About
DESIGN

Still Breaking Things

ถอดวิธีคิดของ ศรัณย์ เย็นปัญญา ตัวแสบแห่งวงการดีไซน์ไทย ผู้ใช้ผีบรรพบุรุษ พระเครื่อง และ AI ขับเคลื่อนไอเดีย

เรื่อง R.Mintra
Date 28-10-2026 Views 220
Read At ONCE
  • จากที่เคยหั่นตะกร้าพลาสติกจนถูกสบประมาท สู่วันที่ ศรัณย์ เย็นปัญญา ขับเคลื่อนความคิดด้วยผีบรรพบุรุษ พระเครื่อง และ AI พร้อมเป้าหมายใหม่กับสร้างสรรค์งานให้ยิ่งเก่า ยิ่งมีคุณค่า และยืนระยะได้ยาวนานกว่าคนออกแบบ

ผีบรรพบุรุษ พระเครื่อง ยันต์ และ AI ฟังดูเหมือน 4 สิ่งที่อยู่กันคนละจักรวาล แต่กลับกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนโลกความคิดของ ศรัณย์ เย็นปัญญา นักออกแบบมากฝีมือ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง 56th studio และขอนิยามตัวเองสั้นๆ ว่า ‘ตัวแสบ’

หลังจากโลดแล่นอยู่ในวงการสร้างสรรค์มากว่า1 5 ปี จากวันที่หยิบจับตะกร้าพลาสติกมาหั่นจนถูกสบประมาท วันนี้เขายังสนุกกับการพุ่งตัวเข้าหาสิ่งที่คนอื่นมองว่าเชยหรือไร้ค่า แล้วนำมารื้อ และประกอบขึ้นใหม่ด้วยสายตาอันแตกต่าง

ทว่า ในวันที่มุมมองชีวิตและการทำงานเริ่มตกผลึก ศรัณย์ไม่ได้วิ่งไล่ตามจำนวนโปรเจกต์ หรือการถูกมองเห็นเหมือนเมื่อก่อน เขามีเป้าหมายใหม่กับการสร้างสรรค์ผลงานทรงคุณค่าระดับสมเด็จวัดระฆัง หรือ Birkin แห่งวงการดีไซน์ไทย ชิ้นงานที่ไม่ถูกกัดกร่อนตามกาลเวลา ยิ่งเก่ายิ่งมีคุณค่า และยืนระยะได้ยาวนานกว่าผู้ออกแบบ

ONCE ชวนเปิดโลกความคิดของตัวแสบแห่งวงการดีไซน์ไทย ในวันที่นิยามความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่ปริมาณงานอีกต่อไป แต่คือการสร้างสรรค์ผลงานที่ทำให้โลกต้องจดจำ

ศรัณย์ เย็นปัญญา

ศรัณย์ เย็นปัญญา

ONCE: ถ้ามองย้อนกลับไปดูงานของตัวเองตั้งแต่ช่วงแรกจนถึงวันนี้ มีอะไรในตัวเราที่ไม่เคยเปลี่ยนเลย และอะไรที่เปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้แล้วว่าเคยคิดแบบนั้น

สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนน่าจะเป็นความพยายามหยิบสิ่งที่คนบอกว่าไม่ดี ไม่งาม หรือเชย มาทำอะไรบางอย่าง ช่วงแรกเป็นพวกเก้าอี้ข้างถนน ร้านโชห่วย ต่อมาก็เป็นงานคราฟต์ ย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน การที่ดีไซเนอร์คนหนึ่งจะขับรถตู้ไปตามต่างจังหวัดเพื่อหาช่าง หรือเรียนรู้เรื่องงานฝีมือ มันยังไม่ได้เกิดขึ้นเยอะเหมือนทุกวันนี้ ตอนนี้เริ่มสนใจพระเครื่อง ไม่ใช่ในแง่มูลค่า แต่สนใจศาสตร์ และกระบวนการสร้าง รวมถึงสิ่งที่เป็นประเพณีไทย ไม่ว่าจะเป็นโขน ลงรักปิดทอง หรืองานคราฟต์อย่างชามตราไก่ สงสัยว่าของพวกนี้จะอยู่หรือหายไป แล้วในอนาคตจะยังมีคนทำได้อยู่ไหม ส่วนสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ ถ้าใครบอกว่าอันนี้ไม่ดี เราจะกระโดดเข้าไปหามัน เมื่อก่อนคิดว่า ถ้าอยากเป็นดีไซเนอร์ที่มีชื่อเสียง เราต้องมีงานออกมาตลอด ต้องถูกเห็น ต้องลงสื่ออยู่เรื่อยๆ ตอนนี้กลับคิดว่า เราอาจจะดังกว่าเดิมด้วยการสร้างงานแค่ชิ้นเดียว ถ้ามันสามารถกลายเป็นเหมือนสมเด็จวัดระฆัง กระเป๋า Birkin หรือไวน์บางขวด เราคิดว่าจะทำยังไงให้งานออกแบบไทยยิ่งเก่า ยิ่งลึก และยิ่งมีคุณค่า อย่างงานของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี แต่พอเป็นงานดีไซน์ เหมือนประเทศเรายังไม่มี ทั้งที่จริงๆ เรามีนักออกแบบที่เป็นไอคอนิกอยู่เยอะมาก

ศรัณย์ เย็นปัญญา

ศรัณย์ เย็นปัญญา

ศรัณย์ เย็นปัญญา

ศรัณย์ เย็นปัญญา

ศรัณย์ เย็นปัญญา

ศรัณย์ เย็นปัญญา

ศรัณย์ เย็นปัญญา

ศรัณย์ เย็นปัญญา

ONCE: เคยรู้สึกไหมว่า การมีลายเซ็นในฐานะนักออกแบบอาจกลายเป็นข้อจำกัด เพราะเมื่อคนจดจำเราจากบางสิ่ง ก็มักคาดหวังให้เราทำสิ่งนั้นต่อไปเรื่อยๆ

เป็นคำถามที่ดี จริงๆ เราไม่เคยคิดว่าตัวเองมีลายเซ็นนะ แต่ลูกค้าบอกว่าชัดมาก ลูกค้าบางคนถึงขั้นให้เปลี่ยนแบบ ทั้งที่เขาชอบและคิดว่ามันสวย เพียงเพราะมันดูเหมือนงานอีกชิ้นของเรา ทั้งที่เรามองว่าไม่เหมือนเลย อันนี้เป็นเรื่องตลกดี เพราะคุณคงไม่เดินไปบอก Nendo หรือ Jaime Hayon ว่าเปลี่ยนลายเซ็นหน่อย เราเชื่อว่าตัวเองทำได้หลายสไตล์ ทำไม่ได้อยู่แบบเดียวคือคิวท์ (หัวเราะ) ทำ Sanrio ไม่เป็นครับ แต่อย่างอื่นทำได้หมด

ศรัณย์ เย็นปัญญา

ศรัณย์ เย็นปัญญา

ศรัณย์ เย็นปัญญา

ONCE: ที่ผ่านมางานของศรัณย์มักหยิบสิ่งที่คนมองข้ามหรือเชยกลับมาทำให้คนเห็นคุณค่า แต่ในปัจจุบันวิธีคิดแบบนี้พบเห็นได้มากขึ้น ยังรู้สึกว่าตัวเองกำลังท้าทาย หรือต่อต้านอะไรอยู่ไหม

ตอนนี้เรากลับคิดว่า ถ้าใครทำอะไรออกมาแล้วคนบอกว่า So Sarun Yen แปลว่า สิ่งที่เราทำมาประสบความสำเร็จแล้ว เมื่อก่อนตอนเราหั่นตะกร้ามาทำเก้าอี้ โดนด่าเละเทะเลยว่า นี่ไม่ใช่เก้าอี้ แต่วันนี้มันอยู่ในมิวเซียมที่สิงคโปร์แล้ว ก็รู้สึกโชคดีที่เราไม่ค่อยฟังใครเท่าไหร่ (หัวเราะ) อาจเป็นความดื้อด้าน หรือเป็นสันดานที่ไม่ค่อยสนใจว่าใครคิดอะไรกับเรา เลยเลือกเดินทางนี้มาเรื่อยๆ เสียดายอย่างเดียวคือยังไม่รวยสักที อยากรวยกว่านี้ อยากรวยมากๆ (หัวเราะ)

ศรัณย์ เย็นปัญญา

ศรัณย์ เย็นปัญญา

ศรัณย์ เย็นปัญญา

ศรัณย์ เย็นปัญญา

ONCE: งานของศรัณย์มักถูกพูดถึงผ่านคำอย่าง Thainess, Thai Design, Craft หรือ Storytelling ถ้าตัดคำเหล่านี้ออกทั้งหมด อยากให้คนพูดถึงงานของเราด้วยคำว่าอะไร

อีตัวแสบแล้วกัน (หัวเราะ) เราว่าเรามีลูกเซอร์ไพรส์เยอะ ถ้าใครคิดว่าจะจับเราใส่กล่องแล้วติดป้ายว่า ศรัณย์ทำงานประมาณนี้ แปลว่าเขายังไม่รู้หรอกว่า เราทำอะไรได้บ้าง สิ่งที่กำลังทำอยู่ตอนนี้น่าจะเซอร์ไพรส์ใครหลายคน เพราะมันยังใช้ทักษะที่สะสมมาตลอด 18 ปี เพียงแต่เอามาใช้ในอีกแบบ วันนี้เราไม่ต้องออกแบบให้ใครแล้ว เราออกแบบให้ตัวเอง และไม่ได้ทำเพื่อขายตัวเองเหมือนเมื่อก่อน แต่กำลังพยายามสร้างสมเด็จวัดระฆัง Birkin หรือ Chardonnay, Cabernet Sauvignon ปี 1590 ของตัวเองอยู่ (หัวเราะ)

ศรัณย์ เย็นปัญญา

ONCE: เวลาทำงานกับแบรนด์ที่มีประวัติและภาพจำอยู่แล้วอย่าง Hawaii Thai คิดว่านักออกแบบควรเคารพสิ่งเดิมแค่ไหน และตรงไหนที่ควรกล้าเข้าไปเปลี่ยน

ปกติการทำงานของเราคือการรับค่าจ้าง เพราะฉะนั้นลูกค้าคือพระเจ้า เราส่งมอบสิ่งที่คิดให้เขา แล้วก็กลายเป็นสมบัติของเขา เมื่อก่อนการทำงานระหว่างแบรนด์กับดีไซเนอร์มักมีสองทาง หนึ่งจ่ายเงินก้อนแล้วซื้อแบบไปเลย หรือสองไม่จ่ายเงินก้อน แต่เมื่อขายได้ก็ค่อยแบ่งค่าตอบแทนให้ดีไซเนอร์ แต่ของเราไม่ใช่ทั้งสองแบบ เราลองคิดจากวิธีทำงานของดีไซเนอร์ระดับโลกว่า Jaime Hayon หรือ Nendo เขาทำกันยังไง เขาคงไม่ได้นั่งแพ็กของ ส่งชิปปิง หรือตอบแชตลูกค้าเองทุกวัน สิ่งที่เราอยากทำจึงเป็นการปล่อยให้นักออกแบบได้เป็นนักออกแบบอย่างเต็มที่ แล้วให้โรงงานซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตและจัดจำหน่ายเป็นคนพามันออกไปสู่ตลาด Hawaii Thai เขาอยู่มา 70 ปี มากกว่าอายุเราเสียอีก เราไม่กล้าเข้าไปเปลี่ยนเขาหรอก โมเดลนี้ทำให้เขายังทำสิ่งที่ตัวเองถนัดต่อไป ส่วนเราเป็นเหมือนสะพานที่เชื่อมความคิดเข้ากับกำลังการผลิตและระบบจัดจำหน่ายของเขา แล้วสิ่งหนึ่งที่เพิ่งค้นพบเกี่ยวกับตัวเองคือ เราชอบขายของ (หัวเราะ) อาจเป็นเพราะความเป็น Storyteller ก็ได้ เราสนุกกับการคิดว่าจะดึงความสนใจของคนยังไง ไม่ได้หมายถึงให้เราไปพูดหน้ากล้อง หรือปักตะกร้านะ อันนั้นทำไม่เป็น แต่เราชอบออกแบบวิธีเล่นกับความสนใจของคน เพราะรู้สึกว่ายุคนี้ ถ้าคุณดึงความสนใจได้ ความสนใจนั้นก็สามารถเปลี่ยนเป็นมูลค่าได้

ศรัณย์ เย็นปัญญา

ONCE: ฟังดูเหมือนนอกจากเป็นนักออกแบบแล้ว ศรัณย์ยังมีวิธีคิดแบบนักธุรกิจอยู่มากเหมือนกัน

เวลาตอบอะไรแบบนี้ คนมักคิดว่าเราเป็นคนติสต์ ลูกค้าก็ชอบคิดแบบนั้น แต่จริงๆ เราเป็นคนทำงานเป็นระบบมาก ถามลูกน้องได้เลย 1 2 3 4 5 6 7 ทุกอย่างต้องเป๊ะ เราว่านั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราทำงานกับ AI ได้ดี  เรารู้สึกว่าตัวเองสื่อสารกับมันได้ เพราะวิธีคิดของเราเป็นเหตุเป็นผล มี 1 2 3 มีตัวแปรชัดเจน เหมือนพูดภาษาเดียวกัน ทั้งที่ไม่ได้จบวิศวกรรม หรือคอมพิวเตอร์มาเลย แต่ AI เปลี่ยนวิธีทำงานและชีวิตเราไปแล้ว

ศรัณย์ เย็นปัญญา

ศรัณย์ เย็นปัญญา

ONCE: แล้วในการร่วมงานกับ Hawaii Thai ครั้งนี้ มีมุมมองเรื่องความเป็นไทยอะไรที่ใส่ลงไปในงานบ้าง

ถามว่าทำไมเรายังเลือกทำกับ Hawaii Thai เพราะผีบรรพบุรุษบอกว่ามึงต้องช่วยประเทศ (หัวเราะ) ถ้าอธิบายแบบไม่เหนือธรรมชาติ สมมติเราไปผลิตเก้าอี้รุ่นเดียวกันที่จีน ต้นทุนอาจลดลง 4 เท่า แล้วเรายังขายราคาเดิมได้ เพราะลูกค้ายอมจ่าย แต่ในระบบนั้นมีเราเพียงคนเดียวที่ได้ประโยชน์ ซึ่งโอเคนะ เราก็อยากรวยเหมือนกัน แต่จะดีกว่าไหม ถ้าอีก 5 ปีข้างหน้า ทุกคนที่เราเคยร่วมงานด้วยสามารถไปมิลานด้วยกัน มีบูธหรือเวนิวเจ๋งๆ โดยไม่ต้องพึ่งหน่วยงานรัฐ แล้วมองไปรอบตัวมีทั้งเพื่อน พี่ น้องที่เติบโตไปด้วยกัน มันน่าจะมีความหมายมากกว่า ถึงแม้เราอาจรวยน้อยลง หรือรวยช้ากว่า วิธีคิดเราเลยเปลี่ยนไป ถ้าวันนี้ยังรับแต่งานออกแบบเก๋ๆ เพื่อให้ได้ลงหนังสือ แล้วน้องรุ่นใหม่มองมา สิ่งที่เขาเห็นก็อาจมีแค่ว่าทำงานให้ดังแล้วเดี๋ยวก็ได้เงิน แต่สำหรับเรา ชื่อเสียงกับเงินไม่เท่ากับสิ่งที่คุณสร้างกลับคืนให้กับอุตสาหกรรม เราพยายามคิดแบบนั้น ถึงจะเป็นความคิดที่ค่อนข้าง naïve ก็ตาม ส่วนเรื่องภาษาการออกแบบ พอไปดู Hawaii Thai แล้วเห็นว่าโรงงานเริ่มมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1950–1960 เปิดแค็ตตาล็อกเก่าออกมาแล้วกลิ่นของยุคนั้นออกมาเลย ทั้งลายดอกไม้ โซฟาหวาย เส้นสายหวานๆ เรารู้สึกว่ามันเท่มาก เลยไม่ได้อยากเปลี่ยนเขาเยอะ บางชิ้นเป็นแบบเก่าของ Hawaii Thai ที่เราเอากลับมาปัดฝุ่นใหม่ แล้วเพิ่มเส้นสายที่มามาจากยันต์ เพราะช่วงหนึ่งเราเคยไปเรียนเขียนยันต์กับอาจารย์ที่เป็นหมอผีจริงๆ สนุกมาก

ศรัณย์ เย็นปัญญา

ONCE: ถ้าไม่วัดความสำเร็จด้วยชื่อเสียง เงินทอง หรือจำนวนโปรเจกต์ อะไรคือมาตรวัดที่ทำให้รู้สึกว่า เรายังทำงานได้ดีอยู่

การได้นอน (หัวเราะ) หนึ่งคือต้องได้นอนก่อน ตอนนี้นอนน้อยมาก แต่ก็ยังสนุกนะ หุ้นส่วนเราพาลูกไปเล่นสเกตบอร์ด ลูกน้องก็มีแฟน ส่วนเราสนุกกับสิ่งที่กำลังทำ แต่ก็ไม่ได้บังคับให้ใครต้องมาหมกมุ่นแบบเรา จริงๆ สิ่งที่ทำอยู่ทั้งหมดในวันนี้ ไม่ว่าจะ Hawaii Thai หรือความพยายามสร้าง Birkin ของตัวเอง คือการพยายามเอาตัวเราออกจากระบบนั้นให้ได้ ถ้าวันหนึ่งตรงนั้นไม่จำเป็นต้องมีศรัณย์อยู่ แต่มีระบบ มี AI 1 AI 2 AI 3 แล้วทุกอย่างยังสามารถสร้างสิ่งที่เราวางไว้ต่อไปได้ เราถือว่าสำเร็จแล้ว ถึงตอนนั้นเราก็ไปนั่งอยู่ Lake Como จิบ Aperol Spritz สวยๆ (หัวเราะ)

ศรัณย์ เย็นปัญญา

ONCE: สุดท้าย ถ้ามีนักออกแบบรุ่นใหม่มองศรัณย์เป็น Role Model มีอะไรบ้างที่อยากบอกเขาว่าเรื่องนี้ ‘ไม่ต้องเอาอย่างผมก็ได้’

อยากบอกว่าทุกอย่างไม่ควรทำตาม มึงไปนอนเหอะ (หัวเราะ) จริงๆ ตอบยาก เพราะเราเสือกสนุกกับงานจริงๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่ทำมาถึงขนาดนี้ เวลาทำงานแล้วสนุก มันก็มีความเป็น Ikigai อยู่ประมาณหนึ่ง โลกต้องการสิ่งที่เราทำ เราทำได้ดี และมันหาเงิน เลี้ยงชีพเราได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกว่า Ikigai ไม่ได้พูดถึงมากนักคือ สุดท้ายแล้วคุณทิ้งอะไรไว้ เราเป็นคนชอบทะลึ่งเข้าไปทำอะไรแบบนี้ อยากสำรวจความเป็นไทยในพื้นที่ที่ยังไม่มีใครเข้าไป แต่สำหรับน้องๆ สิ่งสำคัญต้องหาภาษาของตัวเองให้เจอ แล้วภาษานั้นจะเป็นตัวกำหนดเองว่า คุณควรขับเคลื่อนไปทางไหน แต่อาจจะไม่ได้นอนเหมือนกันนะ ถ้าหมกมุ่นมากๆ แล้วมีแรงขับเคลื่อนจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และผีบรรพบุรุษเหมือนกัน (หัวเราะ)