Green Day
วันเดียวก็เที่ยวได้! ปั่นจักรยานไฟฟ้า ท่องเที่ยวตามหา Hidden Gems ผ่าน 4 พิกัดลับ ‘คุ้งบางกะเจ้า’
- ปั่นจักรยานไฟฟ้าตามล่า 4 พิกัดลับรอบคุ้งบางกะเจ้า ท่องเที่ยววันเดียวแบบครบทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิต ทริปนี้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแถมได้ทำความรู้จักกับบางกะเจ้าในมุมมองใหม่ๆ
เข้าสู่ช่วงฤดูฝนอย่างเป็นทางการ ไม่ต้องหนีฝนเข้าป่าไปสูดอากาศบริสุทธิ์ไกล ลองแวะมาเยี่ยมเยือนที่ใกล้ๆ ‘คุ้งบางกะเจ้า’ ปอดใหญ่ของกรุงเทพมหานคร หรือพื้นที่สีเขียวรูปร่างคล้ายกระเพาะหมู ผืนป่าธรรมชาติอบอวลด้วยพรรณไม้นานาชนิด
ทริปนี้เราอยากชวนทุกคนมาสวมหัวใจนักเดินทาง ออกไปสัมผัสเสน่ห์น่าหลงใหลของคุ้งบางกะเจ้า ผ่านการตามล่าหา 4 พิกัดลับที่รุ่มรวยด้วยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตซ่อนตัวอยู่ตามตรอกซอกซอย
ออกไปตามเก็บพิกัดลับให้ครบแบบชิลล์ๆ โดยไม่ต้องใช้รถยนต์ ไม่ต้องใช้รถมอเตอร์ไซค์ ตอนนี้มีจักรยานไฟฟ้า GCOO เป็นตัวช่วยทุ่นแรง ข้อดีคือเราสามารถย่นระยะเวลาเดินทางให้ถึงที่หมายไวขึ้น ออกกำลังขาไม่มากแต่ก็โลดลิ่วไม่ทิ้งฝุ่น ที่สำคัญคือไม่ต้องเสียเวลาดาวน์โหลดแอปพลิเคชันให้หนักเครื่อง ไม่ต้องกรอกข้อมูลลงทะเบียนให้วุ่นวาย แค่เดินไปสแกนคิวอาร์โค้ดปุ๊บ บิดคันเร่งแล้วออกลุยได้ทันที ตอบโจทย์คนอยากปั่นเที่ยวทั้งวันแบบเหงื่อไม่ท่วม และไม่ต้องกลัวน่องโป่งที่สุด

วัดบางน้ำผึ้งนอก ชมพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ส่องภาพสาวมอญ
มุ่งหน้าสู่จุดหมายแรกปักหมุด ‘วัดบางน้ำผึ้งนอก’ ให้พร้อม ปั่นจักรยานไฟฟ้าคู่ใจลัดเลาะไปตามเส้นทางสายเล็กๆ ขนาบข้างด้วยต้นจากและกล้วยไม้ป่า
ด้านในวัดบางน้ำผึ้งนอก บนศาลาการเปรียญชั้นสองมีพิพิธภัณฑ์วัดบางน้ำผึ้งนอกซ่อนตัวอยู่ จัดแสดงของเก็บสะสมตั้งแต่สมัยก่อตั้งวัด มีทั้งศิลปวัตถุและโบราณวัตถุ โดยแบ่งโซนจัดแสดงพุทธศิลป์ตามยุคสมัย


ไฮไลต์ต้องมาชมคือ พระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัย ศิลปะสมัยสุโขทัย ถือเป็นพระพุทธรูปที่สวยงามและสมบูรณ์ มีพระนาสิกทรงงุ้ม พระโอษฐ์แย้มเล็กน้อย พระพักตร์เรียว ทรวดทรงองค์เอวชัดเจน และบริเวณชายสังฆาฏิด้านหลังมีลักษณะเป็นรูปเขี้ยวตะขาบ นอกจากนี้ ยังมี พระพุทธรูปสำริดปางห้ามสมุทรประทับยืน ทรงเครื่องกษัตริย์ประดับเพชรพลอยระยิบระยับ มีร่องรอยเคยถูกตัดพระกร สามารถถอดออกได้ เป็นศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์

โซนถัดมาคือตะปูสังฆวานรอายุกว่า 300 ปี มีลักษณะคล้ายลิ่มเหล็กยาว อดีตตะปูเหล่านี้อยู่บนเพดานโบสถ์หลังเก่า ในทางพุทธคุณเชื่อกันว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์สายเหนียว ยิงฟันไม่เข้า เพราะเชื่อว่าซึมซับพลังจากการทำวัตร สวดมนต์ และพิธีกรรมของพระสงฆ์มานับหมื่นๆ ครั้งตลอด 3 ศตวรรษ ชาวบ้านจึงนิยมขอไปบูชาพกติดตัว นับเป็นเรื่องหายากที่เราจะมีโอกาสได้เข้ามาชมใกล้ๆ
ปั่นจักรยานไฟฟ้าเดินทางไปชมอุโบสถและวิหารเก่าแก่ของวัดบางน้ำผึ้งนอก ตัวโครงสร้างสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของทั้งอุโบสถและวิหารเก่ามีอายุอานามย้อนไปได้ถึงยุคกรุงศรีอยุธยาตอนปลายหรือยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ต่อมาได้รับการบูรณะในช่วงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะในช่วงรัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 4 เป็นยุคที่ชุมชนชาวมอญ (รามัญ) เจริญรุ่งเรืองในแถบนี้


ก่อนจะเดินเข้าไปด้านในอุโบสถ ลองปิดประตูส่องรูเล็กๆ ดูสิ เราสามารถมองเห็นพระประธานเก่าแก่ พระพุทธรูปปางสมาธิ โดยไม่ต้องเดินเข้าไปด้วยนะ


ความสนุกของการเดินสอดส่องจิตรกรรมฝาผนังภายในอุโบสถและวิหารเก่าแก่ คือได้กวาดสายตาหาเกร็ดชีวิตผู้คนในอดีต ย้อนเวลากลับไปส่องวิถีชีวิตชาวบ้านในชุมชน ครั้งนี้เราอยากให้ทุกคนออกตามล่าหาภาพสาวมอญ มีเอกลักษณ์คือเป็นหญิงสาวเกล้าผมมวยต่ำ นุ่งผ้าถุงกรอมปรกหัวเข่า ผ้าด้านหน้าแหวกขึ้นไปจนเห็นขาอ่อน ซึ่งสันนิษฐานว่า เป็นจิตรกรรมสมัยรัชกาลที่ 4 มีลักษณะเดียวกันกับภาพสาวมอญที่วัดบางแคใหญ่ จังหวัดสมุทรสาคร

นอกจากนี้ ยังมีจิตรกรรมฝาผนังและรอบบานประตูบานหน้าต่างในสมัยรัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 4 อยู่ อีกหนึ่งสิ่งที่อยากให้มาดูคือมีภาพเครื่องบูชาแบบจีน ประกอบด้วย แจกันดอกไม้ ผลไม้มงคล และถ้วยชามจีน สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับจีนที่เจริญรุ่งเรืองในสมัยรัชกาลที่ 3 จนกลายเป็นเครื่องแสดงความศิวิไลซ์มั่งคั่งของสังคมยุคนั้น

คลองผีหลอก สถานที่ชวนขนลุกแต่เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต
เราบิดคันเร่งจักรยานไฟฟ้าคู่ใจออกเดินทางกันต่อ เพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่ ‘คลองผีหลอก’ ลัดเลาะผ่านร่องสวนผลไม้ของชาวบ้าน และป่าชายเลนท้องถิ่นทอดยาวเป็นอุโมงค์เขียวขจี
ได้ยินชื่อแล้วอย่าเพิ่งหวาดกลัว ลองฟังเรื่องเล่าจากคนในชุมชนก่อน จะพบว่าเบื้องหลังชื่ออันน่ากลัวนี้ แฝงไปด้วยเรื่องเล่าทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และความอัศจรรย์ของธรรมชาติ

เรื่องเล่าแบ่งออกไปตามมุมตามยุคสมัย มีเรื่องเล่าว่า ในอดีตชาวบ้านพายเรือเข้ามากลางดึก ลมพัดไหวซัดใบไม้ให้เสียดสีกันจนเกิดเงาตะคุ่มแปลกๆ ชวนให้จินตนาการเตลิดเปิดเปิงคิดว่าโดนผีหลอกเข้าให้แล้ว แต่ในแง่ของกระแสน้ำและภูมิศาสตร์ คลองสายผีหลอกมีลักษณะทางธรรมชาติคือเวลาน้ำเหนือพัดเข้ามาตามหน้าน้ำจืด กระแสน้ำจะพัดพาเอาขยะรวมถึงสิ่งปฏิกูลลอยละลิ่วเข้ามาติดอยู่ด้านในนี้เสมอ บางครั้งกระแสน้ำก็มักจะพัดพาร่างลอยเข้ามาติดอยู่บริเวณคลอง จนกลายเป็นเรื่องเล่าชวนสยองขวัญ สร้างความรู้สึกขนลุกให้กับผู้คนในยามค่ำคืน

ทว่า ภายใต้เรื่องเล่าลึกลับชวนขนหัวลุก ในอีกด้านคลองผีหลอกแห่งเปรียบดั่งห้องเรียนธรรมชาติ เพราะที่นี่คือบ้านหลังสุดท้ายของหิ่งห้อย สิ่งมีชีวิตตัวเล็กจ้อยที่เปรียบเหมือนตัวดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศในคุ้งบางกะเจ้า
ในปัจจุบันจำนวนหิ่งห้อยลดน้อยลงไปกว่าเดิม เนื่องจากหิ่งห้อยเป็นสัตว์ที่ไม่ถูกกับควันไฟและเสียงรบกวนจากเรือหางยาว แต่ที่คลองผีหลอกยังคงเงียบสลบ และอุดมไปด้วยหอยเจดีย์ ตัวดำๆ เล็กๆ เกาะอยู่ตามดิน เจ้าหอยจิ๋วเหล่านี้นี่เองที่เป็นอาหารอันโอชะของตัวอ่อนหิ่งห้อย
เนื่องจากคลองผีหลอกต้องเดินเท้าเข้าไป มีตะไคร่น้ำเกาะอยู่ตามทางเดิน แนะนำให้ท่องเที่ยวในช่วงเวลากลางวันเท่านั้นนะ

โฮมสเตย์บ้านแม่ริมน้ำ อิ่มอร่อยกับสำรับพื้นบ้าน เอนกายนวดสมุนไพรชุมชน
ในฐานะที่เราไม่ค่อยสนิทกับการออกกำลังกาย แม้จักรยานไฟฟ้าจะเป็นตัวช่วยทุนแรง แต่ปั่นจักรยานไฟฟ้ามาตั้งนานแถมระยะทางก็ไกลสุดๆ พลังงานในร่างกายเริ่มลดน้อยลง พร้อมกับเข็มนาฬิกาบอกเวลาพักเที่ยง ได้เวลามุ่งหน้าสู่ ‘โฮมสเตย์บ้านแม่ริมน้ำ’
พิกัดลับเหมาะแก่การนอนเอนกายพักผ่อน หรือจะนอนฟังเสียงคุ้งบางกะเจ้าทั้งคืนก็ได้นะ ที่นี่เงียบสงบแถมติดริมน้ำ บรรยากาศร่มรื่น เป็นกันเอง อบอุ่นราวกับมานอนบ้านคุณยาย ลองไปนั่งห้อยขารับลมธรรมชาติพัดเอื่อยๆ ปล่อยอารมณ์ให้ไหลไปกับสายน้ำอย่างสบายอุรา

ทว่า ตอนนี้พลังชีวิตเราเริ่มถดถอย ต้องการเติมพลังชีวิตด้วยเมนูอาหารพื้นบ้านรสชาติจัดจ้านถึงเครื่องแกงดั้งเดิม ใครคิดถึงความเข้มข้นตามรสมือจดชื่อไว้เลย เจ้าของบ้านใช้ผักจากสวนครัวหลังบ้าน วัตถุดิบสดใหม่จากตลาดวันต่อวัน ปรุงด้วยรสชาติถึงเครื่องเน้นๆ เสิร์ฟมาร้อนๆ กินคู่กับข้าวสวย ชวนเจริญอาหารแบบรสมือแม่แท้ๆ
เปิดรับรสด้วย ผักกูดผัดน้ำมันหอย เป็นผักกูดที่เจ้าบ้านลงมือปลูกเองแบบปลอดสารพิษ โดยเลือกเด็ดเฉพาะยอดอ่อนๆ นำมาสะดุ้งไฟแรงผัดกับน้ำมันหอยเข้ากันได้ดีกับผักกูดกรอบๆ ฉ่ำน้ำ เคี้ยวเพลิน ไม่มีกลิ่นเหม็นเขียว รสชาติเค็มมันเผ็ดกลมกล่อม กินกับข้าวสวยร้อนๆ คือฟินที่สุด

เติมความเปรี้ยวจากยำส้มโอ แกะส้มโอเนื้อแน่นมาปรุงด้วยรสชาติยำสูตรตำรับ ให้รสชาติจัดจ้านครบรสทั้งเปรี้ยว หวาน และเค็มตาม เสิร์ฟมาสองแบบในจานขนาดน่ารัก ทั้งแบบตักกินธรรมดาเพื่อให้ได้รสชาติสัมผัสของเนื้อส้มโอฉ่ำๆ เต็มปากเต็มคำ และแบบเสิร์ฟมาบนฐานถ้วยเกี๊ยวทอดกรอบสีเหลืองทอง ตักยำส้มโอเข้าปาก กัดฐานเกี๊ยวกรอบตามไป ความกรอบของเกี๊ยวตัดกับความฉ่ำของเนื้อส้มโอ สดชื่นแบบสุขภาพดี

รับความแซ่บกันต่อกับ ปลาทับทิมทอดพริกเกลือ เนื้อปลาทับทิมหั่นชิ้นพอดีคำ คั่วคลุกเคล้ากับพริกขี้หนูสวนซอย กระเทียมเจียวกรอบ และเกลือจนเข้าเนื้อ รสชาติเค็มๆ มันๆ แฝงความเผ็ดร้อนระเบิดในปากเบาๆ กินเพลินจนหยุดไม่ได้เลย

ซดต้มข่าไก่เรียกความสดชื่นกลับมาอีกครั้ง รสชาติเข้มข้นกลมกล่อมจากน้ำกะทิสดแท้ แฝงความเปรี้ยวละมุนของน้ำมะนาวและความเผ็ดร้อนจางๆ ของข่าอ่อน ตะไคร้ ใบมะกรูดที่ต้มจนกลิ่นน้ำมันหอมระเหยโชยเตะจมูก เนื้อไก่นุ่มชุ่มฉ่ำกำลังดี เป็นรสชาติต้นตำรับที่อบอุ่นหัวใจเหมือนได้กินอาหารฝีมือคุณยาย
ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยของหวานล้างปาก ไอศกรีมกับลอนลูกตาลเชื่อม เนื้อนุ่มหนึบกำลังดี รสชาติหวานเย็นสดชื่น เป็นเมนูคลายร้อนช่วยเติมเต็มความสุข และปิดฉากมื้อกลางวันริมน้ำได้อย่างสมบูรณ์แบบ


หลังจากอิ่มแปล้กับอาหารพื้นบ้านรสเลิศจนพุงกาง ก็ได้เวลาเยียวยาร่างกายจากการปั่นจักรยานสู้ลมสู้แดดมาตลอดครึ่งเช้า ขยับเดินจากโต๊ะอาหารไปเอนกายที่ศาลาริมน้ำ ร่วมกิจกรรมแช่น้ำสมุนไพรร้อนควบคู่กับนวดกดจุดฝ่าเท้าโดยฝีมือปราชญ์ชาวบ้าน


เราหย่อนเท้าทั้งสองข้างลงไปในน้ำอุ่น กลิ่นหอมสมุนไพรสดหลากหลายชนิดตีขึ้นจมูก ทั้งให้กลิ่นหอมแถมช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด จากนั้นปราชญ์ชุมชนนวดเค้นกดจุด ไล่เรียงความปวดเมื่อยตั้งแต่ปลายนิ้วเท้า ฝ่าเท้า ไปจนถึงน่องขา เป็นช่วงเวลาเหมาะแก่การทิ้งตัวผ่อนคลาย รับพลังชาร์จจนเบาหวิว พร้อมลุยพิกัดถัดไป

ศูนย์เรียนรู้คุ้งบางกะเจ้า เรียนรู้การทำน้ำพิลังกาซ่า
บิดจักรยานไฟฟ้ามุ่งหน้าสู่ ‘ศูนย์เรียนรู้คุ้งบางกะเจ้า’ พิกัดสุดท้ายของทริป ไปเปิดประสบการณ์เข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ให้เราลงมือแปลงร่างเป็นแม่ค้าน้ำพิลังกาซ่า ทดลองปรับสูตร ทดลองดื่มเพื่อตามหารสชาติพิลังกาสาแบบที่ชอบ
ได้ยินไม่ผิดหรอก เรากำลังจะทำน้ำพิลังกาซ่า ปรับสูตรมาจากน้ำพิลังกาสาเพิ่มความซ่า ความเปรี้ยวในแบบที่ตัวเองชื่นชอบ



สำหรับพิลังกาสาถือเป็นพืชสมุนไพรท้องถิ่นของคุ้งบางกะเจ้า ผลมีลักษณะกลม ยามผลอ่อนเป็นสีแดง พอผลแก่เป็นสีม่วงดำ ขั้นตอนการทำน้ำพิลังกาซ่าคือนำผลสดมาบดคั้น ออกแรงผสมผสานรสชาติตามสูตรลับ เติมความหวาน ความเปรี้ยว และเพิ่มความพิเศษด้วยการมิกซ์เข้ากับความซ่าของโซดาและน้ำแข็งเย็นฉ่ำ อร่อยชื่นใจแถมได้รสชาติแบบที่ชื่นชอบด้วย


ทริปนี้เราใช้เวลาปั่นจักรยานไฟฟ้าแบบไม่เร่งรีบ ลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยต้นไม้เขียวขจี แวะทักทายเพื่อนบ้านริมรั้ว เปิดประสบการณ์ชิมอาหารและสมุนไพรพื้นบ้าน ทำให้เราเห็นคุ้งบางกะเจ้าในมุมมองแตกต่างออกไป ทุกหมุดหมายล้วนร้อยเรียงเป็นบันทึกการเดินทางที่ครบรส ทั้งอิ่มบุญ อิ่มท้อง และอิ่มเอมใจ
ลองชวนคนรู้ใจมาปักหมุดท่องเที่ยวแบบสโลว์ไลฟ์ที่คุ้งบางกะเจ้า รับรองว่าจะได้พลังงานบวกและรอยยิ้มกว้างๆ กลับไปพร้อมสู้ชีวิตต่อแน่นอน