About
ART+CULTURE

THE GRAY CHESS

บทสนทนากับ ‘น็อบบี้ พัฒน์ดนู’ ว่าด้วยเรื่องเทพปกรณัมฮินดู และความเป็นมนุษย์ในนิทรรศการ ‘THE GRAY CHESS’

Date 27-10-2026 Views 74
Read At ONCE
  • ดูความเป็นไปของสังคมในสายตาของ ‘น็อบบี้-พัฒน์ดนู เตมีกุล’ ผ่านการหยิบปกรณัมพราหมณ์-ฮินดูมาตีความใหม่เพื่อทลายกรอบความขาว-ความดำ เพื่อตั้งคำถามถึงเส้นแบ่งฝ่ายดี-ฝ่ายเลวในสังคมที่อาจไม่มีอยู่จริง

ประเดิม Trendy Galley กับบ้านหลังใหม่ที่ Cloud 11 ด้วยนิทรรศการ The Gray Chess โดยศิลปินไทยอย่าง ‘น็อบบี้-พัฒน์ดนู เตมีกุล’ ที่ชวนมองสังคมปัจจุบันผ่านภาพจำใหม่ของปกรณัมพราหมณ์-ฮินดูที่ฝ่ายดี-ฝ่ายร้ายไม่อาจแยกขาดจากกันอย่างที่คุ้นเคย

“ปกรณัมหรือนิยายต่างๆ มักสร้างภาพลักษณ์ความสมบูรณ์ที่แบ่งแยกความบริสุทธิ์หรือความขาวสะอาด ออกจากความดำมืดหรือความชั่วร้าย แต่เมื่อเป็นมนุษย์แล้วผมมองว่า มันมีความคลุมเครือบางอย่างอยู่ในความบริสุทธิ์และความชั่วร้ายเหล่านั้น ผมจึงตั้งคำถามกับความขาวและความดำด้วยการไม่ตัดสิน”

The Gray Chess จึงเป็นนิทรรศการที่น็อบบี้อยากท้าทายความลึกซึ้งในแนวคิดของตัวเองที่เริ่มจากการตั้งคำถามถึงเส้นแบ่งดี-เลวในสังคมว่า สิ่งเหล่านั้นมีจริงหรือไม่ และหากไม่มี บรรทัดฐานของสังคมหรือเบื้องลึกของความเป็นมนุษย์นั้นเป็นอย่างไร นิทรรศการนี้จึงถูกน็อบบี้สร้างสรรค์ผลงานด้วยการตั้งคำถามปลายเปิดอยู่เสมอ จนศิลปินเองได้ตกตะกอนในแนวคิดบางอย่างที่ใช้มองสังคมปัจจุบันที่มีการตัดสินกันและกันอยู่ตลอดเวลา

ในบทความนี้ ONCE จึงอยากพาไปสำรวจแนวคิดของน็อบบี้ต่อการสร้างนิทรรศการ The Gray Chess ที่สะท้อนแนวคิดการมองสังคมในมุมใหม่ และไม่แน่ว่านิทรรศการนี้อาจเปิดทัศนะให้เราเองได้ลองตั้งคำถามในมิติที่หลากหลายมากขึ้นกับทุกๆ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมด้วย

THE GRAY CHESS

ONCE: โลกนิยายปรัมปราของน็อบบี้เป็นแบบไหน?

ผมชอบอ่านนิยายแต่ไม่ใช่นิยายแบบเป็นการ์ตูนหรือเรื่องในยุคใหม่ๆ แต่เป็นนิยายอย่างมหาภารตะ รามายณะ หรือรามเกียรติ์ครับ พอผมอ่านและศึกษาลึกลงไปอีก ก็เห็นว่ามักมีอะไรบางอย่างที่เขากำลังบอกคนอ่านอยู่ ซึ่งสิ่งที่ผมเห็นจากนิยายเหล่านี้คือ ‘ความเป็นสีขาวมันไม่ได้ขาว’

THE GRAY CHESS

ในบางตอนที่เล่าเรื่องราวของฝ่ายเทพ-ฝ่ายมาร แต่การกระทำของฝ่ายเทพในบางครั้งดูโหดกว่าฝ่ายมารเสียอีกนะ ส่วนฝ่ายมารกลายเป็นผู้ถูกกระทำไปเสียอย่างนั้น เลยทำให้ผมเกิดการตั้งคำถามขึ้นมาว่า แล้วอะไรคือสิ่งที่มายึดเกาะหรือบัญญัติว่า ‘อะไรคือมารและอะไรคือเทพ?’ ทั้ง ๆ ที่การกระทำสวนทางกับคำนิยามที่พวกเราเข้าใจกัน

THE GRAY CHESS

อย่างหนุมานที่พูดถึงการล่วงละเมิด มีการหลอกใช้ยักษ์ตัวนั้นตัวนี้ ในนิยายเหล่านี้เลยมีดรามาหลากอย่างที่ผมมองว่า มิติเหล่านี้นี่แหละที่เชื่อมโยงกับความเป็นมนุษย์ได้มาก และเชื่อมโยงกับสังคมเราในปัจจุบันด้วยซ้ำไป ผมก็เลยรู้สึกว่าอยากจะเอามาสื่อสารอะไรบางอย่าง เพื่อสะท้อนถึงความคิด ความรู้สึกของคนในสังคมครับ

THE GRAY CHESS

ONCE: ความผสมผสานของศิลปะสไตล์ตะวันตกและศิลปะแบบไทย?

ผมมองว่าผมใส่องค์ประกอบในแบบยุโรปเสียส่วนใหญ่ หรือแม้แต่พื้นผิวของสี การลงน้ำหนัก และการลงแสงเงา ผมนำเทคนิคการทำงานศิลปะสไตล์ยุโรปมาปรับใช้ส่วนใหญ่เลย แต่ความเป็นไทยที่ผมใส่เข้าไปในงานแทนคือตัววัตถุในภาพ สัญลักษณ์บางอย่าง เพราะผมไม่ได้เริ่มต้นจากการเขียนลายไทย เดิมทีคือผมชอบงานปั้นมวลอยู่แล้ว พอได้ทำงานบนผ้าใบ เลยชอบวาดให้ภาพมีความเป็น 3 มิติ หรือมีความนูนขึ้นมา ฉะนั้นเทคนิคการสร้างงานผมจะใช้ศิลปะสไตล์ยุโรปมาผสมผสานเข้ากับการเล่าเรื่องราวแบบไทยๆ ผ่านวัตถุและสัญลักษณ์ครับ

THE GRAY CHESS

THE GRAY CHESS

จริงๆ แล้วงานจิตรกรรมไทยเป็นอะไรที่ผมไม่ถนัดเลย อย่างสไตล์เสื้อผ้าในผลงานของผมที่ดูเผินๆ อาจจะมีความเป็นไทย แต่จริงๆ แล้ว ความเป็นไทยมีความซับซ้อนในลายของผ้าเยอะกว่าที่เห็นในงานของผมเยอะเลย สิ่งที่ผมวาดออกมาเลยเป็นแค่ภาพแทนของเครื่องแต่งกายของฝั่งฮินดูหรือภาพแทนจากในปกรณัมฮินดูมากกว่าครับ เพราะจริงๆ ผมอยากสื่อสารถึงเรื่องความเป็นมนุษย์มากกว่า อยากสื่อสารเรื่องภาพลักษณ์ของเทพที่จริงๆ แล้วมีความคล้ายมนุษย์ นั่นคือสิ่งที่ผมอยากเล่ามากกว่า

THE GRAY CHESS

THE GRAY CHESS

ส่วนชิ้นที่เป็นภาพสเกตช์ อันนั้นเป็นต้นแบบก่อนจะมาเป็นสีน้ำมัน บางภาพที่เป็นชิ้นใหญ่จะเขียนสีเลยก็น่าจะหนักครับ (หัวเราะ) บางชิ้นงานถ้าภาพในหัวผมไม่ได้ชัดมากๆ ก็จะได้วิธี Drawing หรือร่างในโปรแกรม Photoshop ออกมาก่อน เลยเป็นเหตุผลว่า ในนิทรรศการนี้ถึงได้มีสเกตช์แค่ไม่กี่ชิ้น ก็อย่างที่บอกเลยครับ ถ้าภาพไหนมันชัดในหัวมากๆ ก็ลงมือเลย ไม่ต้องสเกตช์ก่อน

THE GRAY CHESS

ผลงานชุดนี้ใช้เวลาทำประมาณปีกว่าเลยครับ ถ้าผลงานชิ้นใหญ่ๆ ก็ประมาณสองเดือน แต่ในส่วนของกระบวนการคิด ผมสะสมแนวคิดมาเรื่อยๆ ครับ เช่น พอได้ทำชิ้นแรกแล้วก็คิดต่อกับผลงานชิ้นนั้นไปเรื่อยๆ แนวคิดก็ค่อยๆ ลึกลงไปเรื่อยๆ จนเริ่มเห็นคำถามและโครงสร้างแนวคิดที่ชัดเจนของผมเอง การทำงานเลยเป็นการทำงานกับคำถามปลายเปิดครับ ซึ่งการเป็นคำถามปลายเปิด ทุกคนล้วนมีคำตอบในแบบของตัวเอง นิทรรศการนี้เลยเป็นพื้นที่ที่ตั้งคำถาม ชวนมองมากกว่าขาว-ดำหรือสองด้าน ชวนมาดูคำถามปลายเปิดด้วยกันครับ

THE GRAY CHESS

ONCE: เล่าผลงานชิ้นแรกของนิทรรศการ “ละครยักษ์ละครลิง (A PLAY OF GIANTS AND MONKEYS)” ให้ฟังหน่อย

ชิ้นนี้เริ่มจากการอ่านนิยายเลยครับ (หัวเราะ) ผมอ่านรามเกียรติ์ อ่านพร้อมๆ กับการตั้งคำถามที่ผูกโยงกับสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงนั้นพอดีด้วย แนวคิดของผมคือการที่มองภาพรวมของโครงสร้างทางการเมืองว่า บางครั้งการแบ่งสีหรือแบ่งพรรค สุดท้ายคือพรรคที่เราเคยมองว่าเป็นศัตรูกัน ท้ายที่สุดเขาก็อาจมารวมกันได้เหมือนกัน ซึ่งสิ่งนี้ผมไม่ได้บอกหรือไม่ได้ตัดสินว่ามันดีหรือไม่ดีนะ แค่นำเสนอในอีกมิติออกมา เพราะบางสิ่งบางอย่างมันมีเหตุผล มีความจำเป็น หรือมีปัจจัยที่ทำให้บางเรื่องเกิดขึ้น โดยไม่สามารถตัดสินขาว-ดำได้ ซึ่งผมรู้สึกว่ามิติตรงนี้อาจจะหมายถึงความเป็นมนุษย์หรือเปล่า? หรืออย่างหนังสือที่ผมอ่านก็คล้ายกัน อย่างการที่พิเภกเองก็ไปอยู่กับพระรามได้ ทั้งๆ ที่เป็นน้องของทศกัณฐ์ด้วยซ้ำ

THE GRAY CHESS

ONCE: สิ่งที่น็อบบี้ได้ตกตะกอนจากการทำงานกับนิทรรศการ THE GRAY CHESS

คนเราไม่ควรตัดสินอะไรในทันทีครับ การทำงานชุดนี้ทำให้ผมรู้ว่า ไม่ได้อยากตัดสินบางสิ่งในทันทีเลยโดยเฉพาะกับในยุคนี้ที่ผู้คนนิยมตัดสินกันได้ง่ายมาก ไม่พอใจอะไรเล็กน้อยก็แขวนป้ายกันได้ง่ายๆ แล้ว เพราะเครื่องมือในการแขวนผู้อื่นในยุคนี้มันช่างง่ายดายมาก ซึ่งจริงๆ แล้วผมมองว่า ทุกคนล้วนมีมิติบางอย่างที่เราเองก็ยังไม่รู้จักคนอื่นได้จริงๆ เราอาจจะเห็นคนอื่นแค่มิติเดียวหรือเปล่า หรือจริงๆ มันมีมุมอื่นมากกว่ามุมที่เราจะไปตัดสินเขาหรือเปล่า นิทรรศการนี้เองก็ชวนให้ย้อนคิดถึงเรื่องการตัดสินด้วย

THE GRAY CHESS

ONCE: ผลงานชิ้นที่ใหญ่ที่สุดของงานนี้ “สนามเด็กเล่น (THE PLAYGROUND)”

ภาพนี้ผมตั้งใจเขียนถึงเรื่องของยักษ์ ผลงานนี้เลยต้องเป็นชิ้นที่ใหญ่ที่สุดครับ ซึ่งยักษ์ในผลงานนี้คือยักษ์ที่เป็นเด็ก ซึ่งเป็นเด็กเล่นในสนามเด็กเล่น แต่ด้านล่างของสนามเด็กเล่นกลับเป็นบ้านเมืองที่มีทั้งพลเมือง เต็มไปด้วยประชาชนคนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบและเดือดร้อนจากการกระทำโดยไม่รู้ของยักษ์เด็ก

THE GRAY CHESS

ภาพแทนทั่วไปของเด็ก เราก็มักจะมองว่าเด็กบริสุทธิ์ใช่ไหมครับ แต่ผมไม่ได้มองแบบนั้นนะ แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กไม่บริสุทธิ์ด้วย เพราะผมเองก็มีลูก แล้วก็รู้สึกว่าเด็กแต่ละคนเหมือนมีบางอย่างติดตัวมากับเขานะ เพราะฉะนั้นในมุมของผม เด็กจึงไม่ใช่ผ้าขาว ความรู้สึกที่ว่าเด็กโกรธแล้วเป็นยังไง เด็กแสดงออกแบบไหน หรืออย่างตอนที่ความรู้สึกที่เขามีความสุข เขาแสดงออกแบบไหน พอผมมีลูกผมถึงได้เข้าใจ ก็เลยมองว่าเด็กไม่ได้เป็นผ้าขาว เด็กมีอะไรบางอย่างมากับเขาด้วยจนเกิดเป็นบุคลิกเฉพาะตัวของเขาเลย ฉะนั้นผมเลยมองว่า เด็กก็ยังเป็นความบริสุทธิ์อยู่นั่นแหละ แต่เป็นความบริสุทธิ์ที่มีพฤติกรรมบางอย่างที่ติดตัวเขามา ดังนั้นแล้วมันจึงไม่ใช่สีขาว ไม่ใช่สีเทา ไม่ใช่สีดำ แต่เป็นสีสันของเด็กเอง

THE GRAY CHESS

THE GRAY CHESS

ONCE: มีชิ้นงานที่เป็นเรื่องส่วนตัวของน็อบบี้ด้วย

ใช่ครับ (หัวเราะ) จะมีชิ้นงานที่เล่าเรื่องส่วนตัวของผมเองด้วย เป็นภาพภรรยาผมเอง ผมอยากให้ทะเลเป็นภาพแทนตัวผม ที่บางครั้งดูสวยงามแต่บางครั้งก็ดูอันตราย เพราะคนเรามักมีทั้งสองมุมในตัวเราเอง ส่วนภรรยาผมจะคอยประคบประหงมแสงไฟอยู่บนเรือ เหมือนความหวังที่พาให้ครอบครัวผ่านไปได้ ผมอยากใส่เรื่องราวส่วนตัวและความรู้สึกส่วนตัวเข้าไปด้วย นิทรรศการนี้จะได้ไม่มีแค่เนื้อหาหนักๆ ที่เกี่ยวกับการวิพากษ์สังคมไปเสียหมดครับ

THE GRAY CHESS

ONCE: ในสังคมที่ตัดสินกันไปมาอยู่ตลอดเวลา น็อบบี้มองการอยู่ร่วมกับสังคมในตอนนี้แบบไหน

ไม่จำเป็นต้องไปคิดเลยว่าเราอยู่ยังไง ผมมองว่าต่อให้สังคมกำลังตัดสินกัน แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องไปตัดสิน ขณะเดียวกันเราก็ไม่จำเป็นจะต้องไปคิดว่า การตัดสินเป็นสิ่งไม่ดีด้วยซ้ำ มันคือความเป็นไปของสังคมเท่านั้นเอง เราแค่ดูและทำความเข้าใจกับมันมากขึ้นไปเรื่อยๆ และเติบโตไปกับมันได้ครับ อย่าเพิ่งไปท้อแท้กับสังคมเลย เพราะผมเชื่อว่าคนที่ไม่ได้ตัดสินสิ่งต่างๆ ยังมีอีกเยอะ หรือแม้แต่คนที่เขาเคยตัดสินในสิ่งต่างๆ วันหนึ่งเขาก็อาจจะไม่อยากตัดสินอีกต่อไปแล้ว สังคมมีหลายอย่างมากเลยครับ

THE GRAY CHESS

THE GRAY CHESS

ONCE: อยากให้ผู้ชมมองเห็นอะไรใน THE GRAY CHESS

โครงสร้างหรือแนวคิดทั้งหมดที่ผมสร้างขึ้นมาในงาน ไม่ได้อยากให้ผู้ชมคิดเหมือนกันกับผม ผมแค่อยากให้แนวคิดของผมเป็นประตูเปิดคำถาม เปิดพื้นที่ให้เกิดความอิสระทางความคิด เพราะบางคนเขามองภาพของผม ก็ไม่ได้คิดแบบที่ผมพูดเลย เขาคิดไปเรื่องของเขาเอง บางคนมองไปเรื่องวัฒนธรรม บางคนมองไปเรื่องประวัติศาสตร์บ้าง ทุกอย่างเป็นไปได้หมดเลย ผมไม่อยากตีกรอบ แต่ผมก็อยากจะให้เขารู้สึกถึงบางอย่างนะครับ อย่างการที่แม้ว่าผลงานจะนำเสนอความสวยงามหรือความโรแมนติก แต่หากสังเกตดีๆ ก็จะมีความรู้สึกบางอย่างที่แสดงออกถึงความไม่ปลอดภัยซึ่งในแฝงไว้ในนั้นอยู่ หรือบางภาพที่ภาพลักษณ์ที่ดูน่ากลัว แต่กลับมีความสวยงามบางอย่างอยู่ในนั้น อยากให้เกิดความรู้สึกเหล่านี้มากกว่า ส่วนจะนำไปสู่แนวคิดอะไร ก็แล้วแต่ประสบการณ์ร่วมของผู้ชมเลยครับ

THE GRAY CHESS

THE GRAY CHESS
17 ตุลาคม – 22 พฤศจิกายน 2026
Trendy Gallery ชั้น 2 ที่ Cloud 11