Made For The Queen
เจาะลึกนิทรรศการ La Mode en Majesté กับเป๋า-สรรพสิทธิ์ ภัณฑารักษ์ผู้เปิดอาร์ไคฟ์ Balmain เพื่อพิสูจน์ว่า ผ้าไทยไม่ใช่แค่เครื่องแต่งกาย
ย้อนรอยนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่ปารีส ผ่านสายตาภัณฑารักษ์ผู้บินไปเปิดอาร์ไคฟ์ (Archive) บัลแมง (Balmain) และค้นพบว่าผ้าไทยทำหน้าที่มากกว่าเครื่องแต่งกายมาตลอด 60 ปี เพราะก่อนโลกจะรู้จักประเทศไทย พวกเขาต้องเห็นฉลองพระองค์ที่ทรงก่อน
“สิ่งสำคัญที่สุดที่สมเด็จพระพันปีหลวงได้สร้างให้ประเทศไทย
คืออัตลักษณ์ความเป็นไทยในเครื่องแต่งกาย”
ประโยคนี้คือแรงบันดาลใจที่อยู่เบื้องหลังนิทรรศการ La Mode en Majesté ที่จัดขึ้นในกรุงปารีสที่ เป๋า - สรรพสิทธิ์ ฟุ้งเฟื่องเชวง หนึ่งในภัณฑารักษ์เล่าให้เราฟัง
นิทรรศการที่คัดสรรฉลองพระองค์และเครื่องประดับมาสเตอร์พีซกว่า 200 ชิ้นมารวมไว้ในที่เดียว ครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 170 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยเป็นการร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่ของ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (SACIT), พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ, สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส และ Musée des Arts Décoratifs พิพิธภัณฑ์ศิลปะระดับโลก ภายใต้พระอุปถัมภ์ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา
Fashion Gallery ห้องจัดแสดงที่ทรงอิทธิพลที่สุดของมิวเซียมถูกเนรมิตให้เป็นนิทรรศการ 7 ห้องที่จะเล่าเรื่องราวของฉลองพระองค์และพาเราท่องเวลาผ่านผืนผ้ากลับไปยังอดีต สำรวจดูทุกอณูของเส้นด้ายและรอยถักที่บันทึกเรื่องราวของประวัติศาสตร์เอาไว้ ทำให้เห็นถึงความงดงามและยิ่งใหญ่ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นแฟชั่นไอคอนผู้มาก่อนกาลแห่งเมืองสยาม

มองการทูตผ่าน ‘ผ้า’
นิทรรศการเปิดฉากด้วยคอลเลกชันฉลองพระองค์ในตำนาน ซึ่งเป็นที่จดจำของชาวไทย ออกแบบโดยห้องเสื้อ บัลแมง (Balmain) จากฝรั่งเศสที่ยกระดับผ้าไทยให้เฉิดฉายบนเวทีโลก จุดเริ่มต้นของการพาสิ่งทอไทยสู่สากล ย้อนไปในยุค 60s เมื่อสมเด็จพระพันปีหลวงมีพระราชวิสัยทัศน์ในการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยผ่านแฟชั่นขณะเสด็จฯ เยือนต่างประเทศ โจทย์ใหญ่ของฉลองพระองค์คือต้องคำนึงถึงวาระและวัฒนธรรมของประเทศที่ไปเยือน แต่ก็ต้องนำเสนอความเป็นไทยได้อย่างชัดเจน และในท้ายที่สุดผู้ที่มาสานฝันนี้ให้เป็นจริงคือดีไซเนอร์ระดับโลกอย่าง ปิแอร์ บัลแมง (Pierre Balmain)





“ถ้าให้เล่าภาษาชาวบ้าน เวลาที่เสด็จฯ ไปเวิลด์ทัวร์ สิ่งที่ควีนทรงตอนเสด็จฯ ลงมาจากเครื่องบินจะบอกได้เลยว่า ประเทศไทยเป็นอย่างไร ในยุคนั้นยังไม่ค่อยมีคนรู้จักประเทศไทยมากนัก เราเพิ่งได้ไปแนะนำตัวเองกับโลก ดังนั้นชุดที่ควีนทรงจะเป็นเหมือนชุดเกราะของนักรบที่จะช่วยบ่งบอกถึงวัฒนธรรมของชาติ ทั้งความลุ่มลึกและความทันสมัย ฉลองพระองค์จึงเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่จะบอกว่าชาติเราเป็นอย่างไร และจะทำให้ควีนประทับยืนเคียงข้างควีนองค์อื่นได้อย่างสมพระเกียรติ ” เป๋าเล่า

3 ชุดในห้องนี้ได้แก่ ฉลองพระองค์ประยุกต์ ที่ได้นำชุดไทยจักรีและพระภูษาโจงกระเบนมาทรงคู่กัน ด้านบนทรงห่มสไบ ด้านล่างเป็นพระภูษาโจงกระเบน กลายเป็นฉลองพระองค์ชุดไทยแบบผสมผสาน เป็นฉลองพระองค์เมื่อครั้งเสด็จฯ ไปทรงต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองที่ อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา

ต่อมาคือ ชุดสไบสองชาย ที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ไทยมาอย่างยาวนาน ในเวอร์ชันสมเด็จพระพันปีหลวง ห้องเสื้อบัลแมงได้นำผ้าไหมทองลายโคมมาตัดเย็บ ปักด้วยเลื่อมและลูกปัดบริเวณรอบพระศอและชายทั้งสองข้าง กลายเป็นฉลองพระองค์เดรสไทยที่เข้ากับยุคสมัย ทำให้พระองค์ทรงดูโดดเด่นไม่แพ้เจ้าหญิงมิชิโกะแห่งญี่ปุ่น เมื่อประทับยืนเคียงข้างกัน ณ ที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมหาราชวัง
ชุดที่เด่นที่สุดตรงกลางคือชุดราตรี ตัดเย็บจากผ้าไหมซาติน ปักประดับด้วยดิ้นโลหะ และคริสตัลโดยเลอซาจ มีกลิ่นอายของยุควิกตอเรียน เป็นฉลองพระองค์เมื่อครั้งเสด็จฯ เยือนประเทศฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ เสวยพระกระยาหารค่ำกับประธานาธิบดี ชาร์ลส์ เดอ โกลล์ (Charles de Gaulle) ประธานาธิบดีคนสำคัญของฝรั่งเศส ที่วัง Élysée Palace ในเดือนตุลาคม ค.ศ.1960


“ในยุคนั้นพระองค์ทรงดังมากทั้งในอเมริกาและยุโรป เรียกได้ว่าเป็น It Girl ของฝั่งเอเชียเลยก็ว่าได้ เพราะพระองค์ทรงพระสิริโฉม พระจริยวัตรงดงาม ทรงได้ลงหนังสือแฟชั่น Vogue มีพระรูปพระองค์ที่ถ่ายโดยสุดยอดช่างภาพอย่าง Horst P. Horst ที่วัดพระแก้ว ทั่วโลกรู้สึกว้าว การที่ Vogue ส่งช่างภาพมาขนาดนี้ นั่นหมายความว่า พระองค์ทรงเท่มาก แม้กลับมาดูฉลองพระองค์ในยุคสมัยนี้ก็ยังถือว่าสวยและสุดยอด”




ในช่วงปีเดียวกันนั้น พระองค์ไม่ได้แค่ทรงออกแบบฉลองพระองค์แบบใหม่ร่วมกับดีไซเนอร์จากฝรั่งเศสเท่านั้น แต่ยังทรงใช้เวลาค้นคว้าเรื่องดีไซน์ของชุดไทย จนได้บทสรุปเป็น ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ หรือที่เรียกกันว่า ชุดไทย 8 แบบ ได้แก่ ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยจิตรลดา ชุดไทยอมรินทร์ ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยดุสิต ชุดไทยจักรี ชุดไทยศิวาลัย และชุดไทยจักรพรรดิ นอกจากจะกลายเป็นต้นแบบชุดของไทยแล้ว ปัจจุบันกำลังจะได้รับการนำเสนอเพื่อขึ้นทะเบียน UNESCO เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของโลกอย่างเป็นทางการอีกด้วย

ในห้องนี้ไม่เพียงจัดแสดงฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยมในสมเด็จพระพันปีหลวงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงฉลองพระองค์ชุดไทยแบบต่างๆ ในสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินีและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ได้ทรงในโอกาสต่างๆ ห้องนี้ภัณฑารักษ์ตั้งใจออกแบบให้เป็นห้องกระจก ด้านหลังฉลองพระองค์แต่ละชุดจะมีมุมแหลม คล้ายมุมของวัดไทยที่เข้ากับเรื่องราวของฉลองพระองค์ชุดไทยทั้ง 8 องค์ที่แต่ละพระองค์ทรงในพิธีสำคัญต่างๆ






ข้าวของเครื่องใช้และงานฝีมือที่ช่วยส่งเสริมฉลองพระองค์ก็วิจิตรงดงามไม่แพ้กัน ห้องต่อมาคือห้องสดุดีงานมือ ที่เบื้องหลังเผยให้เห็นภาพมือของช่างฝีมือขณะที่กำลังบรรจงเย็บ ปัก ถัก ร้อยข้าวของเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าลิเภา พัด เครื่องถม เครื่องเบญจรงค์ ฯลฯ ไม่เพียงแต่ของใช้ส่วนพระองค์ แต่ยังได้รวบรวมงานฝีมือช่างไทยที่มีอยู่ในมิวเซียมมาไว้ด้วยกัน


งานภัณฑารักษ์คือการค้น
อีกหนึ่งไฮไลต์คือห้องบัลแมงและเลอซาจ (Lesage) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นห้องที่มีความพิเศษมากที่สุด หากไม่ใช่นิทรรศการครั้งนี้ ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีโอกาสได้เห็นอีกครั้งตอนไหน
“พอเป็นโปรเจกต์ข้ามชาติ เราก็จะได้ไปดูข้าวของสำคัญของแบรนด์ ครั้งนี้เราได้ไปเปิดอาร์ไคฟ์ของห้องเสื้อบัลแมง มีภัณฑารักษ์ของฝั่งเขาที่เป็น Historian เขาจะคอยเปิดดูว่า ฉลองพระองค์ที่เคยตัดมามีแบบสเกตช์แบบไหน ออกแบบยังไง วัสดุเป็นยังไง เราก็เอาสเกตช์พวกนั้นมาใส่ในนิทรรศการด้วย ความพิเศษของห้องนี้คือจะมีสเกตช์ของจริงของฉลองพระองค์ชุดต่างๆ อยู่บนกำแพง ก็จะเป็นชุดที่บัลแมงออกแบบในยุคเสด็จฯ ไปเวิลด์ทัวร์ ซึ่งเป็นฉลองพระองค์ที่ทรงเพื่อไปพบผู้นำประเทศนั้นๆ ทุกองค์จะได้รับการออกแบบและคิดมาให้เหมาะกับวาระ โดยดูว่ามารยาทหรือวัฒนธรรมท้องถิ่นของปลายทางเป็นยังไง


“เราได้มีโอกาสไปเจอกับเฮาส์ที่ชื่อว่าเลอซาจ เขาเป็นเฮาส์สำคัญที่เคยทำงานปักให้กับบัลแมง เราไปรื้ออาร์ไคฟ์ของเขาในตึก M19 ซึ่งเป็นตึกสำคัญที่เท่มากๆ เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมากสำหรับภัณฑารักษ์คนหนึ่ง ที่นั่นมีคนที่เตรียมกล่องของเลอซาจไว้ เป็นกล่องที่เขียนว่า Queen Sirikit โดยเฉพาะ เพราะเขาปักให้พระองค์เยอะมาก อีกกล่องเขียนว่า Princess Sirindhorn ซึ่งก็คือกล่องของกรมสมเด็จพระเทพฯ

“ที่เลอซาจเขามีสมุดที่เขียนว่าลายไทย เป็นสมุดวาดลายดินสอลายไทย เมื่อ 60 ปีก่อน ประเทศไทยเราคงส่งสมุดนี้ไปให้เขาดูว่าลายไทยเป็นแบบนี้ ถ้าจะปักต้องปักอย่างไร บ้านเขาเก็บของเก่ง ทุกวันนี้ก็ยังเก็บไว้อยู่ เราก็ได้เอางานปักลายไทยที่เขาทดลองปักมาจัดแสดงด้วย เพราะเป็นลายไทยดั้งเดิมที่เขาได้เรียนรู้จากเรา แต่ยังใช้เทคนิคการปักแบบของเขาที่ยังมีความเป็นสากลอยู่ด้วย”


หัวใจสำคัญของการออกแบบระดับประเทศครั้งนี้ หนึ่งในนั้นคือการยกระดับผ้าไทย ซึ่งในระหว่างออกแบบ สมเด็จพระพันปีหลวงเองก็ทรงช่วยแนะนำเรื่องผ้าให้ดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศสเช่นกัน ห้องถัดไปจึงเล่าเรื่อง ผ้ายก ห้องนี้เป็นที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดในนิทรรศการครั้งนี้ เพราะเป็นห้องสีชมพูสว่างสวย มีผ้ายกโบราณ 4 ผืนที่นำมาจัดแสดง รายล้อมด้วยผนังที่มีรูปสตรีในราชสำนักนุ่งผ้ายกอยู่เบื้องหลัง ชื่อของ ‘ผ้ายก’ มาจากวิธีการทอแบบยกเส้นนอนขึ้นมา ทำให้เส้นสายของผ้าผืนนั้นมีมิติ

ผ้ายกเมืองนครฯ เคยเกือบจะสูญหายไป แต่ปัจจุบันกลับมามีชีวิตอีกครั้งด้วยพระราชวิสัยทัศน์ในสมเด็จพระพันปีหลวงที่ทรงส่งต่อศาสตร์การทอไหมสอดดิ้นเงินดิ้นทองสู่ชาวศิลปาชีพบ้านเนินธัมมังและบ้านตรอกแค เปลี่ยนผ้าโบราณลายกรวยเชิงให้กลายเป็นงานคราฟต์ สร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

อีกหนึ่งผ้าที่กลายเป็นไอคอนิกของชาวไทยขึ้นมาคือ ‘ผ้ามัดหมี่’ ที่ยุคหนึ่งจากผ้าที่ถูกลืมกลายเป็นผ้าที่ตัดชุดได้สวยไม่แพ้ผ้าอื่นๆ เลย และแสดงให้เห็นถึงความเป็นแฟชั่นไอคอนของพระองค์ เรียกได้ว่าเป็นแฟชั่นอินฟลูเอนเซอร์พระองค์แรกของไทยที่ไม่ว่าจะทรงอะไร ก็กลายเป็นไวรัลและได้รับความนิยมตามมาเสมอ


“ในยุคหนึ่งสมเด็จพระพันปีหลวงทรงทำให้ผ้ามัดหมี่ฮิตขึ้นมาเลย ก่อนหน้านี้เคยเป็นผ้าเศรษฐกิจที่แม่บ้านมาทอหลังจากทำนาเสร็จ แต่พอไม่มีตลาด คนทอก็ไม่รู้จะทำยังไง ตอนนั้นพระองค์เลยทรงหยิบผ้ามัดหมี่มาทรงให้ฮิตและคนก็ใส่ตามพระองค์ เลยเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจขึ้นมา






“ในห้องนี้ก็เป็นฉลองพระองค์ของพระองค์ทั้งหมด และภายในห้องถัดมาก็จะมีวิธีการสานต่อการทรงผ้ามัดหมี่โดยพระราชินีสุทิดาและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ซึ่งแต่ละพระองค์ก็จะทรงมีวิธีการทำให้ผ้ามัดหมี่ทันสมัยขึ้นในแบบขององค์เอง ในสมัยสมเด็จพระพันปีหลวงมีการนำมัดหมี่ไปปักเลื่อม ติดเฟอร์ ปักด้วยปีกแมลงทับ ส่วนในยุคปัจจุบันสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงนำผ้ามัดหมี่มามัดให้เป็นลายเสือ ทำให้มัดหมี่ทันสมัยในแบบของแต่ละพระองค์ เป็นการสานต่อประเพณีการใส่มัดหมี่ที่พระองค์สร้างขึ้นมาไว้”

มรดกผ้าไทยที่ต้องไปต่อ
ห้องสุดท้ายคือบทสรุปการเดินทางทั้งหมดที่จะบอกกับเราว่า ชุดไทยนั้นไปได้ไกลกว่าที่เราคิด ห้องนี้จัดแสดงงานปักของแบรนด์ SIRIVANNAVARI ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ทั้งแบบไทยและฝรั่งเศส อีกทั้งยังมีชุดที่ออกแบบใหม่โดยดีไซเนอร์ชาวไทยมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ASAVA, Mesh Museum, TIRAPAN ฯลฯ
เป๋าเล่าเสริมว่า ชุดไทยประกอบด้วย 2 องค์ประกอบ คือ 1.ผ้าไทย 2.ไวยากรณ์การนุ่งและห่ม แม้จะเป็นชุดแบบร่วมสมัยแต่ไวยากรณ์ที่มาจากชุดไทยพระราชนิยมยังคงชัดเจนอยู่ในทุกอณู
“เป็นห้องที่ตั้งคำถามว่า ชุดไทยจะวิวัฒนาการไปได้ไกลกว่านี้ในแง่มุมไหนได้บ้าง อะไรที่เรียกว่าชุดไทย อะไรที่เป็นสากล อะไรที่เรียกว่าร่วมสมัย ไม่ได้จบแค่ที่ชุดไทย 8 แบบ แต่จะมีการพัฒนาต่อ”




เชื่อว่านิทรรศการครั้งนี้จะชวนให้ใครหลายคนหวนนึกถึงอดีต ประชาชนชาวไทยไม่ว่าจะวัยไหน แต่ละคนล้วนเติบโตมากับฉลองพระองค์ในสมเด็จพระพันปีหลวงแต่ละยุคสมัย ทั้งเห็นผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ นิตยสารและหน้าจอโทรทัศน์ ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด พระองค์ก็ยังทรงเป็นแฟชั่นไอคอนในตำนาน
“การที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการนี้มันสำคัญ เป็นความภูมิใจอันหนึ่งของภัณฑารักษ์คนหนึ่ง เสื้อผ้าไม่ใช่แค่ชุด แต่คืออัตลักษณ์ของชาติ เป็นส่วนหนึ่งที่หล่อหลอมให้คนมองว่านี่คือประเทศไทย”
ขอบคุณภาพ : สรรพสิทธิ์ ฟุ้งเฟื่องเชวง