About
ART+CULTURE

Denis Diderot

รู้จัก Denis Diderot นักปรัชญาที่ชอบเปิดบทสนทนากับภาพวาดจนบุกเบิกวงการนักวิจารณ์ศิลปะ

Date 02-08-2026 Views 84
Read At ONCE
  • นักวิจารณ์ศิลปะไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในยุคอิมเพรสชันนิสม์หรือศิลปะร่วมสมัย แต่อาจมีมาตั้งแต่ยุคก่อนหรืออาจนานกว่านั้น และแน่นอนว่า “Denis Diderot” คือหนึ่งในบุคคลที่ทรงอิทธิพลต่อการบุกเบิกบทบาทนักวิจารณ์ศิลปะ ผู้เป็นทั้งนักปรัชญา นักเขียน บ.ก. และผู้ที่จับเข่าคุยกับผลงานศิลปะด้วย

จริงๆ แล้ว “นักวิจารณ์ศิลปะ” เริ่มก่อรูปก่อร่างมาตั้งแต่ยุคของ “Giorgio Vasari” นักประวัติศาสตร์ศิลปะชาวอิตาลีในยุคเรอแนซ็องส์ที่เขียนหนังสือเล่มสำคัญในวงการศิลปะอย่าง “Lives of the Most Excellent Painters, Sculptors, and Architects” (ชีวประวัติของจิตรกร ประติมากร และสถาปนิกผู้เลอเลิศ) ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1550 หนังสือที่เรียกได้ว่าเป็นรากฐานของประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตกทั้งหมด นับเป็นบันทึกชีวประวัติศิลปินและผลงานศิลปะในยุคเรอแนซ็องส์อย่างเป็นระบบเป็นครั้งแรก

แต่อาจจะยังไม่เรียกว่าเขาคือผู้บุกเบิกบทบาทนักวิจารณ์ศิลปะได้อย่างเต็มปากนัก เพราะงานของ Giorgio Vasari เน้นเล่าชีวิตศิลปิน ตำนาน เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย และความสำเร็จโดยรวม มากกว่าจะวิเคราะห์ภาพใดภาพหนึ่งอย่างลึกซึ้งในเชิงประสบการณ์การรับชมหรือในฐานะของผู้ชม ต่างจาก Denis Diderot ที่เขียนวิจารณ์จากการที่เขายืนจ้องผลงานจริงๆ แล้วบรรยายว่า ภาพนั้น "ทำอะไรหรือสร้างความรู้สึกแบบไหนให้กับเขา" ในฐานะผู้ชม

เดอนี ดีดโรต์ (Denis Diderot, 1713–1784) นักปรัชญา นักเขียน และนักวิจารณ์ชาวฝรั่งเศส หนึ่งในบุคคลสำคัญที่สุดของยุคเรืองปัญญา (The Enlightenment) ที่หลายคนมักรู้จักและได้เรียนเรื่องราวของเขาผ่านหูผ่านตามาบ้างในบทบาทของการเป็นหัวหน้า บ.ก. “Encyclopédie” สารานุกรมยักษ์ที่รวบรวมความรู้แทบทุกแขนง ทั้งวิทยาศาสตร์ ปรัชญา งานช่าง และศิลปะ แต่อีกบทบาทหนึ่งที่หลายคนอาจไม่คุ้นเคยคือการเป็นนักวิจารณ์ศิลปะ ผ่านงานเขียนชุด “Salons” ที่เขาผลิตต่อเนื่องยาวนานถึง 22 ปี!

Denis Diderot

ก้าวแรก

ทำไม Denis Diderot ถึงมีบทบาทสำคัญในเรื่องนักวิจารณ์ศิลปะกันนะ?

จุดเริ่มต้นเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1759 ที่เพื่อนสนิทของ Denis Diderot อย่าง Friedrich Melchior, Baron von Grimm ได้ชักชวนให้เขาเขียนรายงานเกี่ยวกับนิทรรศการ Salon ซึ่งจัดโดย Royal Academy of Painting and Sculpture ที่พระราชวังลูฟวร์ ซึ่งชวนให้มาเขียนลงใน “Correspondance littéraire” จดหมายข่าวที่ส่งตรงถึงราชสำนักและชนชั้นสูงทั่วยุโรป โดยไม่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่แบบสาธารณะ และด้วยเหตุนั้นทำให้งานเขียนของเขาไม่ต้องผ่านการเซนเซอร์อย่างเข้มงวดเท่าสิ่งพิมพ์สาธารณะ เขาจึงมีอิสระที่จะเขียนและวิจารณ์ผลงานอย่างตรงไปตรงมา ใส่อารมณ์จัดจ้าน และกล้าที่จะวิจารณ์งานศิลปะเป็นส่วนตัวอย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน และในการเริ่มเขียนครั้งนั้น Denis Diderot ก็ได้เขียนวิจารณ์ผลงานชุด Salons ต่อเนื่องจนถึงปี 1781 รวมทั้งสิ้น 9 ฉบับเลยทีเดียว นี่จึงเป็นก้าวแรกของการวิจารณ์งานศิลปะที่ไม่ได้ยกยอให้ศิลปะต้องถูกอวยยศแบบขึ้นหิ้งเสมอไป

Denis Diderot

Denis Diderot

Denis Diderot

แรงกระเพื่อม

พูดได้ว่า Denis Diderot คือแรงกระเพื่อมสำคัญที่ยกระดับงานเขียนเกี่ยวกับศิลปะให้มีมิติทางวรรณศิลป์

ในช่วงที่เขาวิจารณ์ถึงนิทรรศการ Salon ยังคงเป็นเพียงคำบรรยายด้วยสั้นๆ ใต้ชื่อผลงาน แต่กลับเป็นการเขียนสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงที่มีชีวิตชีวา ประกอบการเล่าเรื่อง แฝงเรื่องราวส่วนตัวเข้าไป และมีการตัดสินคุณค่าเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้นักวิจารณ์รุ่นหลังส่วนใหญ่ยกให้เขาเป็น “นักวิจารณ์ศิลปะสมัยใหม่คนแรก” และเป็นรากฐานของการเขียนวิจารณ์ศิลปะมาจนถึงทุกวันนี้

Denis Diderot

ความกล้าในการเขียนด้วยเสียงที่ ‘ลำเอียงอย่าง Jean-Baptiste-Siméon Chardin เปิดเผย’

อีกข้อที่ทำให้ Denis Diderot มีบทบาทสำคัญในเรื่องนักวิจารณ์ศิลปะต่างจากงานวิจารณ์ทางการในยุคเดียวกันอย่าง Mercure de France ที่รักษาน้ำเสียงเป็นกลาง แต่ Denis Diderot เขียนอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาหลงใหลหรือรังเกียจภาพใดภาพหนึ่งอย่างสุดขั้ว เขายกยอศิลปินคนหนึ่งอย่างสุดใจ ขณะเดียวกันเขาก็วิจารณ์ผลงานศิลปินที่เขาไม่ได้ชอบอย่างรุนแรง เช่น การตำหนิถึงความไร้ศีลธรรมด้วย ในศิลปะยุคหลังเขาจึงถูกนักวิจารณ์ศิลปะอย่าง Charles Baudelaire นิยามว่า เป็นนักวิจารณ์ในอุดมคติ เพราะนักวิจารณ์ศิลปะที่ดีคือ “ลำเอียง เปี่ยมอารมณ์ และเลือกข้าง”

Denis Diderot

เขียนวิจารณ์ด้วยบทสนทนากับภาพวาด

เขาก้าวเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับภาพราวกับว่าภาพนั้นมีชีวิตจริงๆ

นี่คือจุดที่น่าสนใจที่สุดของวิธีการเขียนวิจารณ์งานของ Denis Diderot เพราะเขาไม่ได้วิจารณ์งานด้วยการเขียนบรรยายภาพแบบดั้งเดิม (ekphrasis) ที่เขียนในมุมมองที่เขายืนดูภาพนั้นในฐานะผู้สังเกตการณ์ แต่เขาก้าวเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับภาพราวกับว่าภาพนั้นมีชีวิตจริงๆ

Denis Diderot

อย่างบทสนทนากับผลงานของ Jean Siméon Chardin ในบทวิจารณ์ Salon of 1765 ที่เขาหันมาทักทายภาพนิ่ง (Still Life) ของ Chardin ตรงๆ ราวกับกำลังคุยกับเพื่อนเก่า

“มานี่เถอะ Chardin มาเยียวยาดวงตาของฉันที่เพื่อนของคุณทำร้ายไว้จนแทบตาย” ประโยคเปิดที่ Denis Diderot ทักทาย Still Life ของ Chardin ในนิทรรศการ Salon of 1765 จัดขึ้นที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ราวกับกำลังคุยกับเพื่อนเก่า แม้ภาพตรงหน้าเป็นเพียงภาพของใช้ในบ้าน อาหาร และผลไม้ แต่บทวิจารณ์ของเขากลับไม่ได้เหมือนการบรรยายวัตถุที่ไร้ชีวิตเอาเสียเลย และในอีกวรรคหนึ่งเขาก็ได้บรรยายถึงภาพขวดมะกอกของ Chardin ด้วยประโยคที่เขาบอกว่า

“ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรเลย แค่หยิบขนมปังกรอบในภาพมากิน หยิบแก้วไวน์มาดื่มก็พอ เพราะสิ่งที่ Chardin บดลงบนจานสีนั้นไม่ใช่สีขาว สีแดง หรือสีดำ แต่คือเนื้อแท้ของวัตถุนั่นเอง”

Denis Diderot

และยังมีผลงานวิจารณ์อีกหลายชิ้นที่เขาทลายกรอบวิธีการเขียนวิจารณ์ศิลปะโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นการเขียนประหนึ่งเขาพบชิ้นนั้นในความฝัน หรือการเขียนถึงงานศิลปะที่้ราวกับเขามีประสบการณ์ร่วมในชีวิตจริง สิ่งเหล่านี้จึงทำให้ Denis Diderot กลายเป็นหนึ่งในคนสำคัญที่บุกเบิกวงการนักวิจารณ์ศิลปะตั้งสมัยศิลปะยุคใหม่ (Modern Art) โดยที่ผลงานของเขาไม่ได้ทำหน้าที่แค่บอกว่า งานตรงหน้าคือภาพวาดอะไร ใช้เทคนิคแบบไหน หรือศิลปินอยากจะบอกอะไร แต่การวิจารณ์ของเขาคือการอธิบายให้เห็นภาพอย่างชัดเจนได้จริงๆ ว่า “ศิลปะตรงหน้าทำอะไรกับผู้ชมบ้าง” นั่นเอง