Tang Chang Legacy
ทัวร์เบื้องหลังพิพิธภัณฑ์จ่าง แซ่ตั้ง กับนวภู แซ่ตั้ง ผู้สานระบบหลังบ้านเพื่อเก็บทุกจิกซอว์ใน Legacy ของศิลปิน
- เยือนคลังผลงานและห้องแล็บอนุรักษ์ของ ‘จ่าง แซ่ตั้ง’ พร้อมฟังโมเดลบริหาร Art Estate จากทายาทศิลปิน พร้อมเปิดประตูสู่นิทรรศการที่พาเรากลับไปสู่บ้านเล็กๆ หลังหนึ่งย่านฝั่งธนฯ
เช้าวันหนึ่งในย่านพุทธมณฑลสาย 5 ผู้เยี่ยมชมกลุ่มเล็กๆ ได้รับการต้อนรับสู่กลุ่มอาคารสองหลังที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกัน ฝั่งหนึ่งคือบ้านพักอาศัยของครอบครัว อีกฝั่งคือพื้นที่จัดแสดงและห้องทำงานเบื้องหลังของศิลปินและกวีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย ในชื่อว่า “พิพิธภัณฑ์จ่าง แซ่ตั้ง” ซึ่งกำลังจะเปิดตัวต่อสาธารณะในวันนี้ (1 พฤษภาคม 2569)
“การเข้าชมเช้าวันนี้ ผมขอแบ่งเป็น 2 เซสชันนะครับ เราจะเริ่มจากการดูหลังบ้าน ทั้งฝ่ายวิจัย งานจดหมายเหตุ ที่เก็บ แล้วก็งานอนุรักษ์ ก่อนพามาชมนิทรรศการ” ภู - นวภู แซ่ตั้ง ผู้ดูแลโครงการนี้ออกมาต้อนรับ แน่นอนว่าการจัดระบบเยี่ยมชมแบบนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะ “หลังบ้าน” ที่เขาพูดถึง คือรากฐานทั้งหมดที่ทำให้สิ่งที่เราเห็นใน “หน้าบ้าน”... ที่บอกเล่าชีวิตและผลงานตลอดเส้นทางการเป็นศิลปินของจ่าง แซ่ตั้งที่ครบถ้วนที่สุด
เบื้องหลังที่เราจะเล่าต่อไปนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องระบบงานในองค์กรศิลปะเล็กๆ แห่งหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่สะท้อนทั้งช่องว่างของระบบศิลปะไทย ความตั้งใจของคนกลุ่มเล็กๆ ที่พยายามอุดช่องว่างนั้น และเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่วัยเด็กได้เข้าเรียนโรงเรียนประถมไม่กี่วันก็เจอสงครามโลก แต่ตลอดชีวิตของเขาวาดรูปตัวเองมากกว่า 400 ครั้ง ผู้ชายคนนี้ชื่อ…จ่าง แซ่ตั้ง
ต่อจิกซอว์ชีวิตด้วย Research
โปรเจกต์นี้เริ่มเมื่อประมาณ 2–3 ปีก่อน แต่จุดที่ทำให้เกิดความคิดนี้ย้อนไปไกลกว่านั้น ในปี 2556 เมื่อผลงานของจ่างเริ่มเดินทางไปต่างประเทศ จากเซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง สิงคโปร์ และล่าสุดคือศูนย์ศิลปะซ็องคร์ ปงปิดู (Centre Pompidou) ประเทศฝรั่งเศส

ภูพาทุกคนเดินเข้าสู่ Research & Collection Department ฝ่ายวิจัยและวัตถุพิพิธภัณฑ์ ห้องกระจกเล็กๆ แต่เต็มไปด้วย Archive เอกสาร และทุกสิ่งที่พัวพันอยู่ในชีวิตของจ่าง “เรามีแนวคิดว่าจะบริหารจัดการ Art Estate ให้เป็นระบบมากขึ้น ในระยะเริ่มต้น เราใช้วิธีการทำ SWOT Analysis เพื่อดูว่า เรามีอะไรอยู่ในมือ แล้วจะทำอะไรต่อได้บ้าง” ภูเล่า

ผลการวิเคราะห์นำไปสู่โมเดลการบริหาร Estate ที่แบ่งออกเป็น 3 Area …
Area แรกคือ Research ภูเชื่อว่าสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการดำรงอยู่ของศิลปินคือ Foundation ขององค์ความรู้ ที่นี่จึงมีนักวิจัยประจำที่ทำงานด้าน Archive และฐานข้อมูลจดหมายเหตุ มีการทำงานร่วมกับนักวิชาการต่างประเทศ
Area ที่สองคือ Institution การทำงานร่วมกับพิพิธภัณฑ์ระดับนานาชาติ ปัจจุบันผลงานของจ่างมีสะสมอยู่ในสถาบันระดับโลกอย่างน้อย 3 แห่ง ได้แก่ Art Institute of Chicago, Centre Pompidou และ National Gallery Singapore
Area สุดท้ายคือ Market ซึ่งเป็นส่วนที่หลายคนอาจเข้าใจผิด “Market ไม่ใช่แค่การขายของหรือเอางานออกไปขายให้นักสะสม แต่การ Develop Market ไปไกลถึงการทำให้มิวเซียมสนใจ ซึ่งทำให้เรา Prioritize งานจำนวนหนึ่งเพื่อนำเข้าสู่ตลาดศิลปะนานาชาติ”

ฐานข้อมูลที่โยงทุกอย่างเข้าด้วยกัน
ห้องแรกที่คณะผู้เยี่ยมชมเดินเข้าไปในอาคารหลังบ้าน คือห้องที่ทำงานด้าน Research และ Collection เป็นหลัก บนโต๊ะมีคอมพิวเตอร์เปิดหน้าจอฐานข้อมูลรอไว้ “ส่วนนี้เราตั้งขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน เบื้องต้นตอนแรกเราต้องการพัฒนาต่อไปเป็น Catalogue Raisonné หรือแค็ตตาล็อกที่รวมผลงานศิลปะตลอดชีวิตของศิลปิน เนื่องด้วยใน Southeast Asia เองยังไม่มีฉบับที่สมบูรณ์เท่าไหร่ เราจึงเริ่มต้นจากตรงนั้น” เพชร หนึ่งในทีมหลังบ้านเริ่มบรรยาย
งานแบ่งออกเป็น 3 ก้อน ได้แก่ Work of Art (ผลงานศิลปะ) Archive (วัตถุจดหมายเหตุ) และ Writing (งานเขียน) โดยปัจจุบันมีผลงานศิลปะที่สำรวจแล้วประมาณ 95% ซึ่งไม่ได้นับเฉพาะในคอลเลกชันของโครงการเอง แต่ตามไปถึงงานที่อยู่กับคอลเลกเตอร์ต่างๆ และใน Public Collection ด้วย
“ตอนนี้มีลิสต์รายชื่ออยู่ประมาณ 10,788 ชิ้น รวมทั้ง Artwork และ Archive โดย Artwork จะอยู่ที่ประมาณ 8,000 กว่า 9,000 ชิ้น ส่วนที่เสร็จแล้วก็คือรูปถ่ายกับตัวจดหมายแล้วก็หนังสือพิมพ์”
ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่า จ่างทำงานศิลปะมากแค่ไหนตลอดชีวิตของเขา และในขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นภาระงานที่ทีมหลังบ้านหอศิลป์ต้องรับมือ
ระบบฐานข้อมูลนี้ใช้แพลตฟอร์มชื่อ Omeka ซึ่งเป็น Open Source แล้วนำมาปรับให้เข้ากับลักษณะงาน แต่ละรายการในฐานข้อมูลจะบันทึกข้อมูลหลายชั้น ไม่ว่าจะเป็นชื่อผลงาน (Title), Visual Analysis ที่ส่วนใหญ่เขียนโดย Charolyn นักวิจัยจากสิงคโปร์ซึ่งเคยเป็นลูกศิษย์ของ Curator ที่ Pompidou, Category (ที่คลิกเข้าไปดูรายชื่องานในประเภทเดียวกันได้), ปีที่สร้าง, จารึกของศิลปิน (จ่างมักลงลายมือและปีไว้ที่หลังผลงาน), ขนาด, สภาพงาน, เทคนิค, Current Location, การอ้างอิงในสื่อ (Citations), การนำภาพไปใช้ซ้ำ (Honor Reproduction) และประวัติการจัดแสดง (Exhibition History)
ที่น่าสนใจคือระบบ Accession Number หรือเลขประจำตัวของแต่ละชิ้น ที่จัดโครงสร้างให้ถอดรหัสได้ด้วยตัวเอง ตัวหลักแรกคือปีที่สร้าง (ถ้าไม่ทราบจะใส่ 0000), ตามด้วยลำดับ, แล้วก็หลักที่บอกด้านของงาน (เพราะงานกระดาษบางชิ้นวาดทั้งสองฝั่ง), จากนั้นคือ Code ที่ย่อมาจากประเภทและมีเดียม — C = Canvas, P = Paper, S = Self Portrait, A = Abstract, L = Landscape, F = Figurative
แต่สิ่งที่เป็นหัวใจของระบบคือการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดเข้าหากัน ภูคลิกเข้าไปที่ Entry ของงาน “14 ตุลา” ในฐานข้อมูล แล้วแสดงให้เห็นว่า มันถูกลิงก์เข้ากับ Archive ที่เกี่ยวข้องได้ยังไง … ภาพถ่ายเก่าที่มีงานชิ้นนี้ปรากฏ, งานอื่นที่มี Visual Element คล้ายกันซึ่งคาดว่าอาจเป็นต้นแบบ, และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง
“เราไม่ได้ทำงานเฉพาะกับผลงานศิลปะ แต่เราทำงานกับ Archive อื่นๆ เช่น จดหมายเก่าๆ จดหมายที่จ่างเขียนตอบ จะทำให้เห็นว่า ภาพรวมชีวิตศิลปินทั้งหมด ประกอบด้วยอะไรบ้างที่ไม่ใช่แค่ตัวผลงานศิลปะ”

ในห้องเดียวกัน ยังมีวัตถุจดหมายเหตุที่ภูเชื่อว่าหาที่อื่นไม่ได้ เช่น แค็ตตาล็อกนิทรรศการของศิลปินญี่ปุ่นในปี 1984 ที่ศิลปินท่านนั้นเคยเขียนรูปจ่างและส่งมาให้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีการติดต่อกันจริงแม้เราไม่รู้รายละเอียด หรือบัตรเชิญใบหนึ่งของ แกลเลอรีที่เพชรบุรี เอกสารเหล่านี้คือหลักฐานของเครือข่ายความสัมพันธ์ในชีวิตจ่าง แซ่ตั้งที่คนไม่เคยรู้
ฐานข้อมูลนี้จะเปิดให้บุคคลภายนอกเข้าใช้ในวันที่ 1 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่พิพิธภัณฑ์เปิดตัว

200 แคนวาส 8,000 ชิ้นกระดาษ
ถัดจากห้อง Research คือห้องเก็บผลงานจริงที่ต้องเก็บไว้ในที่เย็นและแห้ง ซึ่งมีเครื่องวัดความชื้นติดไว้อยู่ตามมุม ในวันที่เราเข้าไป ความชื้นอยู่ที่ราว 50–60% ถือว่า “ปลอดภัย” (50–70%) สำหรับผลงาน มีการทำ Air Flow ติดพัดลมไว้ด้านบน ที่น่าทึ่งมากๆ ในห้องนี้คือแผงเก็บงานแคนวาสทั้งหมดเป็นแผงที่ทีมเขียนแบบเองและจ้างช่างไทยมาทำ

“มันมีของสำเร็จรูปแหละ แต่เนื่องจากปริมาณผลงานเยอะ รวมกับพื้นที่และอื่นๆ มันอาจไม่เหมาะ เราก็เลยออกแบบเองแล้วทำเอง” ภูดึงแผงหนึ่งออกมาโชว์ทุกคนจากแผงทั้งหมดประมาณ 30 แผง ซึ่งเก็บงานแคนวาสของจ่างได้ราว 70–80% แม้งาน แคนวาสตลอดชีวิตของจ่างมีเพียงประมาณ 200 ชิ้น แต่ผลงานบนกระดาษของเขากลับมีมากถึง 7,000 – 8,000 ชิ้น…น่าตกใจใช่ไหม?


การจัดเก็บงานกระดาษจึงต้องเป็นระเบียบยิ่งขึ้น แยกตามปี ติดบาร์โค้ดที่เชื่อมกลับไปที่ฐานข้อมูล แยกขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ วัสดุที่ใช้รองงานต้องเป็น “วัสดุไร้กรด” ที่ได้รับคำแนะนำจากทีมอนุรักษ์ เพื่อไม่ให้กระดาษเปลี่ยนสีหรือกรอบจากกรดในตัววัสดุเอง

ภูพาทุกคนเดินขึ้นชั้นบน โซนเก็บเอกสารและวัตถุจดหมายเหตุทั้งหมด รวมถึงข้อเขียนของศิลปิน “ตรงนี้คือที่เก็บบทกวี ซึ่งข้อเขียนทั้งหมดมีมากกว่า 10,000 แผ่น และยังไม่ได้รับการชำระ ซึ่งเป็นบทกวีที่ไม่เคยเห็นที่ไหนและยังไม่เคยเผยแพร่”
ปัจจุบันทีมงานเบื้องหลังหอศิลป์มีเพียง 12 คน ทั้งประจำและพาร์ตไทม์ ถ้าเทียบกับภาระงานทั้งหมดที่เราเห็นตรงหน้า ไม่ต้องคิดเลยว่าหนักขนาดไหน

ห้องถัดไปคือห้องแล็บอนุรักษ์ ซึ่งในมาตรฐานสากลห้องนี้คือเรื่องพื้นฐาน แต่ในบริบทของไทยคือเรื่องที่ต้องสร้างขึ้นเอง “นักอนุรักษ์ในประเทศไทยยังมีกันอยู่ไม่กี่คน สถานที่รับซ่อมงานก็น้อยมาก เราเลยตัดสินใจตั้งแล็บอนุรักษ์ของเราเอง”
โครงการมีนักอนุรักษ์ผู้เชี่ยวชาญมาประจำแบบ In-house อาทิตย์ละ 2–3 วัน และวันนี้นักอนุรักษ์รุ่นใหม่กำลังรอคอยทุกคนอยู่ บนโต๊ะมีงานกระดาษที่อยู่ระหว่างซ่อม เธออธิบายปัญหาที่มักพบในงานกระดาษที่ถูกเก็บมานานนั่นคือ จุด Foxing หรือจุดสีน้ำตาลที่เกิดจากความชื้น สภาพแวดล้อมในบ้านไม้ที่งานถูกเก็บมาก่อน สำหรับจุด Foxing การทำให้หายขาดไม่ใช่เรื่องง่าย
“ถ้าถามว่าจะออกหมดไหม หรือจะกลับมาอีกหรือเปล่า ก็มีส่วนที่เป็นไปได้อยู่นะคะที่เขาจะกลับมาอีก เพราะมันขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เราเก็บรักษาด้วย” เธอเล่า

ใกล้ๆ กันคืองานแคนวาสสองชิ้นที่ขาดบางส่วน ปกตินักศึกษาศิลปะมักใช้วิธี “รองทั้งหมดด้านหลัง” ด้วยผ้าใบใหม่ แต่กับผลงานที่เก่ากว่า 60 ปี วิธีนั้นอาจใช้ไม่ได้ผล
“เราก็จะใช้วิธีการชุนเส้นใย โดยตัวกล้องจุลทรรศน์จะใช้สำหรับส่องว่าตัวเส้นใยเขามีความหนาขนาดไหน เวลาที่เราชุนก็จะค่อยๆ ดึงเส้นใยเสริมเข้าไปในบริเวณที่ขาด แล้วก็สานให้เข้ากับรอยเดิม และลักษณะแบบเดิมของตัวแคนวาส”

แล็บนี้เป็นแล็บเล็กที่ทำงานพื้นฐานได้ ส่วนงานที่ซับซ้อนมากขึ้น ทีมจะส่งข้างนอก เช่น รอยขาดขนาด 20 เซนติเมตรของผลงานชิ้นใหญ่ที่กำลังจัดแสดงอยู่ตอนนี้
สำหรับภูแล้ว เขามองว่า Estate Management ที่ดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว แท้จริงแล้วสะท้อนทั้งช่องว่างของระบบการศึกษา ความเข้าใจที่มีต่อศิลปะ และจำนวนบุคลากรในสายอาชีพนี้ที่ยังมีน้อยเกินไปในบ้านเรา
ทัวร์ “หลังบ้าน” สิ้นสุดลงตรงบริเวณนี้ จากนั้นทุกคนจะก้าวเข้าสู่อีกเซสชันที่เรียกว่า “หน้าบ้าน”

การกลับมา…หอศิลป กวี จ่าง แซ่ตั้ง
นิทรรศการเปิดตัวพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ใช้ชื่อว่า “หอศิลป กวี จ่าง แซ่ตั้ง” ถ้าจะรู้จักที่มาของชื่อ เราต้องนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปราวปี 1970 ตอนนั้นบ้านของจ่างในซอยกรุงธนบุรี 4 ย่านฝั่งธนฯ ถูกเรียกว่า “หอศิลป กวี จ่าง แซ่ตั้ง” และเป็นหนึ่งในพื้นที่ทางศิลปะอิสระยุคแรกๆ ของไทย
“ช่วงนั้นเรามีศิลปินรุ่นใหม่ๆ แต่เรามีพื้นที่จัดแสดงจำกัด ตอนนั้นถ้าไม่นับที่หอศิลป์เจ้าฟ้า ก็อาจจะเป็นที่ศิลปากร และสำหรับศิลปินอิสระจะทำยังไง จ่างก็เลยเปิดบ้านที่เขาอยู่ให้เป็นพื้นที่แบบนั้น”

การใช้ชื่อนิทรรศการว่า “หอศิลป กวี จ่าง แซ่ตั้ง” คิวเรทโดยนวภู แซ่ตั้ง ในวันนี้ จึงเป็นความตั้งใจ “Re-activate” จิตวิญญาณของพื้นที่นั้นให้กลับมาอยู่ตรงนี้อีกครั้ง พร้อมกับแสดงให้เห็นถึงคอนเซปต์ศิลปะทั้งหมดที่โอบอุ้ม Legacy ทั้งหมดของจ่าง แซ่ตั้ง นิทรรศการนี้จัดแสดงในอาคารหลังใหม่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ Residence Area ซึ่งเป็นบ้านพักของครอบครัว


จ่างเกิดในปี 1934 หรือ พ.ศ.2477 สองปีหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เขาเข้าเรียนที่โรงเรียนเทศบาล 2 วัดพิชัยญาติ เข้าเรียนเพียงไม่กี่วันก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากนั้นเขาไม่ได้กลับเข้าระบบการศึกษาอีกเลย
งานศิลปะของจ่างเริ่มจากการวาดสิ่งต่างๆ รอบตัว คัดลอกภาพพอร์เทรตจากนิตยสารและจากคนใกล้ตัว เมื่อรู้สึกว่ามีความสามารถพอ เขาก็เปิดร้านรับจ้างวาดภาพเหมือน



งานยุคต้นๆ ของจ่างในนิทรรศการ หลายคนอาจไม่รู้จัก เพราะแตกต่างจากจ่างที่เราเคยเห็นและหลายคนคิดว่า นี่ไม่ใช่งานของเขา เพราะเป็นงานภาพเหมือนที่วาดด้วยสีถ่าน “หนึ่งใน Main Task ของงานพอร์เทรตยุคแรกๆ คือการขยายภาพขนาดเล็กเป็นภาพขนาดใหญ่ เพราะช่วงเวลานั้น สำหรับคนไทยทั่วๆ ไป การเข้าถึงภาพถ่ายขนาดใหญ่มันแพง เป็นเรื่องยาก เขาจึงเอาภาพขนาดเล็กมาขยายเป็นภาพขนาดใหญ่ที่ร้านของเขา”
จ่างไม่ได้หยุดที่แค่การรับจ้างวาด เขาพยายามทดลองทำงานศิลปะอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานจิตรกรรมที่คล้ายจิตรกรรมจีน การทดลองทำงานสีน้ำ ภาพตลาดพลูในยุคนั้นซึ่งเป็นย่านที่เขาเปิดร้านรับจ้างวาดภาพเหมือน ประตูศาลเจ้า ล้วนเป็นร่องรอยการเรียนรู้ที่เขาทดลองด้วยตัวเอง โดยมีหนังสือที่มาจากประเทศจีนเป็นครู
“ถ้าเขาหยุดตัวเองที่ตรงนี้ ทุกวันนี้เราไม่ต้องพูดอะไรถึงเขาอีกเลย”

ปีแห่งการค้นพบ
ในบันทึกส่วนตัวของจ่าง เขาเขียนไว้ว่า ปี 1958 คือปีที่เขาพบแนวทางในการทำงานศิลปะ และเมื่อย้อนกลับไปดูงานปีนั้น เราจะเข้าใจว่า เขาหมายถึงอะไร
ในช่วงเวลาที่ศิลปินไทยหลายคนกลับไปหางานแบบ Impressionism และ Realism จ่างเลือกทำสิ่งตรงกันข้าม เขากลับไปหารากเหง้าวัฒนธรรมของตัวเอง นั่นก็คือวัฒนธรรมจีน เขาเริ่มใช้ศิลปะการเขียนพู่กันจีน หรือ Calligraphy มาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างงาน Abstract เกิดเป็นงานแบบที่เราเรียกว่า “ศิลปะในแบบจ่าง” และหมึกคือวัสดุศิลปะที่เขาเลือกใช้

“สำหรับศิลปินไทยแล้วการที่ใช้หมึกเป็น Medium ในการทำงาน แทบจะไม่มีเลย ซึ่งตรงนี้เป็นอีก Area ที่เราสามารถวางตัวเขาไว้ในศิลปะนานาชาติได้ง่ายขึ้น ในกลุ่มที่เป็น Contemporary Ink”
นอกจากงาน Calligraphy เขายังทดลองการลดทอนจากสัจนิยมลงมาสู่กึ่งนามธรรม งานหนึ่งของเขาที่อธิบายเรื่องนี้ได้คือภาพ “ชุมชนแออัด” ของฝั่งธนฯ ในสมัยก่อน บ้านที่ทับซ้อนกันจนกลายเป็นรูปทรงนามธรรม ร่องรอยของชีวิตและพื้นที่ที่เขาอาศัยอยู่จริง


400 ใบหน้าของตัวเอง
ในช่วงทศวรรษที่ 1970 งานของจ่างเปลี่ยนโฟกัส เขาทำงานแนว Portrait มากขึ้น แต่ที่โดดเด่นที่สุดคือภาพใบหน้าตัวเอง ซึ่งมีข้อมูลน่าสนใจว่าตลอดชีวิตเขาเขียนภาพ Self Portrait ของตัวเองมากกว่า 400 ชิ้น! สำหรับศิลปินคนหนึ่งถือว่าเยอะมากทีเดียว


นักประวัติศาสตร์ศิลปะพยายามอธิบายว่า เขาใช้ Self Portrait เพื่อสำรวจตัวเอง ตั้งคำถามเกี่ยวกับตัวเอง ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดที่แสดงให้เห็นความเป็นสมัยใหม่ของเขา ใน Self Portrait ทั้ง 400 ชิ้น มีชิ้นหนึ่งที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยว ตรงกลาง อยู่ในจุดที่เราเห็นก็รู้เลยว่า ชิ้นนี้มีความสำคัญ

งานชิ้นนี้สร้างขึ้นภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 เป็นภาพขนาดพอๆ กับคนจริง ศิลปินสร้างภาพตัวเองในลักษณะเปลือยท่อนบน สีผิวออกดำแดง ทั้งที่จ่างเป็นลูกคนจีน เขาเลือกสร้างภาพตัวเองในลักษณะที่เป็นตัวแทนของคนธรรมดา ของชนชั้นกรรมาชีพทั่วไป
แต่สิ่งที่ทำให้ภาพนี้สะเทือนใจที่สุด เขาไม่มีลูกตา และไม่มีแขน


“จากคำสัมภาษณ์ของเขา เขาบอกว่า จากเหตุการณ์นั้น เขาไม่ต้องการที่จะเห็นสิ่งเลวร้ายที่รัฐทำต่อประชาชน รวมถึงไม่ต้องการจะทำอะไรเพื่อสักขีพยานให้กับความเลวร้ายนั้น” ภูอธิบาย
“เมื่อเราย้อนกลับไปช่วงประมาณทศวรรษ 2510 งานทางการเมืองทั้งหมดถูกนำเสนอผ่านการใช้สัญลักษณ์ การใช้ปืน การใช้ดอกไม้ การใช้เลือด หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่สำหรับชิ้นนี้เป็นงานศิลปะทางการเมืองชิ้นเดียวที่ไม่ได้มีสัญลักษณ์ใดๆ เลยที่บ่งชี้ถึงการเมือง นอกจากการใช้ร่างกายของศิลปิน”

และนี่คือจุดสำคัญ คอนเซปต์เรื่อง Body and Politics หรือร่างกายและการเมือง ในช่วง 1970 ยังไม่ใช่คอนเซปต์ที่แพร่หลายในไทย ขณะที่งานเขียนสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ของ Michel Foucault เอง ก็เพิ่งเขียนในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งจ่างสร้างงานชิ้นนี้ในปี 1973 ในบริบทของศิลปะในประเทศไทย จึงเป็น “อะไรที่แปลกประหลาดและใหม่” งานชิ้นนี้เป็นหนึ่งในชิ้นสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลปะไทย และเป็นหนึ่งในหัวใจของนิทรรศการ
จิตหนึ่งเดียว ร่างกาย และสีทาเรือ
ภูพาทุกคนเดินมาถึงอาคารที่จัดแสดงงาน “Way to Modernism” ซึ่งแสดงงานที่หลายคนเชื่อว่า เป็นช่วงเวลา “พีก” ของเขา งานที่แขวนอยู่บนผนังเหล่านั้นคือ Abstract ในแบบที่บางคนอาจเรียกว่า Expressionism เป็นงานที่หยั่งรากจากความสนใจในพุทธปรัชญาเถรวาท รูปแบบฉานหรือเซนในจีน และปรัชญาเต๋า ซึ่งจ่างไม่ได้มองสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงแรงบันดาลใจทางสุนทรียศาสตร์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางในเชิงจิตวิญญาณของเขาทั้งชีวิต


“จากการให้สัมภาษณ์ของเขา งานพวกนี้เขาอาศัยทำสมาธิผ่านการผสมสี จนเมื่อเขารู้สึกว่าจิตของเขาถึงจุดที่เรียกว่าเป็นหนึ่งเดียว เขาก็ปลดปล่อยตัวเองออกมาสู่แคนวาส โดยใช้ส่วนต่างๆ ของร่างกาย”
ยืนดูใกล้ๆ เราจะเห็นลายนิ้วมือ รอยฝ่ามือ ร่องรอยของร่างกายที่บันทึกลงบนผืนผ้าใบ แน่นอนว่างานในชุดนี้ได้รับการยอมรับอย่างมากในระดับนานาชาติ

ทว่า ก็ยังมีรายละเอียดหนึ่งที่ทำให้ทีมอนุรักษ์ปวดหัวไม่น้อย เพราะสีที่จ่างใช้ไม่ใช่สีน้ำมันปกติ ตลอดชีวิตของเขา จ่างไม่เคยขายผลงาน เขายังชีพด้วยการเปิดร้านขายของ ร้านอาหาร ร้านของชำ และเครื่องดื่ม ซึ่งร้านหนึ่งของเขาตั้งอยู่ที่ถนนเจริญกรุงใกล้กับท่าเรือ และนั่นเองคือที่มาของวัสดุที่เขาหยิบมาใช้สร้างงานในชุดนี้ทั้งหมด
“สีพวกนี้คือสีทาเรือครับ ที่เป็น Marine Paint ก็คือเป็น Epoxy Based Resin”
สำหรับนักอนุรักษ์ สีทาเรือไม่ใช่วัสดุที่พวกเขาคุ้นเคย เลยส่งผลให้การบูรณะผลงานชุดนี้ยากขึ้นไปอีก

บ้านที่กลายเป็นศูนย์รวมทางวัฒนธรรม
ในช่วงที่เรียกกันว่า “ยุคแสวงหา” ช่วงทศวรรษที่ 1970 กระแสเสรีนิยมเติบโตในประเทศไทย ศิลปินในมหาวิทยาลัยศิลปากร เพาะช่าง และในมหาวิทยาลัยศิลปะอื่นๆ ต่างต้องการแสวงหาแนวทางการทำงานศิลปะที่อยู่เหนือไปจากกรอบของสถาบันการศึกษา…และหลายคนได้กลายมาเป็นลูกศิษย์ของจ่าง
สมยศ หาญอนันทสุข, สมบูรณ์ หอมเทียนทอง, ชุมพล อักพันธานนท์ ล้วนเป็นชื่อที่เข้าออกบ้านของจ่างในยุคนั้น รวมทั้งกวีอย่าง ศักดิ์ศิริ มีสมสืบ นักเขียนการ์ตูนอย่าง โอม รัชเวทย์ นักแต่งเพลงอย่าง แก้ว ลายทอง ต่างก็เข้า-ออกพื้นที่นี้ด้วยเช่นกัน
ภูเปรียบพื้นที่ของบ้านในยุคนั้นไม่ใช่แค่ศูนย์รวมศิลปิน แต่เป็นเหมือนพื้นที่ทางวัฒนธรรมเลยทีเดียว

เขาพาทุกคนมาดูภาพในวาระสุดท้ายของชีวิต เป็นงานชิ้นสุดท้ายของจ่าง โดยต้นฉบับของจริงอยู่ในสมุดเยี่ยมโรงพยาบาลในห้วงยามที่ลมหายใจของเขาอ่อนแรงเต็มที
ในปี 1989 จางป่วยหนักด้วยภาวะไตวาย หมอถามว่า สภาพร่างกายของเขาเป็นอย่างไร เขาตอบไม่ไหว แต่กลับหยิบดินสอขึ้นมาแล้วเขียนภาพหนึ่งลงไปในสมุดเยี่ยมเล่มนั้น เป็นรูปกระเช้าดอกไม้ที่คนมาเยี่ยม แต่ดอกไม้เหล่านั้นกำลังเหี่ยวเฉา เขาให้ชื่อภาพนี้ว่า “ต้นไม้ใกล้ตาย”
จ่างเสียชีวิตในปี 1990 (2533) ด้วยภาวะไตวาย ขณะอายุได้ 56 ปี

หลังเดินชมทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านของพิพิธภัณฑ์จ่าง แซ่ตั้งแห่งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ความประทับใจในผลงานของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่เป็นคำถามที่ว่า เราจะรักษาศิลปินคนหนึ่งไว้ได้อย่างไร คงไม่ใช่แค่เก็บผลงานของเขา แต่จะรักษาองค์ความรู้เกี่ยวกับตัวระบบที่ทำให้เขาถูกอ้างถึงและถูกเข้าใจและเครือข่ายที่ทำให้โลกได้เห็นผลงาน 10,788 รายการในฐานข้อมูล, 200 ชิ้นบนแคนวาส, 8,000 ชิ้นบนกระดาษ, 10,000 แผ่นของงานเขียนที่ยังไม่ได้ชำระ และ 400 ใบหน้าของตัวเอง ทั้งหมดนี้คือเครื่องพิสูจน์ว่า งานอนุรักษ์ Legacy ของศิลปินคนหนึ่ง ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่จะเป็นเรื่องของคนในครอบครัว
ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เมื่อพิพิธภัณฑ์ จ่าง แซ่ตั้ง เปิดประตู และฐานข้อมูลเปิดให้สาธารณชนเข้าถึง ซึ่งคงไม่ใช่แค่การเปิดพื้นที่ศิลปะให้เราได้ไปชมกัน แต่ลึกกว่านั้นนี่คือการต่อบทสนทนาที่จ่างเริ่มเอาไว้เมื่อ 50 ปีก่อน บทสนทนาจากบ้านหลังเล็กๆ ย่านฝั่งธนฯ
และถ้าบทสนทนาเหล่านี้ไม่มีระบบที่ดีๆ เพื่อดูแลรักษา…มันก็คงจางหายไปตามกาลเวลาได้เช่นกัน
พิพิธภัณฑ์จ่าง แซ่ตั้ง ตั้งอยู่ที่ อ.สามพราน จ.นครปฐม เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/TangChang.1934/
หรือ https://tangchangmuseum.com/
Google Map https://maps.app.goo.gl/rXsn9nBsAZEvsGfY9