Design Possibilities
จากกรุงเทพฯ สู่ Global Stage! เปิดวิธีคิดของ Studio150 ที่เชื่อว่าการออกแบบสามารถไปไกลกว่าสิ่งที่อยู่ในบรีฟ
- ชวนคุยกับสองผู้ก่อตั้ง Studio150 สตูดิโอออกแบบอิสระ ถึงตัวตน วิธีคิด เบื้องหลังผลงาน ไปจนถึงการพลิกแพลงโจทย์ เพื่อสร้างสรรค์ผลลัพธ์ที่เหนือความคาดหมาย
ถ้ากราฟิกดีไซน์ไม่ใช่ปลายทาง แล้วมันสามารถพาเราไปได้ไกลแค่ไหน?
สำหรับ Studio150 สตูดิโอออกแบบอิสระจากกรุงเทพฯ คำตอบสะท้อนผ่านแนวคิด We Make Space, We Make Logic ตั้งแต่การเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองไปจนถึงการค้นหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ จากโจทย์ที่ได้รับ กราฟิกดีไซน์จึงเป็นเครื่องมือมากกว่าคำจำกัดความของสตูดิโอ โดยมีการสังเกต ตั้งคำถาม และทำความเข้าใจบริบทเป็นกระบวนการสำคัญที่พาพวกเขาไปพบกับคำตอบ ซึ่งบางครั้งอาจไม่ได้อยู่ในบรีฟตั้งแต่แรก
ONCE ชวน เป้ - ปิยกรณ์ ชัยวีรพันธ์เดช และ พัชร ลัดดาพันธ์ สองนักออกแบบผู้ก่อตั้ง Studio150 มาพูดคุยถึงวิธีคิดและเบื้องหลังการทำงานที่พาผลงานจากสตูดิโอเล็กๆ ในกรุงเทพฯ เดินทางไปสู่เวทีออกแบบระดับนานาชาติ
เวลารับบรีฟหนึ่งเข้ามา Studio150 เริ่มต้นทำงานจากอะไรก่อน
พัชร: เราจะศึกษาบริบทรอบๆ ของโจทย์นั้นก่อน ความน่าสนใจอย่างหนึ่งของการเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ เราได้ทำงานกับโปรเจกต์ที่หลากหลายมาก ตั้งแต่องค์กรขนาดใหญ่ SME โรงพยาบาล ดีไซเนอร์ต่างสาขา ไปจนถึงองค์กรทางวัฒนธรรม ทุกครั้งเราต้องเข้าไปทำความเข้าใจโลกของสิ่งที่กำลังทำ แน่นอนว่าลูกค้ามักมีสิ่งที่ต้องการอยู่แล้ว แต่คำถามของเราคือ มันเป็นไปได้มากกว่านั้นหรือเปล่า หรือโปรเจกต์นี้สามารถไปได้ไกลกว่าสิ่งที่อยู่ในบรีฟหรือไม่
เป้: อย่างตอนทำงานกับแบรนด์แฟชั่น Philip Huang โจทย์เริ่มต้นคือการออกแบบกราฟิก สำหรับคอลเลกชันเสื้อยืด แต่เรามองต่อว่า จะทำยังไงให้กราฟิกบนเสื้อมีความหมายมากกว่านั้น Philip Huang ทำงานกับภูมิปัญญาการย้อมครามและชุมชนในภาคอีสาน เราจึงคิดว่าในเมื่อกระบวนการเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญของแบรนด์ ทำไมเราไม่เล่าถึงมันด้วย
พัชร: เราเริ่มรีเสิร์ชเรื่องความร่วมมือกับแบรนด์ ทั้งกระบวนการและความสำคัญทางประวัติศาสตร์ แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาทำเป็นโปสต์การ์ด 10 ใบในรูปแบบของอินโฟกราฟิก ซึ่งถูกนำไปพัฒนาต่อเป็นลายเสื้อ สุดท้าย Philip Huang ยังได้คอลเลกชันเสื้อยืดตามโจทย์เดิม แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาเป็นชุดโปสต์การ์ดที่ช่วยอธิบายว่า ครามและองค์ความรู้เบื้องหลังมีความสำคัญยังไง สิ่งที่เราถามตัวเองอยู่เสมอคือ นอกจากทำตามโจทย์แล้ว เราสามารถทำอะไรได้อีก
หลายครั้งงานของ Studio150 ดูเหมือนจะไม่ได้พยายามอธิบายทุกอย่างให้คนดูเข้าใจทันที การเว้นพื้นที่ให้คนดูตีความเป็นสิ่งที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้น หรือเกิดขึ้นระหว่างกระบวนการ
พัชร: ต้องกลับไปดูวัตถุประสงค์ของแต่ละโปรเจกต์ก่อน ถ้าโจทย์ต้องการการสื่อสารที่เข้าใจ ง่ายมากๆ แต่เราทำให้ซับซ้อนจนคนไม่เข้าใจ แบบนั้นก็ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จ
เป้: งานส่วนใหญ่ของเราอาจไม่ได้สื่อสารกับคนในระดับแมส แต่พูดกับกลุ่มคนที่ค่อนข้างเฉพาะ ซึ่งแต่ละกลุ่มก็มีวิธีสื่อสารต่างกัน สิ่งที่คนทั่วไปอาจรู้สึกว่าเข้าใจยาก แต่ถ้าคุณเป็นกลุ่มเป้าหมายของงานนั้น จะเข้าใจได้ทันที แต่ในวิธีคิดของเรา เรารู้สึกว่างานควรมี Space หรือ Room บางอย่างให้ผู้ชมได้นำประสบการณ์ และความคิดของตัวเองเข้ามาทำความเข้าใจ เพราะเมื่อคนดูต้องใช้เวลากับสิ่งที่เห็น มันอาจทำงานกับความคิด และอยู่ในความทรงจำของเขาได้นานกว่า
พัชร: เหมือนคนดูกำลังทำงานร่วมกับเรา และร่วมสร้างความหมายขึ้นมาจากประสบการณ์ของตัวเอง
เป้: ถ้าเราวาดรูปแมวแล้วคนเห็นปุ๊บรู้ทันทีว่าเป็นแมว การรับรู้อาจจบลงตรงนั้น แต่ถ้าเราลดทอนบางอย่าง เปิดพื้นที่บางส่วนไว้ คนดูจะต้องใช้เวลากับมันมากขึ้น ซึ่งเป็นวิธีคิดเดียวกับที่เราใช้ในการทำงาน
โปรเจกต์ GOR-HOR เริ่มต้นจากคำถามอะไร และทำไมถึงอยากทำให้พยัญชนะไทยกลายเป็นโจทย์การออกแบบที่น่าสนใจ?
พัชร: จุดเริ่มต้นมาจากรุ่นน้องคนหนึ่งที่มีลูกอายุประมาณ 4–5 ขวบ เขาสังเกตว่า ลูกมีสื่อการเรียนรู้หลายภาษา แต่สื่อภาษาไทยอาจยังไม่น่าสนใจเท่าภาษาอื่น เลยมาชวนมาทำโปรเจกต์ร่วมกัน
เป้: ตอนรีเสิร์ชเราพบว่า ก. ยังต้องเป็น ก.ไก่ จะเป็น ก.แก้ว ไม่ได้ เพราะระบบ ก.ไก่ ข.ไข่ ถูกใช้ทั้งในการเรียนการสอนและในชีวิตประจำวัน จนกลายเป็นกลไกที่ช่วยในการท่องจำ เราเลยคิดว่า จะทำยังไงให้ตัวอักษรกับชื่อเรียกเชื่อมโยงกันมากขึ้น อีกสิ่งที่เราทำคือการออกแบบตัวอักษรขึ้นใหม่ให้เป็นเส้นแบบ Monoline เพื่อเน้นองค์ประกอบสำคัญของตัวอักษร โดยเฉพาะตำแหน่งของหัว ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่มักสร้างความสับสน การลดทอนรายละเอียดที่ไม่จำเป็นออกจึงช่วยให้เห็นความแตกต่างระหว่างตัวอักษรแต่ละตัวได้ง่ายขึ้น
พัชร: สื่อการเรียน ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก โดยทั่วไปประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ตัวอักษร ภาพ และคำสร้อย เราจึงแยกออกมาดูทีละองค์ประกอบแล้วถามว่า แต่ละส่วนสามารถช่วยในการเรียนรู้ได้มากกว่านี้ไหม ตัวภาพก็เช่นกัน เราไม่ได้วาดไก่ตัวไหนก็ได้ แต่กำหนดทิศทางของไก่ หรือรูปปากให้เชื่อมโยงกับลักษณะของตัวอักษร หรืออย่าง ช.ช้าง เราใช้ทิศทางของงวงช่วยให้ผู้สอนชี้ให้เด็กเห็นจุดสำคัญของรูปทรง
เป้: รวมถึงคำสร้อยแบบเดิมอย่าง ป.ปลาตากลม เราก็ทดลองเปลี่ยนเป็น ป.ปลาหางยาว ทั้งหมดคือการลองดูว่าเราจะทำให้ตัวอักษร ภาพ และคำช่วยกันสร้างความเข้าใจ แทนที่จะเป็นองค์ประกอบที่แยกออกจากกันได้ยังไง
พัชร: เรานึกไปถึงช่วงเวลาที่แม่กำลังสอนลูก หรือครูกำลังสอนนักเรียนด้วยว่า เขาจะชี้อะไรให้ลูกดู หรือจะอธิบายยังไง เพราะสื่อไม่ได้ทำงานกับเด็กเพียงคนเดียว แต่ต้องช่วยให้คนสอนสามารถอธิบายได้ด้วย
จาก GOR-HOR ที่มีบริบทเฉพาะของภาษาไทย ไปจนถึง Momentum 12 และผลงานในต่างประเทศ วิธีคิดของ Studio150 เปลี่ยนไปตามบริบทไหม และอะไรที่ยังคงเป็นตัวตนของสตูดิโอ
พัชร: แตกต่างแน่นอน เพราะแต่ละโปรเจกต์มีบริบทและเงื่อนไขไม่เหมือนกัน อย่าง GOR-HOR เราอยู่ในฐานะคนใน นี่คือภาษาและสิ่งที่เราใช้มาตลอด จึงเป็นการกลับไปมองสิ่งที่คุ้นเคยใหม่อีกครั้ง
เป้: ถ้าถามว่าดีเอ็นเอของ Studio150 อยู่ตรงไหน ก็คงอยู่ที่กระบวนการและการทำความเข้าใจบริบท อย่าง Momentum 12 หรืองาน Nordic Biennial of Contemporary Art ครั้งที่ 12 มีธีม Together as to gather เขาต้องการทดลองให้ทีมออกแบบ 3 ทีมมาทำงานร่วมกัน สิ่งที่เขาสนใจไม่ใช่แค่ Output แต่เป็น Process เมื่อคนจากหลายพื้นที่มาอยู่ด้วยกัน จะสร้างอะไรขึ้นมาได้บ้าง
พัชร: ตอนเริ่มต้นไม่มีใครเป็นหัวหน้า และไม่มีใครรู้ว่าควรเริ่มอย่างไร ซึ่งน่าสนใจ เพราะถ้าเป็นการทำงานร่วมกัน เราจะใช้อะไรตัดสินว่า ไอเดียของใครดีกว่ากัน
เป้: เราจึงเสนอให้สร้าง Typographic System แบบเปิดขึ้นมา แล้วให้ทุกคนออกแบบเลข 12 ในแบบของตัวเอง วิธีนี้ทำให้แต่ละคนสามารถตีความและทดลองได้อย่างอิสระ และสอดคล้องกับแนวคิดของ Biennial โดยไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันว่าของใครดีที่สุด
พัชร: เพราะฉะนั้น วิธีการของแต่ละโปรเจกต์จะต่างกัน แต่สิ่งที่ยังอยู่คือการเริ่มจากความสงสัยว่า เราทำอย่างอื่นได้อีกไหม
เป้: เรามักถามว่า Why here, and why now ทำไมต้องเป็นสิ่งนี้ และทำไมต้องเป็นตอนนี้ เพราะบริบทเหล่านั้นจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิธีคิดและวิธีออกแบบเสมอ
โปรเจกต์ไหนที่รู้สึกว่าอธิบายตัวตนของ Studio150 ได้ดีที่สุด
เป้: ถ้าเป็นงานที่อยู่ในใจ คงเป็นนิทรรศการ Tiger City ที่ทำร่วมกับ UNDP Thailand เพื่อสนับสนุนโครงการวิจัยเสือโคร่งในห้วยขาแข้ง
พัชร: ก่อนหน้านั้น UNDP จัดกิจกรรมเกี่ยวกับเรื่องนี้มาหลายครั้ง แต่ผู้เข้าร่วมมักเป็นคนกลุ่มเดิมที่สนใจเรื่องการอนุรักษ์อยู่แล้ว เราได้เข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโปรเจกต์จะออกมาในรูปแบบไหน เราเสนอให้ทำเป็นนิทรรศการ และใช้ Bangkok Design Week เป็นแพลตฟอร์ม เพื่อพาเรื่องนี้ไปเจอกับผู้ชมกลุ่มใหม่ สิ่งที่เราชอบมากคือการได้ทำงานข้ามสาขา เราได้พูดคุยกับนักวิจัยเสือและลงพื้นที่ห้วยขาแข้งจริงๆ
เป้: เรามีเวลาอยู่ที่นั่นเพียงคืนเดียว แต่ประสบการณ์นั้นเปลี่ยนความเข้าใจที่เรามีต่อป่า เสือ และการอนุรักษ์ไปเลย นักวิจัยที่นั่นสร้างองค์ความรู้และพัฒนาเครื่องมือของตัวเองมาตลอดหลายสิบปี จนกลายเป็นองค์ความรู้ที่คนจากต่างประเทศเดินทางมาศึกษา
พัชร: พอกลับมาทำนิทรรศการ เราไม่ได้เล่าว่า เสือคืออะไร แต่เลือกเล่าว่า คนกลุ่มนี้ทำงานยังไง สิ่งที่จัดแสดงจึงเป็นเครื่องมือจริงที่พวกเขาใช้ เช่น กล้องดักถ่ายสัตว์ที่ใช้ระบุตัวเสือจากลวดลาย หรือวิธีปฏิบัติของเจ้าหน้าที่เมื่อเข้าไปทำงานในป่า
เป้: ตอนจัดแสดง UNDP ยังนำอาสาสมัครที่ทำงานในพื้นที่จริงมาเป็นผู้นำชมนิทรรศการ ทำให้สิ่งที่เรานำเสนอถูกถ่ายทอดผ่านประสบการณ์ตรงของคนเหล่านั้นอีกที หลายคนดูแล้วอินมาก เราเองก็อินเหมือนกัน
การได้รับเลือกเป็น 1 ใน 3 Finalists สาขา International Creative Agency of the Year จากเวที International Creative Awards 2026 คิดว่าอะไรทำให้กรรมการมองเห็นเรา
เป้: คิดว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่องที่เราเล่ามาจากบริบทของประเทศและเมืองที่เราอยู่ อาจไม่ใช่สิ่งที่เป็น Mainstream จึงทำให้มีความน่าสนใจ แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่ได้พยายามทำให้งานดูไทยอย่างจงใจ เพราะเราเองก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องคอยนิยามว่าอะไรไทยหรือไม่ไทย การสมัครครั้งนี้ไม่ได้ส่งเพียงผลงาน แต่ต้องเลือกงานหลัก 5 ชิ้น งานประกอบอีก 10 ชิ้น และอธิบายคัลเจอร์ของสตูดิโอ เพราะฉะนั้น กรรมการไม่ได้มองเพียงว่างานสวยหรือไม่ แต่ได้เห็นวิธีคิดและวิธีทำงานของเราด้วย
พัชร: เรารู้สึกว่ากรรมการชุดนี้น่าจะเข้าใจวิธีทำงานที่ค่อนข้าง Conceptual ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่เราตัดสินใจส่ง พอผลออกมาว่า Studio150 สตูดิโอที่มีคนสองคนกับแมว 12 ตัวจากกรุงเทพฯ ได้เป็น 1 ใน 3 Finalists มันมีความหมายกับเรามาก
การเข้ารอบครั้งนี้ทำให้ Studio150 ย้อนกลับมามองตัวเองต่างจากเดิมไหม
พัชร: จริงๆ กระบวนการสมัครทำให้เราได้กลับมาทบทวนตัวเอง เพราะต้องอธิบายคัลเจอร์ของสตูดิโอ ตั้งแต่คนในทีม วิธีทำงาน ไปจนถึงประสบการณ์ต่างๆ ที่หล่อหลอมเราตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ถ้าเรามีพื้นที่จำกัดในการเล่าว่า Studio150 คืออะไร เราจะเลือกเล่าอะไร และอะไรคือคุณค่าของเรา การได้รับเลือกเป็น Finalist สำหรับเราก็เหมือนกับว่าเรามาถูกทางแล้ว มีคนมองเห็นสิ่งที่เราทำ
Studio150 อยากทดลองอะไรต่อ หรืออยากพาตัวเองไปอยู่ในพื้นที่ไหนที่ยังไม่เคยทำมาก่อน
เป้: จริงๆ เราเริ่มทดลองไปแล้ว คือเรื่องการศึกษาและการถ่ายทอดความรู้ เพราะเราทั้งคู่เคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย และเห็นปัญหาบางอย่างในระบบการเรียนรู้ ตอนนี้เราเลยสนใจ Knowledge Sharing มากขึ้น แต่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบการศึกษาแบบดั้งเดิม ไม่จำเป็นต้องเป็นอาจารย์ยืนสอนทฤษฎีในห้องเรียนด้วยซ้ำ อาจเป็นการพูดคุย แลกเปลี่ยน หรือกลับไปสู่แนวคิด Make Space การสร้างพื้นที่ที่ทำให้องค์ความรู้สามารถเติบโตต่อได้ เราอยากเห็นพื้นที่ที่ช่วยสร้าง Foundation ให้คนสามารถวิเคราะห์ วิจารณ์ และพูดคุยเกี่ยวกับงานสร้างสรรค์ได้มากขึ้น
พัชร: นั่นน่าจะเป็นพื้นที่ที่เราอยากไปต่อ ทั้งพื้นที่ของการเรียนรู้และแหล่งข้อมูลด้านกราฟิกดีไซน์ ที่เปิดให้เราเห็นมุมมองหลากหลายขึ้น รวมถึงเห็นความเป็นมนุษย์ที่อยู่เบื้องหลังงานเหล่านี้มากขึ้น