About
RESOUND

คิดถึงอินเดีย

บันทึกการเดินทางท่องอินเดียของบ๊าฟ ภาณุ ออกสำรวจเมืองผ่านร้านหนังสือ แต่กลับเจออีกด้านของชีวิตอย่างไม่คาดคิด

เรื่องและภาพ ภาณุ มณีวัฒนกุล
Date 07-05-2026 Views 94
Read At ONCE
  • อินเดีย ประเทศที่ใครไปแล้ว ถ้าไม่ ‘หลงรัก’ ก็มัก ‘เข็ดขยาด’ แต่สำหรับ บ๊าฟ – ภาณุ อินเดียกลับซ่อนบางอย่างที่เปลี่ยนชีวิตเขาในสิ่งที่คาดไม่ถึง… ครั้งนี้บ๊าฟจะพาไปสำรวจอินเดียในมุมที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงผ่านร้านหนังสือที่ทำให้การมองโลกของตัวเองเปลี่ยนไป

ตามประสาคนชอบเดินทาง ครั้งนี้ บ๊าฟ ภาณุ จะพาเราไปสำรวจร้านหนังสือในต่างแดนกันบ้าง กับประเทศที่คนไทยหลายคนมักกังวลใจถ้าจะต้องไปเยือน นั่นคือ อินเดีย นี่คือเรื่องราวความเป็นอินเดียในอีกมุมหนึ่ง ผ่านความทรงจำถึงร้านหนังสือในเมืองต่างๆ ของอินเดีย ออกเดินทางผ่านตัวอักษรไปกับบ๊าฟกันเลย

พูดถึงอินเดียคุณคิดถึงอะไร?

ถาม 100 คน คำตอบอาจต่างออกไป 378 อย่าง

อนุทวีปแห่งนั้นเป็นดินแดนแสนประหลาด บางคนไปแล้ว เมื่อกลับมา ก็อยากกลับไปอีก และไปได้อีกเรื่อยๆ ไม่รู้จบ หลายคนเมื่อไปแล้วกลับมา ถึงขั้นสาปส่งกันเลยทีเดียวว่า ชาตินี้หรือชาติไหน ไม่ขอกลับไปเหยียบ มิหนำซ้ำยังพานรังเกียจคนอินเดียพ่วงเข้าไปอีก กระทั่งมีบ้าง ไปอินเดียแล้วไม่ได้กลับบ้านตัวเอง อันนี้อาจไม่เยอะ แต่น่าจะมี

สมัยผมไปเที่ยวแดนภารตะใหม่ๆ ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นหรือรังเกียจอะไร ทว่า รู้สึกประหลาดใจมากกว่า สงสัยว่า ตัวเองมีดวงตาคู่ใหม่ หรือมีสมองชุดใหม่หรืออย่างไรกัน ด้วยเพราะวิธีการมองโลกหลายๆ อย่างเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิมนั่นเอง ถามว่าชอบความเปลี่ยนไปนี้ไหม? ไม่น่าเรียกว่า ชอบหรือไม่ชอบ

ใกล้เคียงที่สุด เป็นความรู้สึกที่เรียกว่า เป็นประสบการณ์ใหม่ของชีวิตเหมาะกว่า

อินเดีย

บรรยากาศชั้นบนในร้านอาหารและบาร์แห่งหนึ่งที่เจ้าของจัดไว้เป็นห้องอาหารหนังสือ หยิบอ่านได้ทุกเล่ม อ่านไปกินไป ร้านหนังสืออย่างเดียวทำตามยากสักหน่อย

มนตร์ขลังอินเดีย

ขอเล่าประสบการณ์ส่วนตัวให้ฟังหนึ่งเรื่อง…

ผมมีโอกาสได้รู้จักหนุ่มชาวอเมริกันนายหนึ่งออกเดินทางท่องเที่ยวกับแฟนสาว ผมเจอะเจอทั้งสองที่เมืองต้าหลี่ สมัยนั้นยังเป็นเมืองเล็กๆ และมีนักท่องเที่ยวไม่มาก เมืองนี้เป็นเมืองเก่า ตั้งอยู่แคว้นยูนนานทางใต้ของจีน ผมสังเกตว่า ฝ่ายผู้ชายเป็นคนตื่นๆ ไม่ใช่ตื่นรู้นะครับ เป็นอาการตื่นตระหนกมากกว่า คือออกอาการระแวดระวังระแวงไปเสียทุกเรื่อง ตั้งแต่ที่หลับที่นอนไปจนถึงอาหารการกินและผู้คนท้องถิ่น
เขาเป็นอเมริกันชนที่สวมชุดนักท่องเที่ยวเต็มยศ

ความหมายในที่นี้หมายถึง แบกเป้ (กระเป๋า) สะพายหลัง มีกระเป๋าขนาดย่อมอีก 2-3 ใบห้อยข้างหน้าและข้างลำตัว สวมเสื้อกั๊กที่มีกระเป๋าเยอะๆ ใส่หมวกปีกกว้างกันแดด รองเท้าหุ้มข้อ ห้อยกระติกน้ำ ในนั้นมีน้ำสีส้มๆ ที่เขาว่า เป็นยาฆ่าเชื้อโรคแปลกปลอมทุกชนิด

สัปดาห์แรกของเขาและแฟนสาวในจีน เราเจอกันในร้านกาแฟของคนทิเบตแทบทุกเช้า ที่นั่นเขาอธิบายแจกแจงแผนท่องเที่ยวยาวเหยียด พอสรุปได้ว่า ทริปนี้ไปจบลงที่อินเดีย จากนั้นจึงต่อเครื่องบินที่กรุงเทพฯ เพื่อกลับบ้านเกิดคืออเมริกา

จำเนียรกาลผ่านไป มีเรื่องเหลือเชื่อเกิดขึ้น

ขณะผมเดินตุปัดตุเป๋บนถนนสายหนึ่งในมหานครกรุงเทพฯ ยินเสียงชาวต่างชาติคนหนึ่งทัก “อีส แดต ยู, บาฟ?” หันไปมอง ใครหว่า มีแต่คนไทย เอ…ฝรั่งกระเซอะกระเซิงอยู่คน ไม่น่าจะรู้จัก อาจหูแว่ว หรือฟังเพี้ยน ก็กำลังจะหันกลับ ฝรั่งคนนั้นส่งยิ้มและเดินเข้าหาใกล้ๆ ด้วยท่าทีอ่อนน้อม

“นายดูไม่เปลี่ยนเลยนะ” ชายต่างชาติคนนั้นเอ่ย ทีนี้มองแบบพยายามนึกว่า ใครหว่าหมอนี่ จนกระทั่งเขาแนะนำตัว และแจกแจงย้อนอดีตว่าเราเคยเจอกันที่ไหน ทีนี้ถึงบางอ้อเลยครับ จำชื่อเขาไม่ได้แล้วละครับ (นานมากและผมมีปัญหาเรื่องจำชื่อคนไม่ใคร่ได้) ทว่า จำเรื่องที่เขาเล่าในคราวนั้นได้ดี

…หมอนี่เดินทางด้วยเท้า คือไม่ได้หมายความว่า ใช้ตีนเดินตลอดเส้นทาง แต่เดินทางบก ไม่นั่งเครื่องบิน เริ่มจากจีนไปเอเชียกลาง เข้าประเทศนั้นออกประเทศนี้ จนสิ้นสุดที่อินเดีย และใช้เวลาอยู่ที่นั่นเป็นเวลานาน และที่นั่นเอง เขาตัดสินใจสละทุกสิ่งอย่างที่มี เสื้อผ้า กระเป๋าเดินทาง สิ่งของเครื่องใช้ กล้องถ่ายรูป
เขาว่าเหลือแต่ตัวเปล่าๆ ผมเผ้าไม่ตัด น้ำอาบเท่าที่จำเป็น คือถ้าหากมันไม่ส่งกลิ่นรบกวนคนอื่น ก็สงวนสิทธิ์ไม่อาบว่างั้น เสื้อผ้ามีแค่ 2 ชุด กางเกงในไม่ใส่อีกต่างหาก

ผมถามถึงแฟนของเขา “แยกทางตั้งแต่ออกจากประเทศจีนแล้ว” ได้ยินดังนั้น ผมจึงไม่ถามต่อ และที่ผมทึ่งมากที่สุดคือ เขาเดินตีนเปล่าจริงๆ ตีนคู่ที่เคยมีรองเท้าหุ้มข้อชั้นดี (แรกพบ เขาอธิบายสรรพคุณมากมาย จนผมนึกว่ามันเป็นรองเท้าวิเศษไปเสียแล้ว หากมันหายใจได้อีกอย่างหนึ่ง) บัดนี้ ตีนคู่นั้นเผยโฉมเปลือยเปล่า หนา ด้าน ส้นแตก บาดแผลร่องรอยมากมายขึ้นเลยตาตุ่ม โชคดีที่เขาไม่ได้หงายฝ่าตีนให้ดู

ที่เล่าทั้งหมดนี้ เพียงจะบอกว่า ก็เขานี่แหละที่ทำให้ผมนึกถึง ‘มนตร์ขลังของอินเดีย’ ที่สามารถเปลี่ยนคนได้ขนาดนี้

อินเดีย

ป้ายห้ามจอด สงวนเฉพาะสุภาพสตรีที่มากับรถ 4 ล้อเท่านั้น (สังเกตว่ามีแต่ภาษาอังกฤษ ไม่มีภาษาถิ่นใดๆ ของอินเดีย)

หนังสือฉบับซีรอกซ์

พ้นจากยอดชายนายคนนี้ไปแล้ว สิ่งที่ทำให้ผมนึกถึงอินเดียคือ ‘หนังสือ’

ใช่แล้วครับ หนังสือ ในกรณีนี้รวมเอาชื่อหนังสือ เนื้อหาในหนังสือ หน้าปก ภาพประกอบ กลิ่นกระดาษ การพิมพ์ ความไม่สมบูรณ์ของหนังสือบางเล่มที่มีรอยพับ รอยขาด ใบแทรกคั่นหน้าหนังสือ กระทั่งลายเซ็น หรือลายมือเจ้าของเดิม ที่สำคัญต่อมา ร้านหนังสือ คนอ่านหนังสือ และคนเข้าไปซื้อในร้าน รวมถึงตัวเจ้าของร้าน และหนังสือแต่ละเล่มที่ได้อ่านก็รวมเข้าไว้ด้วย

ผมนั้นมีโอกาสไปอินเดียบ้าง ทว่า ไม่เข้มข้นขนาดนายคนที่เพิ่งเล่าจบไป แต่มีโอกาสไปแว่นแคว้นต่างๆ ทั้งเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก พาหนะที่ใช้ตระเวนท่องไปนั้น มีตั้งแต่เครื่องบิน เรือ รถยนต์ รถเมล์โดยสาร สามล้อ มอเตอร์ไซค์ เคยขี่ช้างและอูฐด้วยเหมือนกัน

อินเดียเป็นประเทศที่ผมควักกระเป๋าตังค์ซื้อหนังสือกลับมาเมืองไทยมากที่สุดประเทศหนึ่ง คราวหนึ่งเจ้าหน้าที่ศุลกากร สนามบินดอนเมือง (สนามบินนานาชาติแห่งเดียวในสมัยนู้นนนน) ขอตรวจสัมภาระ เพราะหิ้วกระเป๋าและถุงพะรุงพะรัง ครั้นเมื่อพบว่าเป็นหนังสือ ก็แซวว่า “กลับมาเปิดร้านหนังสือหรืออย่างไร”
ไม่คิดว่า ประโยคนั้นจะเป็นคำพยากรณ์เรื่องอาชีพในอนาคตของตัวเองเลย พับผ่า!

ว่าไปแล้ว ร้านหนังสือในอินเดียไม่ต่างจากร้านหนังสือประเทศต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นร้านหนังสือขนาดใหญ่ที่มีนายทุนเป็นเจ้าของ ร้านหนังสืออิสระ ร้านขนาดเล็กแบบแผงลอยจำหน่ายหนังสือมือสองมือสาม หรือร้านขายหนังสือเฉพาะประเภท เช่น ศาสนา หนังสือภาษาท้องถิ่น ที่มีทั้งเรื่องแปลและบทประพันธ์โดยคนในพื้นที่นั้นๆ

ยกตัวอย่างเช่น ร้านหนังสือในแคว้น West Bengal มีร้านหนังสือมากมายและมีคุณภาพ ทั้งร้านขนาดเล็กและใหญ่ เมืองหลวงของแคว้นคือ กัลกัตตา (โกลกาตา ในปัจจุบัน) มีมหาวิทยาลัยชั้นเยี่ยม ใกล้ๆ มหาวิทยาลัยมีร้านจำหน่ายหนังสือ เต็มไปด้วยหนังสือประเทืองปัญญา นิยาย วิชาการ และปรัชญา
ร้านหนังสือละแวกนั้นมีหนังสือที่กระบวนการผลิตของมันถูกมองว่าผิดกฎหมายในสายตาและความคิดคนภายใน นั่นคือ คนขายใช้วิธีถ่ายเอกสารทุกหน้า ทุกหน้าจริงๆ ตั้งแต่หน้าปกยันหน้าสุดท้าย คือทำออกมาเลียนแบบหนังสือต้นฉบับทุกอย่าง

วิธีการนี้ทำให้หนังสือมีราคาถูกลงมาก และเป็นวิธีเดียวทำให้คนชอบอ่านหนังสือผู้มีรูปีในกระเป๋าน้อยนิด มีโอกาสเป็นเจ้าของหนังสือที่ตัวสนใจหรือชื่นชอบ ทำให้ลูกหลานชาวไร่ชาวนาได้เข้าถึงหนังสือหรือตำราความรู้ในราคาไม่สูงมาก

คนอินเดียมองว่า นี่เป็นวิธีการเดียวที่คนของเขาสามารถเอาชนะความไม่รู้ได้ในราคาถูกที่สุด

นอกจากร้านหนังสือที่ว่า ยังมีร้านขายน้ำชาขนาดใหญ่ที่คนเข้าไปอ่านหนังสือมากมาย (แรกเห็นบอกตัวเองว่า นี่มันร้านชาหรือห้องอ่านหนังสือหว่า)

อินเดีย

สมาคมนักอ่าน แต่เอาเข้าจริงๆ เป็นที่สุมหัวของปีศาจสุรา

เบงกอลตะวันตก…บ้านเกิดปราชญ์อินเดีย

หากออกไปตามเมืองขนาดเล็ก เป็นต้นว่า เมืองตรงตีนเทือกหิมาลัย เช่น เมืองกาลิมปง เมืองนี้นักท่องเที่ยวไม่ใคร่ให้ความสำคัญ ทว่า สมัยสงครามโลกครั้งที่สองได้ยินว่า เคยเป็นเมืองที่บรรดาสายลับจากอังกฤษใช้เป็นสถานที่พักผ่อนตากอากาศ

หรือเมืองกันตอก เมืองหลวงสิกขิม (แคว้นปกครองตัวเอง) หรือดาร์จีลิง เมืองหลวงของเครื่องดื่มยอดนิยมของชาวอินเดียคือชา

เมืองนี้สวยงามทั้งภูมิประเทศและเต็มไปด้วยบ้านเรือนที่คนบริเทนขึ้นไปสร้างเอาไว้มากมาย อีกทั้งยังมีสถาบันการศึกษาที่สอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก จำไม่ผิดน่าจะมีคนไทยจบการศึกษาระดับประถมและมัธยมจากเมืองนี้อยู่ไม่น้อย

40 ปีก่อนโน้น สุวัฒน์ วรดิลก เจ้าของนามปากกา รพีพร เขียนหนังสือออกมาเล่มหนึ่งชื่อว่า ‘นกขมิ้นบินไปสู่หิมาลัย’ โดยใช้ฉากเป็นเมืองนี้แหละ เมื่อหนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ เจ้าของบทประพันธ์ให้เกียรติเรียกผมให้แวะไปที่บ้านและมอบหนังสือเล่มนี้ให้พร้อมลายเซ็น

จากนั้นพี่อู๊ดก็เล่าเรื่องเมืองดาร์จีลิงและอินเดียให้ฟังมากมาย พร้อมทั้งตบท้ายว่า “…ควรไปนะหากมีโอกาส เพราะอินเดียเป็นแหล่งความรู้และมีปราชญ์มากมาย” พี่อู๊ดว่าอย่างนั้น

ในแคว้นเบงกอลตะวันตกนั้นมีร้านหนังสือจำนวนมากและมีคุณภาพไม่แพ้เมืองใหญ่อย่าง Delhi และหรือ Madras (ปัจจุบัน Chennai) ถามว่าทำไม คงต้องเดาแหละครับว่า น่าจะเป็นเพราะแคว้นเบงกอลตะวันตกนั้นเป็นบ้านเกิดนักปราชญ์ชาวอินเดียผู้มีชื่อเสียงหลายต่อหลายคน

อาทิ รพินทรนาถ ฐากุร นักปรัชญา กวี ผลงานมากมายของเขาได้รับการแปลเป็นภาษาไทยมานานแล้ว เผลอๆ เขาอาจเป็นนักเขียนชาวอินเดียที่คนไทยรู้จักมากที่สุดก็เป็นได้ หรือในแวดวงคนทำภาพยนตร์ ชื่อของ สัตยาจิต เรย์ เจ้าของผลงานอมตะ โลกของอาปู (ไตรภาค) ผลงานของเขาเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ได้รางวัลมากมาย และผู้กำกับร่วมสมัยจากทั่วโลกหลายคนให้ความเคารพยกย่องเขาว่า เป็นหนึ่งในผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลกภาพยนตร์

ผมซื้อหนังสือรวมภาพถ่ายชีวิตส่วนตัวและเบื้องหลังการทำงานของมิสเตอร์ทอล แมน กลับมาเมื่อครั้งไปเมืองดาร์จีลิง และไม่เคยเห็นหนังสือเล่มนี้ที่ไหนอีกเลย (หมายเหตุ : Mister Tall : Man เป็นชื่อเล่นที่ผู้กำกับการแสดงต่างชาติเรียกสัตยาจิต เรย์) ส่วนสำคัญของหนังสือเล่มนี้คือ บทนำ ซึ่งเขียนโดย Henri Cartier-Bresson

อินเดีย

ร้านหนังสือ Church Road แทรกตัวอยู่ร่วมไปกับบันเทิงสถานยามค่ำคืนในเมืองเบงกาลูรู ร้านหนังสือขนาดย่อมอยู่ใต้ดินแห่งนี้กลัวคนเดินผ่านจึงทำป้ายเก๋ๆ ดักหนอนหนังสือเอาไว้

ร้านหนังสือในบันเทิงสถานที่บังกาลอร์

เมืองล่าสุดในประเทศอินเดียที่ไปชื่อ บังกาลอร์ หรือปัจจุบันชื่อทางการคือ เบงกาลูรู เมืองทันสมัย เรียกว่าเป็น Silicon Valley หรือศูนย์กลางเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลกของอินเดียก็ไม่ผิด

ร้านขายหนังสือที่บังกาลอร์อยู่ในแหล่งหรือย่านบันเทิงสถาน คือเป็นชุมชนที่มีร้านอาหาร บาร์ ผับ เมื่อพูดเช่นนี้อาจนึกไม่ออก ก็ขอให้จินตนาการบันเทิงสถานย่านซอยอารีย์ สีลม และสุขุมวิท ที่ไม่ใช่ย่านใดย่านหนึ่งแต่เป็นทุกย่านรวมๆ กัน ที่นั่นอาหารอินเดียเสิร์ฟพร้อมอาหารนานาชาติ คือในเมนูไม่ระบุว่า รายการอาหารอินเดีย รายการอาหารตะวันตก และเครื่องดื่มมีทั้งที่ผสมและไม่ผสมแอลกอฮอล์ และเท่าที่รู้ บังกาลอร์เป็นหนึ่งในไม่กี่เมืองของอินเดียที่รายการอาหารสามารถใช้เนื้อวัวปรุงได้ ตรงนี้หาไม่ได้ที่เมืองอื่นๆ

เพื่อนที่รักของผม ผู้มีนิวาสสถานอยู่เมืองนี้รู้ว่าผมชอบหนังสือหนังหา ก็สร้างความประทับใจด้วยการพาไปกินอาหารที่ร้านอาหารขนาดพื้นที่หลายร้อยตารางเมตร ต้องเดินขึ้นบันได 3 ชั้นเพื่อไปในส่วนที่มีบรรยากาศคล้ายเป็นห้องกินอาหารในบ้านของคนรักและสะสมหนังสือ

การตกแต่งภายในถูกใจเป็นอย่างยิ่ง ผนังในร้านเต็มไปด้วยหนังสือที่ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ คนที่เข้ามานั่งในร้านส่วนนี้สามารถหยิบหนังสือมาอ่านไปกินไปได้ตามอัธยาศัย เมื่อกินอาหารเสร็จ มีพนักงานเดินมาเก็บโต๊ะ และนำหนังสือเข้าไปวางตามชั้นอย่างมีระเบียบ ช่างอารยะโดยแท้

หนังสือของร้านในส่วนนี้ไม่ได้จำหน่าย เจ้าของรักหนังสือและทำเพื่อมัดใจคนรักหนังสือที่ติดนิสัยดื่มไปกินไปอ่านไป ผมเองก็มีนิสัยเช่นว่า

ร้านขายหนังสือในเมืองแห่งนี้เท่าที่นึกได้ไม่เห็นร้านขนาดเล็กที่เรียกแผงหนังสือ (กรณีนี้สร้างความประหลาดใจไม่น้อย) เห็นมีแต่ร้านขนาดย่อมและขนาดใหญ่

ร้านขนาดย่อมเป็นร้านห้องแถวห้องเดียวชั้นเดียว บางร้านอยู่ใต้ดินก็มี ส่วนร้านขนาดใหญ่คือเป็นอาคาร 3-4 ชั้น เต็มไปด้วยหนังสือหลายชนิด เรียกว่ายกชั้นแยกประเภท เป็นห้องกันเลยทีเดียว มีภาษาต่างๆ ทั้งสเปน อิตาลี ฝรั่งเศส คือไม่จำกัดเฉพาะภาษาอังกฤษ ฮินดี และทมิฬซึ่งคนในแคว้นพูดกัน

ด้วยเหตุที่ร้านหนังสือเมืองนี้อยู่รวมๆ ไปกับบันเทิงสถานเช่นที่ว่ามา เพื่อนผมว่า ชาวต่างชาติหลายคนเข้าผิดร้าน เจ้าของร้านหนังสือแห่งหนึ่งจึงเขียนป้ายขำๆ แต่คมคายวางไว้ เป็นกระดานดำเขียนด้วยชอล์กว่า ‘เลี้ยวขวา (เป็นลูกศร) มีหนังสือ ตรงไป ไม่มีหนังสือ’

ภาษาพื้นถิ่นในแคว้นนี้ ซึ่งมีบังกาลอร์เป็นเมืองหลวง เรียกว่า กันนาดา ผมไม่แน่ใจว่ามีภาษาเขียนเหมือนฮินดีหรือทมิฬไหม

อินเดีย

หนังสือยังคงเบ่งบานในร้าน Blossom Book House

ดอกไม้แลกหนังสือ

ร้านที่ผมจะพูดถึงนี้ชื่อร้าน Blossom Book House มีขายทั้งหนังสือมือหนึ่งและมือสอง แน่ละ ผมตรงรี่เข้าไปดูหนังสือภาคภาษาอังกฤษ ร้านนี้มีพื้นที่จอดรถอยู่ด้านนอก กระนั้นยังไม่ทันเดินเข้าตัวอาคาร ด้านซ้ายมือก็มีชั้นเหล็กวางหนังสือเรียงเป็นตับแล้ว จากพื้นจนเกือบชนกันสาด สูงเกือบ 2 เมตรได้กระมัง

หนังสือในส่วนที่ว่านี้เป็นหนังสือปกแข็งทั้งใหม่และมือสองแต่สภาพค่อนข้างดี รูปเล่มขนาดใหญ่และขนาดกลาง ส่วนใหญ่เป็นหนังสือประกอบภาพสี สำหรับผมเมื่ออยู่ในร้านหนังสือ เวลาคือสิ่งที่ผมใช้อย่างสิ้นเปลือง และดูเหมือนบางหนไม่ได้สนว่า ใช้เวลาไปเนิ่นนานแค่ไหนแล้วด้วยซ้ำ

คราวนี้ก็เช่นกัน หยิบเล่มโน้น วางกลับ หยิบเล่มใหม่ เลือกออกมา พลิกดูความสมบูรณ์ของกระดาษ …รู้สึกบริเวณต้นแขนเหมือนคนสะกิด …หญิงสาวอินเดีย เธอมา 2 คน นุ่งห่มส่าหรีสีสดใส ทว่า ไม่สวมรองเท้านั่นเอง หญิงอาวุโสกว่ากำดอกไม้หลากสีในมือข้างหนึ่ง อีกข้างมีหนังสือปกแข็ง หน้าปกเป็นภาพวาดดอกไม้ เธอกอดมันแนบกับอก ยื่นดอกไม้มาตรงหน้าผม พร้อมเจรจาภาษาของเธอ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่า ผมไม่เข้าใจ

ผมโบกไม้โบกมือ (ด้วยท่าทางสุภาพนะครับ ไม่ใช่ขับไล่ไสส่ง) คิดอยากให้เธอเข้าใจว่า ตัวเองไม่สนใจสิ่งที่เธอเสนอ และหาวิธีอธิบายเป็นคำอังกฤษช้าๆ ชัดๆ ด้วยเชื่อว่า คนอินเดียส่วนใหญ่แล้วจะเข้าใจบ้าง

ชัดเจนครับว่า เธอไม่เข้าใจ คงเดินตามและยื่นดอกไม้ใส่มือผม กระทั่งผมใช้วิธีไม่สบตา ก้มหน้าและออกเดินเร็วเพื่อเข้าในร้านพร้อมหนังสือที่เล็งๆ ไว้ 2-3 เล่ม ไปยืนใกล้เคาน์เตอร์คนคิดเงิน หญิงทั้งสองค่อยๆ ย่างเท้า…

คราวนี้ชัดเจนว่า ผมไม่ได้เป็นเป้าหมายอีกต่อไปแล้ว พวกเธอเดินเข้าหาชายชาวอินเดียผู้กำลังเลือกหนังสืออยู่ตรงข้ามเคาน์เตอร์คิดเงิน ผมเหลือบมองด้วยความสงสัย คุยกันไม่ถึงนาทีกระมัง ชายคนนั้นจึงรับช่อดอกไม้มาถือ แล้วทั้ง 3 คนเดินมาหยุดตรงเคาน์เตอร์ ผมเห็นชายคนนั้นรับหนังสือปกแข็งที่หญิงคนนั้นยื่นให้ จากนั้นเขาส่งต่อมันให้พนักงานคิดเงิน

เมื่อเห็นว่าพนักงานกำลังห่อปกหนังสือ หญิงคนนั้นโบกมือห้าม เธอเดินเฉียดผมไปรับหนังสือมาถือไว้แนบอก ใบหน้าของหญิงทั้งสองมีรอยยิ้ม หญิงทั้งสองพูดคุยกันอย่างมีความสุข รอยยิ้มเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะราวกับได้รับของขวัญถูกใจ

…ทั้งสองเดินออกสู่ถนนใหญ่ แล้วยินเสียงชายชาวอินเดียผู้ถือดอกไม้ในมือทักทาย เขาขยายความให้ผมหายข้องใจว่าเกิดอะไรขึ้น หญิงทั้งสองคนทำงานในสวนสาธารณะไม่ห่างจาก Church Street ในเมืองบังกาลอร์แค่เดินเท้าไม่ถึง 15 นาที ทั้งสองบอกว่าชอบหนังสือเล่มนั้นมาก เวียนมาดูหลายรอบแล้ว เพราะมีภาพวาดดอกไม้สวยๆ มากมาย แต่ราคาหนังสือสูง พวกเธอมีรูปีไม่พอ จึงเก็บดอกไม้ในสวนเอามาขาย เอาเงินไปซื้อหนังสือเล่มนั้น

“คุณจ่ายให้พวกเธอเท่าไหร่สำหรับดอกไม้พวกนี้…” เสียงผม เขาส่ายศีรษะซ้ายทีขวาทีอย่างช้าๆ ยิ้ม แล้วจึงตอบ “มันไม่สำคัญหรอกคุณ ผมเข้าใจคนรักหนังสือแต่ไม่มีรูปีในกระเป๋า” “It’s doesn’t matter Mister,I understand those who love books but don’t have rupees”

อินเดียก็เป็นอย่างนี้แหละครับ บางทีเราอยากเดินทางไปเพื่อค้นหาอะไรบางอย่าง แต่ดันมาเจออีกด้านหนึ่งของตัวเองเฉยเลย