A Ripple of Care
‘onest’ แบรนด์ Home Care ที่เปลี่ยนบ้านให้เป็นเซฟโซน ด้วยสุนทรียะของกลิ่นและสารสกัดที่เป็นมิตร
- ฟังเรื่องราวการเดินทางของ onest แบรนด์ Home Care จากทรงวาด กับสองสามีภรรยาผู้ก่อตั้ง ‘พอท – มิตรดนัย สถาวรมณี’ และ ‘แอม – ฑิตา สถาวรมณี’ ที่เปลี่ยน Pain Point อย่างความเหนื่อยล้าในชีวิตประจำวัน ให้เป็นโปรดักต์ดูแลบ้าน สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ผ่อนคลาย และมีสุนทรียภาพโดยใช้ “ความเมตตา” เป็นแก่นในการขับเคลื่อนแบรนด์
‘ชีวิตของผู้อยู่อาศัยส่งผลต่อบ้านยังไง บ้านส่งผลต่อสภาพจิตใจของผู้อยู่อาศัยเช่นนั้น’
ในฐานะสามีภรรยาที่อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน ทำธุรกิจด้วยกัน ไปพร้อมๆ กับเลี้ยงลูกน้อยอีกสองชีวิตให้เติบโตอย่างดีที่สุด พอทและแอมสร้าง ‘onest’ ด้วยความเชื่อที่ว่า ความพิเศษและสุนทรียะของชีวิตเกิดขึ้นได้แบบไม่ต้องรอ ผ่านช่วงเวลาเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านและชีวิตประจำวันซึ่งหลายคนอาจมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นการล้างมือ ล้างจาน เช็ดโต๊ะ หรือแม้แต่เช็ดแว่น
เราจะพาไปฟังเรื่องราวการเดินทางของ onest ในบ้านหลังแรกของพวกเขาที่ทรงวาด จากจุดเริ่มต้นของแบรนด์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความหลงใหลในกลิ่นหรือความสวยงาม แต่เป็นการเฟ้นหาสิ่งปลอบประโลมชีวิตที่เหนื่อยล้าจากหน้าที่ต่างๆ ในแต่ละวัน ตามด้วยโปรเซสการพัฒนาสินค้าที่พิถีพิถันตั้งแต่การเลือกส่วนผสมที่มีประสิทธิภาพที่สุด ไปจนถึงการออกแบบกลิ่นที่จะพาทุกคนจินตนาการไปไกลถึงป่าสน ลำธารที่น้ำเย็นเฉียบ และทุ่งดอกกุหลาบสายพันธุ์หายาก
หาที่นั่งอ่านสบายๆ แล้วค่อยๆ ให้เรื่องราวของหยดน้ำแห่งความใส่ใจนี้ซึมซาบเข้าไปในใจดู

Strong Foundation
ใครที่เคยเห็น onest ผ่านตา ไม่ว่าจะจากทางโซเชียลมีเดีย หรือจากการเดินผ่านหน้าร้าน คงจะรู้สึกเหมือนกับเราว่า แบรนด์นี้มีความเบา ละมุน และสบายตา สัมผัสได้ผ่าน CI หลักที่เป็นสีเขียว แพ็กเกจจิงหน้าตามินิมัล และบรรยากาศในร้านที่ฟุ้งไปด้วยกลิ่นหอม ซึ่งก็จริงอย่างที่ทุกคนเห็น onest คือแบรนด์ที่อยากส่งต่อการดูแลที่อ่อนโยนและใส่ใจผ่านผลิตภัณฑ์ Home Care แต่ก่อนจะมาถึงจุดนี้ คือเส้นทางการสั่งสมความรู้และประสบการณ์ของสามีภรรยาผู้ก่อตั้งอย่างพอทและแอม ซึ่งปูรากฐานที่แข็งแรงให้กับแบรนด์
“ตั้งแต่เด็ก เราไม่ได้มีสิ่งที่อยากทำเป็นพิเศษเลย คิดแค่ว่าอยากทำธุรกิจ เพราะเป็นสิ่งที่พ่อพูดถึงอยู่บ่อยๆ หลังจากจบวิศวกรรมโยธาจากอเมริกา เราเลยกลับมาขายปุ๋ยที่ไทยเป็นอาชีพแรก เพราะช่วงนั้นที่บ้านเปิดโรงงานปุ๋ยอยู่พอดี แล้วก็เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้เราได้ก้าวเข้าสู่วงการการเกษตร” พอทเล่า

นับแต่นั้น ขาทั้งสองข้างของเขาก็ไม่เคยก้าวออกจากวงการนี้อีกเลย แม้ในที่สุดธุรกิจปุ๋ยจะไม่ได้ไปต่อ พอทก็ยังไม่ทิ้งแพสชันด้านนี้ไป เเละสร้างธุรกิจอื่นๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็น CORO FIELD สถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรรมที่อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี CORO FIELD Dessert ขนมหวานที่ทำจากวัตถุดิบสดๆ ส่งตรงจากฟาร์ม หรือ Plantae แบรนด์โปรตีนจากพืช
เขาทำงานอย่างไม่หยุดหย่อน แต่ในขณะเดียวกันก็กำลังสร้างครอบครัวที่น่ารักกับแอม เลยมีเป้าหมายใหม่ว่าอยากทำธุรกิจร่วมกันดูสักตั้ง เพื่อสร้างสิ่งที่จะทำให้พวกเขามี “Better Life” ไปด้วยกัน โดยพอทเป็นหัวเรือหลักในเรื่องธุรกิจ และความรู้เรื่องวัตถุดิบที่ได้จากวงการเกษตร ซึ่งเขาไม่เคยละทิ้งไป

ด้านแอมที่โตมาพร้อมกับครอบครัวที่ทำโรงงานผลิตแพ็กเกจจิงแบบ OEM (Original Equipment Manufacturer หรือผู้รับจ้างผลิตสินค้า) ก็พอจะมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการออกแบบสินค้าอยู่บ้าง เพราะต้องออกแบบตั้งแต่ดีไซน์ของแพ็กเกจจิง ไปจนถึงรายละเอียดเชิงเทคนิค ความใส่ใจในรายละเอียดเลยฝังอยู่ในตัวเธอค่อนข้างเยอะ และความละเอียดอ่อนนี้ก็ทำให้เธอกลายเป็นกำลังสำคัญด้านครีเอทีฟของแบรนด์ไปด้วย
“เราเป็นหยินหยางกัน เราลงดีเทลเยอะ ส่วนพอทก็ดึงเราไปข้างหน้า” แอมพูดพร้อมยิ้ม
เมื่อแอมเข้ามา ทุกอย่างก็ลงตัวขึ้น onest กลายเป็นเหมือนรถยนต์ที่เครื่องอุ่นเต็มที่ พวกเขาใส่เกียร์เหยียบคันเร่ง ค่อยๆ เปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมขึ้น

Better Home, Better Life
onest เกิดขึ้นพร้อมๆ กับที่แอมคลอดลูกคนที่ 2 ใครที่เป็นแม่คนหรือเคยเลี้ยงเด็กจะรู้ดีว่าเป็นสิ่งต้องใช้ทั้งแรงกายเเละเเรงใจมหาศาล ทั้งสองเลยได้คำตอบว่า การสร้าง “Better Life” ที่ว่าคือการทำให้บ้านเป็นเซฟโซนให้ครอบครัว เป็นที่มาของคอนเซปต์ผลิตภัณฑ์ดูแลบ้านหรือ Home Care
“พอมีลูกเล็ก เวลาทั้งหมดก็เป็นของลูก เลยคิดว่า ถ้าจะทำธุรกิจด้วยกัน จะมีอะไรที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นกับการใช้ชีวิตได้บ้างไหม? เป็นรางวัลชีวิตเล็กๆ ในวันที่เราไปสปาไม่ได้ เราเลยหยิบกิจกรรมบางอย่างที่ทำในบ้านมาพัฒนาเป็นโปรดักต์ เป็นสิ่งเล็กๆ ที่ช่วยชาร์จพลังและทำให้เรามีแรงออกไปข้างนอก” แอมเล่า จากไอเดียของ Home Care และ Pain Point ที่เจอในชีวิตจริง ค่อยๆ ถูกต่อยอดมาเป็นคาแรกเตอร์ของแบรนด์ที่ชัดขึ้น

พวกเขาเริ่มจับทางได้ว่าอยากทำผลิตภัณฑ์ที่หอมและอ่อนโยน เพราะ Home Care ทั่วไปที่มีในซูเปอร์มาร์เก็ตมักจะใช้แล้วแพ้ง่าย ส่วนอันที่ไม่แพ้ง่ายก็ยังหนีไม่พ้นกลิ่นสะอาดๆ ที่แหลมบาดจมูก สำหรับทั้งคู่แล้วคงจะดีกว่าถ้าสามารถดูแลลูกและทำความสะอาดบ้านได้ในแบบที่ปลอดภัยและตัวเองยังรู้สึกดี
“ใช่ บ้านคือที่เยียวยา อยากให้คนเปิดประตูบ้านมาแล้วรู้สึกว่า It’s so good to be home!” พอทเสริม
ผลิตภัณฑ์ที่ดีเริ่มจากวัตถุดิบที่ดี ส่วนวัตถุดิบที่ดีก็มาพร้อมกับต้นทุนที่สูง แต่พอทและแอมจัดการส่วนนี้ได้อย่างไม่ยากจนเกินไปด้วยการบริหารต้นทุนส่วนอื่น เช่น ในส่วนของขั้นตอนการผลิต เนื่องจากพอทมีทีมที่เชี่ยวชาญเรื่องวัตถุดิบจากธุรกิจอื่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ส่วนแอมก็มีความรู้เรื่องการรันโรงงาน พวกเขาเลยนำคนที่มีมาตั้งโรงงานใหม่พร้อมซื้อเครื่องผลิตเล็กๆ ทำให้ไม่ต้องหมดเงินไปกับค่า OEM แถม Shelf-life ก็ยาว ไม่เสี่ยงขาดทุนและเหมาะกับการส่งออก


“เราเลยสามารถทำโปรดักต์ล็อตเล็กได้ เเละทดลองทำอะไรก็ได้ที่เราอยากจะทำ จะเห็นว่ามีสินค้านิชๆ อยู่เยอะมาก เช่น Blooms & Blossoms น้ำยายืดอายุดอกไม้ หรือคอลเลกชันใหม่ของเราอย่างผลิตภัณฑ์ดูแลไม้ Wood Care Essentials” พอทเล่า แทนที่จะต้องผลิตสินค้าเพื่อตอบโจทย์ตลาดแมสอย่างเดียว พวกเขาสามารถเติมเต็มไลฟ์สไตล์หรือกิจกรรมที่มีความเฉพาะเจาะจงมากๆ ของคนบางกลุ่มได้อีกด้วย
มากไปกว่านั้น การมีโรงงานของตัวเองทำให้ onest ขายสินค้าได้ในราคาไม่แแพง ตรงกับเจตนาของทั้งสองผู้ก่อตั้งที่ไม่ได้อยากให้คนซื้อไปเป็นของขวัญหรือของฝากอย่างเดียว แต่อยากให้คนไม่ลำบากใจที่จะควักเงินซื้อมาใช้เองในชีวิตประจำวันด้วย

At the Core is Kindness
แก่นในการออกแบบทุกๆ โปรดักต์ของ onest มีอยู่ 3 แก่น
เริ่มจากความใส่ใจและความเมตตา ทุกๆ โปรดักต์ของ onest ต้องใช้แล้วทำให้มีความสุข อย่างที่เล่าไปก่อนหน้านี้ นี่เป็นเหตุผลให้พวกเขากล้าลงทุนกับวัตถุดิบ เอาศาสตร์ของเครื่องหอมชั้นสูงแบบที่เห็นในแบรนด์ Luxury ต่างๆ มาผสานกับผลิตภัณฑ์ทั่วไปในบ้าน แล้วเอากลิ่นเป็นหัวใจ
แก่นที่สอง นอกจากกลิ่นจะหอม กลิ่นของ onest ต้องพาคนใช้ไปที่ไหนสักที่ แอมเรียกแก่นนี้ว่า “Scent as Scene” พร้อมยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ผ่านกลิ่น Dish Soap (น้ำยาล้างจาน) กลิ่นแรกของแบรนด์
“ชื่อกลิ่นคือ Pine Forest เป็นการผสมกลิ่นใบไม้สด อิตาเลียนเลมอน และยูคาลิปตัสเข้าด้วยกัน เวลาใช้อยากให้เห็นภาพว่ากำลังเดินเข้าไปในป่าสนยุโรปหน้าร้อน แล้วเจอลำธารเล็กๆ ระหว่างทาง จังหวะที่ยื่นมือลงไปสัมผัสน้ำ นั่นแหละคือความรู้สึกที่เราอยากให้ได้รับระหว่างล้างจาน” แอมพรรณนาอย่างละเอียดจนเราเห็นภาพตาม

แก่นสุดท้ายคือเรื่องสารสกัด onest ใช้สารสกัดจากธรรมชาติที่อ่อนโยน ยั่งยืน และมีที่มาที่ไป แอมเล่าต่อด้วยความตื่นเต้นว่า “มีวัตถุดิบตัวหนึ่งที่เราอยากเล่ามาก คือลูกพลับเขียว ซึ่งเป็นลูกพลับที่ยังไม่สุกดีแต่ดันหล่นจากต้น พูดง่ายๆ ก็คือกลายเป็น Waste เพราะไม่ได้สุกจนนำมาทำอาหารได้ แต่เราพบว่ามันมีสารแทนนินสูง ช่วยยับยั้งแบคทีเรียได้ เราเลยหยิบตัวนี้มาใช้ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด”
นอกจากนี้สารสกัดพวกนี้ต้องมีงานวิจัยรองรับด้วย พวกเขาเชื่อว่าสินค้าที่ดีต้องใช้แล้วเห็นผล ไม่ใช่แค่ทำให้รู้สึกดี ทุกตัวที่เลือกมามีงานวิจัยจากแหล่งที่น่าเชื่อถือมารองรับ อย่างสารสกัดลูกพลับ มีงานวิจัยจากญี่ปุ่นว่าจัดการกลิ่นเหม็นเฉพาะได้ เช่นกลิ่นปลาร้า กลิ่นถุงเท้าเน่า และกลิ่นฉี่ของสัตว์เลี้ยง



“สรุปคือเวลาออกแบบโปรดักต์ เราไม่ได้นึกถึงส่วนผสมก่อน เราถามก่อนว่ามีอะไรในบ้านที่เราอยากเปลี่ยนให้เป็นการให้รางวัลชีวิต ตีกลับมาเป็นภาพที่อยากออกแบบเป็นกลิ่น แล้วถึงค่อยเลือกวัตถุดิบ” แอมมัดรวบทุกอย่างให้เราฟังอีกที
แต่ในหลายๆ ครั้ง Use-Case ที่มีความหมายก็ค่อยๆ เผยตัวออกมาทีหลัง อย่างเช่น Fabric Fragrance ที่พอทแชร์ให้เราฟังว่า ออกแบบมาเพื่อฉีดโซฟา แต่ดันกลายเป็นผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นตัวผู้สูงอายุบนที่นอนของคุณพ่อเขาซะงั้น ซึ่งก็ทำให้คุณพ่อของเขารู้สึกดีขึ้นกับตัวเองจริงๆ และเพียงเท่านั้นก็ถือว่า onest บรรลุเป้าหมายของแบรนด์เเล้ว


New Found Passion
เชื่อไหมว่า ทั้งหมดที่เล่ามานี้เกิดจากสองผู้ก่อตั้งที่ไม่มีความรู้เรื่องเครื่องหอมหรือความสวยงามเลย? พวกเขาเพียงแต่หยิบ Pain Point ที่อยากเติมเต็มในชีวิตประจำวันมาทำผลิตภัณฑ์แล้วจินตนาการถึงความรู้สึก สถานที่ หรือความทรงจำที่อยากพาคนไปเจอ และเราว่านี่แหละคือความพิเศษของ onest
วันนี้ onest มีอยู่ถึง 4 สาขาด้วยกัน ความใส่ใจที่อบอวลในขวดผลิตภัณฑ์แผ่ออกไปถึงพนักงานต้อนรับในร้านที่พวกเขาเรียกว่า KA หรือ “Kindness Assistant” และสเปซ ซึ่งสาขาที่เรามาเยือนวันนี้คือสาขาแรกของพวกเขาในทรงวาด โดยแบรนด์ยังคงรักษากลิ่นอายของบ้านเก่าไว้ในบานประตูไม้ และโครงสร้างดั้งเดิม พร้อมกระจกใสหน้าร้านที่อนุญาตให้แสงแดดอ่อนๆ เข้ามาทำให้พื้นที่มีชีวิตชีวาขึ้น




พอทและแอมชวนให้เรามาสัมผัสประสบการณ์จริงผ่านการดมกลิ่นและลองใช้โปรดักต์แต่ละชิ้น ไม่ว่าจะเป็น Nourishing Hand Cream, Hair & Body Fragrance Mist หรือ Foaming Hand Wash สบู่ล้างมือที่มีถึง 3 กลิ่นสำหรับ 3 ช่วงเวลาของวัน ได้แก่ Charlene Rose สำหรับช่วงเช้าในกลิ่นดอกกุหลาบสายพันธุ์หายาก Neroli Garden สำหรับช่วงกลางวันในกลิ่นดอกส้มกับอิตาเลียนเลมอนที่ซ่อนความอบอุ่นด้วยกลิ่นหนังกลับ Serene Tea สำหรับช่วงกลางคืนในกลิ่นชาหลายตัวผสมกับวานิลลา ตามด้วยไฮไลต์ของร้านอย่างน้ำยาล้างจานลูกพลับเขียว ที่ทางร้านก็มีจานตัวอย่างให้เราได้ลองล้างและจุ่มตัวเองลงไปในป่าสนยุโรปช่วงหน้าร้อนจริงๆ



เมื่อถามถึงอนาคตของ onest แอมตอบเราว่า เธอก็ยังคงจะออกแบบโปรดักต์นิชๆ ต่อไป ตราบใดที่มันสามารถเข้าไปเติมเต็มชีวิตใครสักคนได้ เธอสารภาพอีกว่า เดิมเป็นอินโทรเวิร์ต ติดบ้าน ติดครอบครัวที่ไม่ได้มีแพสชันอะไรมากนัก แต่ onest ทำให้เธอค้นพบว่า จริงๆ แล้วเธอสนใจเรื่องกลิ่นอยู่ไม่น้อยเลย
ส่วนพอทในฐานะนักธุรกิจ เขาอยากให้ onest เป็นแบรนด์ที่ส่งต่อประสบการณ์นี้ได้ในระดับ Mass Scale ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่รวมถึงต่างประเทศด้วย โดยมี Value หลักเป็นการส่งมอบสิ่งดีๆ ต่อให้คนอื่น “อย่างที่เห็นว่าตัว O ใน onest เหมือนหยดน้ำ เราอยากให้โปรดักต์ของเราเป็นหยดน้ำที่หยดลงไปแล้วความสุขแผ่ซ่านเข้าไปในชีวิตผู้ใช้ด้วย” พอทอธิบาย

และสุดท้าย เนื่องจากพอททำแบรนด์นี้เพื่อครอบครัว ความตั้งใจสูงสุดของเขาคืออยากให้ลูกๆ รับรู้ได้ถึงความใส่ใจที่ซ่อนอยู่ “วันหนึ่งถ้าลูกเล่าให้คนอื่นฟังว่า ป่าป๊าหม่าม้าทำอะไร อยากให้ทั้งคู่ภูมิใจกับคุณค่าที่ onest ต้องการส่งต่อ” พอททิ้งท้าย
ในฐานะผู้ส่งต่อและถ่ายทอดเรื่องราวนี้ เราก็หวังว่าวันหนึ่งเด็กๆ จะได้อ่านบทความนี้ สัมผัสถึงความตั้งใจของคุณพ่อคุณแม่ และส่งต่อความตั้งใจนี้ต่อไปเช่นกัน:)


เข้าไปสัมผัสความใส่ใจของ onest และเลือกซื้อของไปเติมความสุขให้ชีวิตจากสาขาทรงวาดได้ทุกวัน เวลา 11.00 – 19.00 น.
ติดตามข้อมูลข่าวสารจากแบรนด์ได้ที่ Instagram: @onest.care และ Facebook Page: Onest