About
RESOUND

DUNNO Club

เรื่องเล่าจากชีวิตจริงที่ไม่โรแมนติกของ ‘DUNNO Club’ ชมรมนักทดลองในคราบกราฟิกดีไซเนอร์

Date 26-02-2026 Views 240
Read At ONCE
  • คุยกับ ‘มาสเตอร์การ์ด-ปุณยพัฒน์ คล้อยวงศ์’ ผู้ริเริ่ม DUNNO Club (ดุน-โน่) ชมรมที่อยากเป็นเพื่อนหัวอกเดียวกันกับชาวกราฟิกดีไซเนอร์ที่กำลังหาตัวตนในงานออกแบบของตัวเอง ผ่านประสบการณ์สุดโชกเลือดในวงการกราฟิกกว่า 12 ปี ด้วยการสอนกราฟิกและการทำซีน (Zine)

“Dunno, Just Do ถ้าไม่รู้ ก็แค่ลงมือทำ” คือนิยามสั้นๆ ที่ใช้อธิบายตัวตนของ DUNNO CLUB คนที่ (ยัง) สนุกในการทำกราฟิก โดยที่งานของ DUNNO มักไม่มีสไตล์ที่ตายตัว จนเราอาจเรียกงานของ DUNNO ได้ว่าเป็นงาน ‘Experimental Graphic Design’ ที่ไม่มีใครเหมือนจริงๆ

DUNNO CLUB เริ่มต้นมากับ ‘มาสเตอร์การ์ด-ปุณยพัฒน์ คล้อยวงศ์’ กราฟิกดีไซเนอร์ที่ตอนนี้ชื่นชอบในการสอนออกแบบกราฟิก ชื่นชอบในการทำงานออกแบบสุดจี๊ดจ้าด ชื่นชอบในการทำงานสิ่งพิมพ์ รวมถึงชื่นชอบที่จะช่วยดันหลังให้วงการกราฟิกไทยดีขึ้น ดีขึ้นกว่าที่มาสเตอร์การ์ดเคยประสบพบเจอมา

กว่าจะมาเป็น DUNNO CLUB ที่ทำให้หลายคนถูกใจในงานออกแบบและคอนเทนต์สุดจี๊ดจนต้องกดแชร์ มาสเตอร์การ์ดที่ผูกติดกับจิตวิญญาณของคนกราฟิกมากว่า 12 ปีกลับมีช่วงเวลาที่ต้องค้นหาตัวตนในผลงานของเขาอยู่เป็นเวลานาน และกว่าจะได้มี DUNNO ในวันนี้ มาสเตอร์การ์ดเองก็ต้อง ‘ลองผิดลองถูก’ มาไม่น้อยเลย

DUNNO Club

ขึ้นมหาลัยฯ - ขึ้นศาล

“เรารู้จัก Photoshop ครั้งแรกตอนเรียนมหา’ลัย ซึ่งเด็กสมัยนี้เขาเรียนกันตั้งแต่มัธยมต้นแล้วด้วยซ้ำ กว่าจะมาเป็นงานที่เราทำได้ทุกวันนี้ เราใช้เวลาสะสมประสบการณ์ 12 ปี กว่าจะหาสไตล์หรือวิธีการทำงานในแบบที่ชอบเจอ”

มาสเตอร์การ์ดคือหนึ่งในเด็กที่เรียนสายวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ที่มักถูกปลูกฝังให้ต้องอยากเป็นหมอ หรือเป็นวิศวกร แต่ความรู้สึกชอบมองคนที่ได้จับกล้อง สนใจในการถ่ายภาพ หรือความชอบงานสร้างสรรค์ที่อยู่ในตัวของเขา ทำให้มาสเตอร์การ์ดหักดิบค่านิยมที่เขาคุ้นชิน มาเรียนในสายนิเทศศาสตร์ และจับพลัดจับผลูได้เข้าเรียนในเอกกราฟิก โดยที่เขาถนัดด้านการรีทัชภาพเป็นพิเศษ ซึ่งเมื่อเรียนปี 2 มาสเตอร์การ์ดก็เริ่มทำงานประจำและได้ลองรับงานฟรีแลนซ์ครั้งแรก กลายเป็นน้องใหม่ในวงการกราฟิกที่ไม่มีประสบการณ์ ไม่รู้ราคาจ้างของตลาดกราฟิก และแน่นอนว่าสิ่งที่คนวงการกราฟิกต้องเจอคือการโดนกดราคาผลงาน แม้ว่านั่นจะเป็นอีกทางผ่านที่ทำให้มาสเตอร์การ์ดมีประสบการณ์ในวงการกราฟิกมากขึ้น แต่การค้นหาตัวตนของมาสเตอร์การ์ดก็ยังคงไม่ใช่เส้นทางที่ง่ายดายนัก

DUNNO Club

หลังจากการได้ลองประเดิมกับงานประจำและฟรีแลนซ์ ทำให้มาสเตอร์การ์ดอยากลองฝึกงานที่บริษัทใหม่ๆ ในช่วงที่เรียนอยู่ปี 3 ทำให้เขาจับพลัดจับผลู (อีกครั้ง) ได้ไปฝึกงานที่ Farm Group ที่แม้ว่ามาสเตอร์การ์ดยังไม่ได้มีชิ้นงานที่ทำเป็นชิ้นเป็นอันระหว่างฝึกงานอยู่ที่นี่ แต่ก็ทำให้เขาได้เห็นตัวเองชัดขึ้นอีกขั้นว่าตัวเองน่าจะถนัดงานกราฟิกสายไหน

“หลังจากนั้นเราก็ได้ไปฝึกงานกราฟิกกับบริษัทสายอีเวนต์-มาร์เก็ตติงด้วย ช่วงนั้นงานนรกแตกมาก โอกาสเปิดกว้าง ทำงานสนุก แต่ก็เสี่ยงชีวิตที่ต้องขึ้นศาลทุกวันด้วยเหมือนกัน ชีวิตเด็กปี 3 ที่ต้องขึ้นศาลบ่อย มันน่ากลัวนะ ซึ่งตอนนั้นเราก็ค้นพบว่า จริงๆ แล้วการไปศาลไม่ได้น่ากลัวเลย เพราะการไปขึ้นศาลใครๆ ก็ขึ้นได้ ไม่ใช่เฉพาะคนที่ทำผิดอย่างเดียว”

DUNNO Club

DUNNO Club

ที่มาสเตอร์การ์ดต้องไปขึ้นศาลแบบงงๆ เป็นเพราะต้องออกแบบผลงานอีเวนต์หนึ่งให้น่าสนใจตามบรีฟ โดยที่บรีฟมีอยู่ว่า…

‘ทำยังไงก็ได้ให้ขึ้นหน้าหนึ่ง’ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่มีการฟ้องร้องเกิดขึ้น

หลังจากการขึ้นศาล มาสเตอร์การ์ดก็ต้องวนเวียนเจอกับเหตุการณ์ประหลาดจากวงการกราฟิกอยู่ร่ำไป สุดท้ายก็มาถึงจุดที่เขาเองก็มองว่า ‘พอกันทีกับสายงานนี้’

DUNNO Club

รีเทิร์น to รีทัช

การนับหนึ่งใหม่ของมาสเตอร์การ์ดคือการได้ทำงานกับบริษัทต่างชาติที่ทำงานสาย Stock Photo มาสเตอร์การ์ดเข้าไปทำตำแหน่ง Retoucher โดยที่โครงสร้างบริษัทนี้มีทั้งช่างภาพ กราฟิก Motion 3D และ Retoucher

“ยุคนั้นคนที่ทำงานรีทัชมักจะรีทัชกันโหดมาก ซึ่งระบบทำงานของที่นี่คือการที่กราฟิกต้องรอให้รีทัชเสร็จก่อน แล้วจึงจะนำภาพไปทำงานต่อได้ แต่สุดท้ายบริษัทก็เห็นความสามารถของเราและเราเองก็หนีความเป็นตัวเองไม่พ้นที่ยังไงเราก็เป็นกราฟิก ซึ่งการทำรีทัชพร้อมกับทำกราฟิกได้ด้วยคือข้อได้เปรียบของการทำงานอยู่ที่นี่”

DUNNO Club

มาสเตอร์การ์ดให้แพสชันกับการเป็นกราฟิกที่บริษัทนี้อยู่ 7 ปี ก่อนที่จะเริ่มสนใจงานด้านอื่นๆ เพิ่มเติมนอกเหนือจากงานประจำ ทำให้มาสเตอร์การ์ดได้ลองเป็นผู้กำกับและ Art Director MV เพลงให้ค่ายเพลง “พอทำงานเยอะ เรามีอีโกบางอย่าง ทำให้มีความมั่น แล้วก็ลองเปิดบริษัทของตัวเอง”

DUNNO Club

DUNNO Club

‘DUNNO Design Lab’ คือชื่อดั้งเดิมของ DUNNO CLUB เป็นบริษัทรับออกแบบกราฟิกที่วางคาแรกเตอร์ไว้ว่า นี่คือบริษัทออกแบบที่มี ‘ไดเรกชันไม่คม’ เพราะมาสเตอร์การ์ดมองว่า งานของตัวเองมีความเป็น ‘งานทดลอง’ มากกว่า กลายเป็นบริษัทที่ทดลองออกแบบไปเรื่อยๆ จนกว่าจะค้นพบชิ้นที่ดีที่สุด และนั่นคือที่มาของสโลแกน “Dunno, Just Do ถ้าไม่รู้ ก็แค่ลงมือทำ” และคราวนี้มาสเตอร์การ์ดก็ไม่ได้ทำงานคนเดียวอีกต่อไป เพราะเขารับพนักงานมาทำงานด้วยกัน 2 คน

DUNNO Club

“ช่วงนั้นเรางานเยอะมาก มีงานหลายส่วนเลย แต่ผลสรุปของคนที่โตไวคือการมีภาวะซึมเศร้า จากที่เคยทำงานได้เยอะ เรากลับทำอะไรไม่ได้เลย เราหมดไฟ ทำให้ลูกค้าหาย และสุดท้ายบริษัทก็เจ๊ง เพราะเราทำงานศิลปะเป็นแต่บริหารงานไม่เป็น เลยกลับมาโฟกัสที่งานประจำ แต่จุดเปลี่ยนของที่นี่คือการเข้ามาของ AI

“บริษัทเลย์ออฟคนเป็นร้อย เพราะ AI เข้ามาแทนที่ ตำแหน่งรีทัชที่เคยยาก ก็โยนให้ AI ทำแค่ 1 นาทีก็ได้ออกมาเป็นร้อยๆ รูปแล้ว ในขณะที่มือคนทำใช้เวลารีทัชครึ่งชั่วโมงขึ้นไปด้วยซ้ำ แต่เราที่ทำได้ทั้งกราฟิกและรีทัชเลยยังปรับตัวได้ ต้องปรับตัวเข้ากับ AI ให้ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็หมดไฟอีกรอบ ไม่อยากไปทำงานแล้ว”

DUNNO Club

ลาออก-มาเป็นตัวเอง

ท่ามกลางมรสุมการเลย์ออฟพนักงานและการเข้ามาของ AI มาสเตอร์การ์ดเลยลองเปิดบัญชีอินสตาแกรมชื่อว่า punyapat_archive ขึ้นมา เพื่อรวบรวมผลงานของตัวเองระหว่างที่หางานใหม่ไปด้วย ซึ่งใช้เวลาไม่นานนักก็มีบริษัทเอนเจนซีมาชักชวนให้มาสเตอร์การ์ดไปทำงานด้วยกัน

“บริษัทเอนเจนซี ความกดดันสูง ถึงเราจะรับเงินเดือนเท่าซีเนียร์แต่ได้ค้นพบว่า ความสามารถของเรามันจูเนียร์สำหรับวงการนี้ ตอนนั้นรู้สึกว่าคุณค่าของตัวเองหายไปเยอะมาก จากที่เคยอยู่อันดับ 1 มาตลอด พอมาที่นี่ก็ได้ค้นพบว่า ยังมีเรื่องที่ไม่เก่ง มีเรื่องที่ไม่รู้

DUNNO Club

“พอทำไปเรื่อยๆ หัวหน้าก็บอกกับเราว่า เราไม่เก่งงานสไตล์ไทโปกราฟิกนะ ตอนนั้นเราอึ้งไปเลย เพราะคิดว่าตัวเองเก่งไทโปกราฟิกมากตลอด เขาก็อธิบายเหตุผลให้ฟังว่าทำไมเขาถึงบอกว่าเราไม่เก่งและมีแบบทดสอบให้เราทำด้วย ซึ่งเราก็ไม่เก่งจริงๆ แต่ก็เขาก็บอกว่าจุดแข็งของเราคือการใช้สีเก่งนะ แต่สุดท้ายงานมันกดดัน มีความยากที่เรารู้สึกว่าเราทำไม่ได้เลย สุดท้ายก็ทำให้ลาออกแบบไม่มีงานรองรับด้วยซ้ำ”

หลังจากลาออกจากงานประจำ มาสเตอร์การ์ดต้องเริ่มต้นบทเรียนชีวิตบทใหม่อีกครั้ง โดยที่เขายังคงโพสต์ผลงานของตัวเองใน punyapat_archive อยู่เรื่อยๆ กระทั่งมีน้องคนหนึ่งส่งข้อความมาหามาสเตอร์การ์ด “หนูชอบงานของพี่มากเลย อยากให้พี่สอนได้ไหม” ไม่มีเหตุผลที่มาสเตอร์การ์ดต้องปฏิเสธ เพียงแต่เขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องคิดค่าการเรียนการสอนอย่างไร เพราะนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาจะได้สอนทำกราฟิกให้ใครสักคน

DUNNO Club

“เราก็คิดชั่วโมงละ 500 แล้วกัน เป็นราคาที่ถูกมากเลย แต่ทุกวันนี้ถ้าน้องคนนี้ยังเรียนกับเรา เราก็จะคิดชั่วโมงละ 500 บาทเท่าเดิมนะ เพราะเรารู้สึกว่าเขาคือผู้มีพระคุณสำหรับเราคนหนึ่งเหมือนกัน”

ในสภาวะที่มองไม่เห็นคุณค่าในผลงานของตัวเอง มาสเตอร์การ์ดกลับถูกชุบชูหัวใจด้วยการได้สอนทำกราฟิกให้น้องๆ แม้ว่าเขาจะได้รู้ตัวว่าไม่เก่งในงานสไตล์ไทโปกราฟิก แต่เขาก็พร้อมที่จะสอนเท่ากำลังความรู้ที่เขามีอยู่อย่างเต็มที่ ขณะที่รับสอนทำการฟิก มาสเตอร์การ์ดก็ทำกราฟิกที่แฝงการเล่าเรื่องราวของตัวเอง เล่าเรื่องราวในกระแสสังคม หรือเล่าเรื่องราวในสิ่งที่วงการกราฟิกมีจุดเชื่อมโยงกัน แต่เป็นการเล่าเรื่องราวเหล่านี้ผ่านการชุบชีวิต DUNNO Design Lab ให้กลายเป็น ‘DUNNO CLUB’

DUNNO Club

DUNNO CLUB ไม่ใช่แค่คนคนเดียว ไม่ใช่สถาบัน ไม่ใช่โรงเรียน แต่เป็นเหมือนชมรมสำหรับคนที่ชอบอะไรสนุกๆ เหมือนกัน ซึ่งในช่วงแรกของการสร้างสรรค์ผลงานของ DUNNO CLUB มักมีสไตล์กราฟิกเป็นสีขาว-ดำ เพราะเป็นสีที่มีความเป็นกลาง มีความเนี้ยบเท่ แต่สุดท้ายมาสเตอร์การ์ดก็หันกลับมามองตัวเองให้ชัดอีกครั้งว่า เขาชอบและต้องการทำงานแบบไหนกันแน่

“เราไม่ได้เป็นคนเท่ แต่เป็นคนตลกที่ทำกราฟิกได้ ก็เลยอยากหาคนเหมือนกัน ที่ไม่ได้เป็นคนเท่อะไรเงี้ย อาจจะเป็นคนแบบตลาดแต่มีแพสชัน มีความสนุกในการทำกราฟิก งานของ DUNNO CLUB ในช่วงยุคหลังๆ เลยมีความ Underground หน่อย มีความจับต้องได้ง่าย แต่ยังคงใช้สีสนุกๆ แต่ไม่ซ้ำสไตล์กันในแต่ละยุคนะ เพราะเราเบื่อ”

DUNNO Club

DUNNO Club

DUNNO Club

DUNNO Club

DUNNO Club

DUNNO CLUB กลับมามีชีวิตชีวิตได้เพียง 7 เดือน แต่สไตล์งานออกแบบกราฟิกกลับเปลี่ยนไปแล้ว 4 สไตล์ โดยที่มาสเตอร์การ์ดเรียกมันว่า ‘การเปลี่ยนผ่านแต่ละยุค’
ยุคแรก – สีขาวดำ งานสไตล์คนเท่ เน้นภาพแบบ Doodle
ยุคที่ 2 – สไตล์งานแบบ Doodle มีความเท่บ้างแต่เริ่มมีสีสันมากขึ้น
ยุคที่ 3 – ยุคที่มาสเตอร์การ์ดเริ่มชอบการทำซีน (Zine) งานในยุคนี้จึงมีสไตล์คอลลาจ (Collage) มีความกรันจ์ (Grunge) เน้นสีสันจี๊ดจ๊าดสดใส
ยุคที่ 4 – ยุคแห่งการทดลอง DUNNO CLUB กลายเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยงานที่ผสมผสานความเป็นอินเทอร์เน็ตคัลเจอร์ (Internet Culture) มีความเป็นแอนติดีไซน์ (Anti-design) แล้วมีความแม็กซิมัล (Maximal) หรือว่ากันง่ายๆ คือมีองค์ประกอบล้นๆ แต่ยังทำให้งานสื่อสารกับคนดูได้อยู่

DUNNO Club

“ตัวเราก็ในยุค 4 ก็พยายามยัดเยียดความเป็นไทยลงไปในงานด้วยนะ ไม่ว่าจะฟอนต์ไทย รูปไทย รูปฝาผนัง ที่เราได้วิธีการทำงาน วิธีการคิดมาจากบริษัท Stock Photo ที่เคยทำมาก่อน การทำงานบางอย่างเลยมีความอินเตอร์ฯ ตีตลาดต่างชาติได้แม้จะยัดความเป็นไทยจ๋าๆ เข้าไป คอนเทนต์ที่ทำในยุคที่ 4 ก็เน้นความเป็นไทยเหมือนกัน เช่น การเล่าเรื่องดีไซเนอร์ไทย การเล่าผลงานของไทย แต่จุดหนึ่งก็รู้สึกว่าบางอย่างที่ยัดเยียดมากไปก็ไม่ดีนะ กระทั่งเข้าสู่ยุคล่าสุดที่มีความนัว มีความสนุกในแบบที่สื่อกราฟิกยุคใหม่อาจจะหาได้ยาก เพราะเราเริ่มทำงานออฟไลน์เข้ามาด้วย อย่างงานสื่อสิ่งพิมพ์”

DUNNO Club

ทำการสอน-ทำสิ่งพิมพ์

โดยทั่วไปแล้วคำว่า กราฟิกมักเป็นสิ่งที่ต้องดูด้วยตาและจับต้องได้ด้วยหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่มาสเตอร์การ์ดอยากพากราฟิกออกมาอยู่ในรูปแบบที่จับต้องได้ เริ่มจากการนำงานของตัวเองเข้าไปอยู่ในแบบของการทำซีน (Zine) โดยศิลปินที่มาสเตอร์การ์ดชื่นชอบและยกให้เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้เขาอยากกลับมาทำสื่อสิ่งพิมพ์อย่างตั้ม – วุฒิพล อุจจธรรมรัตน์ ผู้เป็นแรงกระเพื่อมสำหรับให้วงการสื่อสิ่งพิมพ์ของไทยได้กลับมามีพื้นที่แลกเปลี่ยนและแสดงผลงานกันมากขึ้น แม้ว่าโลกออนไลน์จะเข้ามากลืนกินวิถีชีวิตของผู้คนไปแล้วก็ตาม

“พี่ตั้มทำให้เรากลับมาทำซีน อยากทำตัวให้เป็นประโยชน์กับวงการดีไซน์บ้างเหมือนกัน การทำกราฟิกลงใน DUNNO Club เราเล่าเรื่องไลฟ์สไตล์และการเสพงานศิลปะของคนสายกราฟิกด้วย เราเลยได้ไปงาน PrintPrint ที่พี่ตั้มเป็นตัวตั้งตัวตี งานนั้นเลยทำให้เรามีไอเดียอยากกลับมาดัดแปลงเลย์เอาต์งานกราฟิกของตัวเองให้ออกมาเป็นรูปเล่ม”

DUNNO Club

ช่วงแรกของการกลับมาทำซีน มาสเตอร์การ์ดคิดหนักเลยว่า จะทำยังไงให้คนทั่วไปได้รู้จักซีน เพราะจริงๆ แล้วซีนคือสิ่งพิมพ์ที่รู้จักกันในหมู่นักออกแบบเสียส่วนใหญ่ และมาสเตอร์การ์ดก็มองว่า ซีนของเขาเองมีไว้สะสม ไม่ได้เป็นสิ่งที่นำไปแก้ปัญหาชีวิตประจำวันหรือสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้มากนะ เพราะพูดกันตรงๆ ซีนคือของสะสมอย่างหนึ่งที่คนทั่วไปยังเข้าไม่ถึงและยังไม่คิดจะเก็บสะสม

“เราเลยคิดว่าอยากทำซีนที่มันมีประโยชน์ เลยทำออกมาเป็นซีนแบบ Interactive ที่ต่อให้คุณไม่ใช่สายกราฟิกก็ซื้อซีนของเราได้นะ ทำให้เกิดพอดแคสต์ขึ้นมา เพื่อให้คนได้สแกนจากซีนของเราเพื่อไปฟังพอดแคสต์ Reels ของเราต่อ”

DUNNO Club

DUNNO Club

นอกจากจะสามารถสร้างความบันเทิงและสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้คนทั่วไปได้แล้ว ซีนพอดแคสต์ของมาสเตอร์การ์ดยังนำไปเป็นของฝากหรือของขวัญในโอกาสพิเศษสำหรับคนที่เรียนสายออกแบบได้ด้วย ซึ่งอีเวนต์ล่าสุดที่มาสเตอร์การ์ดได้พาผลงานซีนของตัวเองไปแสดงและวางขาย คืองาน ‘พับเพียบ เลิฟซีน II’ ที่เพิ่งจัดไปเมื่อวันที่ 14-15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้เอง

ONCE นั่งคุยกับมาสเตอร์การ์ดจนกาแฟหมดแก้วไปเมื่อไรก็ไม่แน่ใจ เพราะเส้นทางชีวิตของมาสเตอร์การ์ดในวงกราฟิกไทย ทำให้เราเข้าใจภาพใหญ่ของการที่กว่าจะมาเป็น DUNNO Club ได้ในทุกวันนี้ กว่าที่จะมีรุ่นน้องสายกราฟิกหลายคนชื่นชอบและชื่นชมผลงานของ DUNNO Club เขาเองก็ต้องลุยถางทางสายอาชีพด้วยมือตัวเอง แม้จะทุลักทุเลไปบ้างแต่ก็ทำให้เขามั่นใจว่าตัวเองต้องการอะไรในเวลา ได้ค้นพบสไตล์ที่ชอบทำ และได้ค้นพบว่าเขาอยากเป็นอีกส่วนเล็กๆ ที่ช่วยให้วงการออกแบบไทยดีขึ้นผ่านการสอนกราฟิกให้คนรุ่นใหม่

DUNNO Club

“จากที่ทำงานกราฟิกมา 12 ปี เรามองว่าถ้าเราชัดเจนและมีสไตล์ที่เป็นตัวเรา อาจจะไม่ต้องออกแบบแตกต่างจากคนอื่นมากหรอก แต่ขึ้นอยู่กับเรื่องที่เล่าและคอนเซปต์ที่คิด จะทำให้เราแตกต่าง เลยอยากบอกคนที่กำลังต่อสู้หรืออยากเข้ามาอยู่ในวงการกราฟิกว่า ให้เต็มที่ไปกับมัน อยากให้กล้าลองทำ ซึ่งนี่ก็เป็นอีกเหตุที่มาเปิดสอนกราฟิกด้วย เพราะอยากเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้หลายๆ คนรู้ว่า ตัวเองชอบทำงานสไตล์ไหน อยากลดเวลาในการค้นหาตัวตนให้กับคนอื่น เพราะตัวเราเองใช้เวลาหลัก 10 ปีค้นหาตัวเอง เราเลยอยากให้เขาใช้เวลา 3-5 ปีเพื่อให้เจอตัวตนได้ไวๆ ไม่หลงทางนานแบบเรา”

หากเปรียบชีวิตของมาสเตอร์การ์ดเป็นซีนเล่มหนึ่ง เราจินตนาการว่า ซีนเล่มนี้คงมีลูกเล่นซับซ้อนให้คนอ่านได้ค้นหา ได้ลองเปิดและพลิกเล่มไปมาจนได้ค้นพบรายละเอียดมากมายที่ซ่อนอยู่ในทุกผิวกระดาษ และแม้ว่าซีนที่ชื่อว่ามาสเตอร์การ์ดเล่มแรกนี้จะมี ONCE เป็นอีกตัวกลางในการบันทึกเรื่องราวของเขามาจนถึงปี 2569 แต่เชื่อว่าซีนที่ชื่อว่ามาสเตอร์การ์ดจะสร้างขึ้นใหม่อีกหลายเล่ม พร้อมชีวิตในบทใหม่ๆ ที่อาจยังหลงใหลในวงการกราฟิก หรืออาจจะปรับเปลี่ยนไปเป็นอื่นที่ต่อยอดจากเส้นทางกราฟิกก็เป็นได้เหมือนกัน

DUNNO Club

จากเรื่องราวทั้งหมด เราลองถามมาสเตอร์การ์ดว่า เขาอยากทิ้งท้ายเรื่องอะไรไว้อีกไหม

“ขอบคุณตัวเองที่ลาออกในวันนั้น คือถ้าไม่ลาออกในวันนั้น เราไม่มีวันได้ทำในสิ่งที่อยากทำจริงๆ เพราะสุดท้ายแล้วบางทีเราต้องตกงานจริงๆ นะ ถึงจะมีเวลาให้ตัวเองได้ นอกจากมีเวลาแล้ว กลับทำให้เรามีแพสชัน การไม่มีเงิน การไม่มีกิน มันเปลี่ยนแพสชันที่เรามีอยู่แล้วในตัวให้เป็นเงิน มันสร้างทางรอดให้เรา แม้ว่าทุกวันนี้เราก็ยังเอาตัวรอดอยู่เหมือนกันนะ แต่เรากลับรู้สึกอยากตื่นมาทำสิ่งที่รักในทุกๆ เช้า

DUNNO Club

“อีกอย่างคือถ้าในอนาคตหรือถ้ามันเป็นไปได้ ก็อยากให้ DUNNO มีแสงและมีพลังมากกว่านี้ เพราะอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ได้พาให้วงการกราฟิกมันดีขึ้นกว่านี้ เพราะ DUNNO ในตอนนี้เองก็เอาความคับแค้นจากประสบการณ์ที่เจอมาในวงการกราฟิกมาขับเคลื่อนงานตัวเองด้วย เพราะอยากให้คนที่เคยเจอแบบเรารู้สึกว่ามีเพื่อน พร้อมกับการที่อยากให้ทุกคนหาสไตล์ตัวเองให้เจอได้จริงๆ”