About
BUSINESS

น้องรัก

NONG RAK จากรักเล็กในเมืองใหญ่สู่สตูดิโอและแบรนด์เสื้อผ้าที่เชื่อว่าการเลี้ยงชีพด้วยงานฝีมือเป็นเรื่องที่เป็นไปได้

Read At ONCE
  • คุยกับคู่รักและคู่คิด ‘เชอรี่- เรน พ่วงเฟื่อง’ และ ‘โฮม- ธีรพัฒน์ พ่วงเฟื่อง’ จาก NONG RAK แบรนด์ไทยที่ทำเสื้อผ้าขึ้นด้วยมือทุกชิ้น เปลี่ยนวัสดุที่คนไม่ค่อยหยิบจับอย่างผ้าไหมไทยให้เป็นอะไรที่ใส่ได้ทุกวัน ทลายกรอบค่านิยมทางสังคมผ่านการแต่งตัว และผ่านเข้ารอบสุดท้ายในเวทีประกวดดีไซเนอร์ระดับโลกอย่าง LVMH Prize 2026

NONG RAK เริ่มต้นด้วยเรื่องราวความรักและการฝ่าฟันอุปสรรคไปด้วยกันของ ‘เชอรี่’ และ ‘โฮม’

พวกเขาพบกันครั้งแรกที่ตลาดนัดเจเจกรีนเมื่อ 11 ปีที่แล้วในวันฝนตก ตอนนั้นเชอรี่เป็นศิลปินและพี่เลี้ยงเด็กที่มาหาซื้อผ้าในวันหยุด ส่วนโฮมเป็นกราฟิกดีไซเนอร์จบใหม่ที่ทำงานในวงการแฟชั่นมาแล้วประมาณนึง ด้วยความที่กลัวว่าเชอรี่จะเปียกฝน โฮมชวนเธอมาหลบฝนด้วยกันหน้าร้านเสื้อผ้ามือสอง แล้วเรื่องราวทั้งหมดก็เริ่มต้นขึ้นจากตรงนั้น

พวกเขาพยายามสร้างตัวด้วยกันจากการขายเสื้อผ้าวินเทจ จากกรุงเทพฯ ไปพอร์ตแลนด์ สหรัฐอเมริกา ตามด้วยแคลิฟอร์เนีย ก่อนแบรนด์จะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นที่แอริโซนา ที่ซึ่งทั้งคู่เริ่มมาหยิบจับ Fiber Art ด้ายและไหมพรม และในที่สุดโชคชะตาก็ได้พาพวกเขาเดินทางข้ามประเทศด้วยรถ 1 คันและลูกชาย 1 คนไปมหานครนิวยอร์ก ที่ที่ว่ากันว่าทุกความฝันเป็นจริง

แล้วความฝันที่ดูเลือนรางก็เริ่มชัดเจนขึ้น NONG RAK ได้ไปป๊อปอัปที่ New York Fashion Week และประสบความสำเร็จมากจนพวกเขาตัดสินใจอยู่ต่อ แต่ด้วยค่าครองชีพที่สูงลิ่ว ทั้งคู่เลยตัดสินใจกลับมาที่จุดเริ่มต้นอย่างกรุงเทพฯ อีกครั้ง

ผ่านการผจญภัยมานานหลายปี ตอนนี้โฮมและเชอรี่มีสตูดิโอและร้านอยู่บนถนนเดโช ด้านล่างโรงหนังอิสระอย่างศาลาเสน่หา พวกเขาตกแต่งร้านในสไตล์ของตัวเอง ซึ่งแน่นอนคงหนีไม่พ้นของเก่าและงานคราฟต์ เห็นได้ตั้งแต่กระเบื้องที่เรียงตัวเป็นคำว่า NONG RAK แบบไม่เป็นระเบียบนักตรงทางเข้าร้าน และเตียงเก่ากลางร้านที่เป็นที่ให้แขกนั่งเล่นได้ ชีวิตในบ้านหลังใหม่ที่แสบอบอุ่นนี้ของ NONG RAK เป็นยังไง ไปฟังจากเชอรี่และโฮมกันเลย

NONG RAK

SETTLING DOWN

จากที่เล่าไปก่อนหน้านี้ ทุกคนอาจจะคิดว่า NONG RAK เป็นแบรนด์ที่มีจิตวิญญาณของนักผจญภัยที่กล้าทำกล้าลองอยู่สูงมาก เราเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่พอได้ฟังจากเชอรี่ เธอกลับบอกว่า นั่นคือเฟสหนึ่งของชีวิตที่ได้ผ่านพ้นไปแล้ว

“ตอนนี้ NONG RAK เรียกได้ว่าอยู่ในช่วงที่มั่นคงขึ้น ที่ผ่านมาเป็นช่วงชีวิตที่ขึ้นสุดลงสุด เราได้เรียนรู้ ได้ทดลองมาเยอะแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องเอาบทเรียนทั้งหมดมาใช้บ้าง แต่ยังไงก็ตามเราก็ยังอยากให้เสื้อผ้าของเราให้ความรู้สึก Adventurous (เหมือนการผจญภัย) อยู่นะ แค่พวกเราน่าจะต้องมีการแบ่งหน้าที่แล้วก็ทำอะไรให้มีระบบระเบียบขึ้น ให้ร้านนี้ไปต่อได้ แล้วก็ให้คนรู้สึกสนุกที่ได้เข้ามา” เธอเล่า

“แล้วหน้าที่ที่ว่ามีอะไรบ้าง?” เราถาม

“ส่วนมากเราจะทำในส่วนของการรีเสิร์ชแล้วก็พัฒนาโปรดักต์ ไปศึกษาวัสดุใหม่ๆ อะไรพวกนั้น และภาพรวมของ Creative Direction” เชอรี่ตอบ เธอชอบทำงานเบื้องหลังตามประสาอินโทรเวิร์ตที่ไม่ถนัดคุยกับคนมากนัก ในขณะที่โฮมที่มีบุกคลิกช่างพูดช่างคุยกว่า เลยจะทำหน้าที่หน้าร้าน สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ช่างตัดเย็บ รวมไปถึงช่วยเรื่องการบริหารร้าน “He makes people feel at home.” เชอรี่เสริมว่าโฮมเก่งเรื่องทำให้คนรู้สึกเหมือนอยู่บ้านสมชื่อ!

NONG RAK

“ไอเดียบ้าๆ ที่ดูจะเป็นไปไม่ได้มาจากเชอรี่ทั้งนั้น” โฮมพูดติดตลก คำชมที่ถูกรับส่งไปมาเหมือนลูกปิงปอง ทำให้คิดว่าคนที่ดูเหมือนคนที่รู้จักโฮมและเชอรี่ดีที่สุด น่าจะเป็นอีกฝ่ายมากกว่าตัวทั้งคู่เองซะอีก

ทั้งคู่พูดเสมอตลอดการสัมภาษณ์ว่า ช่วงชีวิตนี้ดีกว่าช่วงไหนๆ และถ้าบอกพวกเขาเมื่อ 11 ปีก่อนว่า ชีวิตตอนนี้จะเป็นแบบนี้ก็คงไม่เชื่อแน่ๆ ไอเดียบ้าๆ พวกนั้นทำให้พวกเขามีที่ยืนของตัวเองได้ จนล่าสุด ในปีนี้ NONG RAK ได้เข้ารอบ Semi-Finalist 20 แบรนด์สุดท้ายในเวที LVMH Prize 2026 ซึ่งเป็นก้าวใหญ่สำหรับดีไซเนอร์หลายๆ คน

NONG RAK

“อะไรคือสิ่งที่เอนจอยที่สุดในการทำ NONG RAK?” เราถามอีกครั้งเพราะดูเหมือนทั้งคู่จะทุ่มเทและใส่ความเป็นตัวเองลงไปในแบรนด์นี้แบบสุดกำลัง

“ความเป็นอิสระ” เชอรี่ตอบแแบบไม่ต้องคิด “เราเป็นคนที่น่าจะเหี่ยวแห้งถ้าต้องทำงานที่ตัวเองไม่ได้อยากทำ ซึ่งจริงๆ ก็เคยทำมาหลายงานแล้วนะ เพราะเราไม่ได้เรียนมหาลัย ก็เลยไม่ได้มีตัวเลือกอะไรมากมายขนาดนั้น แต่ละงานที่ทำก็ไม่ได้ทำให้เราเติบโตในด้านครีเอทีฟเลย เพราะฉะนั้นการได้มาทำสิ่งนี้เป็นการเปิดพื้นที่ให้ความคิดสร้างสรรค์เราออกมาโลดเเล่น แล้วก็พูดง่ายๆ คือเราไม่ชอบตอบคำถามใคร ไม่ได้อยากมีเจ้านาย แล้วก็ไม่อยากไปอยู่ในที่ที่รู้สึกไม่เป็นตัวเองด้วย NONG RAK เลยเป็นที่ที่เพอร์เฟกต์เลย” เชอรี่ตอบ ส่วนโฮมก็คิดไม่ต่างกัน เขาชอบที่ที่นี่ทำให้ทุกคนได้ทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดแบบเต็มที่ รวมถึงทีมของพวกเขาด้วย

NONG RAK

AN ODE TO NATURE

เชอรี่เเละโฮมเริ่มต้นจากแบรนด์เสื้อผ้าวินเทจ ที่ความสนุกคือการรู้สึกว่าเราได้ค้นพบสมบัติตอนเจอของหายาก ของแรร์ๆ หรือของที่สวยจนไม่เชื่อว่าจะตกมาถึงมือเราได้ และทั้งสองก็ยังอยากเก็บความรู้สึกเหล่านั้นไว้ใน NONG RAK

พวกเขาสร้าง Sense of Discovery (ความรู้สึกของการได้ค้นพบอะไรบางอย่าง) ผ่านการเล่นกับสีและเนื้อผ้าเป็นหลัก โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากสีสันและความหลากหลายในกรุงเทพฯ นอกจากนี้ก็พยายามค้นหาและทำงานกับวัสดุใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อสร้างอะไรที่ต่างไปจากเดิม พวกเขามองว่าการโอบรับสิ่งที่หาได้ง่ายๆ รอบตัว แล้วเอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ที่สุดนี่แหละ เป็นวิธีหนึ่งในการขอบคุณธรรมชาติ

NONG RAK

NONG RAK

หนึ่งในตัวอย่างที่ธรรมชาติให้มาเเล้วพวกเขาโอบรับอย่างเต็มที่ก็คือผ้าไหมไทย วัสดุดูดีดูแพงที่หาได้ทั่วไปในไทยอยู่แล้ว แต่คนที่ใส่กลับมีแค่เฉพาะกลุ่ม แถมมีโอกาสให้ใส่ไม่เยอะ “คนไทยใส่ผ้าไหมกันแค่ 3 ครั้งต่อปีในไม่กี่โอกาส เราต้องเปลี่ยนความคิดนั้นได้แล้ว เพราะผ้าไหมไทยกำลังจะตาย NONG RAK อยากทำให้ผ้าไหมไทยเป็นอะไรที่ใส่ได้ทุกวัน” โฮมเล่าเจตจำนง วันนี้ทั้งเขาและเชอรี่เองก็อยู่ในชุดผ้าไหม แต่กลับดูหลวมและเบาสบาย ไม่เหมือนภาพที่เราคุ้นเคยกัน ก่อนจะอธิบายต่อว่า “จริงๆ ผ้าไหมไทยก็ไม่ได้ซักยากอะไรเลย เราแค่ติดภาพจำเดิมๆ ว่ามันจะต้องเรียบ ต้องเพอร์เฟกต์ เป็นค่านิยมที่ทำให้คนไม่ค่อยกล้าหยิบออกมาใส่”

NONG RAK

“เราลองเอามาซัก แล้วก็ปล่อยให้มันยับ ก็พบว่าผ้ามันนุ่มขึ้นแถมความยับยู่ยี่ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติก็น่ารักดี ก็เลยปล่อยให้เป็นแบบนั้น ถ้าผ้าอยากจะยับ เราจะไปสู้ธรรมชาติของผ้าทำไม? มาหาวิธีใช้มันให้ได้ดีกว่า” เชอรี่เสริม พวกเขาเชื่อว่าถ้าความต้องการในตลาดของผ้าไหมไทยเพิ่มขึ้น ชาวบ้านและช่างฝีมือก็จะสามารถส่งต่อความรู้ของพวกเขาไปได้เรื่อยๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่โฮมและเชอรี่อยากให้เกิดขึ้นที่สุด แถมยังแพลนว่าอยากไปหยิบจับผ้าอื่นๆ เช่น ผ้าฝ้าย และกัญชงด้วย

NONG RAK

NONG RAK คืออิสรภาพ พวกเขาอยากเป็นอิสระจากค่านิยมและสิ่งที่คนอื่นคาดหวัง แม้กระทั่งในวิธีการเลือกผ้าหรือดูแลผ้า “NONG RAK คือความเป็นมนุษย์และความไม่สมบูรณ์แบบ” โฮมย้ำ

นอกจากเรื่องวัสดุแล้ว ถ้าต้องพูดถึงสไตล์ NONG RAK ก็ให้ความสำคัญกับการ explore เรื่องนี้เช่นกัน แน่นอนว่าเสื้อผ้าพวกเขามีกลิ่นอายความวินเทจ เช่น ‘Handwoven Raw Thai Silk Unisex Uniform Pants’ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกางเกงวิ่งในยุค 70 แต่มากไปกว่านั้นในวันนี้พวกเขาโฟกัสเรื่องความสบายเเละโอกาสการใช้งานที่หลากหลาย เพราะอยากให้เสื้อผ้าที่ผลิตวันนี้กลายเป็นของที่คนจะส่งต่อกันรุ่นต่อรุ่นเหมือนของวินเทจ

NONG RAK

“พวกเราถามตัวเองเสมอเวลาจะออกแบบอะไรว่า ‘ตอนนี้โลกต้องการอะไร?’ อย่างช่วงโควิด-19 ตอนนั้น Mohair (หมวกไหมพรมที่นำมายีจนฟู) ของพวกเราเป็นที่รู้จัก เพราะโลกต้องการความแปลกใหม่ ต้องการอะไรที่ดูแตกต่างไปจากชีวิตประจำวันของพวกเขา แต่เรารู้สึกว่าวันนี้โลกก็เปลี่ยนไป เราอยากทำอะไรที่คนใส่ได้จริงมากขึ้น” เชอรี่อธิบาย

NONG RAK

SMALL PRODUCTION

เสื้อผ้าของ NONG RAK ทำด้วยมือทุกชิ้น โดยทางแบรนด์มีช่างตัดเย็บประจำที่โฮมจะเป็นคนประสานงานและดูแล พอตัดเสร็จเชอรี่และผู้ช่วยอีกคน จะมาดูเรื่องการตกแต่งให้เข้าที่อีกที เช่น การเย็บกระดุม การยีไหมพรมให้ฟู หรือการเพิ่มเทกซ์เจอร์ต่างๆ

NONG RAK

แรงงานที่ใช้ในการผลิตเสื้อผ้าของ NONG RAK มีอยู่ไม่ถึง 5 คน เทียบกับแฟชั่นเฮาส์ใหญ่ๆ แล้วถือว่าเล็กมาก แต่พวกเขาก็พอใจที่เป็นแบบนี้ เพราะแปลว่าเสื้อผ้าทุกชิ้นผ่านมือพวกเขาหมด “บางคนทำทีละร้อยตัว แล้วก็ต้องมาใช้เงินแก้ไขจุดที่ผิดพลาด ซึ่งพวกเราไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายนั้นได้ เราเลยคิดว่าสเกลการผลิตเราก็คงจะประมาณนี้แหละ ไม่เกิน 30 ตัวต่อครั้ง บางคอลเลกชันก็อาจจะมีแค่ 2-3 ตัว ไม่ก็เป็น Tailor-made ไปเลย ให้คนมาสั่งตัดแล้วทำไม่กี่ตัวก็พอ” เชอรี่อธิบาย

NONG RAK

และเมื่อถามว่าคิดยังไงที่สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ช่างสวนทางกับโลกที่ต้องการประสิทธิภาพและความไวเหลือเกิน เชอรี่บอกว่าพวกเธอเองก็เคยแพนิกกับโอกาสที่เข้ามามากมายจนรับไม่ทันเหมือนกัน มีเเมกกาซีน เซเลบ ติดต่อเข้ามาร่วมงานกับ NONG RAK มากมาย แม้กระทั่งคนดังระดับตำนานอย่าง Madonna! แต่สุดท้ายทั้งสองก็แค่ต้องยอมรับว่า ไม่สามารถทำทุกอย่างได้ในเวลาที่มีจำกัด และน้อยครั้งที่สิ่งเหล่านี้จะทำให้พวกเขาได้ยอดขายเพิ่มขึ้น

NONG RAK

“แล้วเราก็คิดว่า ยิ่งหาเงินได้มาก เราก็ยิ่งใช้มาก แล้วก็ต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินมาใช้เพิ่มอยู่ดี เคยได้ยินไหม มากเงินมากเรื่อง” เชอรี่พูด เธอพอใจกับสิ่งที่ NONG RAK เป็นตอนนี้มากกว่า และก็หวังว่าลูกค้าจะสัมผัสได้ถึงความจริงใจนี้ เธอเชื่อว่าถ้าเราไม่พยายามขายหรือยัดเยียดมากจนเกินไป คนก็จะมีความสุขในการมาเลือกซื้อมากขึ้น

NONG RAK

NONG RAK

ความรู้สึกของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ NONG RAK อยากจะเป็นแบรนด์ที่ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าถึงได้ ทำให้ร้านมีสินค้าหลายราคา หรือถ้าจะไม่ซื้อก็ไม่ว่า เชอรี่และโฮมยินดีที่จะให้ที่นี่เป็นที่ที่คนเข้ามาเดินเล่นเพื่อหาแรงบันดาลใจ

NONG RAK

MAKING FOR A LIVING

NONG RAK ไม่ใช่แค่ธุรกิจแต่เป็นวิถีชีวิตของเชอรี่และโฮม

พวกเขาตามหางานที่จะให้ ‘เวิร์ก-ไลฟ์-บาลานซ์’ มานาน และแทบจะเป็นอะไรที่หาไม่ได้ในโลกปัจจุบัน แม้กระทั่ง NONG RAK เองก็ยังมีจังหวะที่ให้สมดุลนั้นไม่ได้ จนเชอรี่เกือบจะวางมือจากแบรนด์แล้ว แต่สุดท้ายก็ค้นพบว่า ตัวเองยังชอบสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ด้วยมืออยู่ดี เลยทำมาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้

นอกจากนั้นก็พยายามคิดว่าจะทำยังไงให้แบรนด์นี้เป็นทั้งงานและวิถีชีวิตได้พร้อมๆ กัน โดยพวกเขาได้แรงบันดาลใจมาจากชุมชนช่างฝีมือดั้งเดิมในประเทศไทยที่การทำงานและชีวิตประจำวันหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ในทางที่ดีนะ แบบที่ป้าๆ หมู่บ้านช่างทอผ้ายังมีเวลาแวะไปนั่งเมาท์กับเพื่อนในช่วงสายๆ และงีบหลับตอนบ่ายๆ แต่ก็สามารถสร้างรายได้จากสิ่งที่ทำได้อยู่

NONG RAK

“ยังมีความเป็นไปได้ที่เราจะเลี้ยงชีพด้วยงานฝีมือนะ ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรที่ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ อาจจะอำนาจหรืออิทธิพลของอะไรสักอย่างบนโลกใบนี้ แต่คนก็เคยอยู่กันเเบบนั้นมาก่อน เราไม่เชื่อหรอกว่าอะไรๆ จะหวนกลับไปเป็นแบบเดิมไม่ได้ในสักวัน คงไม่ง่ายหรอก แต่มันเป็นไปได้” เชอรี่พูดด้วยความหนักแน่น และในฐานะคนที่ชอบงานฝีมือเหมือนกันก็ต้องบอกว่าฟังแล้วใจชื้น

NONG RAK

NONG RAK

พวกเขากำลังค่อยๆ สร้างชีวิตในฝันนั้นขึ้นบนถนนเดโช โดยนอกจากหน้าร้านและสตูดิโอแล้ว ในฐานะคนที่ชอบค้นคว้าสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ โฮมและเชอรี่ได้เช่าพื้นที่ด้านหลังร้านเพิ่มและแพลนจะทำพื้นที่สำหรับการเรียนรู้เล็กๆ หรือพื้นที่การศึกษาทางเลือก ที่คนทุกวัยจะสามารถเข้ามาค้นพบอะไรใหม่ๆ ได้ ส่วนจะสอนเรื่องอะไร พวกเขาก็ยังไม่แน่ใจซะทีเดียว และคงจะค่อยๆ ปล่อยให้ใจอิสระนำพาไป แบบที่พวกเขาทำมาตลอด

NONG RAK

ในส่วนของเสื้อผ้า พวกเขาก็ยังมุ่งเน้นที่จะทลายกรอบค่านิยมเดิมๆ ของสังคม ไม่ว่าจะเป็นกรอบเรื่องเพศชาย-หญิง หรือชุดความคิดแบบขั้วตรงข้ามที่ยังคงเข้มข้นในไทย พวกเขามองเพศและเสื้อผ้าเป็น Spectrum เหมือนกัน ใช่ว่าทุกอย่างจะมีแค่ขาวดำเสมอไป ยังมีอีกหลายเฉดสีที่อยู่ตรงกลาง และ NONG RAK อยากเข้าไปเติมเต็มส่วนเหล่านั้น เรียกได้ว่าพวกเขาเป็นนักผลักดันการเป็นตัวของตัวเองอันดับหนึ่งเลยล่ะ

ถ้าให้พูดตรงๆ โฮมและเชอรี่มองว่า การทำแแบรนด์เสื้อผ้าไม่ได้เป็นเรื่องสลักสำคัญอะไร พวกเขาไม่ได้กำลังช่วยโลก หรือไม่ไ่ด้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากพอที่จะเปลี่ยนแปลงโลกได้ หนำซ้ำอุตสาหกรรมแฟชั่นยังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่สร้างขยะมากที่สุด นั่นเลยเป็นเหตุผลว่า ทำไมคุณค่าทางอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด และวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่ NONG RAK ให้ความสำคัญมากที่สุด

NONG RAK

“การเเต่งตัวเป็นเรื่อง Personal มากนะ และหลายๆ คนเติบโตมาแบบที่ไม่ได้มีอิสระในการค้นหาด้านเหล่านั้น ไม่ว่าจะในครอบครัว โรงเรียน หรือที่ทำงาน และเราก็แค่หวังว่าพื้นที่เล็กๆ นี้จะเป็นที่ที่ทำให้เขารู้สึกถึงอิสรภาพนั้นได้” เชอรี่ทิ้งท้ายความรู้สึกที่ NONG RAK อยากให้คนได้รับ คือความรู้สึกแรกที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจเริ่มทำแบรนด์นี้ขึ้นมา

รู้จัก NONG RAK ให้มากขึ้นและชมสินค้าของแบรนด์ได้ที่ Instagram: thenongrak, Facebook: Nong Rak น้องรัก, Website: nong-rak.com
หรือเข้าไปทักทายโฮมและเชอรี่ได้ที่หน้าร้านบนถนนเดโช ทุกวันศุกร์ – อาทิตย์ เวลา 13:00 – 20:00