Architectural Nostalgia
ตามรอย 9 ตึกเก่าร้อยปีภาคเหนือที่เล่าเรื่องยุคทองของป่าไม้ตั้งแต่คุ้มเจ้า โรงเรียน วัดเก่า และบ้านเจ้าพระยา
- ชวนย้อนเวลากลับไปเมื่อ 100 ปีก่อนผ่านสถาปัตยกรรมสุดคลาสสิกในภาคเหนือ ONCE คัดสรร 9 อาคารที่ซ่อนเรื่องราวยุคทองของกิจการป่าไม้และร่องรอยการผสมผสานวัฒนธรรมตะวันตกไว้อย่างงดงาม มีที่ไหนบ้าง ตามเรามาเลย
กระแสหลงรักตึกเก่าวนเวียนกลับมาอีกครั้ง ทำให้เกิดการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่คือการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ โดยมีจุดมุ่งหมายเป็นการเดินท่องเที่ยวมองบริบทเมืองผ่านสถาปัตยกรรม เข้าไปส่องรายละเอียดเส้นสายของตัวอาคาร เพื่อตามหาร่องรอยประวัติศาสตร์ที่ซุกซ่อนไว้อยู่
เราเชื่อว่า ทุกตึกมีเรื่องราว มีภาษาของตัวเอง และการท่องเที่ยวเชิงสถาปัตยกรรมก็คือการเรียนรู้ที่จะอ่านภาษาเหล่านั้น
ล้านนาในศตวรรษแห่งการเปลี่ยนผ่าน เป็นโครงการภายใต้โครงการพัฒนาฐานข้อมูลสถาปัตยกรรม 100 ปีภาคเหนือ เพื่อพัฒนาสู่การสร้างสรรค์การท่องเที่ยวเชิงแหล่งเรียนรู้ โดยเป็นการนำเสนอรูปแบบการท่องเที่ยวส่องตึกเก่าอายุ 100 ปีขึ้นไป จำนวน 100 อาคาร ทั่วทั้ง 9 จังหวัดในภาคเหนือ เพื่อนำเสนอการเปลี่ยนผ่านจากร่องรอยสถาปัตยกรรมแบบล้านนา สู่การรับอิทธิพลตะวันตกเข้ามาแบบผสมผสานในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5
และนี่คือตัวแทน 9 ไฮไลต์สถาปัตยกรรม 100 ปีภาคเหนือที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นอาคารทรงคุณค่าแห่งเมือง รอคอยให้เราออกไปสอดส่องความงดงามทางสถาปัตยกรรมด้วยตาตัวเอง

คริสตจักรที่ 1 เวียงเชียงราย
อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
คริสตจักรแห่งนี้เปรียบเสมือนจดหมายเหตุทางสถาปัตยกรรมที่บันทึกการเข้ามาของอิทธิพลตะวันตกในจังหวัดเชียงราย โดยตัวอาคารออกแบบมาในรูปแบบสถาปัตยกรรมโคโลเนียล มีความสมมาตร หากมองมุมสูงจะเห็นตัวอาคารมีลักษณะเป็นทรงไม้กางเขน ผนังก่อด้วยอิฐแดงตามรูปแบบนิกายโปรเตสแตนต์
ไฮไลต์ต้องมาชมคือกรอบหน้าต่าง สร้างจากหินบริเวณแม่น้ำกก โดยแบกหินในแม่น้ำมาสลักเสลาจนกลายเป็นก้อนสี่เหลี่ยมเพื่อเป็นฐานให้หน้าต่าง และแผ่นศิลาบริเวณฐานรากด้านหน้าของอาคาร จารึกปีที่สร้างเพื่อบ่งบอกประวัติศาสตร์อันยาวนานของตัวอาคาร

กิติพานิช
อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
ความโดดเด่นสะดุดตาประการแรกคือรูปทรงของหลังคา มีจั่วด้านหน้าที่แยกออกมาถึง 3 จั่ว โดยตกแต่งยอดจั่วและปั้นลมด้วยสรไนตามแบบเรือนขนมปังขิง บนหน้าจั่วมีสัญลักษณ์นกยูงยืนบนวงกลม สะท้อนคติความเชื่อทั้งในแง่ของอำนาจวาสนาบารมีตามคติพม่า และความรุ่งเรืองตามความเชื่อของชาวจีน

ตัวตึกมีรายละเอียดน่าสอดส่องจำนวนมาก เช่น บริเวณประตูและหน้าต่างชั้นบนประดับซุ้มโค้งลายฉลุไม้ลายเถาก้นหอย ถือเป็นการมองศิลปะวิกตอเรียผ่านฝีมือช่างพม่า

คุ้มวงศ์บุรี
อำเภอเมือง จังหวัดแพร่
เดิมทีสร้างขึ้นเป็นเรือนหอที่แม่เจ้าบัวถา มอบให้แก่เจ้าสุนันตาและหลวงพงษ์พิบูลย์ นับเป็นเรือนที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตคหบดีล้านนาชั้นสูงในช่วงรัชกาลที่ 5-6 โดยมีลักษณะอาคารเป็นเรือนไม้สักทองสองชั้น ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบสมมาตร ออกแบบในสไตล์บ้านขนมปังขิงที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก ผสมผสานกับงานฝีมือช่างจีนและล้านนา
ลักษณะเด่นบางส่วนคือหลังคาทรงปั้นหยาแบบมะนิลา มีชายคายื่นยาวเพื่อกันแดดกันฝนเหมาะกับสภาพอากาศเมืองแพร่ และมีสรไนประดับยอดจั่วและปลายปั้นลม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์จากยุคกอทิกที่ตกทอดมาสู่สไตล์ขนมปังขิง

โรงเรียนบ้านหย่วน (เชียงคำนาคโรวาท)
อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
อาคารเรียนไม้สองชั้น วางผังอาคารแบบศูนย์กลางและสมมาตรตามแบบฉบับอาคารราชการสยามสมัยใหม่ แม้ชุมชนบ้านหย่วนจะมีรากเหง้าดั้งเดิมเป็นชาวไทลื้อ แต่ตัวอาคารกลับเลือกใช้ภาษาทางสถาปัตยกรรมที่สื่อถึงความเป็นศูนย์กลางของรัฐ แทนการสะท้อนเอกลักษณ์เรือนไทลื้อพื้นถิ่น โดยใช้หลังคาทรงจั่วหัวตัด ช่วยลดความสูงของจั่วลง ทำให้ตัวอาคารดูไม่สูงชันจนเกินไป ให้ความรู้สึกเรียบง่ายและเป็นมิตร
ตัวอาคารเป็นแนวยาววางแกนตะวันออก-ตะวันตก มีมุขกลางขนาดใหญ่สามช่วงเสา ทำหน้าที่เป็นทางเข้าหลัก ไฮไลต์สำคัญคือการทาสีอาคารเป็นสีฟ้า ตัดกับสีขาวของบานประตู หน้าต่าง และราวระเบียง ถือเป็นการแหวกกฎเกณฑ์สีสุภาพแบบราชการ ทำให้อาคารสร้างบรรยากาศสนุกสนาน เป็นอิสระ เหมาะสมกับพื้นที่เรียนรู้ของเด็กวัยอนุบาล

คุ้มเจ้าราชสัมพันธวงศ์
อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน
สถาปัตยกรรมแบบลูกผสมโดยหยิบยืมความสมัยใหม่มาปรับใช้เพื่อให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมล้านนา ลักษณะเรือนสองชั้น ชั้นล่างก่ออิฐถือปูน ชั้นบนเป็นไม้สักทอง ออกแบบบนผังรูปตัว U จากอิทธิพลจากเรือนตะวันตก หลังคาทรงมนิลาโดดเด่นด้วยยอดจั่วและปลายปั้นลมประดับไม้กลึงทรงแหลม ซึ่งลดทอนการใช้ไม้ฉลุลายแบบขนมปังขิงลง เพื่อเน้นรูปทรงมั่นคง สะอาดตา
แม้จะมีผังอาคารคล้ายบ้านฝรั่ง แต่เจ้าของเรือนยังคงใช้ฟังก์ชันพื้นที่แบบล้านนา คือเปลี่ยนระเบียงทำหน้าที่แทนชาน และห้องโถงยาวให้ทำหน้าที่แทนเติ๋น ไม่มีการกั้นห้องทึบ สะท้อนวิถีชีวิตแบบครอบครัวล้านนา

ตึกรังษีเกษม
อำเภอเมือง จังหวัดน่าน
อาคารก่ออิฐถือปูนสองชั้น ผังรูปตัว U มีความสมมาตรตามแบบสถาปัตยกรรมคลาสสิกของตะวันตก เป็นลูกผสมระหว่างสถาปัตยกรรมแบบจอร์เจียนกับเฟเดอรัล ใช้หลังคาทรงมะนิลาเพื่อให้เข้ากับรูปทรงอาคาร ไม่มีชายคาป้องกันฝนแบบเรือนไทย แต่แก้ปัญหาด้วยการออกแบบพื้นระเบียงด้านหลังให้ลาดเอียง เพื่อระบายน้ำฝนออกจากตัวอาคาร
เอกลักษณ์ที่โดดเด่นมากๆ คือหน้าต่างมีซุ้มโค้งวงโค้งด้านบน เป็นอิทธิผลจากสถาปัตยกรรมเฟเดอรัล ช่วยเพิ่มความอ่อนช้อยให้ตัวอาคาร ทำให้โถงเรียนภายในมีความโปร่ง กว้าง และรับลมได้ดีเยี่ยม

บ้านเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์
อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์
บ้านไม้สองชั้น วางผังรูปตัว L คว่ำ ยกพื้นสูงประมาณ 1 เมตร โดยใช้ฐานรากเสาคอนกรีตซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ในยุคนั้น ตัวบ้านเน้นการใช้ผนังและพื้นไม้เข้าลิ้นที่มีความประณีตสูงทั้งหลัง ลักษณะหลังคาทรงจั่วหลักวางตัวแนวเหนือ-ใต้ ส่วนมุขด้านหน้ามีหลังคาจั่วซ้อนสองชั้น พร้อมช่องลมบานเกล็ดเพื่อระบายอากาศใต้หลังคา
ภายในบ้านมีการใช้สถาปัตยกรรมแบบลายเรขาคณิต ตั้งแต่ระเบียงกันตก ช่องลม และราวบันได ใช้ลวดลายเดียวกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมผสมกากบาทและสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ซึ่งคล้ายกับลายก้านแย่งในศิลปะไทยและลายผ้าทอ เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของบ้านหลังนี้

วัดหัวเวียง
อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
วิหารวัดหัวเวียงหยิบเอาองค์ประกอบศิลปะจากหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์และอิทธิพลตะวันตกมาผสานรวมกัน ด้านในประดิษฐานพระเจ้าพาราละแข่ง พระพุทธรูปทรงเครื่องจำลองจากพระมหามัยมุนี
ตัวอาคารออกแบบใช้ผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสแบ่งเป็นสองส่วน คืออาคารประธานขนาดใหญ่และมุขหน้าขนาดเล็ก โดยทั้งสองส่วนมีรูปแบบสถาปัตยกรรมตามขนบความเชื่อของไทใหญ่และพม่า ที่กำหนดให้ส่วนที่สูงที่สุดของกลุ่มอาคารต้องเป็นที่ประดิษฐานพระประธาน
ความโดดเด่นเชิงสถาปัตยกรรมคือ การประดับตกแต่งกรอบหน้าบัน ชายคา และมุมหลังคาด้วยสังกะสีฉลุลาย ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะวิกตอเรียของอังกฤษ

วิหารวัดม่อนปู่ยักษ์ (ม่อนสัณฐาน)
อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง
หนึ่งในสถาปัตยกรรมทางพุทธศาสนาที่ภายนอกเป็นตึกฝรั่งทั้งหลัง ลักษณะอาคารก่ออิฐถือปูนสไตล์ตะวันตกล้วนทั้งหลัง ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว ปูกระเบื้องสีทรายเป็นสัญลักษณ์แทนทะเลสีทันดร ส่วนหลังคาออกแบบมาเป็นส่วนหนึ่งของผนังอาคาร ลักษณะยอดจั่วและปลายปั้นลมประดับด้วยปูนปั้นรูปน้ำต้น และครีบรูปปีกนกแบบวิกตอเรียน โดยได้รับอิทธิพลจากศิลปะตะวันตกผ่านการตีความของช่างพม่าและไทใหญ่

ภายในประดิษฐานพระประธานศิลปะมัณฑเลย์ โดยไม่มีซุ้มไม้สลักประดับกระจก เน้นภาพจิตรกรรมฝีมือช่างพม่าเขียนเล่าเรื่องพุทธประวัติและทศชาติชาดก สะท้อนถึงการรับศิลปะพม่าเข้ามาเป็นหัวใจของวิหารฝรั่งหลังนี้
การเดินทางตามรอยตึกเก่าในภาคเหนือ นอกจากได้ไปเห็นกความงดงามในอดีตที่ยังเหลืออยู่แล้ว การได้อ่านภาษาที่ตัวอาคารพยายามบอกเล่าผ่านรอยอิฐ แผ่นไม้ และลวดลายฉลุอันประณีต ทุกรายละเอียดสถาปัตยกรรมกว่า 100 ปีเหล่านี้คือสิ่งที่เชื่อมโยงอดีตสู่ปัจจุบันได้อย่างน่าทึ่ง หากเริ่มหลงรักในเสน่ห์ของวันวาน ลองแพ็กกระเป๋า ออกเดินทางไปสัมผัสความงดงามเหล่านี้ด้วยตาตัวเอง แล้วจะพบว่า… เสียงกระซิบจากอดีตของเมืองเหนือยังรอต้อนรับและเติมเต็มหัวใจของผู้มาเยือนอยู่เสมอ
นี่เป็นเพียงแค่อาคารไฮไลต์ 9 แห่งเท่านั้นนะ จริงๆ ตึกเก่าอายุ 100 ปีในภาคเหนือยังมีอีกร้อยแห่ง อยากรู้ว่ามีที่ไหนอีกบ้าง และเรื่องราวน่าสนใจอย่างไร ตามไปอ่านต่อกันได้ที่เว็บไซต์ Museum Thailand