About
DETOUR X Songkhla

MISIEM

สำรวจ MISIEM’S SONGKHLA ตึกเก่าทรงยุโรปหนึ่งเดียวในเมืองเก่าสงขลาที่เตรียมเปิดให้ชมผลงานของ ‘มีเซียม ยิบอินซอย’

Date 07-10-2026 Views 200
Read At ONCE
  • ใครเคยไปเมืองเก่าสงขลาคงคุ้นตากับตึกเก่าสไตล์ชิโน-ยูโรเปียน (Sino-European) หรืออาคารที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมจีนเข้ากับตะวันตก แต่ถ้าลองเดินสำรวจให้ลึกเข้าไปอีกหน่อย จะพบอาคารหลังใหญ่ที่มีทั้งความสูงและรูปทรงแตกต่างจากตึกโดยรอบอย่างเห็นได้ชัด อาคารหลังนั้นคือ MISIEM’S SONGKHLA

การกลับมาเยือนเมืองเก่าสงขลาครั้งนี้ ONCE ได้ไขข้อสงสัยเสียทีว่า ภายในตึกเก่าทรงยุโรปซึ่งตั้งอยู่ในซอยเล็กๆ ระหว่างถนนนางงามกับถนนนครในนั้นมีอะไรซ่อนอยู่ เมื่อเราได้มีโอกาสพูดคุยและเดินสำรวจตึกเก่าในเมืองสงขลาไปกับ ‘เหมียว-เกล้ามาศ ยิบอินซอย’ ผู้อำนวยการพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน และ ‘โก๋-นพดล ขาวสำอางค์’ ช่างภาพแฟชั่นระดับตำนานถึงความหลงใหลในอาคารเก่าของเมืองแห่งนี้ ซึ่งท้ายที่สุดนำไปสู่การเปิดพื้นที่จัดแสดงผลงานของ มีเซียม ยิบอินซอย เป็นแห่งที่สาม

ภายในตึกยุโรปหนึ่งเดียวกลางเมืองเก่าสงขลาจะมีอะไรซ่อนอยู่บ้าง ตาม ONCE ไปทำความรู้จักเรื่องราวของ MISIEM’S SONGKHLA ผ่านบทความนี้กัน

MISIEM’S SONGKHLA

ตึกยุโรปใจกลางตึกชิโน-ยูโรเปียน

14 ปีที่แล้ว คือการมาเยือนสงขลาครั้งแรกด้วยกันของเหมียวและโก๋ ตอนนั้นทั้งคู่เดินทางมาเยี่ยมคุณอาของเหมียวซึ่งเป็นคุณหมออยู่ที่หาดใหญ่ ก่อนจะถือโอกาสหักพวงมาลัยเข้ามาสำรวจร้านอาหารในเมืองเก่าสงขลา และฝากท้องกันที่ร้านแต้เฮียงอิ้วบนถนนนางงยังไม่ได้เปิดกันคึกคักอย่างทุกวันนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่เคยเปลี่ยน คือมิตรภาพและความน่ารักของผู้คนในเมืองเก่าสงขลา

MISIEM’S SONGKHLA

“ตอนที่เรามาอยู่ที่นี่กันใหม่ๆ แล้วได้เริ่มรู้จักคน ก็มีขนมมาแขวนหน้าบ้าน เราก็พูดแซวๆ ไปว่าเขาจะวางยาพิษเราหรือเปล่าเนี่ย (หัวเราะ) เพราะเรามาจากกรุงเทพฯ แต่จริงๆ เป็นเพราะว่าพวกเรามาจากกรุงเทพฯ ก็คงไม่รู้หรอกว่าไก่ทอดเจ้าไหนอร่อย ขนมเจ้าไหนอร่อย คนในชุมชนเขาก็เลยไปซื้อแล้วมาแขวนเอาไว้ให้”

การมาเยี่ยมคุณอาในครั้งนั้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เหมียวและโก๋ตกหลุมรักเสน่ห์ของบ้านเก่าในสงขลา ก่อนจะค่อยๆ เริ่มสำรวจและซื้อตึกเก่าเพื่ออนุรักษ์อาคารเหล่านี้เอาไว้ การเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของย่านจึงทำให้ทั้งคู่ได้รู้จักผู้คนมากขึ้น และเป็นที่มาของขนมเล็กๆ น้อยๆ ที่แขวนไว้หน้าบ้านอย่างที่เหมียวเล่าให้ฟัง

จากความชอบในเมืองเก่าและความหลงใหลในอาคารเก่า ค่อยๆ พาทั้งคู่ไปพบกับตึกอีกหลายหลัง และหนึ่งในนั้นก็คือตึกยุโรปที่ต่อมากลายเป็น MISIEM’S SONGKHLA

MISIEM’S SONGKHLA

เหมียวและโก๋พาเราเดินสำรวจถนนนครในและนครนอก เพราะตึกเก่าที่เปรียบเสมือนลูกสุดรักของทั้งคู่กระจายตัวอยู่บนถนนสองสายนี้

ตึกหลังแรกซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้ามาอยู่ในเมืองเก่าสงขลา คือบ้านสีเทาสองชั้นที่ในอดีตเคยเป็นคลินิกหมอฟัน เมื่อเห็นอาคารหลังนี้ครั้งแรก ทั้งคู่ตัดสินใจโทร.ติดต่อเจ้าของเพื่อขอซื้อทันที ก่อนที่โก๋จะเข้าไปซ่อมแซม และต่อเติมห้องกระจกบนชั้นดาดฟ้าเพื่อเปิดรับวิวทะเลสาบและเมืองสงขลา ปัจจุบันบ้านหลังนี้กลายเป็นบ้านพักของหลานเหมียวไปแล้ว

MISIEM’S SONGKHLA

MISIEM’S SONGKHLA

MISIEM’S SONGKHLA

เมื่อความผูกพันกับเมืองเก่าสงขลาเพิ่มขึ้น ทั้งคู่จึงเริ่มมองหาตึกเก่าหลังอื่นๆ เพื่ออนุรักษ์ต่อ ตั้งแต่บ้านที่เหมียวหลงใหลเสน่ห์ของวัสดุสังกะสี ไปจนถึงตึกชิโน-ยูโรเปียนอายุกว่า 100 ปี ซึ่งสามารถเดินทะลุเชื่อมระหว่างถนนนครในกับนครนอกได้ ปัจจุบันปรับเป็นที่พักกึ่งโรงแรมสำหรับครอบครัวของเหมียวและโก๋ รวมถึงตึกสไตล์ยุโรปซึ่งทั้งคู่เข้ามาดูแลเป็นหลังที่สอง

MISIEM’S SONGKHLA

MISIEM’S SONGKHLA

MISIEM’S SONGKHLA

MISIEM’S SONGKHLA

“บ้านบางหลังพอเราเข้าไปปุ๊บ เราจะนึกออกทันทีเลยว่า เราจะทำยังไงต่อ เราจะซ่อมอะไร บ้านทุกหลังจะมีความคลิกบางอย่างกับเรา แต่ถ้าบ้านหลังไหนไม่คลิก สุดท้ายก็ไม่คลิกเลยจริงๆ ค่ะ”

มิวเซียมของคุณย่ามีเซียม

ความหลงใหลในตึกเก่าของเหมียวกับความตั้งใจที่จะสร้างมิวเซียมเพื่อคุณย่ามาบรรจบกันที่เมืองเก่าสงขลาผ่านตึกสไตล์ยุโรปหลังนี้

อาคารมีทั้งหมด 3 ชั้น โดยนับโถงเพดานสูงด้านล่างเป็นชั้น 1 และแบ่งออกเป็น 4 คูหา ปัจจุบัน 1 คูหาทางฝั่งขวาสุดไม่ได้ถูกขายและยังใช้สำหรับธุรกิจรังนกแอ่น ส่วนพื้นที่ที่เหลือค่อยๆ ถูกพัฒนาให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับศิลปะ

MISIEM’S SONGKHLA

เหมียวเป็นหลานสาวของ มีเซียม ยิบอินซอย ศิลปินประติมากรและจิตรกรคนสำคัญของไทย แม้คุณย่ามีเซียมจะไม่ได้เรียนจบด้านศิลปะโดยตรง และเริ่มต้นทำงานศิลปะอย่างจริงจังในช่วงวัยกลางคน แต่พลังของการเป็นศิลปินกลับปรากฏอย่างชัดเจนผ่านผลงาน จนได้รับการยอมรับจากศิลปินในแวดวงศิลปะยุคนั้น

เหมียวจึงเติบโตขึ้นท่ามกลางโลกของศิลปะ คุณย่ามีเซียมมักพาเธอไปชมนิทรรศการ ดูละคร ฟังดนตรี รวมถึงพาออกไปข้างนอกเสมอในเวลาที่คุณย่าวาดภาพ

เมื่อศิลปะมีอิทธิพลต่อชีวิตของเหมียว เส้นทางการศึกษาของเธอจึงเกี่ยวพันกับศิลปะและประวัติศาสตร์มาโดยตลอด เริ่มจากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อนเดินทางไปศึกษาด้านประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ภูมิศาสตร์ที่ประเทศอังกฤษ ต่อมาได้รับทุนฟูลไบรท์ (Fulbright) เพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้าน Visual Arts Administration ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (NYU) สหรัฐอเมริกา และเข้าฝึกงานที่ Whitney Museum

องค์ความรู้และประสบการณ์ทั้งหมดนั้นได้นำกลับมาต่อยอดความตั้งใจของเหมียวในการสร้างพื้นที่สำหรับจัดแสดงงานศิลปะของตัวเอง

พื้นที่ศิลปะแห่งแรกที่เหมียวริเริ่มคือ About Studio / About Café บนถนนไมตรีจิต ย่านวงเวียน 22 กรกฎาคม กรุงเทพฯ ซึ่งเปิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2539–2540 และถือเป็นรูปแบบพื้นที่ศิลปะที่ค่อนข้างแปลกใหม่ในเวลานั้น เพราะผสมผสานร้านกาแฟ บาร์ และแกลเลอรีเข้าไว้ด้วยกัน เปิดพื้นที่สำหรับทั้งงานศิลปะ งานภาพถ่าย รวมถึงผลงานของคุณย่ามีเซียม

เมื่อ About Café ปิดตัวลง พื้นที่เดิมจึงถูกปรับโฉมและพัฒนาต่อมาเป็น MISIEM BANGKOK พื้นที่นิทรรศการหลักสำหรับจัดแสดงผลงานของมีเซียม ยิบอินซอย โดยไม่ได้เปิดให้เข้าชมเป็นประจำทุกวัน ผู้ที่สนใจจึงควรติดต่อแกลเลอรีล่วงหน้า

ก่อนหน้านี้ ผลงานของคุณย่ามีเซียมยังไม่มีพื้นที่เฉพาะสำหรับจัดแสดงผลงานหลากหลายประเภทให้บุคคลทั่วไปเข้าชมอย่างเต็มรูปแบบ มีเพียงประติมากรรม “สมเด็จย่า” หรือสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซึ่งประดิษฐานอย่างถาวรอยู่ที่ไร่แม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 และในครั้งนั้นสมเด็จย่ายังเสด็จฯ มาทอดพระเนตรผลงานด้วยพระองค์เอง

เมื่อเหมียวมีความตั้งใจจัดนิทรรศการประติมากรรมของคุณย่ามีเซียมในภาคเหนือ ไร่แม่ฟ้าหลวงจึงกลายเป็นพื้นที่ที่เหมาะสม ทั้งในแง่ของบริบทและพื้นที่สำหรับรองรับผลงาน โดยมีประติมากรรมสมเด็จย่าเป็นผลงานดั้งเดิมที่ตั้งอยู่เป็นศูนย์กลางอยู่ก่อนแล้ว

MISIEM’S SONGKHLA

ความตั้งใจที่จะพาผลงานของคุณย่ามีเซียมออกไปพบผู้คนในพื้นที่ต่างๆ มาประจวบเหมาะกับการค้นพบตึกเก่าในเมืองสงขลา ตึกยุโรปหนึ่งเดียวของย่านจึงค่อยๆ กลายเป็นอีกพื้นที่สำหรับหมุนเวียนผลงานของคุณย่ามีเซียมให้คนทั่วไปได้มีโอกาสเข้ามาชม ขณะเดียวกัน อาคารแห่งนี้ยังเคยใช้เป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการภาพถ่ายของโก๋ด้วย

โก๋คือช่างภาพแฟชั่นระดับตำนานของวงการถ่ายภาพไทย แต่ในอีกบทบาทหนึ่ง เขากลายเป็นคนที่หลงใหลการซ่อมและดูแลตึกเก่าอย่างเต็มตัว ตึกหลายหลังที่เหมียวและโก๋ซื้อและรับช่วงดูแลต่อ ล้วนผ่านมือการซ่อมแซมของโก๋เป็นส่วนใหญ่

“ผมรู้สึกว่าตึกเก่าบ้านเราเนี่ยสวย แต่พอมันร้างปุ๊บก็โดนทุบเร็วมาก เขาไม่สนใจซ่อม เพราะซ่อมมันแพง มันมีค่าใช้จ่ายสูง เวลาเราเห็นตึกที่โดนทุบ เราก็รีบลงไปถ่ายรูปเอาไว้ เพราะว่าเสียดาย”

โก๋บอกกับเราแบบนั้น แต่สำหรับตึกยุโรปที่กำลังจะกลายเป็นพื้นที่จัดแสดงผลงานของคุณย่ามีเซียม อาคารยังอยู่ในสภาพดีและมีโครงสร้างแข็งแรง เขาจึงแทบไม่ได้เข้าไปซ่อมแซมหรือเปลี่ยนแปลงอะไรนัก มีเพียงอาคารกระจกบริเวณด้านในสุดที่ติดตั้งเพิ่มขึ้นมา ปัจจุบันใช้จัดแสดงผลงานประติมากรรม Abstract ของคุณย่ามีเซียม

“ตึกเก่าตึกไหนที่ผมรู้สึกว่าโครงสร้างมันสวยอยู่แล้ว ผมก็ไม่อยากทำอะไรเยอะ แค่เข้าไปจัดพื้นที่ให้เหมาะสมกับสไตล์เราก็พอแล้ว”

MISIEM’S SONGKHLA

สำหรับพื้นที่หมุนเวียนผลงานของคุณย่ามีเซียมแห่งที่ 3 นี้ โก๋มองว่าอาคารมีลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมยุโรปโบราณ มากกว่าจะเป็นอาคารสไตล์ชิโน-โปรตุกีสเหมือนตึกหลายหลังในเมืองเก่าสงขลา โดยคาดว่ามีอายุประมาณ 70–80 ปี

หนึ่งในลักษณะที่โดดเด่นที่สุดคือโถงชั้น 1 ซึ่งมีเพดานสูงเป็นพิเศษ เหตุผลมาจากเจ้าของเดิมตั้งใจสร้างเป็นโรงพิมพ์ ถึงขั้นสั่งซื้อเครื่องพิมพ์มาจากประเทศอังกฤษ แต่เกิดสงครามโลกขึ้นเสียก่อน แผนการเปิดโรงพิมพ์จึงต้องหยุดชะงักและถูกยกเลิกไปในที่สุด

MISIEM’S SONGKHLA

เมื่อเดินสำรวจลึกเข้าไปในอาคาร เรายังพบโครงสร้างชวนสงสัยตรงบันไดระหว่างชั้น 2 และชั้น 3 เพราะตำแหน่งของบันไดบางส่วนกลับกั้นทางเข้าออกประตูของคูหาข้างกัน

ที่มาของโครงสร้างนี้ย้อนกลับไปถึงเจ้าของเดิม ซึ่งเป็นครอบครัวที่มีพี่น้อง 4 คน จึงแบ่งอาคารออกเป็น 4 คูหาเพื่อแบ่งมรดกให้กับพี่น้องอย่างเท่าเทียม และนั่นทำให้ตึกหลังเดียวมีบันไดอยู่ถึง 4 ชุด

MISIEM’S SONGKHLA

โก๋เล่าเพิ่มเติมว่า ที่จริงแล้วเจ้าของเดิมปฏิเสธการขายตึกมาโดยตลอด เพราะกังวลว่าอาคารจะถูกรื้อถอนหรือดัดแปลงจนสูญเสียรูปแบบเดิม แต่ท้ายที่สุดเขาตัดสินใจขาย 2 คูหาตรงกลางให้กับโก๋และเหมียว เมื่อทราบว่าทั้งคู่ตั้งใจนำอาคารไปใช้เป็นพื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะของคุณย่ามีเซียม พร้อมกับอนุรักษ์ตัวตึกเอาไว้

MISIEM’S SONGKHLA

ส่วนอีก 2 คูหาที่เหลือ คูหาฝั่งขวาสุดยังคงใช้สำหรับธุรกิจรังนกแอ่น ขณะที่คูหาซ้ายสุด เจ้าของเดิมขอเก็บไว้ให้ลูกสาว เหมียวและโก๋จึงเช่าพื้นที่ฝั่งซ้ายเพิ่มเติม เพื่อใช้จัดแสดงภาพถ่ายและเก็บรักษาผลงานศิลปะของคุณย่ามีเซียม

MISIEM’S SONGKHLA

นอกจากภาพเขียนแนว Abstract และงานประติมากรรมของคุณย่ามีเซียมแล้ว พื้นที่แห่งนี้ยังเคยจัดแสดงผลงานของศิลปินชั้นครูระดับชาติหลายคน ไม่ว่าจะเป็น อาจารย์ชะลูด นิ่มเสมอ อาจารย์สวัสดิ์ ตันติสุข อาจารย์ประหยัด พงษ์ดำ อาจารย์ทวี นันทขว้าง และอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์

MISIEM’S SONGKHLA

MISIEM’S SONGKHLA

MISIEM’S SONGKHLA

MISIEM’S SONGKHLA

ขณะเดียวกัน ในอนาคตพื้นที่จะมีการหมุนเวียนผลงานจากศิลปินอีกหลายคนที่เหมียวสะสมไว้ ทั้งศิลปินรุ่นใหม่ ศิลปินร่วมสมัย ตลอดจนของสะสมส่วนตัวของคุณย่ามีเซียม ซึ่งจะจัดแสดงอยู่บนชั้น 3

MISIEM’S SONGKHLA

MISIEM’S SONGKHLA

MISIEM’S SONGKHLA

“เราอยากทำมิวเซียมด้วยทุนตัวเอง อาจจะไม่ได้เป็นมิวเซียมที่ใหญ่เท่าที่อื่นๆ แต่เราคิดแค่ว่าจะทำยังไงที่จะทำให้มิวเซียมอยู่รอดได้ แล้วก็เปิดโอกาสให้คนได้มากที่สุด ให้คนได้ค้นพบและเข้ามาดูงานของคุณย่าให้ได้มากที่สุด”

MISIEM’S SONGKHLA

ระหว่างที่ MISIEM’S SONGKHLA ยังอยู่ในช่วงเตรียมเปิดพื้นที่อย่างเป็นทางการ ใครที่อยากทำความรู้จักผลงานของมีเซียม ยิบอินซอย สามารถแวะไปชมได้ที่ MISIEM BANGKOK กรุงเทพฯ หรือไร่แม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงรายกันก่อนได้

ส่วน MISIEM’S SONGKHLA มีแผนเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมผลงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเป็นช่วงๆ ใครอยากเห็นว่าผลงานของมีเซียมจะเข้าไปอยู่ร่วมกับตึกยุโรปเก่าใจกลางสงขลาอย่างไร คงต้องรอติดตามวันเปิดประตูของอาคารหลังนี้กันอีกไม่นาน

หากใครอยากชื่นชมผลงานของคุณย่ามีเซียมสักครั้ง สามารถแวะไปชมที่ MISIEM BANGKOK กรุงเทพมหานคร หรือไร่แม่ฟ้าหลวงกันก่อนได้ระหว่างรอการประกาศเปิดพื้นที่อย่างเป็นทางการของ MISIEM’S SONGKHLA จะมีการเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมผลงานได้ฟรีตามช่วงเวลา ติดตามข่าวสารการเปิดให้เข้าชมได้ที่ MISIEM BANGKOK