DIFFERENT ORDINARY THINGS
สำรวจความครีเอทีฟแบบไทยใน FRANK. ไลฟ์สไตล์สโตร์ของนักสร้างสรรค์ในบ้านหลังใหม่ที่ทรงวาด
- จากอู่ต่อเรือเก่าบนถนนทรงวาดกลายเป็น FRANK. Flagship Store ร้านรวมแบรนด์ไทยกว่า 70 แบรนด์ที่คัดสรรมาอย่างตั้งใจ คุยกับ ‘โอกิ–ทัดสุระ อิวาชิตะ’ Founder และเจ้าของแบรนด์ ถึงตัวตนของ FRANK. ในปี 2026 ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์กว่าที่เคย คอนเซปต์เบื้องหลังบ้านใหม่ที่ทรงวาด และนิยามความครีเอทีฟแบบไทยๆ ที่ไม่มีสูตรตายตัว
เชื่อว่าเด็กสยามเจนวาย-เจนซีหลายคนคงจะต้องคุ้นเคยกับไลฟ์สไตล์สโตร์สีน้ำเงินที่เคยอยู่ในสยามสแควร์และสยามเซ็นเตอร์กันเป็นอย่างดี ส่วนตัวเราเอง FRANK. เป็นร้านที่เรานึกถึงเสมอถ้าอยากจะค้นพบแฟชั่นไอเทมจากแบรนด์ใหม่ๆ หรืออยากหาซื้อของกระจุกกระจิกเป็นของขวัญให้ใครสักคน เรียกได้ว่านี่เป็นร้านคู่เด็กสยามรุ่นเราเลยก็ว่าได้
วันนี้ร้านเดินทางผ่านการเปลี่ยนแปลงมาเกือบ 10 ปี FRANK. กำลังก้าวสู่บทใหม่กับตัวตนของแบรนด์ที่ชัดเจนขึ้น และมุ่งสร้างประสบการณ์มากกว่าเป็นเพียงแค่รีเทล และบทบาทใหม่บทนี้เพิ่งเริ่มต้นขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อเดือนที่แล้วที่ทรงวาด
เรานัดพบ โอกิ–ทัดสุระ อิวาชิตะ เจ้าของร้านและผู้ก่อตั้ง FRANK. ที่แฟล็กชิปสโตร์ใหม่แห่งนี้ เดินดูของรอเวลาสักพักนึงเพื่อค่อยๆ ซึมซับบรรยากาศและทำความเข้าใจกับสิ่งที่แบรนด์คัดเลือกมาผ่านป้ายเล็กๆ ที่เขียนเล่าสตอรีของเเต่ละแบรนด์ไว้ ประตูถูกเปิดเข้า-ออกบ่อยขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับคนที่ค่อยๆ หลั่งไหลเข้ามาทั้งๆ ที่เป็นช่วงเช้าและร้านเพิ่งจะเปิดด้วยซ้ำ ก่อนโอกิจะมาถึงในเสื้อยืด ‘WHERE THE FRANK? 1462 SONGWAT’ และบทสนทนาก็เริ่มต้นขึ้น

PURPOSEFUL IDENTITY
“เรารู้สึกว่า FRANK. เป็นแบรนด์วัยรุ่น คิดแบบนั้นไหม?” เราเริ่มต้นถามคำถามแรกด้วยภาพจำที่มีมาตลอดเกี่ยวกับแบรนด์
“จริงๆ เราไม่เคยจำกัดด้วยวัยเลยนะ กลุ่มลูกค้าของเราวันนี้คือคนที่มีสไตล์ มีคาแรกเตอร์ชัดเจน ลูกค้าที่เข้ามาช่วงที่เปิดร้านนี้ใหม่ๆ ก็มีลูกค้าอายุเยอะที่ชอบแต่งตัวเหมือนกัน เรายังคิดอยู่เลยว่า ถ้าในอนาคตอายุมากขึ้นก็อยากจะเป็นแบบพี่คนนั้น” โอกิตอบพร้อมยิ้ม เขาอธิบายเพิ่มว่า ทีมโฟกัสกับการดึงดูดคนผ่านรสนิยมมากกว่า stereotype ของช่วงวัย
“ถ้าอย่างนั้น คนแบบ FRANK. ต้องมีคาแรกเตอร์ยังไง?” เราถามต่อ
“เปิดกว้าง กล้าลองอะไรใหม่ๆ แต่ก็ยังมีความเป็นตัวเอง” โอกิตอบ ก่อนหยุดคิดไปแป๊บนึงแล้วเสริม “แต่ก็ต้องสนุกด้วย”

ซึ่งเป็นคำจำกัดความสิ่งที่เราสัมผัสได้ตั้งแต่เดินเข้ามาในร้าน เพราะสินค้าถูกจัดวางแบบไม่มีกฎเกณฑ์ ไม่แยกแขวนตามแบรนด์เหมือนร้านทั่วไป แต่รวมกันไว้ให้คนได้ค่อยๆ explore และค้นพบแบรนด์ใหม่ๆ พนักงานแต่ละคนก็แต่งตัวคนละสไตล์ บางคนวินเทจ บางคนสตรีตเต็มขั้น ไม่ได้มีไกด์ไลน์หรือเดรสโคดแต่อย่างใด ขอแค่ทุกคนเอนจอยกับการสื่อสารตัวตนของตัวเองออกมาเท่านั้นพอ
นี่แหละคือหน้าตาของ “Purposeful Identity” คอนเซปต์หลักที่ FRANK. ยึดในวันนี้ เพราะเชื่อว่าคนสมัยนี้ต่างต้องการเเสดงจุดยืนหรือเล่าเรื่องอะไรสักอย่าง เเละเสื้อผ้า สิ่งที่เรามักจะเห็นเป็น First Impression (ความประทับใจเมื่อเเรกเห็น) ก็เป็นภาษานึงที่คนสามารถใช้สื่อสารความเป็นตัวเองออกมาได้ดี

THE ENDLESS SPECTRUM OF THAI CREATIVITY
แน่นอนว่าสำหรับแบรนด์ที่อยู่มาเกือบ 10 ปี คุณภาพของสินค้าคือสิ่งที่ต้องมาเป็นอันดับ 1 อยู่แล้ว แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาสำหรับ FRANK. ในวันนี้คือการนำเสนอแบรนด์ที่มีความเป็นไทยในหลากหลายรูปแบบมากขึ้น ผ่านการคิวเรตสินค้า หมายความว่า ทุกคนสามารถลืมภาพจำของประเทศไทยแบบเดิมๆ ไปได้เลย ตุ๊กตุ๊ก ต้มยำกุ้ง หรือช้าง ไม่ใช่อะไรที่จะหาได้ที่นี่ แต่จะเป็นอะไรที่ niche ที่บางทีอาจจะมีแค่คนไทยที่เก็ต
“อย่างอันนี้เป็นเสื้อลายแมวซีเกมส์สมัยเด็กๆ (หัวเราะ) จริงๆ แบรนด์นี้เขาก็มีสินค้าหลากหลายนะ เเต่เราก็บอกเขาว่า ขออะไรที่มีความเป็นไทยเท่านั้น” โอกิเล่าพลางเดินไปหยิบเสื้อวินเทจจาก Rookie BKK บนราว เป็นลายมาสคอตแมววิเชียรมาศของซีเกมส์ซึ่งไทยได้เป็นเจ้าภาพในปี ค.ศ. 1995 และ 2007

“แต่ละแบรนด์จะไม่เหมือนกันเลย” โอกิหยิบเสื้อผ้าจากอีกราวนึง “อย่าง Getricheasy ก็เป็นแบรนด์ที่เริ่มโดยนักเต้นไทย ซึ่งการเต้นในไทยยังไม่ได้รับการซัปพอร์ตขนาดนั้น เขาก็เลยทำแบรนด์นี้เพื่อเอาไปซัปพอร์ตแก๊งเต้นของเขา” ทำให้เราเห็นภาพมากขึ้นว่า “ไทย” ที่เขาหมายถึงอาจจะไม่ใช่สัญลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็นไทยแบบโต้งๆ เสมอไป แต่เป็นสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในบริบททางวัฒนธรรมเราด้วย

นอกจากที่เล่าไป ก็มีแบรนด์จากดีไซเนอร์ไทยอีกมากมายอย่าง IWANNABANGKOK แบรนด์สตรีตแวร์ไทยที่ผลงานไปไกลระดับโลกแล้ว Pickle projects แบรนด์ที่ต้องการสนับสนุนงานปักด้วยมือของช่างและคุณยายทางภาคเหนือ Madmatter Studio แบรนด์ไลฟ์สไตล์ไทยที่ผสมผสานแนวคิดความยั่งยืนกับแฟชั่น ฯลฯ

แบรนด์เล็กๆ ก็มีเช่นกัน เพราะ FRANK. พยายามเปิดพื้นที่ให้ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ได้โชว์ของ โดยโอกิเล่าว่าบางแบรนด์ที่เขาเลือกมา เริ่มต้นโดยมีคนฟอลโลว์ในอินสตาแกรมไม่ถึง 300 คนด้วยซ้ำ! เช่น Sunburn the kid แบรนด์ที่ใช้เทคนิคแบบอาร์ทิสต์ เอาเศษผ้าจากเสื้อผ้ามือสองมาตัด ปะ เย็บ จนได้ดีไซน์ใหม่ที่มีตัวเดียวในโลก!
เมื่อถามว่าไปหาเจอได้ยังไง? โอกิบอกว่าเขามีทีมที่คอยช่วยในการหาอยู่ และส่วนตัวเป็นคนชอบแต่งตัวอยู่แล้ว เลยมองหาร้านใหม่เรื่อยๆ เป็นประจำ ร้านไหนมีเอกลักษณ์ มีเรื่องเล่าที่โดดเด่นไ่ม่ซ้ำใครก็จะดูออกทันทีผ่านวิธีการเล่าเรื่องบนโซเชียลมีเดีย “นอกจากนี้เราก็จะมี Open Call เพื่อรับแบรนด์ใหม่ๆ โดยให้เขาเขียนเล่าเรื่องของแบรนด์ตัวเองเข้ามาแล้วเราก็จะเลือกจากตรงนั้น ไม่ได้สนใจว่าจะดังไม่ดัง จะมียอดฟอลเท่าไหร่เลย พอทำแบบนี้ เเบรนด์อื่นๆ ก็เริ่มเข้ามาหาเรามากขึ้น เพราะเห็นว่าเรามีส่วนในการช่วยซัปพอร์ตคอมมูนิตี”

ทั้งหมดนี้เพราะเขาอยากให้ FRANK. เป็นร้านที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนที่เข้ามาด้วย อาจจะไม่ได้ของอะไรติดไม้ติดมือกลับไป แต่อย่างน้อยได้มาค้นพบอะไรใหม่ๆ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

A SPACE TO SHOWCASE
พูดถึง “การให้พื้นที่” การเป็นสเปซให้แบรนด์ได้เล่าเรื่องของตัวเองเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของแฟล็กชิปสโตร์นี้ เพราะเขาไม่สามารถทำได้ในสาขาอื่น เนื่องจากข้อจำกัดของพื้นที่ ที่นี่โอกิเลยดันเรื่องนี้สุดกำลัง เห็นได้ง่ายๆ จากป้ายที่เล่าถึงแบรนด์ต่างๆ ไปจนถึงโซเชียลมีเดีย และวิธีการจัดการพื้นที่ในร้าน



อู่ซ่อมเรือเก่า 2 ชั้นนี้มีสเปซให้เขาได้ละเลงความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ โดยร้านจะเเบ่งออกเป็น 5 โซน โซนชั้น 1 ได้แก่ Custom Eyewear Zone โซนที่ทุกคนสามารถเข้ามาคัสตอมแว่นและกรอบแว่นที่ใช่ที่สุดสำหรับตัวเอง ตามด้วย Local Creators & Thai Artists Zone โซนรวมศิลปินดีไซเนอร์รุ่นใหม่ งานอาร์ต และงานคราฟต์ ไม่ว่าจะเป็น โปสต์การ์ด เซรามิก หรือเครื่องประดับต่างๆ ที่คัดเลือกมาชิ้นต่อชิ้นและจัดวางแบบไม่แยกแบรนด์เพื่อให้คนได้ค้นพบแบรนด์ใหม่ๆ อยู่ตลอด



ต่อมาในชั้นที่ 2 เป็น Rising Brand Zone พื้นที่สำหรับแบรนด์เสื้อผ้าไทยที่กำลังมาแรงจนต่างชาติถามหา เช่น IWANNABANGKOK ที่เล่าไปก่อนหน้านี้ และ ต่อมาเป็น Vintage Zone โซนโปรดของโอกิที่เลือกเองกับมือเพราะอยากให้ลูกค้าเข้าถึงเสื้อผ้ามือสองดีๆ โดยไม่ต้องไปคุ้ยเองที่โกดังมือสอง รวมแบรนด์อย่าง AFTERNOONSUNDAYS เสื้อยืดวินเทจแนวสปอร์ต Memoriesbrand เสื้อผ้าวินเทจสไตล์ Military ขวัญใจต่างชาติและชาวญี่ปุ่น และ Rookie BKK เจ้าของเสื้อแมวซีเกมส์

สุดท้ายคือ Exhibition Zone ที่เปิดพื้นที่ให้แบรนด์ต่างๆ มาเล่าเรื่องตัวเองในรูปแบบที่แตกต่างออกไป ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ Performance หรือเวิร์กช็อป “ยังคิดอยู่ว่าอย่างแบรนด์ Getricheasy ที่เป็นนักเต้น เราก็อาจจะชวนเขามาเต้นที่นี่ก็ได้ ถ้าได้ไลน์อัปแล้วจะรีบบอก (หัวเราะ)” โอกิแอบเปรย
ซึ่งที่ผ่านมา ก็มีศิลปินที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ตรงนี้ด้วยรูปแบบกิจกรรมและเวิร์กช็อป ศิลปินคนนั้นคือนักวาดภาพประกอบ มายาวดี บุญพูล หรือ VIRGO.DRAGONN ที่เอาเสื่อผ้ามือสองมาสเปรย์สีทับเป็นลวดลายของเหล็กดัดในชุมชนทรงวาดให้ดูกันแบบสดๆ ช่วงวันเปิดตัวร้าน เพื่อเชื่อมโยงแฟชั่นให้เข้ากับบริบทของพื้นที่ และเปิดสเปซให้ศิลปินได้โชว์ความสร้างสรรค์ในแบบของตัวเอง

NEW HOME IN SONGWAT
จากสยามสู่ทรงวาด FRANK. ย้ายจากแหล่งชอปปิงที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ มาอยู่ในย่านใหม่ฮิปๆ ที่ผสมวัฒนธรรมเก่า-ใหม่ได้เข้ากันอย่างลงตัว โดยโอกิเชื่อว่า ความรุ่มรวยในวัฒนธรรมของย่านเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มมิติให้กับร้านของเขา นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้แบรนด์ได้เจอกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่สนใจในวัฒนธรรมไทยเพิ่มขึ้นอีกด้วย
“อีกอย่างตอนนั้นเรามองว่าทรงวาดมีแต่ช็อปและคาเฟเล็กๆ ยังไม่ค่อยมีร้านใหญ่เท่าไหร่ เลยคิดว่าน่าจะดีถ้าเรามาเปิดแฟล็กชิปสโตร์ที่นี่เลย” โอกิเสริม เขารีโนเวตตึกนี้โดยยังเก็บดีเทลของพื้นและหน้าต่างเดิมไว้ พยายามไม่เปลี่ยนแปลงหน้าตาตึกซะจนจำไม่ได้ เพื่อให้ร้านยังกลมกลืนกับบรรยากาศของชุมชนรอบข้าง และระหว่างที่เราคุยกัน เจ้าของตึกก็เดินเข้ามาทักทายและเล่าความเป็นไปของย่านให้ฟังเป็นระยะ อย่างวันนี้ก็ช่วยส่งข่าวว่ามีร้านใหม่กำลังจะเปิดในย่านเป็นวันแรกด้วย

“รู้สึกว่าย่านนี้โตเร็วมาก ร้านเข้ามาเปิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กังวลไหม? รู้สึกว่าเราจะมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นหรือเปล่า?” เราถาม
“จริงๆ มองว่าการที่มีร้านมาเปิดใหม่เรื่อยๆ น่าจะเป็นข้อดีซะมากกว่า เพราะทำให้ย่านคึกคัก ทำให้คนอยากจะมาที่นี่ เราช่วยกันสร้างให้มันเป็นเดสทิเนชัน ส่วนเรื่องความโดดเด่น เรามองว่าแต่ละแบรนด์ก็มีตัวตนที่ชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ได้กังวลเรื่องนี้” เขาตอบ สิ่งที่โอกิมองว่าท้าทายอาจจะเป็นเรื่องของการปรับตัวให้ทันลูกค้ามากกว่า เพราะเทียบกับวันที่เขาเริ่มทำธุรกิจเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เดี๋ยวนี้ทุกอย่างมาไวไปไวมาก เขาและทีมเลยต้องมั่นใจว่า สินค้าที่มีอยู่ตอนนี้ยังตรงกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการ และที่สำคัญต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกได้รับแรงบันดาลใจอยู่เสมอ เพราะ FRANK. ในวันนี้ไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ขายประสบการณ์

สุดท้ายก่อนจะลากันไป ด้วยความที่ร้านเพิ่งย้ายบ้านใหม่ บวกกับได้กลับมาพร้อมตัวตนที่ชัดเจนขึ้น เราถามโอกิว่า อยากให้คนนึกถึง FRANK. แล้วนึกถึงอะไร เขาใช้เวลานึกสักพักก่อนจะตอบด้วยประโยคที่ใกล้ตัวที่สุด แต่ก็เป็น FRANK. ที่สุด!
“อยากให้คนคิดว่าที่นี่เป็นที่ที่เขาจะได้มาเห็นของธรรมดาๆ ในมุมที่ต่างออกไป ตามเเท็กไลน์ของเราเลย Different Ordinary Things”

โอกิตอบก่อนจะเดินไปส่งเราที่หน้าประตู…ผ่านกำแพงที่เต็มไปด้วยนาฬิกากว่า 10 เรือน ซึ่งดันบอกเวลาไม่ตรงกันสักเรือน เพราะอยากให้ลูกค้าลืมเวลาเมื่อได้เข้ามาอยู่ในสเปซนี้

ผ่านกระเบื้องปูบันไดที่พนักงานในร้านช่วยกันเพนต์ลวดลายเเละนำมาต่อกันชิ้นต่อชิ้น

ผ่านห้องแต่งตัวที่เก็บประตูออฟฟิศเดิมของตึกเอาไว้ แต่เมื่อเปิดเข้าไปจะพบกับวอลล์เปเปอร์ลายทุ่งดอกไม้สีสดที่ปกคลุมทั้งห้อง
ผ่านดีเทลเล็กๆ น้อยๆ อีกมากมายที่ไม่สามารถจัดหมวดหมู่ให้ได้แน่ชัด แต่ดูออกว่าทีมเลือกกันด้วยความตั้งใจจริง และใส่คาแรกเตอร์ของตัวเองลงไปพอๆ กับความเป็นแบรนด์
ติดตามข่าวสารและชมสินค้าของ FRANK. ได้ที่ Instagram: frank.offcial store และ เว็บไซต์: www.frankofficialstore.com
หรือเข้าไปเยี่ยมชมหน้าร้านได้ที่ FRANK. SONG WAT โดยร้านเปิดทุกวันเวลา 10.00 – 19.00 น. วันจันทร์ถึงพฤหัสบดี และ 10.00 – 20.00 น. วันศุกร์ถึงอาทิตย์
สำหรับใครที่อยากร่วมกิจกรรมสนุกๆ FRANK. กำลังจะจัดเวิร์กช็อปสอนเพนต์เเฟชั่นไอเทมด้วยเทคนิค Airbrush โดย VIRGO.DRAGONN พร้อมรับชิ้นงานคัสตอมจากศิลปิน วันที่ 26 – 27 กันยายนนี้ ใครสนใจเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมในอินสตาแกรมได้เลย!