Hidden Gems
คุยกับ DIN Studio อินทีเรียร์ดีไซเนอร์ของ KROMO ถึงภารกิจซ่อนอัญมณีทั้ง 9 สีไว้ในโรงแรม และการใช้ Storytelling นำการออกแบบ
- คุยกับ พิณ-วรรวณิชย์ จิรรังสีรัตน์ และ ติ๊ก-ปิติกร ยศวัฒน สองดีไซเนอร์และ Co-Founders จาก DIN Studio (Dimensional Interpretation Studio) สตูดิโออินทีเรียร์ที่เชื่อว่าดีไซน์ต้องเริ่มจากเรื่องเล่า ผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบพื้นที่ภายในส่วนกลางของ KROMO Bangkok, Curio Collection by Hilton ดึงเอกลักษณ์ของกรุงเทพฯ มาอยู่ในโรงแรมผ่านเรื่องราวของนางฟ้าและอัญมณีทั้ง 9
หลายคนอาจจะคิดว่า “อินทีเรียร์ดีไซน์” ก็แค่การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ให้สวย เลือกสีให้เข้ากัน หรือทำให้พื้นที่หนึ่งดูน่าอยู่ขึ้น แต่สำหรับ DIN Studio ผู้ออกแบบพื้นที่ภายในส่วนกลาง KROMO โรงแรมที่ต้องการสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับผู้เข้าพักและกระตุ้น Curiosity หรือการค้นหา งานออกแบบเริ่มต้นจากสิ่งที่ไม่มีใครมองเห็นอย่าง “เรื่องราว”
KROMO จัดเป็นโรงแรมในกลุ่ม Curio Collection ของ Hilton ที่รวบรวมโรงแรมที่มีเอกลักษณ์และดีไซน์เฉพาะตัว แถมยังสามารถบอกเล่าบริบททางวัฒนธรรมของชุมชนโดยรอบได้ดี มาสนับสนุนผ่านระบบ เเละเครือข่ายของ Hilton เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ได้มาตรฐานระดับโลกในบรรยากาศที่ต่างจากโรงแรมเชนทั่วไปอย่างสิ้นเชิง โดย KROMO ได้รับเลือกเป็น Flagship Hotel ของ Curio Collection แปลว่าโรงแรมอื่นๆ ในกลุ่มจะต้องมีที่นี่เป็นต้นแบบ
DIN Studio เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในทีมเบื้องหลังสำคัญที่ทำให้คาแรกเตอร์สนุกแและน่าค้นหาของ KROMO เด่นชัด ผ่านการแปลเป้าหมายทางการตลาด โจทย์อัตลักษณ์ของแบรนด์ และความเป็นกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นเรื่องราวชวนฝันราวกับนิทานเด็กที่ไม่ว่าใครได้ฟังก็ต้องคล้อยตาม
ไปอ่านเรื่องราวเต็มๆ ของพิณและติ๊กจาก DIN Studio ว่า ความเนิร์ด ความช่างสังเกต และความชอบค้นคว้าของพวกเขา กลายมาเป็นแมวไทยวิเชียรมาศที่ซ่อนอยู่ในล็อบบี พื้นผิวดวงจันทร์ในลิฟต์ หรือสีผนังร้านอาหารที่มาจากบึงน้ำจืดในย่านสุขุมวิทเมื่อร้อยปีก่อนได้ยังไง!

STORYTELLING AS THE APPROACH
สำหรับ DIN Studio “สตอรี” คือสิ่งที่ช่วยสร้างความสอดคล้องให้งานดีไซน์ตั้งแต่ต้นจนจบ
“จากที่เราเคยทำงานที่ผ่านๆ มา คอนเซปต์ที่ไม่ได้ลงลึก หรือมีแค่ Mood and Tone ทำให้ยากที่จะดึงทุกคนมาอยู่บน Road Map เดียวกับเรา สิ่งที่เกิดขึ้นคือเราจะใช้ความคุ้นชินในการออกแบบ เลือกสิ่งที่จะใส่เข้าไปในงาน ส่วนลูกค้าก็ฟีดแบ็กด้วยความชอบส่วนตัว หรือสิ่งที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่องาน แต่เราทุกคนอาจจะไม่ได้มีเหตุผลมารองรับหรือเห็นภาพตรงกัน ทำให้โปรเจกต์ควบคุมยาก” ติ๊กเล่าถึง pain point ในฐานะดีไซเนอร์
เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งสองตัดสินใจที่จะดึงการสร้างสตอรีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการทำงานเพื่อทำให้ทุกคนไม่ว่อกแว่ก เหมือนนิทานที่ทุกคนรู้จักตัวละคร เหตุการณ์ และความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง และค่อยๆ เปิดอ่านไปพร้อมๆ กันทีละบท ซึ่งเป็นสาเหตุว่า ทำไมเหล่านางฟ้าถึงได้เข้ามามีบทบาทในโรงแรมใจกลางสุขุมวิทอย่าง KROMO

Curio มาจากคำว่า Curiosity ที่แปลว่าความอยากรู้อยากเห็น “The Cabinet of Wonders” หรือตู้แห่งสิ่งมหัศจรรย์ เลยเป็นโจทย์แรกที่ DIN Studio ได้รับจากทางโรงแรมและ Branding Agency โดยอยากให้ทางสตูดิโอออกแบบด้วยคอนเซปต์ของความพิเศษที่แฝงอยู่ในกรุงเทพฯ เรื่องราวเซอร์ไพรส์ๆ และอะไรที่ไม่สามารถพบเจอได้ในชีวิตประจำวัน
“เราก็ไปนั่งรีเสิร์ชเรื่องกรุงเทพฯ นี่แหละ จนมาเจอสิ่งที่ใกล้ตัวมากๆ อย่างชื่อเต็มของกรุงเทพมหานครที่เราเคยท่องกันตอนเด็กๆ แล้วก็ลองถอดความหมายของมันดู เพราะเราก็ไม่เคยรู้เหมือนกันว่าหมายถึงอะไร จนไปเจอคีย์เวิร์ดอยู่ 2 ประโยคที่เห็นแล้วปิ๊งมากคือ “City of Angels” (กรุงเทพมหานคร) กับ “City of 9 Gems” (นพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์)

คิดได้ว่า เฮ้ย! ถ้าอย่างนั้นเรามาแต่งเรื่องให้เหล่าบรรดานางฟ้านางสวรรค์ที่รู้ว่าโรงแรมนี้กำลังจะเปิด นำอัญมณีทั้ง 9 มาซ่อนไว้ตามมุมต่างๆ ของโรงแรมเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองดีกว่า!” พิณผู้เป็นเจ้าของเรื่องเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เธอนำเรื่องราวของกรุงเทพฯ ที่คนมักมองข้าม มาผสมผสานกับจินตนาการจนเกิดมาเป็นสตอรีแบบไทยๆ ที่ Surreal (เหนือจริง) ตอบโจทย์ที่โรงแรมตั้งไว้ แถมยังทิ้งพื้นที่ปลายเปิดไว้เล็กน้อยเพื่อความยืดหยุ่นในการออกแบบ
“พอเรื่องราวตรงนี้ของเรามันสตรองมากและมีศักยภาพที่จะกลายเป็นงานดีไซน์ที่เกิดขึ้นได้จริง เรื่องราวเลยไม่ได้จบแค่งานออกแบบภายใน แต่จะเริ่มครอบคลุมไปในฝั่งสถาปัตย์ แลนด์สเคป ไปจนถึงมาร์เก็ตติงของโรงแรม คอนเซปต์ของข้าวของ จาน ชาม ช้อน ส้อมต่างๆ มันเข้ามาอยู่ในเรื่องเดียวกันหมดเลย ใครจะจับสตอรีนี้ไปขยายต่อก็ง่ายมาก” พิณอธิบายถึงคอนเซปต์ที่เริ่มจากการคิดเพื่อออกแบบภายใน แต่ตอนนี้ดันกลายเป็น Brand Story!

HIDING GEMS IN PLAIN SIGHT
พูดถึง “ดีไซน์ที่เกิดขึ้นได้จริง” หน้าที่ของ DIN Studio ไม่ได้จบอยู่แค่ที่การสร้างเรื่องราว แต่พวกเขาต้องออกแบบเฟอร์นิเจอร์เองแทบจะทุกชิ้น ตามหาของตกแต่ง และจัดการพื้นที่ใช้สอยภายในให้เข้ากับเรื่องราวนั้นด้วย เลยเป็นที่มาของเลเยอร์ที่ 2 และ 3 ของการออกแบบ ซึ่งก็คือการจับคู่อัญมณีกับพื้นที่โซนต่างๆ ของโรงแรม รวมไปถึงดีไซน์ว่า อัญมณีเหล่านั้นจะ “แปลงกาย” เป็นอะไร ผ่านการคิวเรตศิลปินที่ทำงานคราฟต์มาช่วยเนรมิตให้การปรากฏตัวของอัญมณีเหล่านั้นพิเศษขึ้น


จุดที่พิณยกตัวอย่างให้เห็นถึงวิธีการคิดได้แบบชัดๆ เลยคือการจับคู่มรกตกับพื้นที่ที่ผู้คนขวักไขว่ ดูมีชีวิตชีวา และอุดมสมบูรณ์อย่างล็อบบีโรงแรม ด้วยความที่ล็อบบีของ KROMO อยู่ที่ชั้น 10 ต่างจากโรงแรมทั่วๆ ไป เป็นเสมือนพื้นที่กลางอากาศหรือสวนลอยฟ้า ทาง DIN Studio เลยชวน PATAPiAN ดีไซเนอร์ที่โดดเด่นเรื่องงานสานมาเนรมิตให้มรกตปรากฏตัวในรูปแบบของผลงาน “Flying Seeds” อาร์ตเวิร์กหน้าตาคล้ายเมล็ดพันธุ์พืชบินได้ ห้อยอยู่กลาง Reception โดยตัวเมล็ดสร้างขึ้นให้มีรูปทรงคล้ายอัญมณีด้วยเทคนิค 3D Printing ก่อนจะห่อหุ้มด้วยไม้ไผ่ย้อมสีเขียวซึ่งนำมาสานกับเส้นทองเหลืองให้ระยิบระยับจับไฟ ส่วนปีกทำมาจากการนำใบยางอบแห้งไปแช่น้ำยา กัดใบให้เห็นแต่โครงสร้างลวดลายใบไม้ ก่อนจะเอามาซ้อนทับกันประมาณ 5 ชั้น เคลือบและโรยกลิตเตอร์สีเหลือบทอง และดัดใบให้ชิ้นงานเหมือนกำลังกระพือปีก

พอมีสวนแล้ว เรื่องราวและตัวละครอื่นๆ บนสวนลอยฟ้าก็เริ่มตามมา ที่เป็นไฮไลต์ของโรงแรมเลยคืออัญมณีอย่าง Cat Eye หรือไพฑูรย์ ที่แปลงกายมาเป็นแมวเฝ้าสวนลอยฟ้าใน Vilah Creative Social Space สถานที่พบปะ นั่งทำงาน กินขนมจุบจิบซึ่งแชร์พื้นที่กับล็อบบีอีกทีนึง โดย ทาง DIN Studio ได้ออกแบบและทาบทาม LIKAYBINDERY และ Studio JEW+ มาร่วมกันซ่อนน้องแมววิเชียรมาศไว้บนชั้นหนังสือหลังเคาน์เตอร์บาร์แบบเนียนๆ ใครมีโอกาสได้ไปก็อย่าลืมมองหาน้องด้วย!


นอกจากนี้ยังมีโซนอื่นๆ ที่อัญมณีเข้าไปแฝงตัวอยู่ เช่น Colette Bar บาร์เครื่องดื่มเเละอาหารกินเล่นที่เปิดในช่วงเวลากลางคืน และ Colette Dining ร้านอาหารฝรั่งเศส All-day Dining ที่จับคู่กับอัญมณีสีกลางวัน-กลางคืน อย่างบุษราคัมและไพลิน




ฟาซาดหน้าโรงแรมก็มีเพชรซ่อนตัวอยู่ ส่วนลิฟต์ก็มีมุกดาหารหรือ Moonstone แปลงกายมาเป็นพื้นผิวดวงจันทร์ภายในตัวลิฟต์ที่มีการขึ้นลงและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเหมือนพระจันทร์ อีกทั้งยังมีกระเบื้องจาก loqa ในโถงลิฟต์ชั้นหนึ่งที่ถ่ายทอดวัฏจักรของดวงจันทร์เมื่อเล่นกับแสงไฟอีกด้วย


ที่เราชอบที่สุดคือการจับคู่เพทาย อัญมณีที่เก่าแก่ที่สุดในโลกกับสระว่ายน้ำ Rooftop ที่หันหน้าไปทางทิศตะวันตกพอดี “เพราะเขาเป็นอัญมณีที่มีโอกาสเห็นพระอาทิตย์ตกมากกว่าใคร” พิณบอก จนทุกคนอดแซวในความโรแมนติกของไอเดียนี้ไม่ได้ และยิ่งชอบกว่าเดิมเมื่อได้รู้ว่าในช่วงเวลากลางคืนตอนเปิดไฟ สีแดงของเพทายที่ฉาบเพดานด้านบนจะลงมาเคลือบผิวน้ำ ทำให้ใครก็ตามที่มาว่ายน้ำตอนนั้น ดูเหมือนกำลัง “แหวกว่ายอยู่ในเพทาย” พิณเล่าชวนให้นึกตาม

ดีเทลที่เล่ามาทั้งหมดนี้ยังเป็นกิจกรรมสนุกๆ ที่ชวน ให้แขกของ KROMO มาตามหาอัญมณีกันให้ครบ โดยทางโรงแรมจะมี KROMO Passport ให้ ด้านในมีคำใบ้ของที่อยู่อัญมณีแต่ละสี ซึ่งแขกสามารถสะสมแสตมป์น่ารักๆ ได้จากสตาฟโรงแรมเมื่อหาเจอ

THE FUNCTIONAL SIDE OF THINGS
ฟังเรื่องการตกแต่งและสตอรีไปแล้ว มาดูเรื่องฟังก์ชันกันบ้าง เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าอินทีเรียร์ดีไซเนอร์มีอีกหนึ่งบทบาทสำคัญคือต้องดูว่าลูกค้าจะเข้ามาใช้สเปซยังไง ซึ่งในพาร์ตนี้พิณขอส่งต่อให้ติ๊กเป็นคนเล่า
เขาเริ่มจากการตีโจทย์ที่ทางโรงแรมให้มาก่อน ซึ่งคือการทำให้พื้นที่ส่วนกลางสามารถทำรายได้ได้ตลอดทั้งวัน และแอ็กทีฟอยู่ตลอด ไม่มีช่วงที่เงียบเหมือนร้านตามโรงแรมที่เสิร์ฟแค่อาหารเช้าแล้วก็จบ
“พอเราได้โจทย์ตรงนี้ปุ๊บ ก็เริ่มคิดเรื่องการวางพื้นที่ว่าแบบไหนถึงจะตอบโจทย์และตอบไลฟ์สไตล์คนที่จะมาใช้งาน ได้คำตอบว่าต้องเป็นสเปซที่ให้ความรู้สึกเป็นกันเอง และต้องรองรับสไตล์การบริการของโรงแรม“
ติ๊กเล่าต่อว่า จริงๆ การเป็นโรงแแรมมิดสเกลของ KROMO ก็เอื้อต่อทิศทางความเป็นกันเองนี้ เพราะส่วนใหญ่โรงแรมสเกลนี้จะไม่ได้มีการแบ่งห้องหรือพื้นที่ชัดเจน ที่นี่ร้านอาหาร ล็อบบี และฟังก์ชันอื่นๆ สามารถอยู่รวมกันในสเปซเดียวได้
“คิดว่าจุดแข็งของโรงแรมนี้คือความเป็น Communal Space ที่ไม่ใหญ่จนเกินไป โดยเฉพาะในพื้นที่ส่วนกลางที่มีความเป็นห้องรับแขก เพราะแขกรู้สึกว่าเดินไปที่ไหนก็ได้ในพื้นที่นั้น ไม่มีการแบ่งหน้าบ้านหลังบ้านที่ชัดเจน ทำให้ลูกค้าเข้ามาแล้วรู้สึกสบายๆ

ยกตัวอย่างเช่น บาร์ เราจะไม่มีบาร์แบบสองระดับที่แยกคนเสิร์ฟกับแขกออกจากกันเลย แต่เป็น Open Bar ที่ให้แขกสามารถมองเห็นได้ทุกอย่าง“
ไม่แปลกใจที่ล็อบบีซึ่งตอนแรกตั้งใจจะเปิดให้แขกที่มาพักใช้เท่านั้นกลายเป็นพื้นที่ที่คนภายนอกเองก็หลั่งไหลเข้ามานั่งเล่นหรือนั่งทำงานเรื่อยๆ เราเองในฐานะคนที่เพิ่งเคยมาที่ KROMO ครั้งแรก ก็ต้องยอมรับว่าบรรยากาศโรงแรมให้ความผ่อนคลายและเป็นกันเองจริง ไม่ได้รู้สึกเกร็งหรือถูกจับจ้องแต่อย่างใด

EVERY DESIGN HAS A SOLUTION
พวกเรานั่งคุยถึงดีเทลในโรงแรมกันต่ออีกยืดยาว เพราะไม่ว่าจะไปจับเอเลเมนต์ไหนก็มีเรื่องราวเบื้องหลังให้เล่าทั้งนั้น
“มีอีกเรื่องนึงที่อยากให้พิณเล่า เป็น Case Study ให้เห็นว่า เวลาหมดมุกมันจะมีวิธีไปต่อยังไง (หัวเราะ)” ติ๊กจุดประเด็นขึ้นมาอีกครั้งในจังหวะที่เราคิดว่าเรื่องเล่าทุกอย่างน่าจะครบถ้วนดีแล้ว พร้อมชวนให้เราเดินไปชมสเปซพร้อมๆ กัน
และ Case Study ที่ว่าคือเรื่องราวที่มาของสีชมพูกะปิบนผนังของ Colette ร้านอาหารและบาร์ที่ชั้น 1 ที่เราเกริ่นถึงไปก่อนหน้านี้ “ชั้นนี้คือชั้นที่เราอยากใส่ความเป็นไทยเข้าไปให้ชัดเจนนิดนึง เราเลยพยายามนึกถึงสัญลักษณ์ต่างๆ ที่จะมาสื่อสารความเป็นไทยได้ จนมาจบที่ปลากัด หรือ Siamese Fighting Fish ที่คิดว่าน่าจะเป็นสัญลักษณ์ที่ดีเลย เพราะมันก็เป็นที่รู้จักประมาณนึงนะ วอลเปเปอร์ Default ของไอโฟนก็มี แล้วชื่อมันก็พูดถึงความเป็นไทยแบบตรงไปตรงมา แต่ทีนี้ปลากัดจะไปอยู่ในไหนล่ะ?

เราเลยไปรีเสิร์ชเพิ่มจนเจอว่า สมัยก่อนบริเวณสุขุมวิทตรงนี้เคยเป็นทุ่งบางกะปิ! เป็นบึงน้ำจืดซึ่งก็น่าจะมีปลาแหวกว่ายอยู่ตามธรรมชาติ เลยคิดว่านี่แหละ เราเอาสีชมพูกะปิที่ไม่ค่อยถูกใช้ในงานดีไซน์เท่าไหร่มาเป็นสีหลักของ Colette แล้วให้ปลากัดมาแหวกว่ายอยู่ในนี้ดีกว่า” พิณเล่า DIN Studio เลยร่วมมือกับศิลปินอย่าง PiN Metal Art ให้สร้างประติมากรรมปลากัดจากเศษเหล็กเหลือใช้ ซึ่งตอนนี้ถูกแขวนไว้เหนือ Colette Dining และ Colette Bar รวมถึงทำผนังเกล็ดปลาจากโลหะสีเหลือบกะปิเป็นฉากหลังให้บาร์

แต่เท่านั้นยังไม่จบ! พวกเขาอยากแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของเวลาและบริบท จากทุ่งบางกะปิสู่สุขุมวิทยุคปัจจุบัน เลยชวน JARUPATCHA มาสรรค์สร้างผ้าทอวิบวับจับแสงไฟที่สื่อถึงตึกรามบ้านช่องและแสงสีของย่านใจกลางเมืองใหญ่อย่างสุขมวิท ที่อยู่ปัจจุบันของปลากัด มาครอบงานประติมากรรมไว้อีกที
“อันนี้เป็นวิธีของพิณ คือถ้าเราคิดถึงกรุงเทพฯ ก็อาจจะติดอยู่แค่กับเรื่องราวในกรุงเทพฯ แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนชอบอ่าน ชอบเชื่อมโยง ก็เลยสามารถผูกเรื่องไปได้ต่อ” ติ๊กพูดถึงเพื่อนร่วมเส้นทางด้วยความชื่นชม
“เพื่อนจะชอบบอกว่า แกอ่ะเป็นเนิร์ด! แต่ไม่ได้เนิร์ดเรื่องเกมนะ เนิร์ดกับอะไรแบบเนี้ย (หัวเราะ) สำหรับเราคือมันต้องพยายามฝึกตัวเองไม่ให้อยู่ในกรอบก่อน เราคิดว่าทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีทางตันมั้ง แบบว่าต้องมีทางออกเสมอ“
พิณทิ้งท้ายก่อนทั้งคู่จะลากันไป เป็นคำพูดที่เรารู้สึกว่าสรุปความเป็น DIN Studio ได้อย่างดี ในแง่การไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัด แต่ใช้การเล่าเรื่องเเละจินตนาการเป็นทางออก ให้สามารถสร้างดีไซน์ที่แตกต่างจากสิ่งที่มีอยู่ทั่วไปในตลาดได้ ซึ่ง KROMO ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ความพยายามในการก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดเหล่านั้น
ติดตาม DIN Studio ได้ที่
Instagram: din.studio
Facebook: DIN Studio
และไปตามหาอัญมณีทั้ง 9 ด้วยตัวเองได้ที่ KROMO Bangkok, Curio Collection by Hilton