About
RESOUND

The Final Sketch

สเกตช์บุ๊กเล่มสุดท้ายที่ยังไม่ท้ายสุดของ ‘นิธิ สถาปิตานนท์’

Date 20-03-2026 Views 94
Read At ONCE
  • คุยกับ ‘นิธิ สถาปิตานนท์’ ผู้ก่อตั้งบริษัทออกแบบ A49 ในวัย 79 ปี ว่าด้วยการวาดภาพหลังเกษียณ 40 ปีของการทำงาน และ The Little Museum พื้นที่เล็กๆ ใต้ตึกที่เก็บงานทั้งชีวิตของเขามาเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ และแบ่งปันประสบการณ์กว่า 40 ปีในวงการสถาปัตย์ บทสนทนาว่าด้วยเวลา ความรักในวิชาชีพ และการสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่

นาฬิกาบอกเวลา 10 โมงตรง รถยนต์คันที่คุ้นตาของคนในตึกนั้นเลี้ยวเข้ามาจอดตรงโถงทางเดินด้านหน้าอาคาร ชายสูงวัยร่างเล็กค่อยๆ ก้าวลงจากรถ และมีท่าทีร้อนรนเมื่อพบว่าพวกเรามารออยู่ก่อนแล้ว เขาได้รับข้อมูลว่านัดหมายตอน 10 โมง และมาตรงเวลาเผง ความตรงต่อเวลาคือดีเอ็นเอของสถาปนิกผู้นี้ที่คร่ำหวอดในวงการสถาปัตย์มานานนับ 40 ปี

วันนี้เราได้พบกับ ‘นิธิ สถาปิตานนท์’ เป็นครั้งแรกที่อาคารสำนักงานของ A49 แสนร่มรื่นใจกลางสุขุมวิทและได้นั่งคุยกันในแกลเลอรีเล็กๆ ใต้ตึกที่รายล้อมไปด้วยผลงานภาพเขียนหลังเกษียณของเขา

นิธิ สถาปิตานนท์ หรือ เต้ย คือสถาปนิกผู้ก่อตั้งบริษัท A49 สำนักงานออกแบบที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะสถาปัตยกรรม (สถาปัตยกรรมร่วมสมัย) เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ Li-Zen ทำหนังสือเกี่ยวกับการออกแบบ และปัจจุบันเป็นวัยเกษียณที่ยังสนุกกับการเขียนภาพอย่างสุดหัวใจ

“ผมรีไทร์ตั้งแต่อายุ 65 ตอนนี้ก็ 79 แล้ว รู้สึกว่าพอรีไทร์แล้วอยากทำอะไรที่ตัวเองอยากทำ เราก็ได้ทำอะไรไปเยอะแยะ รู้สึกว่าเวลาที่เหลืออยู่สู้เอาไปทำประโยชน์ดีกว่า รักที่จะทำอะไรก็ทำ ฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ เคาต์ดาวน์ไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ตายสักที” เขาเล่าเจือเสียงหัวเราะ

หลังเกษียณมา 15 ปี เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเขียนภาพ ออกแบบเฟอร์นิเจอร์ และทำหนังสือออกแบบ และปัจจุบันก็เปิดพิพิธภัณฑ์ The Little Museum ที่จัดแสดงงานออกแบบชิ้นมาสเตอร์พีซของเขา ส่วนในห้องเล็กๆ อีกฝั่งก็เป็นแกลเลอรีเล็กๆ ที่จัดแสดงผลงานภาพเขียน และมีมุมร้านหนังสือที่วางหนังสือออกแบบของสำนักพิมพ์

“ทั้งหมดนี้คืองานที่ทำมาทั้งชีวิต มีเด็กนักศึกษามาเยี่ยม ปีหนึ่งเป็นพันคน มากันหลายมหาวิทยาลัย ตอนหลังรู้สึกว่า ถ้าเขามา เขาน่าจะได้เสพงานเก่า ๆ ของผม ทีนี้มีสเปซเหลืออยู่และรูปพวกนี้ถูกเก็บอยู่ในโกดัง ก็เลยเสียดาย ทั้งหมดนี้คืองานที่ทำมาทั้งชีวิต ผมไม่เคยขายรูปเลยนะตลอดชีวิตที่ผ่านมา เพราะเสียดาย ผมไม่ต้องการเงิน ถ้าใครอยากได้จริงๆ ก็จะพรินต์ให้

“ยุคนี้เด็กใช้คอมพิวเตอร์หมดแล้ว คอมพิวเตอร์น่ะเหมือนกันทั้งโลก ผมสเกตช์ตลอดเพราะทำคอมพิวเตอร์ไม่เป็น ต้องจำนู่นจำนี่ เลยตัดปัญหาว่าจะไม่ยุ่งกับคอมพิวเตอร์ เลยเป็นคนเดียวในบริษัทที่ยังเขียนด้วยมืออยู่และไม่อยากทิ้งมัน เอามาแสดงให้คนดูก็จะได้ประโยชน์ การเขียนด้วยลายเส้นด้วยมือเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคน ถ้าได้ดูจะรู้เลยว่าแปลกตา ไม่ค่อยเห็นแบบนี้ที่ไหน ซึ่งพอเด็กรุ่นใหม่มาดู เขาก็ชอบ” นิธิเล่าถึงการเริ่มแรงบันดาลใจในการทำแกลเลอรีและมิวเซียมแห่งใหม่ใต้ตึก A49

นิธิ สถาปิตานนท์

นิธิ สถาปิตานนท์

นิธิ สถาปิตานนท์

นิธิ สถาปิตานนท์

นิธิ สถาปิตานนท์

The Little Museum

ภายในพิพิธภัณฑ์ The Little Museum เต็มไปด้วยงานออกแบบชิ้นเอกที่นิธิภูมิใจ อย่างบ้านริมใต้ จ.เชียงใหม่ หรืออาคารสำนักงานกระทรวงการต่างประเทศ มีทั้งภาพสเกตช์และมีโมเดลสามมิติให้ได้ชม ในบริเวณเดียวกันยังมีเฟอร์นิเจอร์ที่เขาออกแบบช่วงหลังเกษียณวางอยู่ตามมุมต่างๆ แต่ที่สะดุดตาที่สุดเห็นจะป้ายเล็กๆ ที่ระบุข้อความในจดหมายฉบับหนึ่งที่ผู้เขียนจ่าหน้าซองถึง ‘อาจารย์นิธิ’ ใจความเล่าว่า มิวเซียมแห่งนี้สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนมากมาย

นิธิ สถาปิตานนท์

อยากให้อาจารย์เล่าที่มาของจดหมายฉบับนั้นให้ฟังหน่อย

“เคยมีอาจารย์คนหนึ่งพาเด็กมัธยมที่อยากเรียนสถาปัตย์มา เด็กพวกนี้ยังไม่ค่อยแน่ใจตัวเองเลยว่า อยากเรียนจริงหรือเปล่า ยิ่งเขามาเดินดูก็รู้สึกว่ามันยาก เด็กบางคนก็ท้อแท้และรู้สึกว่าเรียนไม่ได้ วันนั้นบังเอิญผมเข้ามาและเห็นเด็กอยู่ข้างในเลยเข้าไปหา อาจารย์เลยบอกว่า ใครมีอะไรสงสัยให้ถามอาจารย์นิธิ เขาก็ถามผมว่าตอนเขียนดูยากมากเลย อาจารย์เขียนได้อย่างไร ผมเลยบอกความจริงว่า ตอนผมเข้าเรียนสถาปัตย์ปีหนึ่ง ผมเขียนไม่เป็น

“สมัยเรียนมัธยมครูก็ให้เขียนผลไม้ เขียนไหสักใบหนึ่ง หรือเอาดอกไม้สองสามดอกมาจัดวาง แบบนั้นคือเด็กเรียนวาดเขียน ผมก็ชอบ แต่พอเข้ามหาวิทยาลัย มันก็คอมพลิเคตขึ้น เริ่มออกแบบอาคาร ก็ได้ซึมซับสิ่งที่อาจารย์สอนมาเรื่อยๆ ครูก็เอางานเขียนดีๆ มาให้ดูว่างานดีเป็นแบบไหน เรียนรู้จากภาพที่อาจารย์ให้ดูบ้าง เรียนรู้จากรุ่นพี่บ้าง จนวันหนึ่งผมก็เป็นสถาปนิกได้ สมัยก่อนออกแบบไม่เป็น วาดรูปไม่เป็น ก็ต้องเรียนรู้จากรุ่นพี่ที่นำหน้าไปก่อน ต้องหัดเรียนรู้จากคนอื่น ทุกคนเป็นครูกันทั้งนั้นเลย

“หลังจากที่เด็กๆ ได้ฟังผมแล้ว พ่อแม่เขาก็โทร.มาบอกว่า ลูกเขาก็มีกำลังใจขึ้นเยอะ อยากเรียนสถาปัตย์และเริ่มตั้งใจทำพอร์ตส่งไปสมัคร วันนี้เด็กก็ได้เรียนมหาวิทยาลัยดีๆ หลายแห่ง เขาบอกว่าการที่ได้ยินจากผม ทำให้เขาเริ่มเข้าใจว่าไม่จำเป็นต้องวาดรูปเก่งก็เข้าเรียนสถาปัตย์ได้ เดี๋ยวอาจารย์ก็ชี้แนะก็จะสอนเราเอง สถาปัตย์เรียนตั้ง 5 ปี”

นิธิ สถาปิตานนท์

สมัยอาจารย์เรียนอยู่คณะสถาปัตย์เป็นตัวท็อปไหม

“ไม่เลย (หัวเราะ) แทบจะโหล่เลย เพราะผมเป็นนักกีฬารักบี้ของจุฬาฯ มันเอาเวลาไปเยอะ 4 โมงเย็นต้องแอบมุดเลกเชอร์หนีไปลงสนาม กลายเป็นคนไม่เก่งเรื่องวิชาการ แต่ผมก็เชื่อว่าการเป็นนักกีฬาทำให้รู้จักมีสปิริต ทุกคนต้องมาตรงเวลาเป๊ะ ทำให้ผมเองก็เป็นสถาปนิกได้

“ผมว่าอาคิเทกเจอร์เป็นวิชาที่ต้องเรียนรู้จากคนอื่น คนที่ทำทีหลัง เขาอาจทำดีกว่าผมก็ได้ ผมต้องเรียนรู้ทั้งจากคนที่เด็กกว่าและรุ่นพี่ คนที่ทำก่อนหน้า เป็นครูทั้งนั้นเลย อย่างตอนที่ผมเรียน ครูก็จะเอาตัวอย่างภาพของสถาปนิกเก่งๆ ในโลกมาให้ดู ดังนั้น ไม่มีใครที่จะเกิดมาแล้วเก่งเลย หรืออยู่บนยอดตลอดกาล เดี๋ยวรุ่นใหม่มาเขาก็แซงหน้าไป งานออกแบบมันไม่มีขีดจำกัด พัฒนาไปได้เรื่อยๆ

“ต้องยอมรับสิ่งใหม่ๆ ด้วยนะ บางคนไม่ยอมรับและเชื่อว่าตัวเองดีที่สุด แต่ผมมองว่าเราต้องพัฒนาความคิด ตามเทรนด์โลกให้ทัน และต้องยอมให้งานสถาปัตย์มันเปลี่ยนด้วย เพราะมันขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในยุคสมัยนั้นๆ มันไม่ใช่ตึกอย่างเมื่อ 50 ปีที่แล้ว”

นิธิ สถาปิตานนท์

ความชอบนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ตอนไหน

“ก่อนเรียนสถาปัตย์ผมเขียนรูปไม่เป็นเลย พอไปเรียนแล้วก็เริ่มดูคนอื่น พัฒนาจากคนอื่นบ้าง ถ้าชอบก็ไม่ยากนะ ผมคิดว่าเวลาก็ทำให้เราพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ การเขียนของผมวันนี้กับเมื่อ 50 ปีที่แล้วมันต่างกันมาก เดี๋ยวนี้เขียนละเอียดขึ้น แสง เงาดีขึ้น แสดงว่ามันมีอิมพรูฟเมนต์ เวลาเขียน มีการเรียนผิดเรียนถูกตลอดการเขียน ถ้าเราไม่ทำ จะไม่มีทางรู้ พยายามบอกคนอื่นว่าทำแล้วอย่าทิ้ง ทำแล้วต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ และสอนตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ”

นิธิ สถาปิตานนท์

นิธิ สถาปิตานนท์

นิธิ สถาปิตานนท์

ความรักในการเขียนภาพเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ …

“ผมรักการเขียนภาพ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของอาชีพ เลยพัฒนามาเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลา 50 ปี ไม่เคยทิ้งวิชาชีพการเป็นสถาปนิก ต้องสเกตช์รูป เขียนเปอร์สเปกทีฟของอาคารอยู่เป็นประจำ แต่ผมทำเป็นงานสถาปัตย์เป็นส่วนใหญ่ พอเกษียณแล้ว นึกอยากเขียนอะไรก็เขียน พอไม่ได้เขียนเพื่อขายก็มีความสุข ไม่ต้องไปวอรี่ว่าจะขายได้หรือไม่ คนจะชอบหรือไม่ชอบ มีเวลาก็เขียนไปเรื่อย การเขียนสไตล์ผมดีตรงที่ใช้แค่ปากกาด้ามเดียว กระดาษแผ่นเดียว แบกไปที่ไหนก็ได้ เวลาไปพักผ่อนต่างจังหวัดก็เอาไปนั่งเขียนเล่นด้วยได้ เผอิญผมทำเป็นร้อยๆ รูปก็เลยดูมีอิมแพ็ก ยิ่งพอพิมพ์เป็นหนังสือออกมาก็เลยเป็นที่จดจำในสังคมว่า นิธิเขียนรูปได้ แต่จริงๆ คนที่เขียนรูปได้น่ะมีเยอะเลย แถมผมก็ยังเรียนรู้จากเขาอีก”

นิธิ สถาปิตานนท์

นิธิ สถาปิตานนท์

การเขียนภาพสำหรับอาจารย์สนุกอย่างไร

“การเขียนรูปกลายเป็นความสุข ผมนั่งเขียนอยู่ในห้องคนเดียว เปิดเพลงเบาๆ นั่งเขียนไปเรื่อยๆ เสร็จเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น บางที 2 อาทิตย์เลยกว่าจะทำเสร็จสักรูป แต่อีกสิ่งที่ทำให้มีความสุขมากคือไม่ได้ทำเพื่อไปขาย แต่ถ้าเป็นศิลปินเพื่อชีวิตตัวเอง ผมต้องรีบทำให้จบและต้องรีบขายให้ได้ ลูกค้ามาเร่งอยากได้รูป มันคนละแบบกัน แต่ของผมเขียนด้วยอารมณ์สบาย ๆ

“รูปต้นไม้เหล่านี้เขียนตอนโควิด – 19 เราออกไปไหนไม่ได้ ออฟฟิศก็ปิด เลยเขียนพวกต้นหมากรากไม้ในบ้าน ของจริงไม่ได้สวยมาก เขียวไปหมด แต่เรามีเซนส์การออกแบบและเป็นศิลปิน ก็เลยทำให้ดูสวยด้วยการปรุงแต่งสี ทำให้ต้นไม้เหล่านี้มีชีวิตขึ้นมาได้ นี่คือความสุขของคนเขียน ผมว่าศิลปินเป็นแบบนี้ทุกคน ศิลปินบางคนใช้เวลา 3 เดือนกว่าจะเขียนรูปเสร็จ มันด้วยความรัก ด้วยความสุขในการใส่อะไรเข้าไปในรูปภาพ”

นิธิ สถาปิตานนท์

การสเกตช์ด้วยมือทำให้งานออกแบบของอาจารย์มีเสน่ห์กว่าอย่างไร

“คุณเคยได้ยิน แฟรงก์ ลอยด์ ไรต์ หรือเลอกอร์บูซีเย สถาปนิกในโลกยุคเก่าที่มีผลงานระดับโลก คนเหล่านี้ตายหมดแล้ว เขาเขียนด้วยมือหมด และการเขียนด้วยมือมันออกจากจิตใจ ออกจากสมองของเราโดยตรง อาคิเทกเจอร์ถึงออกมามีคาแรกเตอร์พิเศษ อย่างงานของเลอกอร์บูซีเยคืองานระดับครู สวย มีความเป็นอาร์ตในตัวอาคาร มันออกมาจากมือ จากหัวสมองของเลอกอร์บูซี แต่ในยุคคอมพิวเตอร์ ทุกอย่างอยู่ในจอ มันกระด้าง และสถาปนิกก็คิดอยู่ในเส้น ส่วนใหญ่ก็เป็นเส้นตรงๆ ทำให้ตึกออกมาเป็นกล่องสี่เหลี่ยม ความเป็นตัวตน ความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของงานสถาปัตยกรรม หรือจิตวิญญาณของชนชาติตัวเองหายไปหมด เพราะมาจากโปรแกรมเดียวกันทั้งโลก รูปภาพเปอร์สเปกทีฟก็เหมือนกันหมด เมื่อ 100 ปีก่อนทุกประเทศมีคาแรกเตอร์หมด บาหลีก็มีสไตล์ของเขา ญี่ปุ่นก็มีของเขา ไทยก็มีสไตล์ของเรา แต่ยุคนี้กลายเป็นโมเดิร์นอาคิเทกเจอร์เหมือนกันทั้งโลก ของไทยก็กลายเป็นอาคารอนุรักษ์เก่าที่ไม่มีการพัฒนาต่อ วัดก็ยังเป็นวัดเหมือนเดิม ความเป็นตัวตนของคน ของชาติ มันหายไปแล้ว สถาปัตยกรรมไทยก็กลายเป็นตึกสี่เหลี่ยมแท่งๆ ไปเสียแล้ว

นิธิ สถาปิตานนท์

ใน 1 วันอาจารย์ใช้เวลาวาดภาพนานไหม

“บางทีนั่งวาดวันละ 8 ชั่วโมง ก็นั่งเขียนในห้องผม เวลาผมทำงานจะไม่มีใครมากวน ผมก็ทำไปเรื่อยๆ รูปไหนที่ชอบแต่ยังเขียนไม่จบ บางทีเขียนที่ออฟฟิศแล้ว ขึ้นรถไปเที่ยวหัวหินก็ไปกางรูปเขียนต่อ คนอื่นลงไปว่ายน้ำ ผมก็นั่งเขียนรูปไปเรื่อยๆ บรรยากาศดีๆ อากาศดีๆ ทำให้ทำงานต่อเนื่องไปได้เรื่อยๆ บางทีไปหัวหิน 3 วัน ผมนั่งเขียนรูปทั้ง 3 วันจนเมียบ่นว่าไม่ทำอะไรเลย มันเป็นความสุขลึกๆ ของผม ถ้าไม่ชอบทำไม่ได้ ผมสอนให้คนบริษัทเขียนรูปแต่ไม่มีใครทำได้ เพราะไม่มีใครทำต่อเนื่อง จนในที่สุดก็ไม่มีใครพัฒนา บางคนอาจจะคิดว่ามีอายุแล้ว เราไม่เขียนแล้ว เรามีเรื่องอื่นต้องทำเยอะแยะ คิดแบบนั้นก็ทำอะไรไม่ได้”

นิธิ สถาปิตานนท์

แสดงว่าอาจารย์ไม่ได้มองว่าอายุคืออุปสรรค

“มองนะ เพราะคนเราก็ต้องตาย เพื่อนฝูงรุ่นเดียวกันตายกันไปแล้ว เพื่อนรักที่ไปกินข้าวด้วยกันเลย ปีที่แล้วตายตั้ง 9 คน ก็เลยทำให้ผมรู้สึกว่า เวลาที่เหลืออยู่เราประมาทไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ และที่แต่ละคนตายไป เช่น ล้มในห้องน้ำหัวฟาด นอนหลับตา หรือนอนเล่นตายคาไอแพด เมียก็นอนหลับไป หันไปอีกทีผัวตายแล้ว ไอแพดยังอยู่บนหน้าอกเลย เราประมาทกับเวลาไม่ได้แล้ว ถ้าว่างปุ๊บต้องหาอะไรทำให้สนุกสนานไป หลักเกณฑ์ของผมคือจะไม่พบลูกค้าอีกแล้ว บอกทุกคนในบริษัทว่า ห้ามบอกใครว่าผมมาทำงานที่นี่ ใต้ถุนตึกมีออฟฟิศที่ลูกค้าไม่รู้หรอกว่าผมมานั่งทำงานอยู่”

นิธิ สถาปิตานนท์

นิธิ สถาปิตานนท์

นักวาด นักออกแบบ และคนทำหนังสือ

“ตั้งแต่อายุ 65 มานี้ผมได้ทำอะไรเยอะแยะ ใช้ประโยชน์ของเวลาที่เหลืออยู่ได้ดีมาก ผมได้ทำหนังสือ ทำเฟอร์นิเจอร์ เขียนรูป”

“ลึกๆ ของสถาปนิกพอว่างจากการออกแบบอาคารแล้วก็ชอบมานั่งเขียนสเกตช์เล็กๆ ของตัวเอง สถาปนิกดังๆ หลายคนอออกแบบเฟอร์นิเจอร์ออกมาสวย เขาตายไป 100 ปีแล้วแต่เฟอร์นิเจอร์ของเขายังขายได้อยู่ทุกวันนี้ ซึ่งผมก็เป็นแบบนั้น มีช่างไม้ที่สนิทกับผม เขาก็ช่วยทำให้

“ตอนนี้อายุ 79 ทำหนังสือก็เหนื่อยเหมือนกัน เพราะบางเล่มผมต้องไปต่างจังหวัด บ้านอยู่ที่น่านก็มี เชียงรายก็มี เชียงใหม่ก็มี ผมต้องนัดเจ้าของบ้านมานั่งคุย ผมเขียนเทกซ์เอง คุมทีมถ่ายภาพเอง เล่มหนึ่งก็เหนื่อยเหมือนกัน ใช้เวลาตั้ง 4-5 เดือนกว่าจะจบ พออายุ 80 ไปแล้วต้องเพลาเรื่องทำหนังสือบ้าง เพราะใช้พลังเยอะ ใช้เวลาเยอะ ถ้าเขียนรูป เขียนไปเรื่อยๆ ได้เพราะอยู่ในออฟฟิศ”

นิธิ สถาปิตานนท์

แม้จะใช้พลังเยอะแต่ทำไมถึงยังอยากทำหนังสือ

“ผมทำด้วยความรักจริง ถ้าไม่รักทำไม่ได้ สถาปนิกไทยไม่มีใครเลยที่ลงทุนทำหนังสือสถาปัตยกรรม มีผมคนเดียว เพราะทุกคนคิดว่ามันไม่ทำเงินและเสียเวลา ทำหนังสือไม่ได้กำไรนะ แถมยังติดลบด้วย ปัญหาของการติดลบเป็นเพราะคนซื้อหนังสือน้อยลง แต่ผมยังเชื่อว่าหนังสือมีประโยชน์ หนังสือก็ยังอยู่กับโลกนี้ต่อไป แม้บทบาทอาจจะน้อยลง แต่คิดว่าของพวกนี้มันไม่สูญไป

“ต่างประเทศทำหนังสือหมดนะ อย่างในญี่ปุ่น สถาปนิกเขามีหนังสือของตัวเองแทบทุกคนเลย หนังสือเป็นตัวบ่งชี้ถึงความสามารถของสถาปนิกในประเทศนั้นๆ ด้วย ถ้าไม่มีหนังสือ ก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาวัดกัน แต่ถ้าผลงานได้ลงหนังสือและเผยแพร่ออกไปบอกได้เลยว่า เรามีฝีมือ เราทำบ้านเก่ง ออกแบบโรงแรมเก่ง

นิธิ สถาปิตานนท์

“ระยะเวลาเปิดสำนักพิมพ์เกือบ 18 ปีแล้ว และผลิตมาเกือบ 500 เล่ม ในเซาท์อีสต์เอเชียเลยรู้จักประเทศไทยและรู้จัก A49 กันเยอะ เราอยากให้คนรู้จักคนไทย รู้จักประเทศไทย เวลาไปร้านหนังสือในต่างประเทศไม่มีหนังสือไทยสักเล่ม มันน่าอายนะ คนอื่นอาจจะสงสัยว่าไทยล้าหลังขนาดนั้นเลยเหรอ คนไทยออกแบบได้ไหม ทำอะไรเป็นบ้าง ผมว่าคนไทยดีไซน์รีสอร์ตเก่งมาก ในเอเชียนี่คนไทยนำหน้าเลย ตอนนี้ในอินเดียใช้สถาปนิกไทยเยอะมาก เขายอมรับและจ้างคนไทยทำโรงแรมสวยๆ หลายแห่งในอินเดีย

“ผมแอบกระซิบถามคนสิงคโปร์และอินเดียว่า ทำไมถึงเลือกคนไทย เขาบอกว่าคนไทยทำงานโรแมนติกและมีความครีเอทีฟสูง ทำวัดพระแก้วอลังการ ใช้หลายสี ใส่ดีเทลยุบยิบแต่ทำออกมาแล้วสวย คนไทยช่างประดิดประดอย เราก็คิดว่ามีส่วนจริง พวกรีสอร์ตต้องมีดีเทลน่ารักๆ ต้องมีเอกลักษณ์พิเศษ มีบุคลิกพิเศษและทำให้โรงแรมออกมาเป็นที่โจษขาน แม้แต่ในบาหลีก็เริ่มใช้สถาปนิกคนไทยเพราะคิดว่าคนไทยทำงานครีเอทีฟและแตกต่างจากที่บาหลีทำ อินทีเรียร์คนไทยก็เก่งมากนะ”

นิธิ สถาปิตานนท์

ปีที่ 79 ของนิธิ

ความฝันในวัยเด็กของอาจารย์คืออะไร

“ตอนเด็กนึกภาพไม่ออกว่า ความฝันในการเป็นสถาปนิกคืออะไร ผู้ใหญ่ก็บอกว่าเรียนไปออกแบบบ้าน ซึ่งผมก็คิดอยู่แค่นั้น แต่จริงๆ แล้วสถาปนิกทำอะไรเยอะ เกี่ยวกับโครงสร้าง เกี่ยวกับวิศวกรรม อย่างบริษัทผมทำให้ One Bangkok ใช้ทีมเป็นร้อยคน กว่าจะออกแบบให้จบได้ การออกแบบและการก่อสร้างใช้เวลา 12 ปี เราต้องดูแล ต้องไปประชุมทุกๆ 2 สัปดาห์ แก้ปัญหาตึกทั้งตึกกว่าจะจบและสร้างเสร็จ เป็นอะไรที่คอมพลิเคตไม่เหมือนกับออกแบบบ้านอย่างเดียว อย่างเด็กมัธยมที่มาหาเรา ยังนึกภาพไม่ออกแล้วเขากลัว หนูทำไม่ได้ มันเกินความสามารถเขา แต่ความจริงมันต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ”

ในวัย 79 ปี มีเรื่องที่อยากขอบคุณตัวเองไหม

“อย่าเรียกว่าขอบคุณเลย เรียกว่าผมรักวิชาชีพนี้มาตั้งแต่เริ่มเข้ามาในวงการดีกว่าเลยทำให้ผมไม่เฉไฉไปทำอย่างอื่น ไม่เล่นการเมือง ไม่เป็นดีเวลลอปเปอร์ ไม่ค้าวัสดุก่อสร้าง ผมจะเป็นสถาปนิกอย่างเดียว มีหลายคนที่พอเริ่มเป็นที่รู้จักแล้วไปเล่นการเมืองแล้วชีวิตเฟลไปหมด เฟลทั้งอาชีพตัวเอง เฟลทั้งเรื่องที่ต้องเสียเงินทองเพื่อเข้าไปในวงการนี้ สิ่งพวกนี้ไม่อยู่ในหัวผมเลย และคิดว่าในชีวิตนี้จะไม่เข้าไปยุ่งเลย นี่คงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราไปต่อและพัฒนาสิ่งที่เกี่ยวกับสถาปัตย์ให้ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ ก็เลยเติบโตและมั่นคงได้ ผมพยายามสร้างชื่อเสียงบริษัทให้สะอาดเพื่อให้เราไปต่อได้เรื่อยๆ ซึ่งตอนนี้บริษัทอายุ 43 ปีแล้ว”

นิธิ สถาปิตานนท์

ก่อนที่อาจารย์จะปล่อยมือ A49 อาจารย์สร้างคนไว้อย่างไร

“งานหลักของผมคือเลือกคนที่จะมาทำงานด้วยกัน ผมมักเป็นคนสัมภาษณ์เอง มองตา มองอากัปกริยาของเขา บางทีก็อ่านออกนะว่า เขาเป็นคนอย่างไร เขาพูดตรงกับที่เขาตอบเราไหม ต้องพยายามสัมภาษณ์เองแล้วจะอ่านคนออก ที่นี่อยู่ได้ด้วยคน เราต้องเลือกคนที่ดีและสร้างบริษัทได้ เลือกคนที่รักงานนี้และมีความซื่อสัตย์ การสร้างคนนี่ยากมาก เพราะต้องหาคนที่ทำงานรู้เรื่องมาทำงานด้วยกัน ถ้าคนแย่มากๆ มีแต่คอร์รัปชัน โกง อย่างประเทศไทยเป็นต้น ก็ไปด้วยกันลำบาก (หัวเราะ)”

ชีวิตประจำวันของอาจารย์ช่วงนี้ทำอะไรบ้าง

“สิ่งที่ทำให้ผมตายช้าคือเข้ามาที่ออฟฟิศ แล้วก็มานั่งทำอะไรที่ต้องทำ ผมก็ทำหนังสือ เขียนรูป เดินดูมิวเซียม ผมก็นั่งทำงานในส่วนที่ผมอยากทำ ส่วนงานสถาปัตย์และออกแบบจะไม่แตะเลย มีกฎอยู่ 1 ข้อคือทุกคนที่ทำงานห้ามกวนผม ห้ามปรึกษาผมทุกเรื่อง เขาต้องหัดตัดสินใจกันเอง ถ้าผมยังเปิดโอกาสให้เขามาปรึกษาได้ ทุกคนก็จะเอาแบบมาให้ผมช่วยตัดสินใจและเด็กพวกนี้ก็จะไม่โตสักที”

ในชีวิตที่ผ่านมามีช่วงไหนหรือเรื่องไหนบ้างที่ทำให้อาจารย์รู้สึกภูมิใจในตัวเอง

“สิ่งที่ผมภูมิใจคือเรื่องการสร้างองค์กรของผมให้เป็นกลุ่มเป็นก้อนและยังไปต่อได้ ผ่านมา 40 กว่าปีแล้ว สิ่งนี้ยากมาก สถาปนิกหลายคนทำไม่ได้ เพราะเขาอาจมีอีโกส่วนตัว มีปัญหาอื่นเข้ามาแทรกจนไม่สามารถผลักดันองค์กรให้ไปต่อได้ ผมเองก็ไม่รู้จะไปต่อได้อีกนานเท่าไหร่ เพราะไม่รู้เหมือนกันว่า รุ่นลูกผมจะเอาบริษัทนี้อยู่ไหม คนก็เยอะ องค์กรใหญ่ แต่ในชั่วชีวิตผม ผมเห็นมันเติบโตมาแล้ว ทุกคนก็ยังรักในองค์กร อยากจะสร้างองค์กรและผลักดันต่อไป สร้างผลงานดีๆ ให้กับประเทศ ซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องสอดแทรกปรัชญาหลายๆ อย่างเพื่อทำให้มั่นคง และรักษาความสง่างามให้ได้ ที่นี่เราระวังตัวเรื่องการรับคอมมิชชั่น การรับเงินใต้โต๊ะ มันถึงอยู่ได้ บางคนพอถลำตัวเข้าไปเล่นในธุรกิจแบบนั้นแล้วเราก็จะจมไปกับมัน โปรเจกต์ 1 ผ่านไป โปรเจกต์ที่ 2 ก็จะมาอีก ถ้าเราไปเปิดช่องร่วมมือกับผู้รับเหมา ก็จะเกิดอย่างเคสตึกถล่มทั้งตึก มีคนตายเป็นร้อย มันเป็นสิ่งที่สถาปนิกทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้น”

นิธิ สถาปิตานนท์

เคยมีวันที่หมดไฟบ้างไหมแม้จะเป็นสิ่งที่รัก

“มีแน่นอน แต่ต้องคอนโทรลมันให้ได้ ผมมีโอกาสได้ฝึกสมาธิ ครูบาอาจารย์ท่านพูดให้ฟังว่า คนเราต้องมีสติตลอดเวลา ทุกครั้งที่ตัดสินใจทำอะไรให้รู้สึกตัวตลอดเวลา ท่านสอนว่า ทุกย่างก้าวที่เดินต้องมีสติ ผมพยายามบอกพนักงานทุกคนว่า คุมสติให้อยู่ คุมอารมณ์ให้อยู่ ไม่แสดงอารมณ์ฉุนเฉียวกับลูกค้าและเพื่อนร่วมงาน สิ่งนี้สำคัญมากๆ และทุกอย่างก็จะผ่านไปได้ ในโลกใบนี้ไม่มีปัญหาอะไรที่แก้ไม่ได้ อยู่ที่เราจะตั้งสติได้ไหม แก้อย่างไร และแก้ได้แค่ไหน บางอย่างแก้ไม่ได้ 100% แต่แก้ได้ 50% ก็พอแล้ว เราต้องเข้าใจตรรกะนี้ ที่เหลือก็ปล่อยวางไป

“ความท้อแท้เป็นสัจธรรมของชีวิตมนุษย์ ยังไงเราก็ต้องเจอ แต่ต้องรู้วิธีจัดการ พนักงานจะรู้เลยว่า พี่เต้ยไม่เคยอารมณ์เสีย ไม่เคยโกรธ เพราะทุกครั้งที่ผมรู้สึกโกรธและรู้สึกว่าพนักงานทำอะไรไม่ถูกใจ ผมจะเงียบแล้วเข้าห้องปิดประตูเลย นั่งทำอะไรไปให้อารมณ์มันระบาย จนอารมณ์นิ่ง แล้วก็ค่อยเรียกคนมาคุย บางเรื่องเส้นผมบังภูเขา ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แต่ต้องคุมอารมณ์ของเราให้ได้ เวลาลูกค้าอารมณ์เสียมา ก็ต้องคุมอารมณ์ตัวเองให้อยู่ พอวันนั้นผ่านไป มันก็ไม่มีอะไร ลูกค้าอารมณ์ดี เขาก็กลับมาคุยใหม่ได้ แต่ถ้าเราโต้ตอบกลับทันที โปรเจกต์อาจจะพังหรือไม่ก็ต้องเป็นปรปักษ์กัน ลูกค้าก็ต้องขอเปลี่ยนคนทำงาน

“บางทีเป็นปัญหาส่วนตัว เรื่องใช้เงินเกินตัว ใช้บัตรเครดิตไปทีเดียว 10 ใบ เป็นหนี้อยู่ 3 แสนอยากฆ่าตัวตาย เฮ้ย คนเรายังต้องอยู่อีกตั้งนาน เราก็ช่วยแก้ปัญหา ออกเงินให้ก่อนแล้วให้เขาผ่อนกับเรา ในที่สุดก็แก้ปัญหาได้ หรือเรื่องเลิกกับแฟน บางคนเข้ากับแฟนไม่ได้เลย ทะเลาะกันทุกวัน ทำอะไรนิดหน่อย แฟนก็ไม่พอใจ แล้วจะอยู่กันไปทำไม เราเลยยุให้เขาเลิกกัน (หัวเราะ) สุดท้ายพอเลิกกันแล้ว เขามีความสุขทั้งคู่เลย แต่ถ้าไม่เลิกก็ทะเลาะกันทุกวัน กลายเป็นไม่อยากเจอหน้ากัน เกลียดกัน แต่ก็ไม่ตัดสินใจหย่า เรื่องพวกนี้ถ้าไม่มีความสุขแล้วจะอยู่ไปทำไม ปล่อยไปทั้งคู่ก็ดีกว่า ก็คอยให้คำแนะนำเขาอยู่เสมอ”

นิธิ สถาปิตานนท์

ในฐานะคนที่อยู่ในวงการนี้มานานและประสบความสำเร็จ สิ่งสำคัญที่อาจารย์ยึดถือคืออะไร

“สอนพนักงานอยู่ตลอดเวลาว่า อย่าทะนงตนว่าเราใหญ่ที่สุด เก่งที่สุด ดังที่สุดในประเทศไทย คุณขี้เกียจเมื่อไหร่ เดี๋ยวก็มีคนแซง มันเป็นวัฏจักรปกติของการทำงาน และธุรกิจ ในวงการดีไซน์มันแซงกันได้ เรามีความรู้อะไรก็ต้องสอนกันและพัฒนาไปเรื่อยๆ และผมก็ตระหนักตัวเองตลอดเวลา ไม่เคยเคลมเลยว่า ตัวเองมีชื่อเสียงหรืออยู่บนท็อปแล้ว เพราะคนที่อยู่บนท็อป เขาลงมาได้ทุกเวลา สักวันพอเขาเริ่มไม่เอาจริงเอาจังกับอาชีพของเขา เขาก็ลงแล้ว หลายปีผ่านไปไม่เห็นผลงานของเขาเลย สักพักคนก็ลืมหมด หลักการนี้เหมือนกันทุกอาชีพ แต่อาชีพสถาปนิกเห็นชัดหน่อย เพราะมันแข่งขันกันและเห็นผลงานชัด”

ในวัย 79 ปีอาจารย์มีความฝันใหม่ๆ ไหม

“ไม่มีแล้ว รอตายอย่างเดียว เราไม่รู้จะตายเมื่อไหร่ ตอนนี้ไม่เคยคาดหวังว่า เดี๋ยวปีหน้าจะขอให้เราเจริญรุ่งเรือง ไม่เคยคิดอีกแล้ว คิดแต่ว่าวันนี้ลืมตามาเห็นแสงอาทิตย์ วันนี้กูขอใช้ชีวิตต่อไปอีกสัก 2 ชั่วโมงให้ดีที่สุด จะทำอะไรก็ทำในวันนี้ให้ดีที่สุด วันพรุ่งนี้ยังไม่กล้าคิดเลย เพราะไม่รู้จะอยู่ถึงพรุ่งนี้หรือเปล่า ไม่รู้จะหาเงินไปทำไม ไม่รู้จะโลภไปทำไม ก็เลยไม่มีความโลภแล้ว เพราะไม่รู้ว่าอีกกี่ปีจะตาย เพื่อนที่สนิทก็ตายกันหมดแล้ว แต่ก็มีความสุขไปอีกแบบ เพราะไม่ต้องมีความโลภ ไม่ต้องมีความคาดหวังอะไร ไม่ต้องขับรถโก้ๆ ไม่ต้องทำอะไรที่เกินตัวเรา ชีวิตก็แค่นี้”

นิธิ สถาปิตานนท์

นิธิ สถาปิตานนท์

นิธิ สถาปิตานนท์

นิธิทิ้งท้ายว่าอย่างนั้น ก่อนที่จะพาเดินชมแกลอรี มิวเซียม แนะนำหนังสือที่เขาภาคภูมิใจ และเปิดสเกตช์บุ๊กของเขาให้ดู หนังสือเล่มหนาวางเรียงกันหลายเล่ม บนหน้าปกของทุกเล่มเขียนตัวโตๆ ว่า The Final Sketchbook หรือสเกตช์บุ๊กเล่มสุดท้าย เขาคิดไว้ตั้งแต่แรกว่า ชีวิตนี้คงมีเวลาพอสำหรับทำหนังสือได้เพียงเล่มเดียว แต่วันนี้กลับเดินทางมาถึงเล่มที่ 6 และเป็นเล่มสุดท้ายที่อาจไม่ใช่ท้ายที่สุด

“ไฟนัลคือช่วงสุดท้ายของชีวิต มันคือช่วงปลายชีวิต ผมรีไทร์แล้วเขียนรูปพวกนี้ขึ้นมา ทุกคนก็คิดว่าเป็นเล่มสุดท้ายแล้ว แต่มันไม่ตายสักที” เขากล่าวเจือเสียงหัวเราะ