About
ART+CULTURE

Kreme of 80s

จากอาณาจักร Art Toy สู่จักรวาลมอนสเตอร์ คุยกับ MR.KREME ศิลปินผู้ปลุกวิญญาณยุค Analog ให้กลับมาโลดแล่นในโลกปัจจุบัน

Read At ONCE
  • บทสนทนากับ แอนดี้-วรกันต์ จงธนพิพัฒน์ หรือ MR.KREME ศิลปินอาร์ตทอยรุ่นใหม่ของเมืองไทย เพื่อตามหาแรงบันดาลใจอันมีเอกลักษณ์ของเขา ให้เห็นแรงบันดาลใจจากวัยเยาว์ จนเราได้เข้าใจว่าแต่ละงานอีเวนต์ของเขาที่เต็มไปด้วยตัวตนชัดเจน สีสันจัดจ้าน มอนสเตอร์ขนปุย อิทธิพลจากโลกอะนาล็อกมีต้นตอมาจากไหน

หากย้อนกลับไปในปีที่ผ่านมา หนึ่งในนิทรรศการที่ยังคงติดตรึงอยู่ในใจผมไม่เสื่อมคลายคือ THE BOOTLEG SHOW ณ MOCA BANGKOK ด้วยคอนเซปต์สุดแสบอย่างการ “ก๊อบปี้งานตัวเอง” ผสานเข้ากับกลิ่นอายป๊อปคัลเจอร์ยุคเก่าที่อบอวลไปด้วยเสน่ห์ความอะนาล็อกแบบที่ผมคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ผลงานชุดนั้นเข้าไปนั่งในใจได้ไม่ยากเลย

ความประทับใจดังกล่าวเป็นแรงผลักดันให้ผมอยากร่วมพูดคุยกับเจ้าของผลงานอย่าง แอนดี้-วรกันต์ จงธนพิพัฒน์ หรือที่โลกรู้จักในนาม MR.KREME ศิลปินรุ่นใหม่เลือดผสมไทย-ฮ่องกง ผู้สร้างชื่อเสียงจนโด่งดังเป็นพลุแตกจากผลงานอาร์ตทอยและกำลังเตรียมตัวออกเดินทางเพื่อนำนิทรรศการไปจัดแสดงทั่วเอเชียในเร็วๆ นี้

แต่ก่อนจะเริ่มต้นทัวร์ในต่างแดน MR.KREME ได้กลับมาสร้างปรากฏการณ์ในไทยเพื่อต้อนรับปี 2026 ด้วยโปรเจกต์พิเศษ THE FLUFFY GALAXY ซึ่งครั้งนี้ไม่ใช่แค่นิทรรศการศิลปะทั่วไป แต่เขาได้เปลี่ยนโซน Open House ของเซ็นทรัล เอ็มบาสซีให้กลายเป็นพื้นที่ที่ถูกบุกรุกโดยเหล่ามอนสเตอร์ตัวจี๊ดอย่าง Mushkin, Corkin และ Rosado

ไฮไลต์ที่ห้ามพลาดคือตู้เกมอาเขต 3 ตู้ที่ออกแบบมาให้ทุกคนสวมบทบาทเป็นมอนสเตอร์ตัวโปรดและเล่นได้จริงๆ รวมถึงทางเชื่อมระหว่างเซ็นทรัล เอ็มบาสซีและเซ็นทรัล ชิดลมที่ถูกเนรมิตให้เป็นอุโมงค์อวกาศรายล้อมด้วยเหล่าคาแรกเตอร์สุดกวน

สิ่งที่น่าสนใจเสมอในงานของ MR.KREME คือการหยิบเอาความสนุกจากโลกอะนาล็อกมาตีความใหม่ได้อย่างมีชีวิตชีวา (เหมือนที่เคยใช้โทรทัศน์และวิดีโอใน THE BOOTLEG SHOW) และในที่สุดผมก็ได้มีโอกาสนั่งคุยกับเขาเสียที เพื่อค้นหาคำตอบว่า อะไรคือที่มา แรงบันดาลใจ และตัวตนเบื้องหลังการสร้างสรรค์ที่ทำให้เขามีแฟนคลับหนาแน่นไปทั่วเอเชียตะวันออกขนาดนี้

MR.KREME

MR.KREME

MR.KREME

MR.KREME

MR.KREME

ช่วยเล่าถึงที่มาของไอเดียในการทำ THE FLUFFY GALAXY ครั้งนี้หน่อย?

เริ่มมาจากที่ผมได้ร่วมงานกับเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ได้มาสำรวจโลเกชันก็เจอกับทางเชื่อม ผมไปยืนแล้วรู้สึกว่าเหมือนไทม์แมชชีนย้อนเวลา ผมก็ได้ไอเดียมา แล้วพอมาดูตรงส่วนพื้นที่ Open House จากที่เรามีไอเดียเกี่ยวกับอวกาศในใจอยู่แล้ว ก็มีความเป็นพิกเซลอยู่ ผมก็อยากใส่ความเป็นยุค 80s เข้าไป ให้ผสมผสานกันให้ได้

ผมอยากพูดถึงความ Nostalgia เพราะผมชอบอวกาศมาตั้งแต่เด็ก ชอบ Toy Story ชื่อ ‘แอนดี้’ ก็มาจาก Toy Story ผมอยากให้งานนี้เป็นฟีลแบบกาแล็กซีที่หลุดจินตนาการ ดึงความเป็นเด็กตรงนั้นกลับมา

MR.KREME

MR.KREME

คุณออกแบบไอเดียของงานนี้ด้วยตัวเองทั้งหมดหรือเปล่า?

ใช่ครับ ผมไม่อยากให้กาแล็กซีเป็นแค่ธีมงาน หรือเป็นแบบภาพเดียวว่ากาแล็กซีคือกาแล็กซี อยากให้มีกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับงานทั้งหมด มีตู้เกมให้ได้เล่น มีคาแรกเตอร์ประจำสเตชัน มี AR ให้ได้เล่นด้วย

ผมเป็นคนไม่ชอบยึดติด ไม่อยากทำอะไรแค่อย่างเดียว ถ้าทำงานภาพพิมพ์ก็ไม่อยากให้มีภาพพิมพ์แค่อย่างเดียว ถ้าวาดรูปก็ไม่อยากให้วาดรูปแค่อย่างเดียว เหมือนกับผมอยากออกแบบความรู้สึกว่า ถ้าคนมาดูงานผมจะได้ความรู้สึกแบบไหนกลับไป แล้วก็จะช่วยให้คนมีประสบการณ์ร่วมกับคาแรกเตอร์ของผมด้วย

MR.KREME

MR.KREME

ทำไมถึงสนใจประสบการณ์การชมงานของผู้ชม?

จริงๆ ก็ไม่ได้พยายามจะให้ใครมาเห็นภาพเดียวกับผมนะ แต่เวลาจัดงานเดี่ยวของตัวเอง ผมแค่มีอะไรที่อยากนำเสนอมากกว่า เหมือนกับผมจูงมือพาพวกเขาเดินทางไปในโลกของผม ซึ่งมันเติมเต็มผมในอีกแบบ ผมก็ชอบความรู้สึกตรงนี้ด้วย การได้พาไปชมโลกที่ผสมผสานระหว่างคอมเมอเชียลกับศิลปะ

ผมรู้สึกว่าคนที่มาชมงานคือส่วนหนึ่งของงานด้วยซ้ำ อย่างตอนที่ผมทำ THE BOOTLEG SHOW ผมก็ให้คนที่สะสมงานของผม วาดก๊อบงานของผมส่งมาให้ผมด้วย เพื่อเอาไปตีความต่อ บางทีผมก็ดูผลงานคนที่สนใจงานของผมแล้วก็เอามาปรับกับงานตัวเอง

สำหรับผมคือเป็นไปไม่ได้ที่จะทำงานศิลปะแล้วไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ผมว่างานที่ดีควรจะทำให้คนที่มาชมงานกลับไปแล้วก็ยังคิดถึงมันอยู่

MR.KREME

ตั้งแต่ THE BOOTLEG SHOW จนถึง THE FLUFFY GALAXY สไตล์ผลงานของคุณดูชัดเจน ทั้งอิทธิพลจากยุค 80s-90s การดึงตัวตนจากโลกอะนาล็อกเข้ามา ทำไมคุณชอบใส่แรงบันดาลใจตรงนี้ลงไป

ส่วนหนึ่งเพราะว่าผมเสพอะไรแบบนี้มาตลอด งานของผมเหมือนกับการกลับไปหาสิ่งที่ผมรู้สึกในวัยเด็ก เอาตัวเองตอนเด็กมาเป็นส่วนหนึ่งของงานเยอะอยู่เหมือนกัน

ผมรู้สึกว่าความรู้สึกตอนเด็กมันเข้มข้น แค่นึกถึงก็รู้สึกได้ ทั้งที่จริงๆ ก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรเยอะหรอก แต่พอเราโตเป็นผู้ใหญ่ต้องใช้เหตุและผล มันไม่ได้รู้สึกแบบนั้นแล้ว ผมก็เลยยังชอบความรู้สึกแบบนั้นอยู่

จริงๆ ผมเป็นคนติดอะไรจากยุคเก่าด้วย คือผมเกิดยุค 90s แล้วญาติผมที่เป็นคนฮ่องกงจะชอบส่งซีดีที่ขายไม่ออกมาให้ผม ผมก็เสพแต่พวกนี้ แล้วพอยิ่งไปอ่านประวัติศาสตร์ยุค 80s ก็ยิ่งชอบ คือยุค 80s เป็นยุคที่คนพยายามจะสร้างความสุขจากสิ่งที่ไม่จริงไปหมดเลย แบบหลุดโลก

ถ้ามองไปที่โปรดักต์คือเป็นโปรดักต์ที่แย่มากเลย แต่ว่าพอเรามองจากตรงนี้ เข้าใจว่าเขาต้องการทำอะไร เพียงแค่ว่าการผลิตยังไม่พร้อม แต่ผมก็มองว่าเป็นเสน่ห์ของยุคนั้น

MR.KREME

MR.KREME

ยุค 80s ถือว่าเป็นยุคสมัยที่คุณชอบที่สุด?

ผมรู้สึกว่ายุค 80s เป็นยุคที่มีสีสัน คนมีความกล้า ผมชอบภาพรวมของยุคสมัยนั้นจริงๆ คือไม่ใช่แค่เรื่องของคน แต่เป็นทั้งเรื่องดีไซน์ เรื่องสินค้า ความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ ผมว่ามันชัดเจนไปหมด

จริงๆ ก็ชอบย้อนไปถึงยุค 60s และ 70s ด้วย ผมเป็นคนชอบเฟอร์นิเจอร์แล้วเคยเจอเฟอร์นิเจอร์ยุคนั้น เป็นเก้าอี้พับที่กางออกมาเป็นโต๊ะแต่งหน้าได้ด้วย ผมรู้สึกว่ามันสื่อสารถึงตัวตนของยุคนั้นได้ดีมาก

ยุค 90s ก็ชอบในบรรยากาศของการเปลี่ยนผ่านจากอะนาล็อกสู่ดิจิทัล มีความก้ำกึ่งอยู่ ผมชอบความรู้สึกของคนในตอนนั้นที่ยังไม่แน่ใจว่าโลกที่จะไปต่อควรไปในทิศทางไหน

MR.KREME

MR.KREME

MR.KREME

อีกหนึ่งเอกลักษณ์ในงานของคุณคือสีสันที่จัดจ้าน จุดนี้สะท้อนอะไรในตัวคุณออกมา?

ผมชอบให้คาแรกเตอร์มีสีประจำตัวเอง คือคาแรกเตอร์ของผมก็เหมือนตัวละครในภาพยนตร์ Inside Out มันสะท้อนตัวตนของผมออกมา และมีคาแรกเตอร์เป็นของตัวเอง อย่าง Mushkin เป็นสีขาว เพราะว่าสะท้อนความเป็นเด็กของผมออกมา เป็นตัวแทนความไร้เดียงสา แต่พอเป็น Corkin ก็จะเล่าประสบการณ์ที่ผมเจอกับโลกที่โหดร้ายมากขึ้น

MR.KREME

MR.KREME

อะไรที่ทำให้คุณเลือกเล่าตัวตนของตัวเองออกมาในรูปแบบของมอนสเตอร์?

ผมชอบวาดมอนสเตอร์มาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่ได้มีหนังเรื่องไหนเป็นแรงบันดาลใจให้เป็นพิเศษ แต่ภาพรวมคือผมชอบเวลาที่มอนสเตอร์โผล่มา บางเรื่องมอนสเตอร์ก็ไม่ได้โผล่มาเยอะ แต่ผมชอบนะ คือชอบด้วยตัวเอง อย่างเวลาดูไอ้มดแดง ผมก็ชอบพวกวายร้ายนะ

เวลาวาดรูป ผมไม่ชอบวาดอะไรอยู่ในกรอบ ไม่ชอบความหน้าเป๊ะหุ่นเป๊ะ อย่างฮีโร่ผมมองว่าเวลาออกแบบมันมีข้อจำกัด แต่มอนสเตอร์ใส่อะไรลงไปก็ได้ บางตัวก็น่ากลัวมาก บางตัวก็มีความน่ารัก

ตอนเป็นเด็กเวลาผมดูมอนสเตอร์ ผมรู้สึกว่าเขามีความกล้าทำ เหมือนใส่อะไรมาก็ได้ ผมรู้สึกว่ามันสร้างความคิดสร้างสรรค์ให้ผมตอนเป็นเด็ก ทุกวันนี้ผมวาดรูปแบบไม่สมบูรณ์แบบ อะไรผิดก็เติมต่อไปเลยแล้วกัน

MR.KREME

แรงบันดาลใจของคุณมาจากวัยเด็กเยอะ แล้วในวัยผู้ใหญ่มีวิธีเติมแรงบันดาลใจอย่างไร?

ผมเป็นคนชอบหาอะไรใหม่ๆ อย่างเช่น เพลงแนวนี้ไม่เคยฟังก็ลองไปฟังดู หรือบางทีเรารู้ตัวเองว่าชอบอะไร ก็ไปลองในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบเลย จะได้เข้าใจว่าทำไมคนถึงชอบ เพราะผมมองว่าทุกอย่างดีหมดแหละ ถ้าไม่ดี ไม่มีตลาดตรงนี้อยู่หรอก ขึ้นอยู่ว่าชอบหรือไม่ชอบมากกว่า

ผมจะชอบทำอะไรที่ไม่อยู่ในคอมฟอร์ตโซนของตัวเอง ผมว่าอันนี้แหละเติมไฟได้ดีเลย คือไม่ได้เวิร์กทุกรอบแต่ส่วนใหญ่ก็ได้ผล

ตั้งแต่ THE BOOTLEG SHOW จนถึง THE FLUFFY GALAXY งานของคุณเป็นงานที่เดินชมสนุกมาก นี่คือสิ่งที่คุณอยากให้เป็นลายเซ็นของคุณไหม?

จริงๆ ผมอยากให้งานน่าสนใจมากกว่า ถ้าวันหน้าผมอยากทำงานเล่าถึงความทุกข์ ผมก็อยากให้คนดูทุกข์ไปกับผมนะ ผมอยากจะสื่อสารออกไปให้ชัดเจนมากกว่าให้คนดูรู้สึกไปกับผมด้วย

MR.KREME

การทำงานศิลปะมีความหมายยังไงกับคุณ?

มันมีเหตุผลที่ต่างกันเวลาผมจัดอีเวนต์แบบนี้ ผมรู้สึกว่ามีความท้าทาย เพราะงานไม่สามารถเกิดได้ด้วยตัวผมเองคนเดียว มีคนอีกเป็นร้อยที่ยืนข้างผม บางทีเป็นพัน เวลาทำสำเร็จก็รู้สึกสะใจนิดนึง

ถ้าเป็นตอนที่วาดรูป ผมก็รู้สึกว่าเป็นเวลาให้ได้อยู่เงียบๆ คนเดียว ได้เข้าใจตัวเองว่า รู้สึกยังไง วันนั้นเกิดอะไรขึ้น และถ่ายทอดเรื่องราวอะไรให้เราบ้าง

หรือถ้าตอนที่ผมไปพ่น (MR.KREME เป็นศิลปินกราฟฟิตีจากกลุ่ม Temporarywest) คือแพสชันล้วนๆ เลย เหมือนไปพักผ่อน

ผมรู้สึกว่าทุกวันนี้ผมทำอะไรหลายอย่าง เพราะมันตอบโจทย์ผมในทุกอิริยาบถเลย ผมอิ่มและจบได้ในการทำงานอาร์ต แบบว่าตอนนี้ทำอะไรก็อยู่กับศิลปะไปหมด ผมมีความสุขนะ แค่ทำในสิ่งที่เหมาะกับเราในเวลานั้นก็พอ

อยากเข้าใจตัวตนและเสน่ห์ของ MR.KREME มากขึ้น ลองแวะไปชมงานTHE FLUFFY GALAXY ที่โซน Open House ชั้น 6 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี จัดแสดงถึงวันที่ 1 มีนาคม 2569

ติดตามศิลปินได้ที่
Facebook: https://www.facebook.com/MRKREMEOFFICIAL/
Instagram: https://www.instagram.com/mrkreme/