About
RESOUND

EP 01

ตามบ๊าฟ ภาณุ มณีวัฒนกุล สำรวจลมหายใจของร้านหนังสือจากประสบการณ์ตรงของเขา

เรื่องและภาพ ภาณุ มณีวัฒนกุล
Date 25-03-2026 Views 178
Read At ONCE
  • ตาม บ๊าฟ – ภาณุ ไปสำรวจ ‘ลมหายใจ’ ของร้านหนังสือในฐานะเจ้าของร้านหนังสือครั้งแรกในวัยกว่า 50 แม้จะออกตัวว่านี่ไม่ใช่คู่มือทำธุรกิจร้านหนังสือ แต่เรื่องราวจากประสบการณ์ตรงที่เล่าสู่กันฟังนี้ บอกเลยว่าอ่านสนุกและเพลินอยู่ ประเดิมตอนแรกด้วยเรื่องราวชวนใจฟูจากร้านของตัวเอง จะเป็นอย่างไร ตามไปอ่านกันลย

ร้านหนังสือทั่วโลกล้วนดำเนินไปตามกลไกของระบบทุนนิยม นั่นหมายถึงมีทั้งพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลง มีช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์และช่วงเวลาซบเซา มีร้านที่ล้มหายตายจากและร้านที่เกิดใหม่ รูปแบบของร้านหนังสือในรอบครึ่งศตวรรษที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง

นี่คือเรื่องของร้านหนังสือเท่าที่ผมนึกได้ และเป็นเรื่องจากประสบการณ์ส่วนตัว...

ลมหายใจของร้านหนังสือ

เราทุกคนล้วนมีครั้งแรก

ในวัย 50 กว่า ผมเพิ่งมีประสบการณ์ใหม่เป็นครั้งแรกในชีวิต นั่นคือเปิดร้านหนังสือ หรือมีร้านหนังสือเป็นของตัวเอง อันที่จริงปัจจุบันผมมีเพื่อนเป็นเจ้าของร้านหนังสืออยู่หลายคน ส่วนใหญ่พวกเขา/เธอ สถานการณ์ของแต่ละร้านแต่ละคนต่างไปไหวบ้างไม่ไหวบ้าง

เคยได้ยินได้ฟังเรื่องราว ความฝัน การต่อสู้กับอุปสรรค และปัญหาเล็กใหญ่อยู่เนืองๆ ตอนได้ฟัง ก็ไม่เคยคิดว่า สักวันตัวเองจะเป็นเจ้าของร้านหนังสือเหมือนกัน ยังจำได้ว่าบ่อยครั้งให้กำลังใจไปตามประสาเพื่อนและคนรู้จัก มิหน้ำซ้ำยังบังอาจแนะนำว่า ควรจัดการสินค้า (หนังสือ) ในร้านอย่างไร แบบไหน ในร้านควรมีหนังสือแนวไหน ประเภทใด ฯลฯ

นึกแล้วก็ขำตัวเอง แต่ด้วยเพราะเวลามีโอกาสไปโน่นไปนี่ สถานที่ประเภทหนึ่งที่ชอบแวะเยือนไม่ขาดคือร้านหนังสือ จึงอยากเล่าสู่เป็นประสบการณ์ให้เพื่อนฟังนั่นเอง

ร้านหนังสือที่พูดถึงนี้ ทั้งหมดเป็นร้านหนังสืออิสระนะครับ มีคำว่า อิสระ ต่อท้ายนั้น น่าจะเกิดขึ้นเพราะผู้ประกอบการหรือเจ้าของร้านอิสระนั้นๆ มีทุนจำกัดจำเขี่ย จึงสามารถ (หรือต้องเลือก) รับซื้อหรือวางจำหน่ายหนังสือที่ตัวเองชื่นชอบเป็นสำคัญ และรวมทั้งอาจมีเพื่อนพ้องน้องพี่หรือคนมักคุ้นทำงานสำนักพิมพ์ เรียกว่ามีเครือข่าย ได้รับความช่วยเหลือ ทำให้ได้รับข้อเสนอที่ดีในการสนับสนุนวัตถุดิบ จึงช่วยให้การบริหารจัดการเรื่องเงินๆ ทองๆ ไม่ตึงจนเกินไป อันนี้เดา หรือเป็นความคิดส่วนตัวล้วนๆ

ที่สำคัญร้านหนังสืออิสระไม่แขวนอนาคตติดกับสำนักพิมพ์ หรือเป็นสาขาร้านขายหนังสือขนาดใหญ่ รวมทั้งไม่ได้เป็นร้านที่เจ้าของเป็นสายส่งหนังสือไปวางขายตามร้านต่างๆ ทั่วประเทศ ด้วยเหตุนี้เอง ผมเห็นว่า คนทำร้านหนังสืออิสระนับว่ามีความกล้าหาญอย่างยิ่ง หากจะมีสิ่งที่ทำให้คนเรากล้าหาญได้ปานนี้น่าจะเกิดขึ้นด้วยใจ จากความรักล้วนๆ ในกรณีนี้คือความรักที่มีต่อหนังสือหรือสิ่งพิมพ์ และร้านหนังสืออิสระนี้ยังเป็นสิ่งสะท้อนการใช้ชีวิตของคนในยุคสมัย นั่นคือ ไม่ใช่แค่เป็นร้านที่ทำธุรกิจขายหนังสือมุ่งแสวงหากำไรเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการประกอบอาชีพที่มีรสนิยมของการใช้ชีวิต

สินค้าในร้านนอกเหนือไปจากหนังสือที่นำมาจำหน่ายที่เป็นความชอบส่วนตัวของเจ้าของร้านแล้ว รูปแบบหรือหน้าตาของร้านก็มีความแปลกใหม่ ต่างจากร้านหนังสือสมัยก่อนหน้าที่ส่วนใหญ่หรือทั้งหมดเป็นอาคารตึกแถว กระทั่งคนขายหรือพนักงานขายหนังสือในร้าน

ซึ่งแต่เดิมพนักงานขายหรือคนทำงานในร้านหนังสือมักมีบุคลิกเคร่งขรึม หากไม่คล้ายครูในโรงเรียน ก็ออกละม้ายบรรณารักษ์ตามห้องสมุดหรือพิพิธภัณฑ์ คือสามารถบอกตำแหน่งหนังสือเล่มที่ลูกค้าต้องการได้ถูกต้องแม่นยำ บอกได้ว่ามีหนังสือนักเขียนคนไหน ประเภทใด ฯลฯ

ทำเลที่ตั้งก็เป็นความต่าง คือร้านหนังสืออิสระไม่ได้ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจที่เกี่ยวกับสิ่งพิมพ์หรือการพิมพ์ หรือแหล่งบันเทิง ดังเช่นที่ร้านหนังสือขนาดใหญ่ในอดีตนิยมกัน ทว่า อยู่ในย่านที่กำลังเจริญและเป็นย่านต้องตาต้องใจของคนรุ่นใหม่เป็นสำคัญ โดยไม่เน้นเรื่องขนาดความใหญ่โตอลังการของร้าน

ลมหายใจของร้านหนังสือ

เรื่องของขนาดนี้สำคัญ

ขนาดของร้านหนังสือมีส่วนสำคัญชนิดเรียกได้ว่า เป็นหน้าตาของร้านหนังสือในยุคสมัยหนึ่งเลยทีเดียว สมัยนั้นหนังสือที่จำหน่ายในร้านต้องมีจำนวนมากเข้าไว้ บางร้านจำหน่ายหนังสือประเภทเดียว และมีความชัดเจนเป็นสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น ร้านหนังสือในย่านเวิ้งนาครเขษม จำหน่ายหนังสือตำรา วิชาการ นิยาย ทั้งนิยายไทยและนิยายแปล โดยเฉพาะนิยายจีนกำลังภายใน มีเพียงเท่านั้น นักเลงหนังสือยังรู้ว่า ร้านหนังสือย่านนี้บางร้านมีหนังสือเก่าหายากที่หาไม่ได้จากร้านย่านอื่น

กาลต่อมา ร้านหนังสือย่านดังกล่าวได้ขยับขยายออกไปจากสถานที่เดิม และบางร้านย้ายไปอยู่ย่านวังบูรพา ซึ่งเป็นย่านการค้าที่ผู้คนให้ความสนใจไปจับจ่ายใช้สอยมากกว่า และอยู่ไม่ไกลจากย่านเดิมนัก พูดง่ายๆ คือวังบูรพาเป็นย่านใหม่ที่เจริญกว่า หนังสือในร้านย่านวังบูรพายังคงจำหน่ายนิยายหลากหลายทั้งไทยและนิยายแปล โดยบางร้านพ่วงหนังสือที่เป็นตำราเรียน รวมทั้งมีอุปกรณ์การเรียนและการเขียน เข้าไว้ด้วย

ร้านหนังสือบางแห่งเน้นขายหนังสือเฉพาะทางคือหนังสือภาษาอังกฤษ และรวมถึงนิตยสารทั้งของไทยและสั่งมาจากต่างประเทศ โดยเปิดรับออเดอร์ (สั่งหนังสือ โดยเฉพาะนิตยสารจากต่างประเทศ) มาจำหน่าย ในกรณีมีคำสั่งซื้อเป็นรายบุคคล และหรือรับเป็นตัวแทนสมาชิกนิตยสารทั้งรายเดือนและรายปี นับเป็นมิติใหม่ของร้านหนังสือที่ชี้ให้เห็นว่า ความรู้เป็นสิ่งสำคัญและเป็นความโหยหาของคนอ่านหนังสือในยุคนั้น

เมื่อใจกลางเมืองกรุงเทพฯ เจริญเติบโต น้ำพุราชเทวีถูกทุบทิ้ง ถนนขยับขยาย มีการสร้างอาคารและศูนย์การค้าทันสมัยเกิดขึ้นเป็นย่านใหม่คือศูนย์การค้าสยาม ที่นั่นเองมี ร้านหนังสือที่ได้ชื่อว่าทันสมัย ด้วยรูปแบบใหม่เกิดขึ้น

ร้านหนังสือใจกลางศูนย์การค้าแห่งใหม่มีความทันสมัยไฉไลทุกด้าน ไม่ว่าการตกแต่ง พนักงานขายหนังสือในร้าน จนถึงหนังสือที่วางจำหน่าย นอกเหนือจากมีหลากหลายประเภทกว่าแล้ว ยังมีหนังสือที่เป็นภาษาต่างประเทศอื่น นอกเหนือไปจากภาษาอังกฤษ (เช่น ฝรั่งเศส/อิตาลี) วางจำหน่ายให้หนอนหนังสือผู้หิวโหยได้เริงร่า

เรื่องราวของร้านหนังสือในทุกย่านที่กล่าวมาเขียนขึ้นจากความจำ และพูดถึงร้านที่อยู่ในนครหลวงคือกรุงเทพฯ เท่านั้น เพราะฉะนั้น ขออย่าได้เอาไปอ้างอิง หรือนำเป็นหลักฐานอะไรเป็นจริงเป็นจังนะครับ
เมื่อความรู้และการอ่านไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวอักษรในหนังสือ ธุรกิจร้านค้าขายหนังสือจึงต้องปรับตัวตามกระแสความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ การเปลี่ยนโฉมหน้าร้านหนังสือ ว่าไปแล้วเป็นการดิ้นรนเพื่อมีชีวิตอยู่ในแง่ธุรกิจ

การเปลี่ยนไปประการแรกที่เห็นได้ชัดคือ วิธีขายหนังสือเปลี่ยนไปอย่างชนิดไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้น นั่นคือการเกิดขึ้นของการซื้อขายหนังสือออนไลน์ สร้างความสั่นสะเทือนให้คนในธุรกิจสิ่งพิมพ์และเจ้าของร้านหนังสือ ที่สั่งซื้อขายด้วยวิธีเดิมๆ ข้อดีของการซื้อขายสินค้า (รวมทั้งหนังสือ) รูปแบบใหม่นี้ คือเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่และผู้มองหาช่องทางในการประกอบธุรกิจแบบใหม่ ที่เน้นความสะดวกสบายทั้งผู้ซื้อและขายได้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุน (ค่าเช่า) และมีความรวดเร็ว เข้าถึงง่าย (โฆษณาตามสื่อออนไลน์)

ลมหายใจของร้านหนังสือ

‘อิสระ’ ที่ไม่ได้แปลว่า ขายแต่หนังสือ

กระนั้นก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่งกล่าวได้ว่า 20 ปีโดยประมาณ รสนิยมของผู้คนในยุคดิจิทัลนำพาผู้คนให้โหยหาอดีต ทั้งนี้ เพราะผู้คนจำนวนหนึ่งเกิดความเหนื่อยหน่ายความเร่งรีบ รวดเร็ว และความสะดวกรวดเร็วนี้ก็หาใช่ทางเลือกแรกที่สำคัญอีกต่อไปไม่ การหวนอดีตกลับไปใช้ชีวิตช้าลง และใช้เครื่องไม้เครื่องมือเทคโนโลยีตามจำเป็น กลายเป็นกระแสตีกลับ ในระยะแรกแม้มีจำนวนไม่มากนัก หากแต่จำนวนคนที่หวนกลับมาให้ความสนใจและใช้ชีวิตแบบช้าลง ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

อาการหวนหาอดีตกลายเป็นรสนิยมและการใช้ชีวิตที่คนจำนวนหนึ่งให้ความสนใจ เพิ่มขึ้น และเริ่มมองว่า คุณค่าของบางสิ่งบางอย่าง กาลเวลาไม่สามารถทำให้บางสิ่งบางอย่างนั้นกลายเป็นสิ่งของล้าสมัยได้ การกลับมาเป็นที่นิยมของเครื่องมือ หรือสิ่งของ และหรือกระบวนการผลิตที่เรียกว่าอะนาล็อก คือสิ่งที่คนในยุคดิจิทัลจำนวนไม่น้อยมองว่า มันมีคุณค่าอยู่ในตัวเอง และเป็นสิ่งที่ไม่ควรปล่อยให้คุณค่าเหล่านี้หายสาบสูญ ยกตัวอย่างเช่น แผ่นเสียง ฟิล์ม และหนังสือ เป็นอาทิ

น่าเสียดายที่ความจริงคือมีหนังสือบางชนิด บางประเภทสูญหายไปจากแผงวางจำหน่าย โดยเฉพาะสิ่งพิมพ์ในรูปของนิตยสารและการข่าว พื้นที่ในร้านที่เคยอัดแน่นด้วยสิ่งพิมพ์ที่กล่าวถึง ที่ครั้งหนึ่งเป็นที่นิยมล้นหลามกลับถูกเปลี่ยนเป็นเคาน์เตอร์ขายเครื่องดื่มยอดนิยม เช่น กาแฟและเครื่องดื่มอื่นๆ รวมถึงมีการผนวกสินค้าอื่นที่คนร่วมสมัยนิยมที่สามารถปล่อยหรือขายง่ายจำหน่ายคล่องกว่า (โดยที่เงินลงทุนไม่จม) ที่สำคัญสามารถหล่อเลี้ยงค่าเช่า หรือพยุงกิจการร้านหนังสือที่อยู่ในสภาพลำเข็ญให้สามารถดำเนินกิจการได้ต่อไป

15-16 ปีที่แล้ว Rhythm and Books เป็นหนึ่งในร้านหนังสืออิสระที่กล่าวถึงแบบคร่าวๆ ข้างต้น โดยมีคติประจำร้านว่า ขายของรักไม่หวง ที่นอกจากขายหนังสือ ยังมีสินค้าอื่นที่พอขายได้ พอพยุงไม่ให้รายจ่ายหนักเกินไปจนทำให้ร้านต้องปิดตัวไป

ลมหายใจของร้านหนังสือ เป็นชื่อคอลัมน์ที่ตั้งใจเขียนออกมาเพื่อเล่าเรื่องของร้านหนังสือที่ไม่เฉพาะเจาะจงถึง ร้านของตัวเองนี้ และบางทีหรือหลายทีอาจพูดถึงสินค้าที่ไม่ใช่หนังสือ จึงขอชี้แจงไว้ก่อน ที่สำคัญไม่ใช่คู่มือหรืองานเขียนที่บอกถึงวิธีหรือข้อคิดทางธุรกิจที่สามารถเอาไปทำร้านหนังสือได้ และต่อไปนี้ คือเรื่องแรกของลมหายใจของร้านหนังสือ

ลมหายใจของร้านหนังสือ

หน่วยขายหนังสือเคลื่อนที่ช้า

ลูกค้าที่ Rhythm and Books ครอบครัวหนึ่งประกอบด้วยลูกสาว คุณแม่ และคุณพ่อ เรียกว่าลูกค้าประจำคงไม่ผิด เพราะพากันมาที่ร้าน 3-4 ครั้งแล้วตั้งแต่เปิดร้านมาครบปีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มากัน 3 คนบ้าง บางที 2 คนพ่อแม่ มาทีไร ซื้อหนังสือหนังหาติดติดมือกลับ 3-4 เล่ม หนังสือที่ซื้อมีความหลากหลายตามแต่ละคนสนใจ ทั้งประวัติศาสตร์ นิยายไทย นิยายแปลทุกแนว ฆาตกรรม สืบสวน ผี ระทึกขวัญ นิยายรัก ฯลฯ

ผมและผู้พ่อมีเวลาก็มักคุยและเปลี่ยนเรื่องดนตรี นอกเหนือจากหนังสือหนังหา ก่อนหน้านี้เขารับภาพถ่ายขาวดำของนักกีตาร์ชื่อจิมมี เพจ พร้อมลายเซ็นกลับบ้านไป นี่ผมว่าจะเอาไปให้รุ่นน้องคนหนึ่งแขวนโชว์สัก 3-4 เดือน เขาเปิดร้านกาแฟ และมีแผ่นเสียงขายด้วย มีหนังสือขายนิดหน่อย น้ำเสียงบอกว่าเขาไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้น และเขาไม่ได้บอกว่า เพื่อนคนนั้นจะเปิดร้านที่ว่านี้อยู่แห่งหนตำบลใด และผมก็ไม่ได้ถามเขาว่า คนรุ่นใหม่สนใจอ่านหนังสือมากขึ้นไหม ผมถามว่า อะไรทำให้คนรุ่นใหม่สนใจ เขาคิดสักครู่จึงบอก “เท่าที่คุยนะพี่ พวกเขาเบื่อการอ่านในมือถือ หรือดูอะไรในมือถือ” ผมบอกเขาไปว่า ได้ยินกับหูเช่นนี้เหมือนกัน ที่ร้านผมนี่ คนรุ่นใหม่แวะเวียนมาซื้อหนังสือจำนวนไม่น้อย มีทั้งลูกค้าเก่าและใหม่

แล้วคุณละทำไมสนใจอ่านหนังสือ? ผมถามเขา ชายวัย 50 ต้นๆ ขยับแว่นตา มองผมสักครู่ เขาเล่า “ที่บ้านผม แม่ชอบอ่านหนังสือครับ แม่ชอบซื้อหนังสือ ผมจึงชอบอ่านตามแม่” มีร้านหนังสือแถวบ้านหรือ? ผมถาม “ไม่มีเลยครับพี่ อำเภอสามร้อยยอด ประจวบคีรีขันธ์ 40 กว่าปีก่อน มีแต่เรือนไม้เรียงเป็นแถว บางบ้านเปิดเป็นร้านค้าขายของชำอะไรพวกนั้น ร้านหนังสือนี่ไม่มีครับ แม่เองไม่ได้ออกไปซื้อหนังสือที่ไหน แต่ผมจำได้ มีคนหาบหนังสือมาขายถึงบ้าน หาบไม้คานที่เสียบเข้าหูสาแหรกเหมือนคนหาบขายขนมขายอาหารหรือก๋วยเตี๋ยวนั่นแหละครับ คนหาบหนังสือมาถึงก็จะร้องว่า มีหนังสือมาขาย แม่ว่างก็จะออกไปดู ไปเลือกซื้อหนังสือ ภาพนี้ผมจำได้ติดตา” เขาว่า

ผมก็เห็นว่า ดวงตาของเขาเป็นประกายและมีรอยยิ้ม แบบนี้จะเรียกว่า ร้านหนังสือก็ไม่เต็มปากเต็มคำ ควรเรียกว่า ‘หน่วยขายหนังสือเคลื่อนที่ช้า’ น่าจะพอได้ และการขายหนังสือแบบนี้ก็เกิดก่อนร้านหนังสืออิสระมาหลายปี ส่วนในปัจจุบันนี้ ใครคิดจะ หาบหนังสือขายแบบนี้เห็นทีต้องคิดมากกว่า 2 หนแล้วละครับ