About
FLAVOR

The Tea Table

ล้อมวงคุยเรื่อง ‘ชาๆ’ กับ บะหมี่–นภัคธรณ์ ว่าด้วยการดื่มชาตั้งแต่จำความได้ สู่การปลุกคอมมูนิตีชา ในยุคโควิดของ ‘grow tea.studio’

Read At ONCE
  • ล้อมวงชากับ ‘บะหมี่–นภัคธรณ์ ศรีไทรคู’ ผู้ก่อตั้ง grow tea.studio กับการเป็นคิวเรเตอร์งานชาครั้งแรกอย่าง ‘The Tea Table’ ที่ FRIEND FRIEND พร้อมกับพูดคุยว่าด้วยเรื่องวงการชาในสายตาของหนึ่งในผู้ปลุกกระแสคอมมูนิตีชาของไทย

ตลอดเดือนกันยายน FRIEND FRIEND ได้เปลี่ยนพื้นที่เพื่อนบ้านที่ซ่อนตัวอยู่ในเอ็มโพเรียมให้กลายเป็นพื้นที่ที่พาทุกคนไปรู้จักโลกของชามากขึ้นกับ ‘The Tea Table’ งานที่ทำให้ ONCE ได้มานั่งล้อมวงชากับ ‘บะหมี่–นภัคธรณ์ ศรีไทรคู’ คิวเรเตอร์ของงานชาเล็กๆ สุด comfy

หากใครได้แวะเวียนไป FRIEND FRIEND ในช่วงนี้อาจสังเกตเห็นสิ่งใหม่ที่ไม่คุ้นตาอย่างโซนที่มีผ้าสีขาวกันล้อมเป็นห้อง แต่ถ้าลองได้ชะโงกหน้าเข้าไปแอบดูก็จะเห็นว่า เหล่าคนรักชากำลังสนใจ และเรียนู้วิถีชากันอย่างสนุกสนาน เพราะ FRIEND FRIEND ได้ชวนเหล่าเพื่อนบ้านมาท่องโลกความรู้ของชาให้มากขึ้นผ่านการ ‘มาเรียน มาชิม มากิน และมาช็อป’

มีการเรียนตั้งแต่การชงชาในรูปแบบและอุปกรณ์ที่หลากหลาย มีชาให้ชิมหลายไร่ทั้งไทยและต่างประเทศที่คัดมาแล้วว่าเจ๋งแน่นอน มากินอาหารที่ใช้วัตถุดิบจากชาเป็นส่วนผสม ทั้งจากร้านสไตล์ Chinese-style Home Cooking & Tea Pairing โดย gallery zezë, Homemade
Ochazuke 3 สไตล์, Mame Daifuku ปั้นสดจาก Grandma House ไปจนถึง Tea & Craft
Chocolate Pairing และยังสามารถช็อปชาพิเศษจาก Tea House รวมถึงอุปกรณ์ชงชา และของใช้สำหรับการดื่มชาที่คัดสรรโดย grow tea.studio และ FRIEND FRIEND ในงานนี้ได้ด้วย

The Tea Table นับเป็นงานสไตล์มาร์เก็ตครั้งแรกจากการคัดเลือกของบะหมี่ ผู้ก่อตั้ง grow tea.studio และผู้ซึ่งหลงใหลในชามาตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ เนื่องด้วยบ้านฝั่งตระกูลของพ่อเป็นคนจีนอาศัยอยู่ที่สุราษฎร์ธานี การได้มาพูดคุยกับบะหมี่ท่ามกลางบรรยากาศคอมมูนิตีชาสุดเป็นกันเองในครั้งนี้ ONCE จึงได้ชวนบะหมี่ไล่เรียงแพสชันที่เธอมีต่อชาตั้งแต่จำความได้ เส้นทางการมาบรรจบกันของเธอ-โลกของชา และวงการชาในไทยผ่านมุมมองของหนึ่งในผู้ปลุกกระแสคอมมูนิตีชาอย่างบะหมี่นั้นเป็นอย่างไรบ้าง? หลังจากอ่านบทความนี้จบแล้ว ไม่แน่ว่าคำตอบของบะหมี่อาจทำให้คุณอยากและกล้าที่จะกระโดดเข้ามารู้จักวงการชามากขึ้นไปด้วยกันกับเธอก็ได้นะ

The Tea Table

The Tea Table @FRIEND FRIEND ที่คิวเรตโดยบะหมี่

งานนี้เราคิดนานเลยว่า จะทำยังไงให้งานชาออกมาสบายๆ ที่สุดตามคอนเซปต์ของร้านกับพื้นที่ของ Friend Friend เองที่มีความเฟรนด์ลี ไอเดียเลยมาจากการที่เราไปก๊วนชากับเพื่อนบ่อยมาก เรียกว่าเป็นการไปสำมะเลเทเมาแบบเมาชาเลย (หัวเราะ) ทุกครั้งของการไปก๊วนชาก็ต้องมีการกินกับขนม ทุกคนก็มักเอาขนมอะไรมาวางกองกัน เอาชามาวางกองกลางแลกเปลี่ยนและนั่งสนทนากัน เราเลยเห็นแก่นของชาตรงนี้ว่า ชาคือการเชื่อมโยงผู้คนโดยธรรมชาติ จนเกิดโมเมนต์ที่พิเศษขึ้นมา ถ้าในฝั่งญี่ปุ่นเขาจะเรียกกันว่า ‘อิจิโกะ อิจิเอะ’ (Ichigo Ichie) หรือ ‘การพานพบกันเพียงครั้งเดียว’

The Tea Table

ชื่องาน The Tea Table เลยมาจาก ‘ก๊วนชา’ นี่แหละ เป็นคำง่ายๆ ที่ทาง FRIEND FRIEND เขาตั้งขึ้นมา และเราเองก็ชอบเหมือนกัน เพราะมันตรงกับความเป็นก๊วนชาที่เข้าถึงได้ง่ายด้วย ซึ่งนอกจากชื่อที่ดูเข้าถึงง่ายแล้ว ก็อยากให้ทั้งเดือนของการจัดงานมีวันที่ต้องมีกิจกรรมกันบ้าง มีคลาสเรียนหรือทำเวิร์กช็อปบ้าง เลยมีโต๊ะใหญ่อยู่ตรงกลางพื้นที่ของ FRIEND FRIEND และมีการล้อมผ้าสีขาวให้ดูมีความเป็นส่วนตัวของผู้เข้าร่วม ไม่รบกวนคนที่มาเดินในพื้นที่ของ FRIEND FRIEND แต่ก็ยังมีความสงบและยังคงดูเข้าถึงง่าย ใครที่เดินผ่านไปผ่านก็แวะมาชะโงกดูได้ว่าทำกิจกรรมชากันอยู่ แล้วโซนนี้มีการตั้งชาให้ชิมฟรีด้วย

The Tea Table

The Tea Table

The Tea Table

The Tea Table

นอกจากนี้ ยังมีโซนอาหารขายด้วย อย่างร้านอาหารจีนโฮมคุกที่มีเมนูที่ใช้วัตถุดิบจากชาด้วย(Chinese-style Home Cooking & Tea Pairing โดย gallery zezë) หรือใครอยากจะนำอุปกรณ์เกี่ยวกับการชงชามาขายก็ย่อมได้เหมือนกัน เพราะเราอยากให้เป็นงานแบบมาร์เก็ตที่บรรยากาศเหมือนมาบ้านเพื่อนแบบเงียบสงบ เป็นบ้านเพื่อนที่มีครัวให้นั่งกิน มีของใช้ในบ้านให้แบบแอบดูว่า เพื่อนใช้ของอะไรบ้าง

The Tea Table

งานในปีนี้เราเลยคัดแต่คนเจ๋งๆ ซึ่งคนเจ๋งๆ สำหรับเราไม่ใช่ว่าเขาคืออันดับ 1 ในวงการหรือสายงานของเขานะ แต่มองในเรื่องของความเจ๋งต่อการมีความรู้ที่น่าเชื่อถือ อยากให้เขามาส่งต่อความรู้นั้นให้กับคอมมูนิตีชาของเรา รวมถึงคนที่กำลังเข้าวงการชาของไทยด้วย เราเลยไม่ได้คัดมาเยอะ รอบนี้มีชาตั้งแต่ชาจากจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน และไทย ซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่ได้เป็นชามาเดี่ยวๆ แต่จะเป็นชาที่มาพร้อมวัฒนธรรมและมาพร้อมกับอาหารที่เบลนด์ไปกับชาเลย

The Tea Table

ชาอยู่ในชีวิตของบะหมี่ตั้งแต่ยังจำความไม่ได้

เราดื่มชามานานแล้ว เพราะเป็นเรื่องปกติของลูกหลานคนจีนเลยที่ต้องดื่มชาทุกวัน คือการกิน ‘แต๊’ คนจีนแต้จิ๋วมักเรียกชาว่าแต๊ เราคุ้นเคยกับชามาตั้งแต่เด็กเลย กินกับมื้ออาหาร หรือกับขนมอยู่ที่บ้านอยู่แล้ว พอเข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ เราเห็นว่าเพื่อนๆ เขากินกาแฟกัน อย่างกาแฟในร้านสะดวกซื้อแต่เราลองแล้ว เรากินไม่ไหว ใจสั่น ตอนนั้นเลยเข้าใจว่าตัวเองแพ้กาแฟ บวกกับความรู้เรื่องกาแฟในยุคนั้นยังไม่แพร่หลาย เราเลยปิดใจกับกาแฟไปเลย แล้วก็ลองผิดลองถูกกับการดื่มเครื่องดื่มไปเรื่อยๆ จนกระทั่งค้นพบว่าเราชอบดื่มชาที่ไม่ใส่น้ำตาล ถึงจะขมแต่กลับมีกลิ่นหวานหอม ก็เลยหลงใหลรสชาติของชาตั้งแต่ตอนนั้น ดื่มทุกวันก่อนเข้าเรียนเลย ทำให้โฟกัสได้ดี ทำให้ตื่นตัวได้แบบที่ไม่ใจสั่นเหมือนกาแฟ ตอนนั้นเลยเริ่มสนใจชาในแง่ของรสสัมผัสและกลิ่นมากขึ้น

The Tea Table

นอกจากที่บ้านเรามีชาอยู่ในชีวิตประจำวันแล้ว บ้านเราก็ชอบทำอาหารเป็นชีวิตจิตใจ แม้จะไม่ได้เปิดร้านอาหารก็ตาม (หัวเราะ) มีเปิดขายเล่นๆ บ้างตามประสารุ่นพ่อรุ่นแม่ ขายข้าวแกงบ้าง ขายขนมบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นสูตรประจำตระกูล บ้านฝั่งแม่เราเป็นคนโพธาราม จังหวัดราชบุรี ก็เลยมีสวนผลไม้ มีนาข้าว ตอนเด็กๆ เราเลยโดนเรียกเข้าครัวตลอด ส่วนฝั่งบ้านพ่อนี่แหละที่เป็นคนจีน เป็นคนสุราษฎร์เลย แต่ฝั่งพ่อทำธุรกิจก่อสร้าง เรามีอากงที่เป็นเหมือนสถาปนิกที่ศึกษาเองเรียนเอง เพราะคนสมัยก่อนเขายังไม่ได้เรียนหนังสือกัน ตระกูลฝั่งพ่อเลยเป็นคนจีนที่ข้ามน้ำข้ามทะเลอพยพมา ทั้งเรื่องงานดีไซน์และอาหาร เลยเป็นสองกลิ่นอายที่อยู่ในตัวเรา ทำให้เราได้เรียนเกี่ยวกับโปรดักต์ดีไซน์ในช่วงมหาวิทยาลัย และได้ทำงานกับอาหารอยู่ตลอดเลย ธีสิสของเราก็ทำเกี่ยวกับ Molecular Food จนได้ทำงานกับบริษัทที่เป็นที่ปรึกษาธีสิสให้เราด้วย

The Tea Table

ตอนทำงานอยู่ที่บริษัทแรก เราทำเกี่ยวกับการวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์เพื่อนำไปเสนอให้ลูกค้าที่อยากเปิดร้านอาหาร หรือลูกค้าซึ่งเป็นเชฟที่ต้องการออกแบบบรรจุภัณฑ์เครื่องครัวของตัวเอง เป็นงานที่ตรงกับสายที่เราเรียนเลยแหละ แต่พอทำไปทำมามันเอนไปทางสายการตลาดมากหน่อย ส่วนเราเองก็ยังรักในเรื่องการทำอาหารอยู่ เลยหาทางที่จะเพิ่มการันตีให้ตัวเองเพื่อย้ายไปทำงานสายอาหาร ด้วยการเข้าไปเป็นสายอาร์ตไดเรกเตอร์ที่ดูแลการตลาดควบคู่กับการดูเรื่องคอนเซปต์เมนูอาหาร ทำให้บริษัทเห็นว่าเรามีเทสต์ในเรื่องของ sensory ได้ดี เราก็เลยได้ทำงาน R&D ของบริษัทนั้น นับตั้งแต่ตอนนั้นมา เราก็เลยได้ลึกลงเกี่ยวกับชามากขึ้นไปอีก เราทำงานอยู่ที่บริษัทนี้ 4 ปี แต่พอจุดหนึ่งก็อิ่มตัว เรายังคิดถึงการทำอาหาร เลยออกมาทำงานกับทาง Greyhound Café ซึ่งเป็นอีกบริษัทที่มีความหมายต่อเรามาก ในแง่ของการทำให้เรารู้ว่าการทำงานแบบมืออาชีพเป็นยังไง และได้เห็นว่าการทำอาหารที่หลากหลายมากจริงๆ

หลังจากใช้ชีวิตตามใจตัวเองและเดินตามแพสชันของตัวเองมาเป็น 10 ปีแล้ว ก็เลยเริ่มคิดว่าจะทำธุรกิจของตัวเองบ้างดีไหม จนมาตกตะกอนได้ว่า เราอยากทำคอมมูนิตีของคนดื่มชา เพราะสมัยนั้นร้านชาหายาก แล้วชาเองก็มีหลายมุมให้เรียนรู้อีกเยอะเลย ทั้งเรื่องราวของชาเองและทั้งการที่ชามีความหมายเพราะชาอยู่ในชีวิตเราตั้งแต่เกิด และคิดว่ามันคงสามารถอยู่กับเราไปจนตายได้เลย ก็เลยอยากสร้างคอมมูนิตีชาด้วยการทำ ‘grow tea.studio’

The Tea Table

ร้านชาร้านแรกของบะหมี่กับกระแสชาในไทยที่ยังเป็นคลื่นนิ่ง

จริงๆ วงการชาเริ่มมีกระแสตั้งแต่ที่เราทำงานบริษัทชาบริษัทแรกแล้วนะ แต่ในช่วงที่เริ่มเปิดร้านมันก็ยังใหม่สำหรับคัลเจอร์การดื่มของคนไทยอยู่ เพราะในเวลานั้น (ประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว) วงการชานำเสนอความเป็นชาได้ค่อนข้างเฉพาะกลุ่ม หมายความว่า คนที่จะเข้ามาดื่มชาได้ต้องมีกำลังซื้อ เพราะชาค่อนข้างราคาสูง ซึ่งจริงๆ กระแสลงไปอีกรอบช่วงโควิด-19 นั่นแหละ แต่เราตัดสินใจมาเปิด grow tea.studio หลังช่วงโควิด แต่ยังเป็นช่วงที่คนยัง work from home กันอยู่ แต่สาขาแรกตรงนั้นกลับกลายเป็นคอมมูนิตีชาได้ เพราะคนเครียดจากโควิด และเบื่อกับการที่ต้องทำงานที่บ้าน พื้นที่ตรงนี้เราเลยเปิดมาเพื่อให้คนที่รักชาได้มาคุยกัน ตอนนั้นยังใส่หน้ากากอนามัยชงชากันอยู่เลย (หัวเราะ)

The Tea Table

The Tea Table

ในช่วงเวลานั้นเรากลายเป็นชาแบรนด์แรกๆ ที่นำเสนอชาในรูปแบบใหม่ๆ มีการออกแบบร้านชาแบบใหม่ๆ เรียกว่าจับเทรนด์เข้ามาอยู่ในวงการชา คนที่รักชาเหมือนกันก็เริ่มเห็นโอกาส และเริ่มเข้ามาทำธุรกิจนี้มากขึ้น แล้วเราก็ได้ชวนพี่ๆ ชาที่ได้รางวัลของเชียงใหม่มาร่วมทำโปรเจกต์กับเรา เพื่อที่จะให้คนไทยรู้ว่า ชาบ้านเรามีดีนะ เราเลยได้ย่นระยะทางพาชาพี่ๆ ที่เขาทำไร่ชาที่ภาคเหนือมาให้ผู้คนได้ดื่มกัน จนเป็นอีกแรงกระเพื่อมของวงการชาใบมากขึ้น เพราะจริงๆ ชามีอยู่รอบตัวเราซึ่งเป็นคนตะวันออกอยู่แล้ว แค่ว่าจะมีคนที่หยิบมานำเสนอให้เห็นถึงความงดงามของชาตอนไหนมากกว่า

The Tea Table

ความเข้าใจที่มีต่อ ‘ชา’ ของคนไทยในอดีตกับปัจจุบันได้เปลี่ยนไปแล้ว

ความเข้าใจเรื่องชาของคนไทยในทุกวันนี้เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนค่อนข้างมากเลยนะ พอทุกคนออกมาให้ความรู้ หรือออกมาแสดงตัวตนกันเยอะ มันดีในแง่ของข้อมูลที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้ทุกคนรู้ว่าชาคือสิ่งที่มีความหลากหลายแง่มุมมากๆ ได้เริ่มเข้าใจว่า ชาไม่ใช่แค่ชานมไข่มุก ชาฟรีในร้านอาหาร หรือชาที่ดีต้องจ่ายเงินราคาสูงเท่านั้น แต่ข้อมูลและกระแสชาในปัจจุบันทำให้วงการชามีความเฟรนด์ลีกับผู้บริโภคมากขึ้น จนหลายคนแล้วก็รู้สึกว่าสามารถเอาชาเข้าไปอยู่ในมุมเล็กๆ ที่บ้านตัวเองได้ หรือไปอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น

แล้วอย่างคนไทยเองที่เอนจอยกับการกินสุดๆ แถมยังกินหลากหลายมาก ต่างชาติบางคนเขาเดินทางมาที่ไทยเพื่อมาสัมผัสความหลากหลายด้านอาหารของไทยด้วยซ้ำ บ้านเรามีชาหลากหลายมาก ตั้งแต่ชาญี่ปุ่น ชาจีน ชาไต้หวัน ชาเบลนด์ และชาไทยบ้านเราก็คุณภาพสูงมากๆ ฉะนั้น คำว่า ‘ชาไทย’ ของเรามันไม่มีกรอบเลย มีแต่ความสนุกที่หลากหลายและเติบโตไปได้เรื่อยๆ เรามองว่าชาคืออีกอย่างที่เป็นสิ่งยั่งยืนในประเทศเราได้เลย

The Tea Table

วงการกาแฟมียุคที่กระแสแรงมากๆ วงการชาเองก็เช่นกัน

มีทั้งความคล้ายและความต่างนะ สิ่งที่กาแฟและชาคล้ายกันคือในแง่ของเทรนด์นั่นแหละ เมื่อมนุษย์มีความสนใจในสิ่งหนึ่ง สุดท้ายจะมีขั้นตอนของการเรียนรู้ต่อสิ่งนั้น จะมีช่วงระยะเวลาและกระแสของมัน อย่างกาแฟเองก็คงมีหลายเฟสสำหรับการเรียนรู้ให้ลึกขึ้น คือการมีวิวัฒนาการไปเรื่อยๆ แต่อยู่ที่ว่าจะทำให้ยั่งยืนยังไง วงการชาเองก็ต้องมีเฟสที่ให้เรียนรู้เช่นกัน

แต่ความต่างอย่างหนึ่งคือการที่เมื่อปี 2 ปีที่ผ่านมา กระแสวงการชามันเร็วไปหน่อย เพราะพื้นฐานของชาไม่ใช่สิ่งที่จะชูแค่เรื่องของกลิ่นและรสชาติอย่างเดียว ชาต้องพ่วงมากับเรื่องวัฒนธรรมและศิลปะด้วย ข้อดีของการโตเร็วคือการที่ทุกคนจะหยิบจับเรื่องไหนในวงการชาก็ได้ตามใจชอบ แต่ข้อเสียคือข้อมูลยังมีผิดมีถูกบ้าง ฉะนั้น ตอนนี้เลยเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนต้องมาช่วยกันให้ความรู้ที่ถูกต้อง ค่อยๆ นำเสนอซึ่งกันและกัน เพื่อให้ลูกค้าใหม่ๆ หรือคนที่เพิ่งเข้าวงการมาใหม่ๆ ได้รู้จักทุกแง่มุมของชาจริงๆ อย่างบางคนก็เข้าสู่ชาพิธีการไปเลย ใส่กิโมโนชงชา หรือบางคนก็เข้าสู่วงการเบลนด์ เข้าสู่ความรู้ชาแบบเนิร์ดไปเลยก็มี การให้ความรู้ที่ถูกต้องคือการที่ทำให้วงการชาของไทยเกิดความยั่งยืน

The Tea Table

คนไทยที่ชงชาพิธีการในบ้านทุกเช้าเป็นสิ่งที่น่ารัก

สิ่งที่เขาพูดถึงกันในโลกโซเชียลอยู่ช่วงหนึ่งคือเรื่องที่คนไทยชงชาพิธีการในบ้าน จริงๆ ไม่ใช่เรื่องน่าขำนะ เพราะจากที่เราทำงานกับคนญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้ผลิตชาหรือคนในวงการชาเองก็คงดีใจด้วยซ้ำ เขาไม่ขำหรอกค่ะ (หัวเราะ) เพราะถ้าสมมติว่าเราเป็นเจ้าของไร่ชาหรือเป็นเจ้าของโรงงานชา เราจะไม่ดีใจเหรอที่โปรดักต์ของเราประสบผลสำเร็จที่ไปถึงมือผู้บริโภคได้ ไม่ว่าใครก็ตามที่อยู่ในวงการชา หรือแม้กระทั่งอาจารย์ที่นำพิธีชงชาแต่ละสำนัก เป้าหมายของอาจารย์นำพิธีเนี่ยคือการให้วัฒนธรรมชาเผยแพร่ไปทั่วโลก ไม่มีใครมานั่งขำแน่นอน เรามองว่าถ้าอยากให้ต้นน้ำเขารอดได้ ต้องช่วยกันผลักดัน แล้วก็อย่าไปคิดแทนเขาเยอะ ต้องเปิดกว้างที่จะเรียนรู้ไปด้วยกัน

The Tea Table

สิ่งที่คนไทยเข้าใจผิดเกี่ยวกับชา อาจเป็นเรื่องของพื้นฐานชา

เริ่มจากเรื่องพื้นฐานก่อนเลย อย่างการที่ ‘ชามีกี่ชนิด?’ (หัวเราะ) อยากให้ทุกคนรู้พื้นฐานของชาก่อน แล้วมันจะทำให้ไปสนุกกับชาต่อได้ อย่างชาทุกประเทศล้วนมีชาขาว ชาเขียว ชาเหลือง ชาอู่หลง ชาแดง ชาดำ เพียงแต่ว่าแต่ละประเทศก็จะมีวิธีการผลิตที่เป็นรสชาติของตัวเอง จากแหล่งที่ปลูก จากสายพันธุ์ที่เปลี่ยนไป หรือจากรสชาติจากดินฟ้าอากาศ หรือแม้กระทั่งจากแนวคิดของเจ้าของชา รายละเอียดมันต่อยอดได้เยอะมาก แต่ขอแค่ให้เริ่มจากเข้าใจก่อนว่าชามีกี่ชนิด แล้วจะสนุกมากขึ้น

อีกสิ่งที่สำคัญคือเรื่องของการดื่มชาให้ถูกประเภท อยากให้ศึกษาว่าชาอันไหนดื่มแล้วสุขภาพดี ถ้าอันไหนดื่มแล้วรู้สึกไม่ดี อ้วก ปวดท้อง หรือปวดหัว ต้องอย่าลืมสังเกตด้วย เพราะสำคัญที่สุดที่เลยคือจริงๆ แล้วชาเป็นพืชสมุนไพรนะ อย่าลืมเด็ดขาดเลย

The Tea Table

ยังคงมีสิ่งที่บะหมี่เพิ่งได้เรียนรู้จากการคลุกคลีอยู่กับชาทุกวัน

เราตกผลึกได้ว่าชาคือสิ่งที่ทำให้เราเกิดความสงบในชีวิตได้ ก่อนหน้านี้เราทำงานเหนื่อยมากแบบไม่เคยพักเลย จนกระทั่งได้มีเวลาอยู่กับชาจริงๆ ในแบบที่ไม่ได้อยู่ด้วยเรื่องธุรกิจ ทำให้เราย้อนมองชาในความหมายแรกและแพสชันแรกของเรา ที่จริงๆ แล้วชามันก็แค่นี้ เป็นความสุขที่เรียบง่ายแบบกิจกรรมอื่นๆ อีกอย่างคือถ้าเราอยู่กับชาด้วยการมองชาในแง่ธุรกิจมากเกินไป หรืออยู่กับชาด้วยแพสชันจนเกินไป จนมองชาเป็นระบบ บางทีมันอาจย้อนแย้งกับแก่นของชาที่แท้จริงก็ได้ เพราะจริงๆ ชาคือการผ่อนคลาย ไม่ต้องมีสิ่งใดมาครอบ

The Tea Table

ภาพที่บะหมี่อยากเห็นในวงการชาของไทย

อยากให้สนุกเหมือนวงการอาหารไปเลย ม่วนๆ แบบป๊ะเท่งป๊ะไปเลย (หัวเราะ) อยากให้ทุกคนมาช่วยกันจัดงานแฟร์ อยากให้ทุกคนมาช่วยกันป่าวประกาศหรือช่วยกันจัดคอมมูนิตีชาขึ้นมา หรืออยากให้ทุกคนมาช่วยกันให้ข้อมูลลูกค้า แล้วก็อยากให้เป็นบรรยากาศที่สนุกในสไตล์คนไทย เข้าใจว่าคนไทยชอบชาญี่ปุ่น ชอบชาไต้หวัน ชอบชาจีนกัน แต่อย่าลืมว่าการที่ชาจะอยู่ในประเทศไทยได้แบบยั่งยืน ต้องถูกส่งผ่านโดยนิสัยและวัฒนธรรมสไตล์ไทยด้วย

ชามีความหมายต่อบะหมี่มากกว่าการเป็นเครื่องดื่ม

เราเคยจะไปหาสิ่งยึดใหม่ๆ นะ เพราะทำงานอาหารและทำงานดีไซเนอร์ด้วย แต่พอหลีกหนีจากมันมากเท่าไร มันยิ่งเข้าหาเรามากกว่าเดิม ชาเลยเป็นมากกว่าสิ่งที่จะนิยามความหมายหรือคุณค่า เพราะมันกลมกลืนไปกับชีวิตเราไปแล้ว เป็นสิ่งที่คอยเตือนใจเราด้วยว่า ถ้าเครียดให้ลุกมาดื่มชาแก้วหนึ่งก็มีความสุขแล้ว จนแก่เฒ่าเราก็คงไม่ได้เลิกทำชาแล้วแหละ