The Maestro
‘หลุย – ปิยวัฒน์’ คณบดีดุริยางคศิลป์ มหิดล ผู้เชื่อว่างานบริหารคือการคอมโพสและอนาคตคือบทเพลงถัดไป
- คุยกับ ‘อาจารย์หลุย’ คณบดีหนุ่มที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ดุริยางคศิลป์ มหิดล กับภารกิจปั้นวิทยาลัยดนตรีให้เหมือนการแต่งเพลงบทใหม่ ไปดูวิธีคิดแบบคนรุ่นใหม่ที่พร้อมพาเด็กไทยไปไกลกว่าเดิม
“พอมาเป็นคณบดี ผมรู้สึกว่าผมกำลังคอมโพสวิทยาลัยแห่งนี้”
หลุย - ปิยวัฒน์ หลุยลาภประเสริฐ หรือ อาจารย์หลุย ของเหล่านักศึกษา คณบดีคนปัจจุบันของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์เล่าให้เราฟัง
ถ้าเปรียบวิทยาลัยเป็นเพลง เขาเป็นทั้งนักประพันธ์และวาทยากรที่ตั้งใจเข้ามาเติมเต็มท่วงทำนองบทใหม่ และควบคุมทุกตัวโน้ตให้บรรเลงออกมาเป็นเพลงอย่างที่เขาหมายมั่น
ONCE จึงชวนอาจารย์หลุยพูดคุยถึงบทบาทในฐานะคณบดีคนใหม่ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่มากด้วยความรู้และประสบการณ์ พร้อมทำหน้าที่เป็นผู้ประพันธ์และวาทยากร ด้วยความหวังว่าจะสามารถสร้างเส้นทางดนตรีให้ทอดยาวออกไปได้ไกลกว่าเดิม

Rebuild – Rethink – Recreate
เขาเริ่มเล่าให้เราฟังอย่างสบายๆ ว่า เติบโตมากับเสียงดนตรีตั้งแต่ยังเป็นนักทรอมโบนในวงโยธวาทิต โรงเรียนอัสสัมชัญ ก่อนจะกลายมาเป็นศิษย์เก่าของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์แห่งนี้ จากนั้นเดินทางไปศึกษาต่อที่ Royal College of Music กรุงลอนดอน หลังเรียนจบในปี 2014 และต่อยอดงานประพันธ์ดนตรีจนถึงระดับปริญญาเอกที่ Cornell University สาขาการประพันธ์ดนตรีและศูนย์วิทยาศาสตร์ทางเสียง
หลุยเริ่มใช้ชีวิตในฐานะนักแต่งเพลงคลาสสิกอิสระอยู่พักใหญ่ และเริ่มหลงใหลใน Sound Art หรือ การบรรเลงดนตรีให้เป็นงานศิลปะ นอกจากเพลงคลาสสิกที่เชี่ยวชาญที่สุดแล้ว เขายังสนุกกับการสำรวจ ทดลอง และค้นพบเสียงดนตรีใหม่ๆ ไปจนถึงการสร้าง Sound Installation และ Multimedia Orchestra ที่เปลี่ยนเสียงดนตรีให้กลายเป็นงานศิลปะ

ระหว่างทำหน้าที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่ Bowling Green State University หลุยได้พบประกาศรับสมัครคณบดีคนใหม่ของวิทยาลัย และเขาก็ได้กลับมายังบ้านหลังนี้อีกครั้งพร้อมกับฉายา ‘คณบดีที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์’
“เรายังอายุน้อย แต่คิดว่าจริงๆ วิทยาลัยอาจต้องการคนที่อายุใกล้กันกับนักศึกษา และเห็นภาพของอนาคตที่อยากให้มันเป็น ผมเป็นนักแต่งเพลงมาทั้งชีวิต เพลงของผมก็จะมีเมสเสจที่สื่อถึงเรื่องราวในอนาคต ผมอยากได้ยินเสียงแปลกๆ อยากเห็นเพลงของผมแสดงอยู่ที่ไหนสักแห่ง การแต่งเพลงเรียกว่าคอมโพส พอมาเป็นคณบดี ผมรู้สึกว่าผมกำลังคอมโพสวิทยาลัยแห่งนี้”

Rebuild – การสร้าง, Rethink – การคิด และ Recreate การรีฟอร์มสิ่งใหม่ หลุยเผยว่า นี่คือวิสัยทัศน์ของเขาที่จะทำให้วิทยาลัยที่เขาเติบโตมาไปได้ไกลกว่าเดิม
“คำว่าสากลในโลกของยุโรปคือ Non-European คือไม่ใช่ยุโรป วิทยาลัยของเรามีความเป็นสากลอยู่แล้ว เพราะมีวัฒนธรรมที่หลากหลาย แต่วิทยาการต้องไปไกลกว่าเดิม หนทางของผมคือการอัปเดตคอร์สปัจจุบันที่มีอยู่แล้วให้เท่าทันโลกมากขึ้น มันถึงเวลาที่เราจะป้อนข้อมูลใหม่ๆ ให้นักศึกษา เช่น ดนตรีกับปัญญาประดิษฐ์” อาจารย์หลุยเล่าให้เราฟัง
“ผมอยู่ในช่วงอายุ 30 กว่าๆ เด็กสมัยนี้รู้มากกว่าเราอีก เด็กบางคนยังไม่เข้าโรงเรียน เขาก็ทำเพลงจาก AI ได้แล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องเตรียมการศึกษาให้พร้อมสำหรับเด็กๆ เหล่านี้ เราจะไม่สอนเทคนิคแล้ว แต่เราจะสอนทิปส์ในการใช้เครื่องมือเหล่านี้แทน
“ผมไม่ต่อต้าน AI นะ เพราะเราใช้เป็นแค่เครื่องมือลดทอนขั้นตอนที่ไม่จำเป็น AI ช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น แต่ก็ต้องระวังอย่าให้มาเปลี่ยนเอกลักษณ์ของเรา เราต้อง Re-produce อีกที ที่นี่พยายามสอนให้นักศึกษาใช้เครื่องมือให้เป็น ใช้แล้วต้องกลับมาอ่าน กลับมาดู ตอนนี้สาขา Music Technology ของเราก็เปิดคลาสเกี่ยวกับ AI แล้วด้วย ซึ่งเรากำลังปรับปรุงหลักสูตรครั้งใหญ่ เรารีเช็กหมดว่าคอร์สไหนยังได้ผลในปัจจุบัน แล้วคอร์สไหนควรปรับปรุง”

อาจารย์หลุยพบว่า แม้จะยังมีเสียงดนตรีดังมาจากมุมนั้นมุมนี้อย่างเช่นเคย แต่บ้านหลังนี้กลับใหญ่ขึ้นมากจากเมื่อครั้งที่เขาเป็นนักศึกษา
“วิทยาลัยเรามีตึกเยอะ มีอาจารย์ประจำกว่า 170 คน ที่นี่พร้อมมากแล้ว มีอยู่จุดเดียวที่อยากเพิ่มคือตอนนี้เรากำลังดำเนินการรีแบรนด์ Southeast Asian Museum ให้เป็น Global Innovation Center ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่รวบรวมนวัตกรรมใหม่ๆ และเป็นฮับของคนทั่วโลก ผมชอบมากที่วิทยาลัยกำลังตื่นตัว คณบดีก็ใหม่ ทีมบริหารก็ใหม่ คนรุ่นเก่าทำงานร่วมกันกับคนรุ่นใหม่
“จริงๆ ประเทศไทยพร้อมแล้วสำหรับดนตรีที่หลากหลาย แค่คนยังไม่ได้เห็นบ่อยเท่านั้น เราจะมีงานตลอดทุก เดือน กิจกรรม TIJC ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างของเทศกาลที่ดีมากๆ ตัวอย่างที่ดีมากๆ”

Thailand International Jazz Conference
เทศกาลดนตรีแจ๊ซที่ยกโลกทั้งใบมาไว้ที่มหิดล
TIJC หรือ Thailand International Jazz Conference งานประจำปีของภาควิชาเพลงแจ๊ซที่เนรมิตวิทยาลัยให้กลายเป็นเทศกาลดนตรี นอกจากคอเพลงแจ๊ซจะได้ชมคอนเสิร์ตจากศิลปินแจ๊ซชื่อดังแล้ว งานนี้ยังเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษาได้เล่นปล่อยของ และยังมีเซสชันให้ได้เรียนรู้เทคนิคต่างๆ จากศิลปินระดับโลกอีกด้วย นับเป็นประสบการณ์อันมีค่าที่หาได้ยากยิ่ง
“TIJC ตรงกับพันธกิจและวิสัยทัศน์ของผม เพราะเรา Rethink ว่าเราเป็นนักดนตรีในรูปแบบไหน เราสามารถ Rebuild Community ที่มีคนเก่งๆ จากทั่วโลกได้ และเรายัง Recreate พื้นที่แห่งโอกาส ทำให้ที่นี่อุดมไปด้วยความสร้างสรรค์และความร่วมมือของผู้คนจากหลากหลายพื้นที่ เกิดเป็นมอตโตเล็กๆ ที่กล่าวว่า The World is Here at Mahidol เราดึงโลกมาอยู่กับเราที่นี่
“ตอนนี้วิทยาลัยเรามี 18 สาขา แต่ละสาขามีความโดดเด่นแตกต่างกันไป ทุกสาขาจะมีเฟสติวัลของตัวเอง แจ๊ซก็มี TIJC นักศึกษาจะได้เรียนรู้จากแขกที่มาจากต่างประเทศ และร่วมกันสร้างกิจกรรมภายใน มีการแสดงดนตรี มีการแข่งขันดนตรี มีเงินรางวัลและทุนสนับสนุน ตอนนี้ดนตรีคลาสสิกของเราอยู่ในจุดที่สูงขึ้นทุกๆ ปีแขกรับเชิญของเราก็ดังขึ้นทั้งนั้น ปีก่อนเราได้เจอกับ Ray Chen นักไวโอลินที่เท่มากๆ ปีนี้เราก็ได้เจอกับ ซอง จิน โช ที่เป็น Artist in Residence กับ Berliner Philharmoniker ที่ผ่านมาเราต้องขอให้เขามา แต่ตอนนี้เขาอยากจะมาหาเราแล้ว

“TIJC จะมีวงแจ๊ซหลายวงมาร่วมเล่นด้วยกัน ทั้งวงจากชั้นมัธยมฯ มหาวิทยาลัย รวมถึงวงศิษย์เก่าหรือวงโปรเฟสชันนอล น้องๆ จะได้ประโยชน์มาก เพราะนอกจากได้แสดงแล้ว ยังได้เป็นสต๊าฟช่วยรันงาน ได้เรียนรู้กระบวนการเหล่านี้ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หายาก การมีเฟสติวัลขนาดใหญ่ที่ดำเนินงานด้วยวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ทำให้เขามีประสบการณ์ทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน เป็นประสบการณ์ที่เนำไปใช้ได้ในอนาคต
“TIJC ยังเป็นเวทีที่สร้างผลงานให้นักเรียนและทำให้เขาได้เจอคน สมมตินักเรียนคนหนึ่งมาเจอ Donny McCaslin เขาอาจได้คุยกันและสร้างคอนเน็กชันต่อได้ เราสร้างแพลตฟอร์มนี้เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงกิจกรรม เข้าถึงเน็ตเวิร์ก และเข้าถึงความเป็นไปได้ในอนาคต
“ศิษย์เก่าเราเก่งๆ เยอะมาก เรามีนักทรัมเป็ตที่เก่งมากไปเป็น Principal ที่ Hong Kong Harmonic เรามีนักไวโอลินที่เก่งมากไปเป็นนักไวโอลินแถวหน้าที่ Frankfurt Violin Symphony ผมมองว่าที่นี่สร้างโอกาสให้ไขว่คว้า สร้างอีเวนต์ที่หลากหลาย และเราเลือกได้ว่าอยากทำอะไร” อาจารย์หลุยบอกเรา

โลกดนตรีที่ขับเคลื่อน
ด้วยพลังของ ‘การทำสิ่งใหม่’
การ ‘คอมโพส’ ในความหมายของอาจารย์หลุยไม่ใช่แค่การสร้างพื้นที่ในวิทยาลัยให้นักดนตรีรุ่นใหม่เพียงเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการพาดนตรีใหม่ๆ ไปให้ผู้คนรู้จักอีกด้วย
“สภามหาวิทยาลัยเคยถามผมว่า ดนตรีสำคัญอย่างไร ผมเลยตอบว่า ตั้งแต่เด็กเกิดจนตาย” อาจารย์หลุยเล่า
“คนเกิดมีเพลง Happy Birthday คนตายก็มีบทสวด มนุษย์ใช้เสียงในการดำเนินทุกเหตุการณ์ในชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เหนื่อย เบื่อ ก็นั่งฟังเพลงให้เฟรชพร้อมกลับมาทำงาน ถ้าชอบเสียงแบบไหนก็นั่งฟังได้ทั้งวัน
“การฟังดนตรีไม่ใช่แค่การฟังเพื่อเพลิดเพลินเท่านั้น แต่ยังเป็นการฟังเพื่อพัฒนาสมอง จินตนาการ และความคิด ผมเติบโตมาจากการเล่นเพลงคลาสสิกในวงโยธวาทิต แล้วต้องนับจังหวะ ก็สอนให้เรามีระเบียบ มีสมาธิ แค่เราร้องเพลงตามได้ ไม่เพี้ยน ผมว่าก็เป็นความประเสริฐอย่างหนึ่งแล้ว เพราะหมายความว่า เราสามารถฟังในสิ่งที่คนพูดและตอบรับเขาได้

“นักวิทยาศาสตร์และนักปฏิวัติหลายๆ คนบอกว่า ฟังเพลงบางเพลงแล้วความคิดเปลี่ยน สามารถสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้กับโลกได้ ถ้าไม่มีดนตรีชีวิตมนุษย์คงจะแย่ เราก็คงเป็นเหมือนเครื่องจักรที่หายใจได้ อีกหนึ่งจุดมุ่งหมายของผมคือการทำให้ดนตรีและศิลปะยั่งยืนในสังคม โดยการ Rethink ว่าเราเป็นใคร, Rebuild สิ่งที่มี และ Recreate โอกาสให้ผู้คนมีความสัมพันธ์กับดนตรี และสร้างโลกใหม่ไปด้วยกัน”
หากกล่าวถึง ‘วงการเพลงไทย’ อาจารย์หลุยบอกกับเราว่า วงการเพลงคลาสสิกและอัลเทอร์เนทีฟยังคงต้องการคนมองเห็น
“ผมเองก็จัดเฟสติวัลที่หอศิลป์กรุงเทพฯ ทุกปี และเพิ่งจัด Int-Act Festival เทศกาลดนตรีทางเลือกไป เพลงหนึ่งเพลงอาจมีแค่เสียงเดียว เล่นกัน 15 นาที ผมทำเครื่องดนตรีประหลาดๆ เยอะ ล่าสุดคือ Futuristic Octopus เป็นเครื่องดนตรีรูปปลาหมึกเครื่องใหญ่ๆ มี 8 ท่อ ให้คนเป่า แล้วเราก็ขยายเสียงในท่อเป็นจินตนาการถึงเสียงใต้น้ำในอนาคต เสียงของสัตว์ ทำคล้ายๆ กับ Sound Installation เป็นเครื่องที่คนมาเล่นด้วยกันได้ งานนั้นมีคนมาดูประมาณ 3,000 ซึ่งเป็นเรื่องแปลก เพราะบางทีคนไม่ฟังดนตรีคลาสสิกเลย แต่พอเป็นอะไรแปลกๆ และมีเรื่องราวคนชอบฟัง”

“ดนตรีขนบอย่างดนตรีไทยหรือดนตรีคลาสสิกเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมกำลังต้องการการช่วยเหลือนิดหน่อย ดนตรีแนวอื่นๆ ยังเป็นปัจจุบัน นักแต่งเพลงก็ยังมีชีวิตอยู่ แต่ดนตรีขนบมันอาจเป็นเพลงช่วงปี 1,400 ของคนสมัยก่อน เลยต้องมีการทำแบรนดิ้ง ไม่ว่าจะบูรณาการกับภาพ แสง สี เสียง และทำเป็น Multimedia Show หรือ Immersive Experience”
“ผมมองว่าที่วิทยาลัยของเราตื่นตัวและสร้างคนให้รู้จักบูรณาการ นักแต่งเพลงทำงานกับนักดนตรีแจ๊สได้ ทำงานกับนักดนตรีไทยได้ มันเลยเกิดไซเคิลการทำงานครีเอทีฟผมมองว่าวงการดนตรีในไทยยังไปได้ดี แค่อาจจะต้องซัพพอร์ตกันมากขึ้น อาจจะเชิญชวนให้คนที่ไม่เคยฟังได้มาลองฟังกันดู ที่นี่เรามีพร้อมหมด ทั้งแจ๊ส, คลาสสิก, ดนตรีไทย, อัลเทอร์เนทีฟ, เธียเตอร์, ประสานเสียง, แบนด์ , ออเคสตร้า”

ในฐานะนักแต่งเพลงผู้สื่อสารด้วยเสียงใหม่ๆ เขาเองมองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ หากเราทำสิ่งที่ ‘แตกต่าง’
“จอห์น เคจ คีตกวีชาวอเมริกันบอกว่าการไม่เปลี่ยนแปลงน่ากลัว ผมเริ่มเข้าใจแล้ว เพราะตอนเด็กคิดว่าอะไรเดิมๆ ก็ดีอยู่แล้ว แต่จริงๆ แล้ว ผมอยากเห็นโลกที่ไม่เหมือนเดิม สิบปีที่แล้ว ผมแต่งเพลงคลาสสิกมากๆ แต่ตอนนี้ผมแต่งเสียงอะไรก็ไม่รู้ที่ฟังยาก แต่ผมสนใจเสียงเหล่านั้น และคนก็เข้าถึงเร็ว มันย่อยง่าย แค่มีเสียงประหลาดก็เรียกคนมาฟังแล้ว”
“ผมเลยอยากเห็นโลกไม่เหมือนเดิม และอยากเห็นความคิดสร้างสรรค์ของคนมากขึ้น อยากเห็นโลกที่คนสนใจในสิ่งที่ศิลปินทำ และทุกคนมาร่วมกันสร้างเสียงและศิลปะ”
“วิทยาลัยก็จะเป็นเสี้ยวหนึ่งของความฝันนั้น และทำให้เห็นว่ามันได้เกิดขึ้นแล้ว” อาจารย์หลุยทิ้งท้าย