้ถามตัวเอง ได้รับรู้แค่ตัวเองจริงๆ เราก็รู้สึกว่าสิ่งนี้คือความว่างของเราแล้ว ทิ้งความเครียด ทิ้งทุกอย่างไปชั่วขณะ และได้โฟกัสกับตัวเอง ณ ขณะนั้นว่าอยากทำอะไรหรือต้องการอะไร
ไหมแก้ว : ความว่างก็ยังเป็นความว่างของมัน มีคุณค่าในตัวเองที่เป็นความว่าง เพราะพื้นที่ว่างคือสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตหนึ่งตลอดเวลาอยู่แล้ว ก็เลยรู้สึกว่าอาจจะไม่มีนิยามที่ตายตัว เพราะคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตได้เดินต่อ มีหน้าที่ของมันอยู่แล้วกับการเป็นพื้นว่าง เราเห็นความสำคัญและคุณค่าของการว่างมากขึ้น เพราะก่อนหน้านี้เคยรู้สึกว่า ถ้าเราว่างจะไม่ดี ถ้าอยู่นิ่งๆ เราจะไม่มีประโยชน์หรือเปล่า ทั้งที่จริงๆ ความว่างมีประโยชน์ในตัวอยู่แล้ว