BE MY GUEST X Bangkok

สำรวจ ‘ดิ แอทธินี’ จากอดีตวังคันธวาส
สู่โรงแรมในตำนานคู่ถนนวิทยุเกือบครึ่งศตวรรษ

เรื่อง นิรัช ตรัยรงคอุบล Date 03-07-2022 | View 384
About Being-
there
Det-
our
Be my-
guest
FLA-
VOR
Res-
ound
art+
design
Insig
-hts
Tre-
nds
Busi-
ness
Insi-
ders
Bal-
ance
Craft
-yard
Read At ONCE
  • ย้อนกลับไปกว่าร้อยปี พื้นที่ของโรงแรมแห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของ ‘วังคันธวาส’ ตำหนักที่ประทับของ สมเด็จเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร พระราชธิดาองค์ที่ 43 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี นามคันธวาสมีความหมายว่าสวนดอกไม้
  • เราพาทัวร์ทุกส่วนของโรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก โดยเฉพาะเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่ก่อร่างสร้างฐานให้สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์และซ่อนอยู่ในทุกรายละเอียดตั้งแต่ก้าวแรกที่เปิดประตูเข้าไป

กระแสการท่องเที่ยวแบบ Staycation หรือการพักผ่อนโดยใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับห้องพัก และสถานที่ต่างๆ ในโรงแรมเป็นเทรนด์ที่มาแรงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจากข้อจำกัดในการเดินทางที่ไปไหนไกลๆ ไม่ได้โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวในต่างประเทศ ขณะเดียวกันพฤติกรรมการทำงานที่เปลี่ยนไปแบบ Anytime, Anywhere ก็ทำให้ผู้บริโภคยุคใหม่เลือกสรรสถานที่ทำงานที่แตกต่างกันออกไปเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ให้พุงพล่านตลอดเวลา

เราอาจคุ้นเคยกับ ​โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก ในหลายมิติ ทั้งเป็นสถานที่จัดงานแต่งงานของเซเลบริตี้ชื่อดังหลายคู่ โดดเด่นในเรื่องของอาหารชั้นเลิศซึ่งมีตัวเลือกที่หลากหลาย หรือแม้แต่งานบริการที่เหมือนมานั่งอยู่ในใจลูกค้าโดยไม่ต้องเอ่ยปากสักคำว่าต้องการสิ่งใด แต่ยังมีคนไทยอีกหลายคนที่ยังไม่เคยมีโอกาสมาใช้เวลาในห้องพักของโรงแรมแห่งนี้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่อยากให้ทุกคนได้ลองในวันที่การเช็คอินโรงแรมในกรุงเทพฯ เป็นเรื่องธรรมดาแบบไม่ต้องรอโอกาสสำคัญ

ONCE พาทุกคนทัวร์ทุกส่วนของโรงแรม โดยเฉพาะเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่ก่อร่างสร้างฐานให้สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์และซ่อนอยู่ในทุกรายละเอียดตั้งแต่ก้าวแรกที่เปิดประตูเข้าไป

at 2

จากสวนดอกไม้หอมสู่เรือนแรมแห่งยุคสมัย

ถ้าลองไปถามหนุ่มสาวสังคมยุค 80s ว่ารู้จักโรงแรมแห่งนี้ไหม เขาคงทำคิ้วขมวดแล้วสวนกลับว่า พื้นที่ตรงนี้มันเคยมีโรงแรมอิมพีเรียลไม่ใช่หรือ

ในความทรงจำของพวกเขายังคงมีตึกสูง 14 ชั้น ตระหง่านดูโก้สง่า เดินเข้ามาจากล็อบบี้จะมี ‘ห้องนวลจันทร์’ ที่ใช้สำหรับจัดเลี้ยงในงานรื่นเริงต่างๆ ถ้าเดินลึกเข้าไปอีกหน่อยก็จะเจอ ‘ห้องเพลินจิต’ ที่คนสังคมมักพบเจอกันตรงนี้ โรงแรมอิมพีเรียลสร้างเสร็จและเปิดให้บริการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 ดำเนินกิจการมาจนถึงปี พ.ศ. 2537 ก็ส่งต่อกิจการให้กับคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี ที่ตัดสินใจทุบสิ่งก่อสร้างลงทั้งหมด แล้วสร้างใหม่พร้อมตั้งชื่อเป็นโรงแรม พลาซ่า แอทธินีฯ

at 3

กำเนิดอีกหนึ่งตำนานของกรุงเทพฯ คือบันไดโค้งคู่ที่เชื่อมจากชั้น 1 ไปชั้น 2 และวัสดุก่อสร้างระดับคุณภาพอีกจำนวนมากที่ระดมตกแต่งให้ที่นี่เป็นโรงแรมอันดับ 1 ของเมืองไทย

โรงแรม พลาซ่า แอทธินีฯ ดำเนินกิจการตั้งแต่วันที่  18 มีนาคม 2544 เป็นต้นมา และได้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อกฯ ในปี พ.ศ. 2560 พร้อมพัฒนางานบริการให้ดีขึ้นกว่าเดิม เติมเต็มประสบการณ์ผู้เข้าพักให้มีความสุขมากกว่าเดิม เพื่อขยับตัวเองให้เป็นโรงแรมระดับลักชัวรีที่พร้อมตอบสนองทุกความต้องการของทุกคนอย่างแท้จริง

at 13

Vimarn Siam Theme Suite

at 6

Ruen Thai Theme Suite

ย้อนกลับไปกว่าร้อยปี พื้นที่ของโรงแรมแห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของ ‘วังคันธวาส’ ตำหนักที่ประทับของ สมเด็จเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร พระราชธิดาองค์ที่ 43 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี นามคันธวาสมีความหมายว่าสวนดอกไม้ เข้ากันกับพระสิริโฉมของสมเด็จเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ จนเคยเป็นที่กล่าวขานในราชสำนักสมัยนั้นว่า “ไม่มีข้าหลวงตำหนักใดจะสวยเก๋ทันสมัยเท่าข้าหลวงของสมเด็จเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์”

at 14

Vimarn Siam Theme Suite

พระองค์ทรงได้รับการศึกษาวิชาการสมัยใหม่ ทำให้ทรงมีแนวคิดและการปฏิบัติที่บ่งบอกถึงความเป็นผู้ก้าวตามสมัยนิยม เช่น การเสด็จออกไปช้อปปิ้งนอกวัง หรือเสวยกระยาหารตามร้านต่างๆ ซึ่งเป็นที่นิยมในสังคมชั้นสูงสมัยนั้น พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ เคยเล่าถึงสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงฯ ไว้ในพระนิพนธ์เรื่อง ‘เกิดวังปารุสก์’ ความตอนหนึ่งว่า “ทูลหม่อมอาหญิงท่านทั้งงามทั้งเก๋ ข้าพเจ้าชอบไปเฝ้าท่านบ่อยๆ” เช่นเดียวกับพระกระแสของสมเด็จเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ฯ ขณะทรงแต่งพระองค์เตรียมเสด็จงานฉลองพระนครครบรอบ 150 ปี ความว่า “วันนี้แต่งเต็มที่ เพราะเวลาตายจะได้ตายสวยๆ”

at 15

Vimarn Siam Theme Suite

เล่าเรื่องปัจจุบันให้ผูกพันถึงอดีต

มีโรงแรมเพียงไม่กี่แห่งที่เรารู้สึกสบายใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามา ล็อบบี้ในตำนานสูงโปร่งโอ่โถง หอมกลิ่นดอกไม้คล้ายชวนให้เรากลับไปเชื่อมโยงถึงที่มา เราสามารถเช็คอินตรงนี้เลยก็ได้ หรือไม่ก็ขึ้นไปเช็คอินที่ชั้น 26 ซึ่งเป็น รอยัล คลับ เล้าจน์ ที่จะมีคุณพนักงานคอยอำนวยความสะดวก และส่งคุณเข้าห้องพักอย่างอบอุ่น

ด้วยอิทธพลของสิ่งปลูกสร้างในช่วงปี 2000 ทำให้พื้นที่ใช้สอยในห้องพักนั้นกว้างขวางกว่าที่อื่นมากแม้เป็นระดับเริ่มต้น ตกแต่งแบบเรียบหรู มีกลิ่นอายของศิลปะในราชสำนักโดยได้แรงบันดาลใจจากพระตำหนักฤดูร้อนของเจ้าฟ้าหญิงวไลยอลงกรณ์ฯ เน้นการใช้สีขาว เทา และแดงเข้ม เพื่อสร้างความรู้สึกสบายตา และเหมาะสมกับการพักผ่อนเป็นอย่างยิ่ง

at 5

Royal Pimai Theme Suite

น้ำหนักประตู ความนุ่มของเตียง และผ้าม่านที่เรียบตรงไร้ที่ติคือรายละเอียดที่โรงแรมแห่งนี้ใส่ใจในทุกจุด ด้วยการเป็นโรงแรมที่ต้องรับรองนักธุรกิจอยู่เสมอ จึงมีมุมทำงานพร้อมอุปกรณ์ครบครันไว้เพื่ออำนวยความสะดวก เป็นประโยชน์มากๆ สำหรับการพักผ่อนแบบ Staycation ที่อาจมีความจำเป็นต้องเปิดคอมพิวเตอร์แก้งานด่วน หรือ Workation ที่ทำงานได้โดยมีอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงรองรับอย่างหายห่วง

at 4

Royal Club Lounge

พื้นที่ใน รอยัล คลับ เล้าจน์ ยังเป็นอีกหนึ่งสถานที่นั่งทำงาน นัดประชุม หรือผ่อนคลายในเวลาว่าง โดยมีบริการเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ตลอดทั้งวัน ชายามบ่ายตั้งแต่เวลา 14.30 น. และค็อกเทลในตอนเย็นพร้อมอาหารว่างที่เริ่มให้บริการตั้งแต่เวลา 18.00 น. แน่นอนว่าคุณสามารถใช้พื้นที่ตรงนี้เพื่อเช็คอีเมลพร้อมวิวตึกระฟ้าของกรุงเทพมหานคร หรือใช้เพิ่มความสุขและรอยยิ้มของครอบครัวก็ดีเช่นกัน

at 11

The Rain Tree Cafe

หลังจากมื้อเช้าแสนอร่อยกับไลน์อาหารแบบบุฟเฟ่ต์ที่ห้องอาหาร เรนทรี คาเฟ่ ซึ่งมีเมนูให้คุณเลือกหลากหลาย โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล ยังขึ้นชื่อเรื่องประสบการณ์อาหารนานาชาติ และเป็นความรักที่ลูกค้าหลายคนกลับมาใช้บริการอยู่เสมอ เริ่มที่ เดอะ ซิลค์โร้ด ห้องอาหารจีนสไตล์กวางตุ้งคลาสสิกที่เชฟเชง กัม ซิง สามารถผสมผสานกับรสชาติร่วมสมัยได้เป็นอย่างดี ห้องอาหารนี้ขึ้นชื่อว่าเต็มเร็วเสมอ โดยเฉพาะในวันหยุดและเทศกาลสำคัญที่สมาชิกครอบครัวจะจูงมือกันมารับประทานอาหารจีนกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา

at 12

The Silk Road

at 7

ส่วนอีกร้านที่ติดกันนั่นก็คือ คินสุกิ แบงค็อก บาย เจฟ แรมซีย์ ร้านอาหารญี่ปุ่นรูปแบบใหม่ที่ยังคงไว้ซึ่งรสชาติดั้งเดิมของวัตถุดิบได้อย่างชาญฉลาด หรือใครที่นิยมรับประทานอาหารประเภทไฟน์ไดนิ่ง ดิ อัลเลียม แบงค็อก ตอบโจทย์คุณได้แน่นอน นำเสนออาหารสไตล์ตะวันตกโดยใช้เทคนิคขั้นสูง ผสมผสานกับวัตถุดิบแบบเกษตรอินทรีย์ที่ผลิตในประเทศ สนุกไปกับเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในทุกจาน

ไม่เคยเจอวิกฤต เพราะที่นี่มีแต่โอกาส

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 ที่คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี เริ่มดำเนินการธุรกิจโรงแรมแห่งนี้ ก็มีวิกฤตและความไม่แน่นอนให้ต้องรับมือเพื่อเป็นบทเรียนอยู่บ่อยครั้ง ตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 40 ความวุ่นวายทางการเมืองที่แบ่งออกได้ตามสีเสื้อ และอุปกรณ์การเชียร์ชนิดต่างๆ รวมทั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่ารอบล่าสุดที่อุตสาหกรรมโรงแรมและงานบริการได้รับผละกระทบอย่างหนัก และกินระยะเวลานานกว่าวิกฤตครั้งไหน

ความสำคัญคือทัศนคติในการให้บริการที่ผู้บริหาร และพนักงานในโรงแรมแห่งนี้ยังคงมีอย่างไม่ถดถอย ​โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล เคยเปิดห้องให้พนักงานได้พักอาศัยช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี พ.ศ. 2554 และผันตัวเองเป็นครัวกลางให้โรงแรมแต่ละแห่งได้ใช้เป็นสถานที่ประกอบอาหารเพื่อหารายได้ให้พนักงานในช่วงที่การเข้าพักไม่สามารถทำได้

at 1

at 9

at 10

ทุกวิกฤตมีโอกาสให้ผู้ประกอบการเรียนเรียนรู้และปรับตัวโดยมีปัจจัยทางด้านเวลาเป็นตัวกำหนด แต่สิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้คือหัวใจของผลิตภัณฑ์ เมื่อแก่นแท้คืองานบริการ และการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้ได้ประสบการณ์การที่ดีที่สุด ทิศทางของงานบริการไม่เคยบิดเบี้ยวตราบใดที่มีเป้าหมายที่ชัดเจน โดยเฉพาะการดูแลบุคลากรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ก่อนนำทัศนคติเหล่านั้นไปใช้ในงานของตัวเองอีกทีหนึ่ง

ลองมาสัมผัสการดูแลอย่างเอาใจใส่ และประสบการณ์ดีๆ ได้ที่ 
โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล สำรองห้องพักได้ที่เว็บไซต์ หรืออีเมล reservations.theathenee@luxurycollection.com

Tags: