About
RESOUND

‘สุขฝึกได้’

เล่าปรัชญาความสุขของ ‘ละอองฟอง’ กับการกลับมาในรอบ 10 ปีที่โฟกัสสุขไว้ในบทเพลงสีสวย

Beingthere Detour Be myguest FLAVOR Resound art+culture Insights Trends Business Insiders Balance Craftyard News
Read At ONCE
  • คัมแบ็กสีสันสดใสของ ละอองฟอง จากความศรัทธาใน ‘ปรัชญาความสุข’ ไกด์ไลน์ทำเพลงที่หนักแน่นกว่า 10 ปีที่แล้ว เพื่อส่งต่อการคิดบวกผ่านเสียงเพลงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

10 กว่าปีที่แล้ว เสียงร้องหวานใสในเพลง ‘แอบชอบ’ โด่งดังเป็นพลุแตก กลายเป็นจุดเปลี่ยนของวงทรีโอ ‘ละอองฟอง’ และเป็นเพลงชาติของวงที่ใครๆ ก็ร้องตามได้

ในช่วงที่กราฟความนิยมพุ่งทะยานสู่ขั้นที่ใครๆ ก็มองว่า ‘ประสบความสำเร็จ’ แต่เมมเบอร์ทั้ง 3 คนนิยามมันต่างออกไป การออกอัลบัมที่ญี่ปุ่น งานเพลงประกอบภาพยนตร์ ซีรีส์ โฆษณา และรางวัลที่ตบเท้าตามกันมาเป็นเพียงจุดเปลี่ยน ความสำเร็จที่แท้จริงนั้นอยู่ระหว่างกระบวนการคิดจนทำเพลงออกมา เรื่องราวหลังจากนั้นถือเป็นผลพลอยได้

10 ปีผ่านไป เอ๊ะ-พงศ์จักร พิษฐานพร แมน-ตนุภพ โนทยานนท์ และออน-กรกมล วัชจิตพันธ์ กลับมารวมตัวอีกครั้งด้วยเอเนอจีล้นเหลือ พร้อมแบ่งปัน ‘ปรัชญาความสุขแบบละอองฟอง’ ในทุกมิติ

หลังแยกย้ายกันไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ผ่านโปรเจกต์ส่วนตัว การทำธุรกิจ และเข้าไปอยู่ในเบื้องหลังการสร้างวงไอดอลชื่อดังระดับประเทศอย่าง BNK48 ส่งผลให้ต่างคนต่างเติบโตและศรัทธาในปรัชญาความสุขของวงมากขึ้นกว่าเดิม

‘สุขฝึกได้’ คือคีย์เวิร์ดสำคัญที่เราได้จากการพูดคุยกับทั้ง 3 คน พวกเขาใช้เวลา 10 ปีอย่างคุ้มค่า ปรับมุมมองในการใช้ชีวิตให้เข้าใกล้ความเป็นละอองฟองมากที่สุด จนทุกวันนี้มั่นใจที่จะเรียกตัวเองว่า ‘เครื่องสร้างความสุข’

ละอองฟองจะสร้างและสะท้อนพลังงานบวกเหล่านี้ผ่านบทเพลงออกไปสู่ทุกคนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด กลายเป็นคอนเซปต์เหนือกาลเวลาที่ไม่ยึดติดกับตัวบุคคล และจะอยู่ต่อไปอีกนานแสนนานแม้ว่าจะเปลี่ยนเมมเบอร์ก็ตาม

ละอองฟอง

Catching Up in 10 Years

10 ปีที่พักไป เป็นยังไงกันบ้าง

แมน : จริงๆ มันไม่มีเหตุผลว่าทำไมเราถึงพัก เพราะเราไม่ได้บอกว่าเราจะพัก แต่ทุกคนก็มีภารกิจส่วนตัว

ออน : มันมีบทบาทใหม่ที่ต้องไปโฟกัส ออนก็เพิ่งแต่งงาน พอมาย้อนดู ออนว่าออนโชคดีนะที่ได้ใช้ชีวิต ได้ค้นพบความชอบอีกส่วนหนึ่ง เราไปชอบด้านอาร์ตจนเป็น Collector จริงจัง มีเวลาไปทำธุรกิจ สร้างเนื้อสร้างตัว

เอ๊ะ : ผมไปทำงานกับ BNK48 มาเนาะ มันก็หนัก ได้อะไรเยอะมากเลยจากการสร้างสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ ผมไม่เคยดูแลผู้หญิงหลายสิบคนถึงขั้นร้อยคน ยุคนั้นไอดอลในประเทศเราก็เป็นเรื่องใหม่มาก แล้วผมก็ไม่เคยเป็นครูมาก่อน ในชีวิตหนึ่งที่ได้ทำอะไรแบบนั้นถือว่าท้าทายมากๆ

ออน : พี่ก็สอนมาคนเดียว นี่ลูกศิษย์คนแรก (ชี้ตัวเอง)

ละอองฟอง

การสร้างวงไอดอลให้อะไรติดมือกลับมาบ้าง

เอ๊ะ : เราไปเจอว่าสุขของเราคือการสร้างคน เราชอบมากเลยอะ สิ่งที่ได้จาก BNK48 คือสิ่งนี้เลย เราเชื่อว่าวันหนึ่งมันจะประสบความสำเร็จ แล้วก็เอาศรัทธานี้ส่งให้กับเด็กทุกคนในรุ่นที่หนึ่ง ตอนนั้นยังไม่มีใครรู้จักเลย ไปเล่นที่ไหนก็มี 5 คน 10 คน เราก็ต้องเป็นศูนย์กลางของความศรัทธา เพื่อจะสร้างปรากฎการณ์

ออน : จริงเหรอ BNK48 เคยเจอ 5 คน 10 คน

เอ๊ะ : เธอ! ฉันกับแมนยังไปเล่นกีตาร์ แกร็กๆๆ อยู่เลยแต่ก่อนน่ะ มันผ่านศูนย์มาหมด จนถึงคุกกี้เสี่ยงทาย ซึ่งแมนเป็นคนเขียน มันก็เป็นจุดเปลี่ยน

แมน : ส่วนเรา สิ่งที่ได้มาก็คือเรื่องของการสื่อสาร การพูดกับคนจำนวนมาก การถ่ายทอด เพราะเราต้องเป็นคุณครู และเรื่องระบบแฟนคลับ เรารู้แล้วว่าวิธีการเทกแคร์แฟนคลับเป็นยังไง มันไม่จำเป็นต้องให้ทุกคนรักเรามากมายหรอก แต่เราดูแลกลุ่มคนที่รักเราให้ดีก็พอแล้ว

ละอองฟอง

งั้นมองว่าตอนนี้ตัวเองเอนเตอร์เทนแฟนคลับเก่งขึ้นไหม

แมน : เรากล้าพูดมากขึ้น แต่เอนเตอร์เทนเก่งไหมก็ไม่รู้ ต้องถามคนอื่น

เอ๊ะ : ก่อนหน้านี้จะเป็นออนกับผมอยู่ข้างหน้า แมนจะซัปพอร์ตอยู่ข้างหลัง หลังทำวงไอดอลปุ๊บ เราออกมาอยู่ข้างหน้า 3 คน เราเป็นเซ็มบัตสึทุกเพลงแต่สลับเซ็นเตอร์กัน นี่เป็นวิธีคิดเลยนะ

นักเรียนคนแรกของพี่ๆ ล่ะ คิดเห็นว่ายังไง

ออน : พี่แมนเก่งขึ้นมาก! แต่ก่อนพี่แมนพูดน้อยมาก แถมพูดน้อยต่อยหนัก วันนี้พี่แมนพูดทุกคำ ต่อยหนักทุกคำ ส่วนพี่เอ๊ะเป็นครูอยู่แล้ว แต่ตอนนี้พี่เอ๊ะเป็นครูทุกวินาที พี่เอ๊ะทำทุกอย่างเพื่อจะสร้าง เพื่อจุดประกาย

ออนบอกเลยว่าการที่พี่ๆ ไปทำ BNK48 ทำให้เขาเข้าใจเราโดยที่เราไม่ต้องพูดอะไร ครั้งนี้พี่คิดแทนเรา คิดเผื่อเราแล้ว

ละอองฟอง

โมเมนต์ไหนที่พูดว่า คัมแบ็กกันเถอะ!

แมน : ปีที่แล้วเราได้กลับมาเล่นดนตรีด้วยกัน แล้วพี่ก็ถามน้องออนว่า ทำเพลงใหม่กันไหม ทุกคนก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า…

ออน : ทำ! และนี่คือสิ่งที่พี่แมนพัฒนาขึ้นนะ แต่ก่อนเขาไม่เคยตอบคนแรกนะคะ

ทำไมถึงเป็นตอนนี้

ออน : พี่ๆ ต้องทุ่มเทปั้น BNK48 ขึ้นมา เราจะเห็นจากวัฏจักรแม่และลูก ถ้าลูกโตถึงประมาณ 9 ขวบ 10 ขวบ พ่อแม่เริ่มมีเวลาว่างมาดูแลตัวเองแล้ว เราพร้อมแล้ว

เอ๊ะ : ใช่ๆ (หัวเราะ) แต่ระหว่างทาง เราก็ถูกถามมาตลอดอยู่แล้วว่าเมื่อไหร่จะออกเพลง

แมน : ปกติเราจะคิดก่อนว่าว่างหรือไม่ว่าง แต่โมเมนต์นั้นทุกคนบอกว่าทำ ดังนั้นนั่นเป็นจุดเริ่มต้น

ละอองฟอง

ไม่ทำงานด้วยกันตั้ง 10 ปี ก่อนคัมแบ็กต้องคุยอะไรกันบ้าง

ออน : นัดเจอกันครั้งแรกก็มาบ้านออนค่ะ ก็เอากระดาษมาวาง แล้วพี่แมนก็พูดขึ้นมา นึกถึงละอองฟองนึกถึงอะไร ละอองฟองก็ความสุข พลังงานบวก มันพรั่งพรูออกมาเป็นไกด์ไลน์ในการทำเพลงทั้งหมดในครั้งนี้

เอ๊ะ : มันคือการวาง Mind Map ของเราด้วย และ Milestone ด้วยว่าเป้าหมายของเราคืออะไร

พอเห็นภาพรวมแล้ว ละอองฟองต่างไปจากเดิมเยอะหรือเปล่า

เอ๊ะ : ถามว่าต่างไหม ต่างแน่ๆ เราชัดเจนในความเป็นพวกเรามากขึ้น DNA ของละอองฟองมีอยู่มาตั้งนานแล้วแหละ แต่เรายังไม่ได้ศรัทธาสิ่งนั้น 100% ตอนนี้แค่จะกลับมาบอกว่า เฮ้ย มันคือการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขนะ มันกลายเป็นปรัชญาความสุขของละอองฟองขึ้นมา

ออน : มันเป็นจุดที่ทำให้อยากกลับมาทำงานใหม่ด้วยแหละ คราวนี้เราจะส่งต่ออะไร มาบอกอะไร ก็ชัดเจนขึ้น วันนี้เรา 3 คน กลับมาในเวอร์ชั่นที่สดใส มีพลังเต็มเปี่ยมมากกว่าเดิม กลับมาในละอองฟองเวอร์ชั่น 2024 ค่ะ

แมน : ถ้าพูดถึงรูปธรรมก็ตัวเล็กกว่านี้ (หัวเราะ) เรื่องดนตรีของละอองฟองเรียกว่ามันเติบโตตามยุคสมัยแล้วกัน ส่วนเรื่อง DNA ของวงก็แข็งแรง เราว่าสิ่งนี้ไม่เคยเปลี่ยน

ละอองฟอง

Philosophy of Happiness

อะไรทำให้วงอายุ 30 ปีคงสีสันสดใสไว้ได้นานขนาดนี้

แมน : ตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบันนี้ สิ่งที่อยู่ข้างในของเราก็ยังเป็นคนเดิมตลอด ยังเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี พยายามคิดบวกตลอดเวลา สิ่งนี้อยู่มาตลอดจนถึงปัจจุบัน สีต่างๆ ก็ไม่ได้ซีดลงจากเดิม

ออน : เราเป็นคนร่าเริงสดใสแหละ ตอนนี้เรากลับมาทำละอองฟองเต็มตัวก็เกิดข้อสงสัยเหมือนกันนะว่า ฉันจะสดใสได้เบอร์ไหนที่โลกจะรับ

หมายถึงกลัวมากไปเหรอ

เอ๊ะ : ใช่ๆ

ออน : เราเลยเป็นแก้วเปล่า ค่ายมองว่ายังไงจัดมาเลยค่ะ ชุดนี้คือชุดที่ค่ายจัดให้!

เอ๊ะ : คำตอบจริงๆ มันคือธรรมชาติที่ละอองฟองเป็น ไม่ได้สร้างคาแรกเตอร์ แล้วมันหลอกไม่ได้นะ เมื่อมี Digital Footprint คนจะมาเจอว่า นี่มันจริงนี่หว่า มันจริงไปหมดเลย คนจะสัมผัสได้

ออน : จริงๆ มากไปน้อยไปมันอยู่ที่ใจเลย แต่ถ้าถามออนนะ คุณเก็บไว้ได้เท่าไหร่มันคือประโยชน์ของคุณ

ละอองฟอง

วงที่ตั้งใจส่งมอบพลังบวก ให้กำเนิดเพลง ‘อยู่ดีดีก็เหงาเฉย’ ได้ยังไง

ออน : เพราะใครๆ ก็มีอารมณ์เหงา แม้แต่คนที่มีเอเนอร์จีเยอะ ไอเดียนี้มาจากพี่เอ๊ะ เขาเป็นคนพูดขึ้นมาก่อนว่า อยู่ดีดีก็เหงาเฉย ออนก็บอกว่า หนูก็เคยเป็น แล้วโมเมนต์ที่อยู่ดีดีก็เหงามันประหลาดมากเลย หนูนั่งอยู่กับเพื่อนๆ ทั้งโต๊ะอาหารมีคนเยอะมาก แต่อยู่ดีดีก็เหงาเฉย

เอ๊ะ : คำตอบไม่ได้ช่วยให้เราหายเหงาขึ้นหรอก สมมติรู้แล้วว่าเหงาเพราะไม่มีเธอ แต่เธอมีแฟนแล้ว สุดท้ายก็ยังเหงาอยู่ดี ให้เข้าใจมากกว่าถามว่าทำไม ความเหงามันก็แบบนี้แหละ เดี๋ยวมันก็หาย แบบนี้ทำให้เรามีความสุขกับการใช้ชีวิตมากกว่าจะไปจมอยู่กับมัน นี่คือส่วนหนึ่งของปรัชญาความสุขแบบละอองฟอง

DNA ที่เรียกว่าปรัชญาความสุขแบบละอองฟองหมายถึงอะไร

อ๊ะ : การที่รู้ว่าสุขอยู่ที่ไหนแล้วก็หยิบสิ่งนั้นมาให้กับชีวิต แล้วเราคือตัวแทนที่จะมาบอกทุกคนในทุกมิติ ทั้งเพลง MV สัมภาษณ์ คอนเทนต์อะไรก็แล้วแต่ที่คุณเห็นพวกเรา แล้วคุณจะยิ้มโดยไม่รู้ตัว

ออน : สำหรับออนนะ เขาเป็นพลังงานบางอย่างที่ทำให้เรามีรอยยิ้ม ไม่ว่าจะอยู่ในอารมณ์ไหน เขาทำให้เราเจอมุมบวก

ละอองฟอง

ความเหงาที่เล่าด้วยปรัชญาความสุขเป็นอย่างไร

แมน : ถ้าอ่านคำว่าอยู่ดีดีก็เหงาเฉย มันคงจะรู้สึกไม่ดี แต่เราจะบอกว่ามันเป็นการเรียกร้องความสนใจ เนื้อความมันบอกแล้วว่า เราได้เจอกับเธอ คนที่รู้สึกว่าน่ารัก ส่วนเธอก็แอบมองฉันใช่ไหม ฮั่นแน่! แต่พอวันหนึ่งเธอหายไป เฮ้ย อยู่ดีดีก็เหงา หรือว่าเธอคือคนที่ฉันรู้สึกโอเคด้วยนะ

ออน : ไม่ใช่ว่าเราเหงาแล้วทำทุกคนจมดิ่ง เราต้องทำให้ทุกคนขึ้นมาจากความเหงาให้ได้ และเราโชคดีมาก เรามีเพลงเป็นเครื่องมือ เรานำเสนอความสุข แต่ความสุขที่ออกมามันมาจากหลายอารมณ์ มันมีหมดเลย อกหัก เศร้า เหงา

เอ๊ะ : เราคือนักออกแบบดนตรีสีสวย เพราะฉะนั้นแต่ละเพลงที่เราทำก็จะมีสี มีมู้ดคนละโทนกันอยู่แล้ว แต่มันอยู่ภายใต้ความสุขหมด

ออน : ผู้กำกับคู่บุญ พี่เค (ไชยณรงค์ แต้มพงษ์) ก็บอกว่า ความเหงาของละอองฟองต้องสนุก เรามีอารมณ์ที่อยากอยู่กับตัวเองบ้างบางเวลา แต่วันหนึ่งมันก็ต้องถอดหัวเมฆออกนะ แล้วก็ได้นางเอก MV เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่มาเล่าเรื่องราวของความเหงา แล้วสุดท้ายก็ออกมาจากความเหงาได้เพราะเพลงของละอองฟอง เขาถ่ายทอดได้ดีมาก

ละอองฟอง

การโฟกัสสุขคงพูดง่ายแต่ทำยาก ถ้าอยากฝึกสุขแบบละอองฟองควรเริ่มยังไง

ออน : เรามองว่าละอองฟองไม่ใช่คนโลกสวยอย่างเดียวนะ คนโลกสวยอย่างเดียวอยู่ในโลกไม่ได้ มันต้องเป็นคนที่มองโลกเห็นทั้ง 2 ด้าน แล้วก็เริ่มฝึกค่ะ เห็นเหรียญให้เห็น 2 ด้านเสมอ ทันทีที่มีความคิดลบเข้ามา บวกทันที คิดบวกๆ แล้วพยายามคิดให้มันไวขึ้น เร็วขึ้น

สุดท้ายแล้วคนที่สัมผัสมันก็คือคนรอบข้างเรา แล้วเราสัมผัสได้เลยว่าคนรอบข้างเรามีความสุขมากขึ้น วันนี้เราก็พร้อมแล้ว จากการที่เคยเป็นแค่ผู้ฝึกสุข วันนี้เราเริ่มเป็น Generator เครื่องสร้างความสุข

เอ๊ะ : นี่อยู่ใน Mind Map ของเรา และเราก็ไม่เคยลืมโฟกัสนี้เลย เรามีความสุขกับการทำสิ่งนี้ พลังของเราก็ได้มาจากคนข้างๆ ส่งกลับมาหาเรา แล้วเราก็ส่งสิ่งนี้ไปหาคนอื่น มันเป็นการเติมพลังแบบอินฟินิตี แล้วถามว่ามันจะหยุดตรงไหน มันไม่มีวันหยุด

ละอองฟอง

Stand The Test of Time

เห็นพวกคุณไปทำคอนเทนต์อ่างแก้วกัน ทดสอบว่าเด็กรุ่นใหม่รู้จักละอองฟองหรือเปล่า

ออน : เขาไม่น่ารู้จักเรา แต่พอร้องเพลงมา หา! พี่ร้องเพลงนี้เหรอ

เอ๊ะ : เราไปด้วยความสุข เราไม่รู้หรอกว่าผลที่ได้เป็นยังไง ไม่รู้จักก็ไม่เป็นไร แต่เราเชื่อว่าถ้าเราได้ร้องเพลงให้ใครฟัง ทุกคนต้องยิ้มกับเราแน่

แปลว่า ถ้าเพลงดังกว่าเราก็ไม่เป็นไร

เอ๊ะ : ไม่เป็นไรเลยครับ ความสำเร็จกับชื่อเสียงมันคนละประเภทกัน เอามาวางอยู่ด้วยกันไม่ได้ แต่มีอยู่คำหนึ่งคือความยั่งยืน เล่นเพลงนี้ตั้งแต่วันนี้ อีก 50 ปีก็ยังเล่นเพลงนี้ได้ Mindset แบบนี้ทำให้ต้องทำทุกอย่างอย่างมีความสุข คนที่สัมผัสเราในทุกมิติก็จะได้รับสิ่งนั้นไป มันเลยทำให้เพลงแอบชอบเป็น All-Time Hits ไปแล้ว

ออน : สำหรับออน ออนไม่เคยรู้สึกไม่ดีเลย ที่ผ่านมาเราใส่วิกขึ้นคอนเสิร์ตตลอดเวลา เปลี่ยนวิกทุกคอนเสิร์ต ทุก MV สมัยก่อนตัวออนเองดูไม่มีเอกลักษณ์ แต่เราได้ทำในสิ่งที่ต้องการสื่อแล้ว คนจำฉันไม่ได้ ฉันไม่แคร์

แมน : กดดันในเรื่องของค่ายมากกว่า เราก็ไม่อยากให้เขาขาดทุน

เอ๊ะ : ใช่! อุตส่าห์จะให้ทำอัลบั้ม

ออน : เรา 3 คน อยากทำอยู่แล้วแหละ แต่ออนถามคำแรกเลยว่า ค่ายเขาอยากทำกับเราหรือเปล่า แล้วพี่เต้ง (พิชัย จิราธิวัฒน์) ก็บอกว่า ละอองฟองกลับมาอย่าทำเพลงเดียวนะ ทำอัลบั้มเลย โห! ใจฟู!

ละอองฟอง

งั้นกดดันไหมที่จะออกเพลงใหม่ตอนนี้ ตอนที่คนฟังรุ่นใหม่ๆ อาจจะไม่รู้จักวง

ออน : ไม่ได้กดดัน น่าจะเหมือนกับตอนออกอัลบั้ม Wind-Up City 10 ปีที่แล้วที่ออนถามตัวเองว่า ฉันเป็นละอองฟอง 100% หรือยัง แล้วคำตอบที่ได้ก็คือ ฉันยังเป็นไม่ได้ 100%

วันนั้นออนงงมากเลย ยังไม่ปล่อยสักกะเพลง แผ่นเพิ่งออกมาจากโรงพิมพ์ อยู่ดีดีพี่เอ๊ะก็ถือแผ่นมาบอกว่า น้อง! เราทำสำเร็จแล้ว! ความสุขของเรามันสำเร็จแล้ว สุดท้ายแล้ว คนฟังเขาจะชอบหรือไม่ชอบ เราทำอะไรไม่ได้ โห ช็อตนั้นจำมาก โอเค ความสุขของฉันต้องอยู่ที่ฉันคุมมันได้

เอ๊ะ : ถามว่ากดดันไหม มีเรื่องเดียวเลยครับ เมื่อเรากลับมาเนี่ย เราจะตกยุคจนไม่มีอะไรคอนเน็กต์กับเด็กรุ่นใหม่หรือเปล่า แต่ผมว่ากำแพงอันนั้นมันถูกทุบไปหมดแล้ว เด็กๆ มัธยมวิ่งมาหาผมแล้วบอกว่า ชอบเพลงแอบชอบ ทั้งๆ ที่เราเป็นพ่อเขาได้เลยนะ

ออน : แล้วทุกคนจะบอกว่า เพลงนี้ตอนหนูอยู่ ป. 3 เพลงมันคอนเน็กต์กับเขา

เอ๊ะ : แค่รู้สึกว่าเราทำสำเร็จแล้วจริงๆ ที่เหลือก็ให้เวลาทำงานครับ

ละอองฟอง

จากที่ผ่านมา คิดว่ากระแสวงพีคที่สุดตอนไหน

แมน : ถ้าพูดถึงเพลงที่ป๊อปปูลาร์ที่สุดก็แอบชอบ

ออน : เพลงชาติ เราก็ต้องยอมรับว่าแอบชอบเป็นจุดเปลี่ยน แต่สำหรับตัวออน ไม่เคยคิดเลยว่ามันพีค ยังไม่ถึงจุดพีคละกัน (หัวเราะ)

เอ๊ะ : ผมคิดเหมือนออนนะ เราไม่มีเพดานบินหรอก

แสดงว่า ตั้ง 30 ปีที่ผ่านมาไม่เคยมีช่วงที่คิดเรื่องความนิยม

แมน : จริงๆ ไม่เคยคิดว่าจะต้องดัง

เอ๊ะ : เพราะออกอัลบั้มแรกมาก็ไม่ดังอยู่แล้ว ไม่มีใครดู ไม่มีใครฟัง คนไล่ลงเวทีด้วย พอบอกว่าเพลงสุดท้ายแล้วนะ เฮ้! (ปรบมือ)

ออน : รอวงต่อไปอยู่

เอ๊ะ : มันก้าวข้ามความคาดหวังไปเยอะ

ออน : วันนี้เราอาจจะเจอหนักกว่าเดิมก็ได้ เพราะคนก็รอวงวัยรุ่น แต่ก็ดี เล่นวงแรกได้กลับบ้านก่อน (หัวเราะ)

เอ๊ะ : ใช่ๆ ไม่รู้สิ ไม่เห็นต้องมานั่งเครียดอะไร

ละอองฟอง

มีศิลปินรุ่นน้องมาปรึกษาพวกคุณกันบ้างไหม

เอ๊ะ : มีหลายคน เราอยู่ในวงการมาประมาณนี้ สายตาเรายังมีประกายตลอดเวลาในการทำงานที่เรารัก นี่คือสิ่งที่อยากจะมอบให้เจเนอเรชันนี้มากๆ วันหนึ่งที่เขายืนอยู่ในวงการมา 30 ปีแบบเรา มันจะมีคุณค่าสำหรับเขาและวงการขนาดไหน ผมว่าวงการเพลงจะเฟื่องฟูและสนุกได้นานๆ

แมน : เราก็คิดว่าสิ่งที่เราทำทั้งหมด ไม่ว่าจะเรื่องของการทำเพลงหรือการทำเพลงให้อยู่รอด มันจะเป็นต้นแบบหรือตัวอย่างให้ศิลปินรุ่นใหม่

แล้วคุณประเมินตัวเองในฐานะที่ทำวงมา 30 ปีว่ายังไง

เอ๊ะ : เหมือนเล่นเกมงานวัด แต่ก่อนปาไป 10 ลูก อาจจะลงถัง 1 ลูก แต่รอบนี้ผมว่าปาไป 10 ลูก น่าจะลง 5-6 ลูก ความแม่นยำเพิ่มขึ้น ด้วยประสบการณ์ ด้วยการอัปเดตกับเด็กๆ ทุกเพลงที่ทำ ผมเปิดให้เด็กฟังหมดเลย

ออน : ใช่ๆ อัลบั้มชุดก่อนๆ พี่ๆ ก็จะถามออนแหละ เดี๋ยวนี้คนฟังเพลงแนวไหน เพราะยุคนั้นเราก็ยังวัยรุ่นอยู่ (หัวเราะ) แต่ตอนนี้ต้องบอกว่า พี่ๆ เขาสัมผัสกับน้องๆ เยอะ พี่เอ๊ะก็จะเข้าใจวัยรุ่น

ละอองฟอง

ทำไมคราวนี้ถึงมีแร็ปด้วยล่ะ

แมน : ด้วยความที่เราอยากสื่อสารกับวัยรุ่นยุคนี้ ซึ่งมันเป็นเทรนด์ของยุคนี้ พอขึ้นบีท ขึ้นทำนองมา มันเป็นไวบ์ของปัจจุบันแล้ว มันก็ต้องมีแร็ปแน่นอน ตอนแรกคิดว่าจะ Featuring กับใครดีหรือเราดี ก็เลยบอก พี่เอ๊ะ ขอลองได้ไหม

เอ๊ะ : สั้นๆ เลย ผมอยากแรปครับ

แมน : ต้องเล่านิดหนึ่ง พูดเก่งแล้วต้องค่อยๆ พูด (ทุกคนหัวเราะ)

เนื้อเสียงเรามันไปได้ แต่ต้องฝึกในระดับหนึ่ง ช่วงนั้นทำงานกับโปรดิวเซอร์เกาหลี เขาเป็นแร็ปเปอร์ พอเราแต่งเนื้อไทยเข้าไป เราก็ให้เขาสอน เขาก็บอก เสียงต้องอย่างงั้น ต้องช่องนั้นช่องนี้ จากคนที่ไม่เป็นจนเป็นระดับหนึ่ง แล้วเราก็ยังฝึกทุกวัน ฝึกเล่นสด มีโอกาสก็จะร้องตลอด

ละอองฟอง

จาก อยู่ดีดีก็เหงาเฉย ทำไมถึงกลายเป็นคอนเสิร์ต อยู่ดีดีก็ (ไม่) เหงาเฉย

ออน : คอนเสิร์ตนี้เป็นคอนเสิร์ตรียูเนียนสำหรับละอองแฟนพันธุ์แท้ที่คิดถึงกัน ที่ใช้คำนี้เพราะเราจะเล่นเพลงที่คุณคิดถึงฉ่ำๆ เลย 30 เพลง เราไม่ได้คิดเองด้วยว่าจะเล่นเพลงอะไร เราเปิดโหวต มันจะเป็นโมเมนต์ของเราทุกคนจริงๆ แล้วครั้งแรกมันมีได้แค่ครั้งเดียวนะ ถ้าผ่านไปแล้วจะผ่านไปเลย เตรียมทิชชู่มาด้วยนะ

เอ๊ะ : มันจะมี 3 คำ Happiness Love and Life เล่าว่าปรัชญาของเราคืออะไร เวลาที่ควบคุมอะไรไม่ได้ อย่างน้อยก็ควบคุมตัวเองได้ ให้เลือกที่จะโฟกัสกับความสุข และถ้าคุณนึกถึงแอบชอบ สิ่งที่คุณรอคอยมันกลับมาอีกครั้ง ไม่ได้จะสปอยล์นะ แต่มันอิมแพ็กตั้งแต่กีตาร์ลงคอร์ดแรกเลยครับ

ออน : ความพิเศษมากไปกว่านั้นคือ เนื่องจากออนไปหลงรักงานศิลปะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รู้ว่าช่วงนี้เขากำลังอินอาร์ตทอยกัน เลยทำ First Art Toy มันหมุนหน้าได้ด้วย

แมน : มันมี 2 หน้า แต่ 2 หน้านี้เหมือนกันนะ (หัวเราะ)

ละอองฟอง

ละอองฟองทำหน้าที่กระจายความสุขผ่านเพลงมาตั้ง 30 ปี สำหรับพวกคุณ การทำวงมีความหมายยังไงบ้าง

แมน : มันคือชีวิต เอาง่ายๆ ดนตรีมันอยู่คู่เรามาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่ ป.1 ป.2 ก็กดคีย์บอร์ด มันเป็นพรสวรรค์ของเรามาตั้งแต่นั้น เราไม่ได้เรียน ครูพักลักจำมาเรื่อยๆ และมันอยู่กับเรามาตลอดโดยที่เราไม่เคยเบื่อมันเลย

ออน : พอกลับไปอยู่กับตัวเอง 10 ปีที่ผ่านมา มันถึงจุดที่เราตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนกันว่า เราทำไปทำไม จนวันหนึ่งก็สะระตะได้ว่า มันต้องมีจุดมุ่งหมายบางอย่างเพื่อให้มีความหมายกับการมีชีวิต เพราะฉะนั้นการกลับมาทำละอองฟองในครั้งนี้ ออนก็ตั้งเป้าเลยว่าจะส่งปรัชญาในแบบละอองฟองที่ออนได้เรียนรู้มาให้คนอื่นได้เอาไปใช้แล้วมีความสุขขึ้น เพราะโลกใบนี้มันดรามาเยอะ

เอ๊ะ : มันทำให้เราลืมตาทุกเช้าขึ้นมาแล้วรู้ว่าเราจะใช้ชีวิตยังไง เราเคยผ่านเหตุการณ์จักรยานล้มที่ความเป็นความตายอยู่ครึ่งๆ เราจะตายเมื่อไหร่เราไม่รู้หรอก และเราไม่สามารถกำหนดได้ แต่วันที่เรายังอยู่ สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขคือละอองฟอง

สมมติว่าถ้าได้พักไปทำอย่างอื่นอีก แล้วคัมแบ็กใหม่ใน 10 ปีข้างหน้า คิดว่าวันนั้นละอองฟองจะเป็นยังไง

ออน : เราสัญญากันว่าเราจะไม่หายไปไหนอีก เพราะเราเริ่มจับเวลาได้แล้ว เราจะส่งเมสเสจนี้ออกไปบ่อยมากขึ้น

วันหนึ่งละอองฟองอาจจะเปลี่ยนนักร้องอีกรอบ เปลี่ยนเบส เปลี่ยนหมด ถ้ามีใครรับหลักการนี้ไปใช้ได้ก็ยินดีมากๆ ช่วยทำความสุขก้อนนี้ให้ใหญ่ขึ้น ส่งไปให้ได้ไกลที่สุด

เอ๊ะ : ถ้ามีเจเนอเรชันถัดจากเรามารับช่วงต่อแล้วเอาปรัชญาละอองฟองไปถ่ายทอด นั่นคือสิ่งที่ตั้งใจ ละอองฟองจะไม่ตายไปกับเรา 3 คน

Tags: