- ครบรอบ 10 ปีกับเสน่ห์ความ Abstract ของวง ‘Whal & Dolph’ ที่เล่าเรื่องราวของ ‘ปอ-กฤษสรัญ จ้องสุวรรณ’ และ ‘น้ำวน- วนนท์ กุลวรรธไพสิฐ’ ผ่านทุกบทเพลง พร้อมฉลองอายุวงที่เข้าสู่วัยเลข 2 หลักด้วยคอนเสิร์ตอะคูสติกล้วนกับ ‘Whal & Dolph Shine Rain Acoustic Concert’ วันที่ 13 มิถุนายนนี้
เชื่อไหมว่าดนตรีก็เป็นศิลปะ Abstract ได้นะ และหนึ่งในวงดนตรีที่สร้างผลงานประหนึ่งศิลปะ Abstract คงจะเป็น ‘Whal & Dolph’ วงดนตรีที่หลายคนอาจจะรู้จักพวกเขาในฐานะวงอินดี้ แต่จริงๆ แล้ววงวาฬและโลมากลับสร้างเพลงที่ทำให้คนฟังตีความต่อไปได้แบบไม่ซ้ำกันเลยจริงๆ
“เมื่อเธอมีรักที่ไม่ทำให้เธอต้องเสียใจ ได้รักเข้าแล้วจะรู้ว่ามันช่างสวยงามแค่ไหน” ท่อนฮุกของเพลง ‘ดีใจรึเปล่า’ หนึ่งในเพลงติดหูใครหลายคนที่ Whal & Dolph ถ่ายทอดออกมาให้ทุกคนได้ตีความถึงความหมายเพลงออกมาได้หลายแบบ บ้างก็ฟังแล้วรู้สึกขวยเขิน บ้างก็รู้สึกถึงความไม่สมหวัง
นี่คือเสน่ห์ของวง Whal & Dolph ไม่เพียงแค่น้ำเสียงนุ่มๆ ของ ‘ปอ-กฤษสรัญ จ้องสุวรรณ’ ที่สะกดคนฟังได้ และไม่เพียงแต่ไลน์กีตาร์สุดลื่นหูของ ‘น้ำวน- วนนท์ กุลวรรธไพสิฐ’ ที่ทำให้เพลงทุกเพลงกลมกล่อม แต่ Whal & Dolph คือวงที่ตั้งใจถ่ายทอดเรื่องราวของทั้งคู่ ผ่านทุกบทเพลงราวกับไดอารีประจำตัวของน้องวาฬและน้องโลมา
บันทึกล่าสุดในไดอารีของปอและน้ำวนคงเป็นเพลง ‘สักวันหนึ่ง’ เพลงใหม่ที่ปอเริ่มฮัมเพลงเพียงเพราะขับรถไปเจอตึกช้าง กลายมาเป็นเพลงที่ให้กำลังใจคนฟัง ขณะเดียวกันก็เป็นเพลงปลอบใจให้เหล่าคนไม่สมหวัง แล้วในไดอารีที่บันทึกมานานกว่า 10 ปีที่ผ่านมานั้น ปอและน้ำวนบันทึกอะไรเอาไว้ในความทรงจำและหัวใจของทั้งคู่บ้างนะ?
ONCE เลยพามาแอบอ่านไดอารีของทั้งคู่ผ่านบทความนี้ พร้อมกับเตรียมเข้าสู่หน้ากระดาษใหม่ของบทบันทึกที่ทั้งคู่กำลังจะมีคอนเสิร์ต ‘Whal & Dolph Shine Rain Acoustic Concert’ คอนเสิร์ตสุดพิเศษที่ทั้งการแสดงจะบรรเลงด้วยดนตรีอะคูสติกล้วนๆ บอกเลยว่า เพลงเดิมๆ ที่ทุกคนเคยฟังจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง อยากให้ทุกคนได้มาเติมความทรงจำในกระดาษหน้าถัดไปของ Whal & Dolph ไปด้วยกันในคอนเสิร์ตนี้

10 ปีที่ผ่านมาของ Whal & Dolph เป็นยังไงบ้าง
ปอ : เราก็ยังเป็นวงดนตรีที่ทำงานอย่างเข้มข้นมาตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้เลยครับ ตอนนี้ก็สนุกดีนะ เพราะรู้สึกว่า เหมือนเราได้เติบโตไปพร้อมกับคนที่ฟังวงเรามาตั้งแต่เด็ก บางคนรู้จักเราตั้งแต่สมัยมัธยมฯ จนวันนี้เขาเข้าสู่วัยทำงานกันแล้ว เป็น 10 ปีที่จะบอกว่านานมันก็นาน จะว่าเร็วมันก็เร็ว
น้ำวน : เรายังทำงานกันอยู่เรื่อยๆ แบบที่มีขึ้นมาลงเป็นปกติเลยครับ มีออกงาน มีเล่นคอนเสิร์ตบ้าง ซึ่งเรารู้สึกโชคดีมากครั้บที่ทุกวันนี้ยังไปเล่นคอนเสิร์ตได้ และยังมีแฟนคลับที่เป็นน้องๆ คนรุ่นใหม่เข้ามาดู แวะเวียนเข้ามารู้จักเรา ตอนนี้ก็เลยยังมีความสุขครับ
เคยคิดไว้ไหมว่า วงจะเดินทางเข้าสู่วัยเลข 2 หลักได้
ปอ : ตอนแรกไม่ได้คิดเลยว่า จะเดินทางมาถึงเลข 2 หลัก เพราะวันแรกๆ เราคิดแค่ว่าทำสักเพลงเดียวแล้วก็จะเลิกด้วยซ้ำ (หัวเราะ) แต่พอได้มีคอนเสิร์ตครั้งแรก ตอนนั้นก็เลยอยากให้วงเราได้อยู่ไปนานๆ แบบวงรุ่นพี่หลายๆ วง ตอนนี้ก็แปลกใจนะที่มาได้ถึง 10 ปีแล้ว และเราก็อยากให้อยู่ได้เกินกว่า 10 ปีด้วย
น้ำวน : ทุกวงดนตรีเหมือนมีเบญจเพสของวงนะ เพราะบางเรื่องหรือบางจังหวะชีวิตของวงยังทำให้เราทำงานด้วยกันได้ พอเราก้าวข้ามไปได้แล้ว ก็จะมีอะไรดีๆ รอเราอยู่ในอนาคต
ปอ : แต่ตอนนี้พวกเรายังไม่เบญจเพสครับ อาจจะอีก 15 ปีนะ (หัวเราะ) เพราะฉะนั้น แฟนเพลงก็ต้องอยู่ด้วยกันไปจนถึงเบญจเพสของพวกเราเลยนะ


สำหรับปอและน้ำวนคิดว่าทุกวันนี้ Whal & Dolph ทำเพลงแบบไหน
ปอ : ผมคิดว่าเพลงของพวกเราคือเรื่องเล่าของพวกเรานะ ไม่มีธีมหรือคอนเซปต์ชัดเจนว่า จะต้องเป็นหนุ่มมองโลกในแง่ดี หรือว่าจะต้องเป็นวงคนใจร้ายเสมอไปนะ เพราะเราเป็นแค่เรื่องเล่าของเรา น้ำวนมีเรื่องเล่าของเขา ผมก็เอามาเขียน หรือถ้าผมเจอบางเรื่องมา ผมก็เอามาเขียน ประมาณว่า Whal & Dolph ก็คือไดอารีของพวกเราครับ
น้ำวน : เราทำเพลงที่เราอยากฟังครับ อย่างผมก็จะชอบทดลองว่า ดนตรีน่าจะไปทางไหนได้บ้าง ไม่ได้มีแนวแบบตายตัว
เพลงไหนของ Whal & Dolph คือ 3 เพลงโปรดของปอและน้ำวน
ปอ : เพลงแรกคือ เพลง “ยิ้ม” เพราะว่าเพลงยิ้มเป็นซิงเกิลแรกของพวกเรา ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นแล้วก็เป็นเพลงที่เราคิดว่า ถ้าทำเพลงนี้ออกไปแล้ว เดี๋ยวเราก็แยกย้ายแล้ว (หัวเราะ) แต่ดันเป็นความทรงจำที่ดีตั้งแต่เราเริ่มทำยันเสร็จออกมาเป็นเพลง ทุกอย่างเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นความทรงจำที่ผมจำได้ชัดเจนที่สุดเลย ส่วนเพลงที่ 2 คือเพลง “ฝากไว้กับดาว” ผมจำได้ว่า ตอนที่เขียนเพลงนี้ ผมอินกับเนื้อหาเพลงมากๆ เพราะเป็นเรื่องที่เจอด้วยตัวเอง เป็นความทรงจำที่ผมร้องไห้ไปด้วยแล้วก็เขียนเพลงนี้ไปด้วย ส่วนเพลงที่ 3 ผมยกให้ “ดีใจรึเปล่า” เพราะเป็นเพลงที่ผมเขียนให้คนสำคัญของผมคนหนึ่ง ซึ่งผมรู้สึกว่าจากวันแรกจนถึงวันนี้ มุมมองความรักและมุมมองชีวิตของเราเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เรียกได้ว่าทั้ง 3 เพลงก็เป็น 3 ยุคของวงด้วยครับ

น้ำวน : เพลงแรกน่าจะชอบเหมือนกันกับปอคือเพลง “ยิ้ม” เพราะเป็นเพลงที่ผมคิดไลน์กีตาร์ขึ้นมา แล้วก็ส่งให้ปอฟัง แล้วค่อยแต่งเนื้อขึ้นมา เป็นเพลงที่เซอร์ไพรส์ผม เพราะไลน์กีตาร์ที่ผมแต่งดูจะไม่น่าแต่งเนื้อเพลงขึ้นมาได้ แต่เขาก็แต่งขึ้นมาแบบที่ลงตัวพอดี ผมเลยจำเพลงนี้ได้แม่นเลยครับ เพลงที่ 2 คือ “ฉันยังเก็บไว้” เพลงนี้ก็ขึ้นไลน์กีตาร์มาก่อนเหมือนกันครับ กลายเป็นเพลงที่ออกมาแล้วฟังได้เรื่อยๆ เล่าเรื่องได้ ผมเลยชอบนะ เพลงที่ 3 คือเพลง “บอกฉันที” เป็นเพลงที่อยู่ในอัลบัมแรกของพวกเรา เป็นเพลงที่เล่นกีตาร์สนุกดีครับ เป็นอีกเพลงที่บ่งบอกตัวตนของวงได้ดีจริงๆ
แล้วเพลงล่าสุดอย่าง “สักวันหนึ่ง” เพลงนี้ปอและน้ำวนอยากพูดถึงอะไรผ่านเพลงนี้
ปอ : เพลงนี้เริ่มจากตอนที่ผมขับรถอยู่แถวๆ ตึกช้าง แล้วจังหวะนั้นก็มีเมโลดีลอยเข้ามา แบบที่ผมรู้สึกว่าอยากแต่งเพลงเพื่อปลอบใจผู้คน ผมไม่รู้ว่าคนฟังตีความเพลงนี้ว่ายังไงนะครับ เพราะหลายคนตีความไม่เหมือนกันเลย แต่ผมตีความเนื้อเพลงออกมาว่า เหมือนเราเป็นเพลงเพลงหนึ่ง เราอยากให้คนคนนั้นได้ฟังแล้วรู้สึกดี อยากให้เธอได้ฟัง เพราะอยากให้เธอมีกำลังใจที่ดี ซึ่งเพลงก็มีความ Abstract ประมาณหนึ่งอยู่ครับ แต่ละคนที่ฟังเลยตีความแตกต่างกันไป

น้ำวน : เพลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของอัลบัมล่าสุดของเราด้วยครับ จะมีความเป็นเพลงโซลหน่อยๆ ซึ่งเป็นสไตล์ที่เราพยายามทำกันมาหลายครั้งแล้ว จนกระทั่งได้โปรดิวเซอร์คนนี้มาทำเพลงนี้ด้วยกัน อัลบัมนี้เลยค่อนข้างฉีกแนวเราดีครับ
ปอ : อัลบัมนี้พวกเราโตขึ้นครับ ถ้านับวัยเราก็คงอยู่ในช่วงวัยรุ่นตอนปลายแล้ว ก็อยากตั้งใจทำเพลงที่รู้สึกว่า พวกเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างอะไรดีๆ ให้กับวงการเพลงไทยได้เหมือนกันครับ
แล้วอะไรคือ Abstract ของ Whal & Dolph
ปอ : เพลงของพวกเราไม่ได้ยึดติดกับแนวใดแนวหนึ่ง มีทั้งอะคูสติก โซล หรือเป็นแบบที่โยกได้เต้นได้ก็มี เพราะเราทำเพลงไม่ให้ตกยุคในแบบของเรา เราผสมผสานหลายแนวแต่ยังเป็นตัวตนของเราอยู่ครับ ส่วนเนื้อเพลงของเรามีความ Abstract ในตัวอยู่แล้ว เพราะคนฟังแต่ละคนก็ตีความเพลงของเราต่างกันมากๆ เพลงของเราขึ้นอยู่กับประสบการณ์คนฟังเลยครับ แล้วเราก็ดีใจที่ความ Abstract ของเราดันทำให้แฟนๆ ชอบเพลงเรานะ

อยากให้เล่าถึงคอนเสิร์ต Shine Rain Acoustic Concert ให้ฟังหน่อย
น้ำวน : เมื่อปีที่แล้วเราเพิ่งมีWhal & Dolph Ocean Park Concert
คอนเสิร์ตนั้นจริงๆ จะเป็นคอนเสิร์ตอะคูสติกครับ แต่เพราะเราไม่ได้จัดคอนเสิร์ตมาประมาณ 5-6 ปีแล้ว ก็เลยคุยกันว่า ขอพักคอนเสิร์ตอะคูสติกไว้ก่อน แต่ในคอนเสิร์ต Ocean Park เราก็มีช่วงที่ได้เล่นเพลงอะคูสติกกัน 2 คน พร้อมกับมีแขกรับเชิญ เลยรู้สึกว่าชอบ สนุกดี เพราะถ้าทุกเพลงเล่นสไตล์อะคูสติกแล้ว เพลงที่ทุกคนชอบ ทุกคนฟัง อาจจะถูกตีความในอีกแบบหนึ่งที่แตกต่างออกไปจากเดิมแน่ๆ ครับ
ปอ : สิ่งใหม่ๆ ที่ทุกคนจะได้เห็นนอกจากความเป็นอะคูสติกก็คือบรรยากาศครับ ทุกวันนี้คอนเสิร์ตส่วนใหญ่มักจะต้องยิ่งใหญ่ อลังการ หรือมีการโหนสลิงเยอะแยะไปหมด แต่อะคูสติกก็จะได้บรรยากาศที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยเห็นนะ อยากให้ลองมาดูจริงๆ ครับ
ชื่อคอนเสิร์ต ‘Shine Rain’ ล้อมาจากคำว่า ‘ชายเลน’ ใช่ไหม?
ปอ : ใช่ครับ อยากให้มีความเป็นป่า ข้างในอาจจะไม่ได้เป็นป่าชายเลนทั้งหมด แต่อยากให้คนที่นั่งดูนั่งฟัง ได้รู้สึกเหมือนเรากำลังนั่งอยู่ในป่า เหมือนมานั่งดูหิ่งห้อย หรือพวกเราอาจจะเป็นหิ่งห้อยให้เขาไปเลย อยากให้บรรยากาศคือการที่ทุกคนเข้ามาแล้วรู้สึกสบาย ได้ผ่อนคลาย ได้มาฟังเพลงด้วยกัน ไม่ต้องคิดอะไรมาก อยากให้คอนเสิร์ตนี้ Back to Basic นะ
อะไรคือเสน่ห์ของดนตรีอะคูสติกสำหรับปอและน้ำวน
น้ำวน : นอกจากจะได้ฟังเสียงกีตาร์ของผมแล้ว ทุกคนจะได้ฟังเนื้อเพลงจริงๆ โดยที่ไม่ได้มีดนตรีอื่นๆ มาดึงดูดความสนใจ เพราะอะคูสติกคือการใช้เครื่องดนตรีน้อยชิ้น คนฟังจะได้อยู่กับเนื้อเพลง ได้อยู่กับความหมายของมัน และดนตรีอาจจะเป็นแค่ส่วนประกอบที่ทำให้เพลงเพราะขึ้นเท่านั้นเองครับ
ปอ : คุณจะได้ฟังเพลงเดิมในความรู้สึกใหม่ คุณอาจจะฟังเพลงใจเดียวไม่เหมือนเดิม คุณอาจจะฟังเพลงฝากไว้กับดาวไม่เหมือนเดิม นี่คือหัวใจหลักของอะคูสติกเลย

นอกจากเรื่องเบญจเพสของวงแล้ว ทั้งคู่มองภาพ Whal & Dolph ในอนาคตไว้แบบไหนบ้าง
ปอ : ผมก็คิดว่า พวกเราก็มีไอดอลเป็นพี่ๆ หลายวงที่เขาอยู่กันมานานนะ อยากให้ผ่านไป 20 ปี คนก็ยังอยากฟังเพลงเราอยู่ ยังมีคอนเสิร์ตและมีคนร้องเพลงเราได้อยู่
น้ำวน : ผมว่าเราคงทำไปเรื่อยๆ ครับ เพราะเป็นสิ่งที่พวกผมรักที่สุดแล้ว พอเข้าปีที่ 10 แล้ว ก็คิดว่ายังมีสิ่งที่เราทำได้ดีกว่านี้ และตอนนี้เราก็ยังสนุกกันอยู่ ก็เลยคิดว่า ยังไงเราก็คงต้องทำไปเรื่อยๆ ครับ
ปอ : พวกเรายังมีอีกหลายมุมที่หลายคนยังไม่รู้จักเรา และเราเชื่อว่าวงของเราสามารถโตในตลาดวงการเพลงไทยไปได้อีก อยากให้ทุกคนแวะเข้ามาฟังเพลงของเราได้มากขึ้นครับ
Whal & Dolph มอบอะไรให้ปอและน้ำวน
น้ำวน : Whal & Dolph ให้ทั้งหมดเลยครับ เรียกว่าเป็นชีวิตของผมตั้งแต่ช่วงที่เริ่มเติบโตจนกระทั่งวัยผู้ใหญ่เลย อย่างผมก็เรียนดนตรีมาด้วย ผมยังโชคดีที่ได้เรียนและจบมาก็ยังได้ทำงานในวงการดนตรีเป็นอาชีพ สิ่งนี้ค่อนข้างพิเศษมากๆ สำหรับผมครับ


ปอ : Whal & Dolph สร้างชีวิตพวกเราเลย ขอบคุณแฟนเพลงทุกคนที่สนับสนุนมาตลอด คุณสร้างให้เรา 2 คนมีชีวิตที่เราอยากจะมี เราเลยตอบแทนทุกคนด้วยสิ่งที่มีทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เราเจอ สิ่งที่เราคิด ทำให้เป็นเพลงออกมาและทำคอนเสิร์ตที่หวังแค่ว่า คนดูจะมีความสุข
มีอะไรอยากฝากถึงชาวปลาไหม
ปอ : พวกเขาเป็นผู้มีพระคุณกับเรานะ บางคนที่เราเจอเขาในวันแรก ทุกวันนี้เรายังเจอเขาอยู่เลย ผมเลยรู้สึกว่า คนแบบนี้น่านับถือมากๆ พวกเราขอบคุณมากๆ ที่เขาคอยเชียร์เราตลอด ไม่ว่าพวกเราจะเป็นอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะในวันที่เราไม่มีแรง วันที่เราผิดหวัง วันที่เราสมหวัง วันที่เราประสบความสำเร็จ ซึ่งพวกเราเองก็รู้ดีว่า ในโลกของการทำงาน ไม่ใช่ทุกงานที่เราจะประสบความสำเร็จ แต่ในวันที่ไม่สำเร็จ แฟนเพลงให้กำลังใจเรา พวกเราทั้งคู่เลยรู้สึกขอบคุณชาวปลาทุกคนอยู่เสมอเลย ที่ทำให้พวกเรายังอยากสร้างงานออกมา อยากไปเล่นดนตรี เพราะถ้าไม่มีพวกคุณก็ไม่รู้ว่าทุกวันนี้เรายังจะทำวงนี้อยู่หรือเปล่า ขอบคุณมากครับ และในคอนเสิร์ตครั้งนี้ พวกเราก็จะทำให้ดีที่สุด เพื่อตอบแทนทุกคนเลยครับ รอเจอทุกคน
Whal & Dolph Shine Rain Acoustic Concert
13 มิถุนายน 2569
centralwOrld PULSE
ราคาบัตรนั่งทุกที่
Rain 2,000 บาท
Shine 2,500 บาท
Golden [VIP] 3,500 บาท รับสิทธิ์ ถ่ายรูป 2:1 กับวง Whal & Dolph, โปสเตอร์คอนเสิร์ตสเปเชียลอิดิชันพร้อมลายเซ็น และของที่ระลึกสุดเอกซ์คลูซีฟจาก Whal & Dolph
เปิดจำหน่ายบัตร
รอบ Regular Sale ช่องทาง Eventpop 3 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่ 10.00 น. เป็นต้นไป
ติดตามและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ What the Duck