DETOUR

ตามรอยมาสเตอร์พีซของ 'ทาดาโอะ อันโดะ'
สถาปนิกผู้สร้างผลงานจากการเดินทาง

เรื่อง วีณา บารมี Date 10-08-2021 | View 1.4k
About Being-
there
Det-
our
Be my-
guest
FLA-
VOR
Res-
ound
Reth
-ink
Insig
-hts
Tre-
nds
Busi-
ness
Insi-
ders
Bal-
ance
Craft
-yard
Read At ONCE
  • ทาดาโอะ อันโดะ เป็นสถาปนิกระดับปรมาจารย์ชาวญี่ปุ่น ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติอย่าง Pritzker Architecture Prize คนที่ 3 ของประเทศ
  • ลายเซ็นในการออกแบบของอันโดะ มักสะท้อนถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ งานสถาปัตยกรรมของเขาให้ความสำคัญกับบริบทแวดล้อม เป็นการอนุรักษ์และไม่ทำลายธรรมชาติที่ตั้งอยู่
  • พาไปทำความรู้จักกับ 10 ผลงานทางสถาปัตยกรรมระดับมาสเตอร์พีซ ที่ทำให้ชื่อของ ทาดาโอะ อันโดะ เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

Tadao Ando สถาปนิกชาวญี่ปุ่น ผู้ไม่เคยเรียนสถาปัตย์ฯ ในห้องเรียน แต่กลับมีผลงานออกแบบที่โด่งดังระดับโลก และยังเป็นสถาปนิกคนที่ 3 ของประเทศ ที่ได้รับรางวัล Pritzker Architecture Prize  ซึ่งเป็นรางวัลอันทรงเกียรติ ที่มอบให้แก่สถาปนิกที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน

T 19

อันโดะ สถาปนิกผู้ออกแบบชีวิตของตัวเอง

ปีนี้ Tadao Ando มีอายุครบ 80 ปีแล้ว และยังคงสร้างงานสถาปัตยกรรมสวยๆ ประดับโลกอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดคือโปรเจกต์รีโนเวทพิพิธภัณฑ์ La Bourse de Commerce ในฝรั่งเศส โดยเป็นการทำงานร่วมกับ NeM Architectes และ Pierre-Antoine Gatier ด้วยลายเซ็นการออกแบบ ที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ หลายคนรู้จักชื่อของ ทาดาโอะ อันโดะ ผ่านสถาปัตยกรรมของเขาที่เป็นอาคารคอนกรีตหน้าตาโมเดิร์น อาบไล้ด้วยแสง สี และเงา หลอมรวมกับภูมิทัศน์โดยรอบอย่างกลมกลืมและเป็นหนึ่งเดียว

แต่กว่าจะมาเป็นสถาปนิกที่มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างทุกวันนี้ อันโดะไม่เคยเรียนสถาปัตย์ฯ มาก่อน เขาเติบโตที่เมืองโอซาก้า และสนใจการทำโมเดลไม้ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ โดยมีเพื่อนบ้านช่างไม้ เป็นครูคนแรกที่สอนวิธีการต่อเรือและเครื่องบิน เมื่อโตขึ้น อันโดะเดินทางไปรอบโลกเพื่อศึกษาและเรียนรู้งานสถาปัตยกรรมด้วยตัวเอง จนเมื่ออายุ 28 ปี เขาจึงเปิดบริษัทออกแบบของตัวเองในชื่อว่า Tadao Ando Architects & Associate

ทาดาโอะ อันโดะได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย โดยเฉพาะรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาชีพสถาปนิก นั่นคือ Pritzker Architecture Prize ในปี 1995

ONCE จะชวนคุณๆ ไปรู้จักกับสถาปนิกผู้ยิ่งใหญ่ ผ่านอาคารหน้าตาโมเดิร์นทั้ง 10 แห่ง ผลงานที่สร้างชื่อให้กับเขา

พิพิธภัณฑ์ศิลปะบ้านเบนเนส (Benesse House)

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่บนเกาะนาโอชิมะ ใช้เป็นที่จัดแสดงนิทรรศการศิลปะสมัยใหม่ พื้นที่ภายในประกอบด้วยอาคารทั้งหมด 4 หลัง ได้แก่ อาคารพิพิธภัณฑ์, ห้องวงรี (The Oval) , สวนสาธารณะ และชายหาด อันโดะออกแบบภายใต้แนวคิดที่ว่า ความกลมกลืนของธรรมชาติ ศิลปะ และสถาปัตยกรรม เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า ชีวิตมนุษย์ สอดคล้องกับศิลปะและธรรมชาติได้อย่างไร

หนึ่งในผลงานที่โดดเด่นที่สุดของพิพิธภัณฑ์ฯ คือ บ้านวงรี เป็นบ้านพักที่ประกอบด้วยห้องพัก 6 ห้อง ซึ่งเผยให้เห็นถึงแก่นแท้ขององค์ประกอบงานศิลป์ที่เรียกว่าธรรมชาติ เพราะไม่ว่าจะยืนอยู่ภายนอกหรือภายในอาคาร จะสัมผัสได้ถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของธรรมชาติกับสิ่งแวดล้อม ว่ากันว่า อาคารส่วนใหญ่ของ Ando จะไม่มีหน้าต่างที่เปิดให้เห็นทิวทัศน์นอกอาคาร แต่มักเป็นช่องแสง ที่เปิดรับแสงแดดสาดส่องเข้ามา เพื่อให้ผู้ที่อยู่ด้านในได้สัมผัสกับธรรมชาติภายนอกได้ตลอดเวลา และที่นี่เป็นผลงานที่เห็นได้อย่างแจ่มชัด

วิหารแห่งแสง Church of Light

เป็นอีกหนึ่งชิ้นงานระดับมาสเตอร์พีซของอันโดะเลยก็ว่าได้ โบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 1987-1989 ที่เมือง Ibaraki ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองโอซาก้ามากนัก และด้วยงบประมาณการก่อสร้างที่มีจำกัด ทาดาโอะ อันโดะ จึงออกแบบอย่างเรียบง่ายมากที่สุด เขาใช้ผนังคอนกรีตเสริมใยเหล็ก ที่ไม่ได้ทาสีใดๆ นำมาวางต่อกันให้เกิดเป็นสเปซ และเว้นช่องแสงเป็นรูปไม้กางเขนสำหรับเปิดรับแสงสว่างจากภายนอกที่จะสาดส่องเข้ามาในช่วงกลางวัน  เมื่อผู้คนกำลังทำพิธีกรรมภายในโบสถ์ จะมองเห็นลำแสงของไม้กางเขน สร้างสรรค์บรรยากาศที่ดูขลังและศักดิ์สิทธิ์มากยิ่งขึ้น

T 2

วัดแห่งวารี Water Temple

ย้อนไป 10 ที่แล้ว อันโดะได้รับมอบหมายให้ออกแบบโถงหลักประจำวัดฮมปุคิจิ ในตอนนั้นไม่มีใครรู้เลยว่าผลงานที่เขาสร้างขึ้นมาใหม่นั้น จะเป็นไฮไลท์ที่ทำให้วัดแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวประจำเกาะอะวะจิของจังหวัดเฮียวโงะ

สถาปนิกออกแบบกล่องคอนกรีตขนาดใหญ่ ผนังคอนกรีตขัดเงาที่มีความสูง 3 เมตรสองด้าน ตรงกลางมีทางเดินบันไดทอดยาวลงไปยังบ่อน้ำรูปไข่ ซึ่งอยู่ชั้นใต้ดินและเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของวัด ผู้เข้าชมจะถูกนำทางเข้ามาบ่อน้ำแห่งนี้ด้วยแสงสีแดงสด ซึ่งสะท้อนออกมาจากผนังคอนกรีต

ปัจจุบัน นอกจากวัดจะถูกใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว ชาวญี่ปุ่นยังนิยมใช้เป็นสถานที่จัดงานแต่งงานอีกด้วย

พิพิธภัณฑ์อ่างเก็บน้ำแห่งประวัติศาสตร์ Osaka Prefectural Sayamaike

Sayamaike เป็นอ่างเก็บน้ำที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่น หรือมีอายุมากกว่า 1,400 ปี ที่ยังใช้งานอยู่จวบจนถึงปัจจุบัน ใกล้ๆ กับอ่างเก็บน้ำ เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ Sayamaike ซึ่งเปิดให้เข้าชมในปี 2001 เพื่อนำเสนอประวัติศาสตร์ความเป็นมาของอ่างเก็บน้ำ และการป้องกันน้ำท่วมในญี่ปุ่น รวมทั้งจัดแสดงวิธีการซ่อมแซมอ่างเก็บน้ำ Sayamaike ตลอดจนชิ้นส่วนเขื่อนของจริงในยุคสมัยต่างๆ

อันโดะ ออกแบบพิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นใหม่ในเมืองโอซาก้า ให้เข้ากับบริบทของอ่างเก็บน้ำที่มีอยู่ก่อน ตัวอาคารคอนกรีตหน้าตาเรียบๆ มีสระน้ำขนาดใหญ่และกำแพงขนาบสองข้าง เขาตั้งใจทำน้ำตกเทียมเพื่อเลียนแบบอ่างเก็บน้ำที่อยู่ใกล้ๆ ส่วนด้านหน้าทางเข้าพิพิธภัณฑ์ อันโดะดีไซน์ให้เป็นโถงวงกลม เปิดช่องแสงไว้ด้านบนเพื่อให้แสงอาทิตย์ตกกระทบเป็นเงาบนพื้นคอนกรีต

T 9

T 16

Garden of Fine Art สวนศิลป์ในลุคโมเดิร์น

ที่นี่คือพิพิธภัณฑ์ศิลปะกลางแจ้งในเมืองเกียวโต ภายในมีสะพานทางเดินเชื่อมโยงกันหลายจุดเพื่อการรับชมงานศิลป์ที่ประดับอยู่ตามบริเวณต่างๆ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 1994 จากการสนับสนุนของ Kyoto Prefectural Government

อันโดะออกแบบให้เป็นเหมือนแกลอรีลับๆ ที่เมื่อมองจากฝั่งถนนตรงข้าม Kitayama ก็แทบจะมองไม่เห็นโครงสร้างของตัวอาคารแม้แต่น้อย สถาปนิกเลือกฝังพื้นที่อาคารลงไปใต้ดิน มีเพียงกำแพงปูนเปลือยและแผงกำแพงกระจกขนาดใหญ่เท่านั้นที่โผล่พ้นระดับพื้นดินขึ้นมา

ส่วนหนึ่งเพราะบริเวณที่ตั้งของ Garden of Fine Arts อยู่ใกล้กันกับสวนพฤกษศาสตร์ และอันโดะเองก็ไม่ต้องการให้อาคารที่เขาออกแบบนั้น ไปบดบังทัศนียภาพอันสวยงามระหว่างตัวสวนพฤกษศาสตร์กับภูเขา

พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ Fort Worth ในรัฐเท็กซัส

หอศิลป์แห่งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมของอันโดะในการใช้น้ำเป็นองค์ประกอบของการออกแบบ ตัวอาคารคอนกรีตรูปสี่เหลี่ยมมุมฉากจำนวน 5 หลัง ตั้งเรียงยาวเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าและมีบ่อน้ำตื้นอยู่เบื้องล่างของตัวอาคาร เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน จะเกิดเป็นแสงเอฟเฟกต์ที่สวยงามเหมือนอาคารลอยเด่นอยู่เหนือน้ำ

โปรเจกต์นี้ อันโดะใช้บานกระจกใสเปิดรับวิวรอบด้าน เพื่อให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสกับองค์ประกอบทางธรรมชาติที่อยู่ด้านนอกอาคาร โดยเฉพาะแสงเงาที่สวยงามบนผืนน้ำ อย่างไรก็ตาม พิพิธภัณฑ์ศิลปะฟอร์ตเวิร์ทแห่งนี้ เป็น 1 ใน 10 ผลงานของอันโดะที่ไม่ได้อยู่ในประเทศญี่ปุ่น และที่นี่ก็ถือเป็นพิพิธภัณฑ์เก่าแก่ที่สุดในเมืองฟอร์ตเวิร์ท รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา มันก่อตั้งขึ้นตั้งแต่เมื่อปี 1992 และเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมได้ในปี 2002 ปัจจุบันเป็นแหล่งรวบรวมงานศิลปะตั้งแต่ทศวรรษที่ 1940 จวบจนถึงปัจจุบัน

พิพิธภัณฑ์แห่งงานดีไซน์ 21 21 Design Sight Museum

แนวคิดของการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ดีไซน์ 21 21 Design Sight Museum มาจากแฟชั่นดีไซเนอร์อิสเซ่ มิยาเกะ (Issey Miyake) เนื่องจากในอดีตญี่ปุ่นไม่มีพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับงานดีไซน์ที่จัดแสดงผลงานของนักออกแบบ มิยาเกะจึงผลักดันให้เกิดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ขึ้นในปี 2007 โดยขอให้ทาดาโอะ อันโดะเป็นผู้ออกแบบให้ “แนวคิดของอาคารหลังนี้ไม่เพียงเพื่อแสดงผลงานเท่านั้น แต่ยังสร้างศูนย์กลางที่มองว่าองค์ประกอบของการออกแบบเสริมสร้างชีวิตประจำวันของเราอย่างไร” อันโดะกล่าวเอาไว้

อาคารแห่งนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแนวคิด A-POC (“A Piece of Cloth”) ของอิสเซ่ มิยาเกะ โดยตัวอาคารส่วนใหญ่ถูกซ่อนอยู่ชั้นใต้ดิน ส่วนที่โดดเด่นอยู่ตรงหลังคาแผ่นกระจกที่เป็นแนวยาวลาดลงสู่พื้นดิน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในย่าน Roppongi ของเมืองโตเกียว และเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมงานศิลป์และนิทรรศการที่หมุนเวียนสลับเปลี่ยนกันอยู่เรื่อยๆ

T 12

Awaji Yumebutai สวนบันไดดอกไม้ 100 ขั้น อนุสรณ์รำลึกเหตุการณ์แผ่นดินไหวโกเบ

Awaji Yumebutai อนุสรณ์สถานที่รำลึกถึงความสูญเสียจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวโกเบ ภัยพิบัติครั้งใหญ่ของญี่ปุ่นที่คร่าชีวิตผู้คนมากมายเมื่อปี 1995 หากแต่เดิมที ช่วงต้นทศวรรษที่ 90 พื้นที่บริเวณสวนแห่งนี้ ถูกขุดทำลาย เพื่อนำดินไปใช้ถมที่ในโครงการก่อสร้างรอบอ่าวโอซาก้า รวมถึงโครงการก่อสร้าง Kansai International Airport

ด้วยความที่อันโดะไม่ต้องการให้สิ่งแวดล้อมถูกทำลาย จึงเรียกร้องให้รัฐซื้อที่ดินบริเวณนี้ เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์ให้กลายเป็นสวนสาธารณะสำหรับชุมชน แต่การก่อสร้างสวนแห่งนี้ยังไม่ทันจะแล้วเสร็จดี ก็เกิดแผ่นดินไหวขึ้นมาเสียก่อน เมื่อเหตุการณ์สงบ อันโดะจึงตัดสินใจเปลี่ยนพื้นที่แห่งนี้ ให้กลายเป็นอนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตแทน

สวนแห่งนี้มีบันได 100 ขั้น เชื่อมต่อกันด้วยพื้นที่สีเขียวในบล็อกคอนกรีตสี่เหลี่ยม แต่ละบล็อกปลูกดอกไม้ที่ต่างชนิดกัน และจะเปลี่ยนสีไปตามสภาพอากาศในแต่ละฤดู ปัจจุบัน มีลิฟท์โดยสารสำหรับให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชมวิวสวยแบบ 360 องศา ที่อยู่ชั้นบนสุดของสวนอีกด้วย

The Hill of the Buddha หุบเขาพระพุทธเจ้า

Hill of the Buddha หรือหุบเขาพระพุทธเจ้า ที่นี่มีรูปปั้นหินขนาดใหญ่ของพระพุทธเจ้า ซึ่งถูกสร้างขึ้นใต้อุโมงค์ มีเพียงยอดพระเศียรเท่านั้นที่โผล่พ้นออกมาจากเนินเขา นักท่องเที่ยวที่เดินผ่านเนินเขาโดยไม่ได้เข้าไปในอุโมงค์ จึงมองเห็นเฉพาะยอดพระเศียรที่โผล่พ้นออกมาจากทุ่งดอกลาเวนเดอร์

Hill of the Buddha เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของสุสาน Makomanai Takino Cemetery ในเมืองซัปโปโร ประติมากรรมนี้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ในอุโมงค์ที่ตัดผ่านผืนดิน ภายในอุโมงค์มีห้องสวนมนต์ และศูนย์กลางของห้องโถงเป็นที่ตั้งของรูปปั้นพระพุทธเจ้า ซึ่งถูกสร้างขึ้นบนบันไดคอนกรีตขนาดใหญ่โดยเปิดรับแสงสว่างจากด้านบนลงมาสู่ภายใน ถือเป็นประติมากรรมที่อันโดะตั้งใจสร้างให้เกิดความกลมกลืนไปกับภูมิทัศน์โดยรอบ

T 4

โบสถ์กลางน้ำในฮอกไกโด Church on the Water

Church on the Water เป็นโบสถ์ริมน้ำในเมืองฮอกไกโด หนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นนิยมใช้เป็นสถานที่จัดงานแต่งงานมากที่สุด อันโดะออกแบบอย่างเรียบง่ายสไตล์มินิมอล “สถานที่ศักดิ์สิทธิ์จะต้องเชื่อมโยงธรรมชาติ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง” สถาปนิกอธิบาย

ด้วยเหตุนี้ ภายในตัวอาคารด้านหนึ่ง อันโดะกรุกระจกใสทั้งหมดเพื่อเปิดรับบรรยากาศธรรมชาติด้านนอก ผู้คนที่มายังโบสถ์แห่งนี้จะได้สัมผัสกับองค์ประกอบของธรรมชาติอย่างเต็มอิ่ม ทั้งภูเขา ต้นไม้ สายน้ำ แสงและเงา สำหรับจุดเด่นอยู่ตรงไม้กางเขนขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางน้ำ แสดงถึงความขลังและศักดิ์สิทธิ์

T 8

ที่มา
https://mymodernmet.com/tadao-ando
https://thematter.co/life/tadao-ando-people-you-should-know/42058j

Tags: