Living Threads
Bloom As You Are ศิลปะจากเศษผ้าที่ทุกคนแตะต้องได้ในแบบของ ‘เปรม บัวชุม’ ดีไซเนอร์ผู้เชื่อว่า ‘สิ่งทอล้วนมีชีวิต’
- Bloom As You Are นิทรรศการต้อนรับ Pride Month บนโรงแรม The Standard ด้วยงานศิลปะสิ่งทอที่มาในรูปแบบของตกแต่ง โดย ‘เปรม บัวชุม’ ศิลปินสิ่งทอหยิบเสน่ห์ของเศษผ้ามาสร้างเป็นผลงานศิลปะสุดฮีลใจ
“เรารู้สึกว่าสิ่งทอคือชีวิตและเป็นสิ่งที่มีชีวิตเหมือนกัน”
เปรม บัวชุม หรือ Prem.artistic ศิลปินสิ่งทอที่ถ้าได้เห็นผลงานของเขาแล้ว บางคนอาจจะรู้สึกอยากสัมผัส บางคนอาจจะยืนจ้องเพื่อสำรวจว่าวัสดุในภาพที่ใช้สร้างสรรค์ชิ้นงานใช่ผ้าแบบเดียวกันกับที่อยู่บนตัวเราหรือเปล่า มาสำรวจเบื้องหลังและแนวคิดในการสร้างสรรค์ของเปรม บัวชุม ผ่านนิทรรศการสุดเอกซ์คลูซีฟอย่าง “Bloom As You Are” กัน

จากคนดีไซน์สู่ศิลปิน
เส้นทางในฐานะ เปรม บัวชุม เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น เพราะเดิมทีเปรมคลุกคลีอยู่ในอุตสาหกรรมสิ่งทอมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังและทำงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้ ตั้งแต่การเป็นดีไซเนอร์ที่ออกแบบวัสดุ Art Decorative หรือชิ้นงานตกแต่งภายในอาคาร แต่จุดเริ่มต้นของการหันกลับไปมองวัสดุเหลือใช้ (Upcycling Material) เริ่มจากโปรเจกต์ธีสิสในช่วงสมัยเรียนมหาวิทยาลัย

“ตอนทำธีสิส อาจารย์พาไปรู้จักและเห็นโรงงานผลิตสิ่งทอ เห็นเศษวัสดุที่เกิดจากกระบวนการผลิต เห็นผ้า Deadstock เลยหยิบไอเดียตรงนั้นมาทำ เริ่มด้วยการใช้วัสดุที่เป็นริมผ้าจากเครื่องจักร เป็นวัสดุที่มีลักษณะเป็นขนๆ ฟูๆ ซึ่งเป็นส่วนที่ออกมาจากเครื่องจักรแล้วเขาตัดทิ้ง แล้วเรามองว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่ขยะ แต่คือสิ่งที่รอการทำใหม่ และเราเองก็มองว่า วัสดุมีความสวยงามของมัน เลยเริ่มทำงานเกี่ยวกับ Waste Material มาตั้งแต่ตอนนั้นเลย”

แม้เปรมจะเริ่มผันตัวเป็นศิลปินเมื่อช่วงเดือนกันยายนปีที่แล้ว แต่ก็ได้มีโอกาสลองจัดแสดงงานของตัวเองจากการชักชวนโดยเพื่อนที่อยู่มาเลเซีย ทำให้เปรมได้ลองสร้างชิ้นงานจาก ‘ความชื่นชอบและความต้องการของตัวเอง’ เพื่อจัดแสดงในงาน Hotel Art Fair ที่ MoMo Hotel, Kuala Lumpur ผลงานของเปรมทำเป็นเฟรมเล็กๆ ขนาดประมาณ A4 เพื่อให้ขนย้ายง่าย และแม้จะเป็นงานเล็ก แต่นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่จุดประกายให้เปรมรู้สึกว่า “ได้ทำอะไรเป็นของตัวเองแล้วจริงๆ”

“สุดท้ายเลยลาออกจากงานประจำเพื่อมาลองทำสิ่งนี้สักตั้งหนึ่ง แต่การเป็นศิลปินในแบบของเราอาจจะไม่ใช่งานที่ลุ่มลึกในแง่อารมณ์แบบนั้น เพราะพื้นฐานเป็นคนทำงานดีไซน์ เดิมทีเรามักต้องคิดว่าลูกค้าต้องการอะไร เราก็จะออกแบบงานตกแต่งให้ลูกค้า แต่พอมาเป็นชิ้นงานของเราเอง มองว่าอยากให้งานศิลปะแต่ละชิ้นไม่ใช่แค่สวยงาม แต่อยากให้เป็นสิ่งที่ตกแต่งได้ด้วย เพราะด้วยเรื่องราวของภาพและวัสดุที่เราเลือกใช้ ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่ก็เลือกที่จะหยิบไปตกแต่งบ้านด้วย”

แม้เปรมจะบอกกับ ONCE ว่า ผลงานแต่ละชิ้นอาจไม่ได้เกิดจากการที่เอาอารมณ์ของเปรมไปผูกหรือเล่าเรื่อง แต่เปรมเล่าเรื่องราวผ่านผลงานด้วยการมองไกลไปถึงปลายทางว่า ผลงานแต่ละชิ้นของเปรมจะทำให้คนดูรู้สึกจรรโลงใจ มีความสุขและผ่อนคลายได้ เช่นเดียวกันกับเปรมที่ทุกปลายทางของชิ้นงานล้วนมีความสุขรอคอยอยู่เสมอ เบื้องหลังและแนวคิดในการทำงานแต่ละชิ้นของเปรม จึงคิดโดยคนดีไซน์ และนั่นจึงทำให้เปรมไม่ได้มองแค่ความสุขของผู้รับสาร แต่มองถึงความคุ้มค่าในอุตสาหกรรมสิ่งทอไปพร้อมกัน

Bloom As You Are
“นิทรรศการนี้อยากให้เป็นการเฉลิมฉลองความเป็นตัวเองของทุกคนผ่านผลงานของเปรม โดยใช้ฟอร์มของธรรมชาติในการสื่อสาร” Bloom As You Are คือนิทรรศการในรูปแบบที่แตกต่างจากนิทรรศการที่พวกเราคุ้นชิน เพราะนิทรรศการนี้จัดในพื้นที่คาเฟ่ The Parlor ของโรงแรม The Standard (ตึก Bangkok Mahanakhon) ครั้งนี้ผลงานของเปรมไม่ได้จัดแสดงบนผืนผ้าใบหรืออยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมบนผนังอีกต่อไปแล้ว แต่นี่คือชิ้นงานที่อาจเรียกได้ว่าเป็นประติมากรรมสิ่งทอก็ได้ หรือจะเรียกว่าเป็นเฟอร์นิเจอร์ก็ได้ แต่โดยรวมแล้วนี่คือผลงานศิลปะที่เปรมอยากให้ทุกคนเข้าใจง่าย เข้าถึงง่าย และสัมผัสผลงานศิลปะทุกชิ้นในคาเฟ่นี้ได้ด้วยเช่นกัน





ผลงานในนิทรรศการสื่อสารด้วยการใช้ดอกไม้ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ในผลงานของเปรม ชิ้นงานบางชิ้นแม้จะไม่ได้ออกมาเป็นรูปทรงดอกไม้แบบที่เราเคยเห็น แต่งานทุกชิ้นมาจากบางชิ้นส่วนของดอกไม้ รูปทรงและสีสันหยิบมาจากรูปทรงของธรรมชาติทั้งหมด เพราะเปรมมองว่า ดอกไม้คือธรรมชาติที่สื่อสารกับมนุษย์ได้ในทุกความรู้สึก ไม่ว่าจะสุข เศร้า หรือแม้กระทั่งความยินดี ดอกไม้ก็แทรกซึมเข้าไปอยู่ในทุกอารมณ์ของมนุษย์ ฉะนั้นแล้วทุกส่วนของดอกไม้จึงถูกหยิบมาเล่าในนิทรรศการนี้

“ผลงานชุดนี้เปรมไม่ได้มีแนวคิดหลักหรือคอนเซปต์ตายตัว เพราะอยากสื่อสารถึงความลื่นไหลและหลากหลายทั้งตัวตนหรืออารมณ์ของผู้คนมากกว่า เราอยากสื่อสารด้วยการเบ่งบานของดอกไม้ที่ไม่เหมือนกัน การทำผลงานชิ้นนี้เปรมจึงทำออกมาเหมือนเป็นการเล่าถึงหลายสภาวะอารมณ์ที่หลากหลาย เหมือนผู้คนที่หลากหลายมาอยู่รวมกัน เกิดเป็นคอมมูนิตีที่แบ่งปันทุกความรู้สึกร่วมกันได้ ก็เลยได้ออกมาเป็นชุดผลงานที่เหมือนทุ่งดอกไม้หลายสายพันธ์ุ เหมือนทุ่งดอกไม้ที่ไม่เคยหยุดบาน”

และแน่นอนว่าผลงานทุกชิ้นที่ซุกซ่อนอยู่ระหว่างชั้นวางของ เฟอร์นิเจอร์ที่ตกแต่งรอบคาเฟ่เอง ล้วนถูกทำขึ้นด้วยวัสดุ Upcycling ทั้งหมด เพราะเปรมไม่เพียงแค่หลงใหลและเห็นคุณค่าในทุกเส้นสายของสิ่งทอ แต่เปรมมองว่า
“เปรมอยากเป็นอีกกระบอกเสียงหนึ่งในการนำวัสดุ Upcycling กลับมาเพิ่มมูลค่า เพราะวัสดุเหล่านี้เกิดขึ้นทุกวันในปริมาณมากเพื่อรอรอการทำลาย แต่เปรมมองว่าวัสดุเหล่านี้ไม่ใช่เศษผ้าเลย มันคือสิ่งที่ไม่ถูกใช้เท่านั้นเอง เปรมเลยอยากเพิ่มความสวยงามให้มันมีชีวิตอีกครั้ง”

อีกสิ่งที่เป็นเรื่องใหม่ๆ ในการจัดแสดงงานศิลปะคือการที่ผลงานของเปรมมอนุญาตให้ทุกคนจับและสัมผัสตัวผลงานได้เลย เพียงแค่ระวังไม่ให้เละหรือเสียหาย เพราะทุกครั้งที่เกิดการสัมผัสสิ่งทอบนผลงาน อารมณ์และสภาวะที่เกิดขึ้นกับผลงานก็จะเปลี่ยนไปด้วย นอกจากจะทำให้งานสื่อสารกับคนได้โดยตรงแล้ว ยังทำให้ชิ้นงานเปลี่ยนไปตามกาลเวลาได้ “ส่วนใหญ่ทุกคนจะรู้กันอยู่แล้วว่า งานศิลปะไม่ควรสัมผัส แต่เรารู้สึกว่างานของเราไม่ใช่ศิลปะขึ้นหิ้ง ทุกคนสัมผัสได้แค่ต้องระมัดระวัง เราอยากให้คนเข้าถึงงานเส้นใยได้ง่ายขึ้นมากกว่า เพราะงานสิ่งทอจะทำให้เราเกิดความรู้สึกได้ก็ต่อเมื่อได้สัมผัส”

สิ่งทอไม่ใช่สิ่งของ
เดินดูผลงานของเปรมในนิทรรศการจนครบแล้ว เราเลยนึกสงสัยขึ้นมาว่า เปรมทำงานแต่ละชิ้นออกมาด้วยกระบวนแบบไหน และอะไรคือเสน่ห์ของสิ่งทอสำหรับเปรมในวันที่คนทั่วไปอาจไม่ได้มองเห็นคุณค่าของเส้นใยและการคงอยู่ของ Fast Fashion
“เสน่ห์ของงาน Textile คือการที่ก่อนจะเกิดมาเป็นผ้า ต้องมีกระบวนการทำเส้นด้าย และก่อนการเกิดเส้นด้าย เกิดจากเส้นใยธรรมชาติก่อน อย่างฝ้ายที่ต้องเริ่มจากการปลูกฝ้าย หรืออย่างไหมที่ต้องเริ่มจากการเลี้ยงหนอนไหม ซึ่งเส้นใยแต่ละพื้นที่ก็แตกต่างกันด้วย เพราะเกิดขึ้นจากธรรมชาติ แล้วเมื่อนำเส้นด้ายไปทำผ้า ก็มีหลายเทคนิคให้เลือกใช้เข้าไปอีก ผ้าก็แตกต่างกันยิ่งขึ้นไปอีก สิ่งทอจึงเป็นเหมือนการเกิดหลายเลเยอร์ซ้อนทับกัน สิ่งทอเลยเป็นสิ่งที่มีหลายมิติและสร้างอะไรขึ้นมาก็ได้แบบ Free From เลย นี่เลยเป็นเสน่ห์ของสิ่งทอสำหรับเปรม”

ทุกชิ้นงานของเปรม เปรมได้ใช้ทุกเทคนิคของการทำสิ่งทอทั้งหมด ไม่ว่าจะเย็บ ถัก หรือการทอก็ทำมาทั้งหมดแล้ว ชิ้นงานของเปรมจึงอาจไม่เรียกแค่เป็นผลงานศิลปะสิ่งทอเพียงเท่านั้น แต่อาจเรียกได้ว่าเป็นศิลปะสื่อผสมได้เช่นกัน ซึ่งการเป็นสื่อผสมไม่เพียงแค่การใช้เทคนิคที่ผสมผสาน แต่วัสดุเองก็แตกต่างหลากหลาย ไม่ตายตัว เพราะวัสดุส่วนใหญ่เปรมได้ทำงานร่วมกับชุมชนที่ทำงานเกี่ยวกับผ้า ผ้าที่เห็นในชิ้นงานของเปรมล้วนถูกหยิบและซื้อต่อมาจากเศษผ้าของหลายโรงงาน หลายชุมชน ที่รอการนำไปทำลายทิ้ง และการขับเคลื่อนเล็กๆ ของเปรมไม่ใช่แค่การเพิ่มมูลค่าในสิ่งที่รอการถูกกำจัด แต่ยังช่วยกระจายรายได้ให้ชุมชนที่ทำงานเกี่ยวกับผ้าด้วย

“ปกติชุมชนหรือโรงงานก็จะเอาเศษผ้าไปขายชั่งกิโลอยู่แล้ว เปรมเลยพยายามหาทางออกของเศษผ้าพวกนี้ โดยที่เรามองว่าการเอากลับไปทำเป็นเสื้อผ้าคงจะไม่ได้แล้ว เพราะเสื้อผ้าต้องฟังก์ชัน ต้องคำนึงถึงการซักล้างและความทนทาน เศษผ้าจึงไม่เหมาะกับการเอากลับไปทำเป็นเสื้อผ้า เปรมเลยมองเห็นว่างานศิลปะที่อยู่แค่ผนัง อย่างน้อยๆ มันอยู่ตรงนั้น 1 ปี 20 ปี หรืออย่างน้อยที่สุดก็อยู่ได้ตั้ง 1 ปี แต่ถ้าเป็นเสื้อผ้า บางคนอาจจะได้ใช้แค่ครั้งเดียวก็เบื่อแล้ว เปรมรู้สึกว่าตรงนั้นมันฉาบฉวย”


ก่อนหน้านี้เปรมเล่าให้เราฟังว่า เปรมเคยอยากที่จะเข้าไปอยู่ในวงการสถาปัตยกรรม เพราะเดิมทีเปรมเองชอบวาดรูปตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว และทุกครั้งที่มีงานกีฬาสีของโรงเรียน เปรมก็ต้องไม่พลาดที่จะได้วาดรูปป้ายประจำสีให้กับคณะสีของตัวเองด้วย กระทั่งเข้าสู่วัยมหาวิทยาลัยที่สิ่งทอได้เปิดโลกของเปรมให้สนุกกับการได้หยิบจับคู่สีมาเจอกัน ได้ทดลองหยิบจับเส้นใยที่แตกต่างกันมาอยู่ด้วยกัน เปรมจึงเป็นอีกคนที่เห็นความพิเศษของสิ่งทอ ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้คนเรามากที่สุด แต่คงไม่ใช่ทุกคนที่จะมองเห็นมุมอื่นๆ ของสิ่งทอมากกว่าการเป็นเสื้อผ้าแน่ๆ

“สิ่งที่เปรมอยากให้ทุกคนรู้จักสิ่งทอมากขึ้น คือการที่เปรมรู้สึกว่า Textile คือชีวิต และเป็นสิ่งมีชีวิตหนึ่งเหมือนกัน เพราะสร้างจากสิ่งมีชีวิตในบางส่วน สร้างจากไหมหรือจากดอกไม้ เรารู้สึกว่าชีวิตของสิ่งทอมันสวยงาม มีความซับซ้อนในตัวของมัน เพราะสิ่งทอคือสิ่งที่เรียนรู้เท่าไรก็ไม่มีวันหมด อย่างสิ่งทอของไทยเอง เปรมก็ทำแบบแม่ๆ ป้าๆ ที่เขาทำผ้าไทยไม่ได้นะ แม่ๆ ป้าๆ ที่ทำผ้าไทยนับว่าเป็นศิลปินได้เลย เพราะผ้าไทยอย่างผ้ามัดย้อม ทอไหม คือสิ่งที่ซับซ้อนลงลึกมากๆ เปรมเองก็ยังทำไม่ได้ ซึ่งตอนนี้เปรมเองก็กำลังพยายามลองทำในรูปแบบเทคนิคใหม่ๆ อาจจะลองใช้เทคนิคท้องถิ่นไทย หรือมีการผสมสิ่งทอท้องถิ่นเข้าไปในอนาคตด้วย ก็เป็นสิ่งที่เปรมต้องพัฒนาต่อไป”

สิ่งทอสำหรับเปรมจึงไม่ใช่แค่วัสดุ วัตถุ หรือสิ่งของสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่เมื่อเราหนาวก็มอบความอบอุ่นให้เรา เมื่อเราร้อน ก็มอบความสบายตัวให้เรา หรือแม้กระทั่งเราต้องการปกป้องและปกคลุมร่างกาย สิ่งทอก็มอบความต้องการเหล่านั้นให้เรา สิ่งทอจึงไม่ใช่แค่ของที่มนุษย์นำมาใช้งานแล้วทิ้งไปอย่างง่ายดายสำหรับเปรม

นิทรรศการ Bloom As You Are
วันที่ 1-30 มิถุนายน 2569
เวลา 07.00 – 00.00 น.
The Parlor โรงแรม The Standard, Bangkok Mahanakhon ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร



ระหว่างจัดนิทรรศการนี้ โรงแรมยังมีเซ็ต Afternoon Tea ที่พร้อมเสิร์ฟตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 31 กรกฎาคม 2569 ถ่ายทอดแนวคิด “Bloom As You Are” ผ่านเมนูขนมและเครื่องดื่มสุดครีเอตที่ออกแบบมาเพื่อเติมสีสันและความสนุกให้กับประสบการณ์ยามบ่าย เสิร์ฟพร้อมกับการจับคู่กับชาที่คัดสรรมาอย่างดีและเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ด้วยบรรยากาศสนุกสนาน ในราคา 999++ บาทต่อคน อยากให้ได้ลองชิมและดื่มด่ำกับบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยสีสัน ต้อนรับ Pride Month ด้วยกัน