About
RESOUND

นะจ๊ะ

บันทึกถ้อยคำของ ‘ไมเคิล เชาวนาศัย’ ในวัย 63 ปี ผู้ไม่นิยามตนเองว่าเป็นศิลปิน แต่ขอเป็นสื่อกลางของศิลปะ

Date 17-09-2026 Views 52
Read At ONCE
  • บันทึกวัย 63 ปีของ ‘ไมเคิล เชาวนาศัย’ ศิลปินมากบทบาททั้งในวงการภาพยนตร์และวงการศิลปะที่นิยามตัวเองว่าเป็น ‘สื่อกลาง’งานศิลปะ ยังสนุกกับชีวิตวัยเกษียณและเห็นข้อดีของการเป็นคนแก่

แปลกที่การมาคุยกับ ‘ไมเคิล เชาวนาศัย’ ในครั้งนี้ของ ONCE แทบไม่ได้ย้อนความไปคุยกันถึงเรื่องผลงานที่ผ่านมาของเขาเลย แต่บทสนทนาที่เกิดขึ้นภายในห้องสี่เหลี่ยมสีขาวเล็กๆ แห่งนี้ กลับทำให้เราเห็นตัวตนและเข้าใจถึงแก่นของ ‘ฟรรฅ’ นิทรรศการเดี่ยวล่าสุดของเจ้าตัว ซึ่งกำลังจัดแสดงอยู่ที่ Matdot Art Center

หลายคนคงคุ้นเคยกับภาพของ ‘หลวงเจ๊’ ที่มักเห็นในผลงานของไมเคิลอยู่เสมอ หรือบางคนอาจจะรู้จักเขาในบทบาทของนักแสดง ผู้กำกับ และคนทำงานเบื้องหลังในวงการภาพยนตร์ แต่บทบาทที่ว่ามาทั้งหมดนี้ไม่ได้ถูกหยิบยกมาพูดคุยกับเขาเลย บทสนทนาที่จะได้อ่านต่อไปนี้ จะชวนให้ทุกคนรู้จัก ไมเคิล เชาวนาศัย ในวัย 63 ปี 11 เดือน เหตุที่ต้องระบุเดือนมากำกับด้วย เพราะไมเคิลเองก็อยากบันทึกบทสนทนาและสิ่งที่เขาได้เอื้อนเอ่ย ณ ช่วงวัยนี้เอาไว้เช่นกัน เพราะแม้ว่าโดยกฎเกณฑ์ทางสังคม ณ เวลานี้กำหนดให้วัย 60 ปีคือวัยแห่งการเกษียณ แต่สำหรับไมเคิลอาจไม่ใช่สิ่งนั้น เพราะนี่คืออีกจุดเริ่มต้นของการกล้าเรียกตนเองว่า ‘ศิลปิน’ ได้บ้างแล้ว แม้นิยามการเป็นศิลปินสำหรับเขาจะมีนิยามในแบบตัวเองก็ตาม

*เพิ่มอรรถรสในการอ่านบทความนี้ด้วยการลงท้ายคำว่า ‘นะจ๊ะ’ เข้าไปที่ท้ายประโยคด้วยก็ได้นะ เพราะไมเคิลในวัย 63 ปียังคงจี๊ดจ๊าด ทำงานจัดจ้าน และพูดคุยกับผู้คนได้อย่างออกรสโดยที่ไม่ลืมคำติดปากอย่างคำว่า ‘นะจ๊ะ’ เสมอต้นเสมอปลาย

ไมเคิล เชาวนาศัย

นิยามการเป็นศิลปินของตัวเอง

ผมมาถึงจุดนี้ที่อายุ 63 แล้ว ผมนิยามว่าผมเป็น ‘Messenger’ ไม่ใช่ ‘Creator’ เพราะศิลปินคือผู้สร้างสรรค์งานศิลปะ แต่สำหรับผมแล้วผมคือผู้รับข้อมูล แล้วกรองสู่ตัวผมด้วยทางใดก็ตาม ทั้งปาก ทั้งหู ทั้งเสียง ทั้งตา ผมจึงเป็นตัวกลางที่ให้ข้อมูลไหลผ่านตัว ไหลผ่านความคิด แล้วจึงค่อยออกมาเป็นผลงาน ดังนั้นผลงานของผมเลยเปรียบเสมือนเป็นสิ่งที่ผมย่อยไว้ในตัวเองแล้ว

ไมเคิล เชาวนาศัย

ช่วงชีวิตที่เจอกับการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด

ผมมองว่ามี 3 ยุคนะ ยุคแรกคือวัยเรียน ตั้งแต่มัธยมฯ มหาวิทยาลัยที่จุฬาฯ และช่วงไปเรียนเมืองนอกล้วนเป็นยุคที่กำลังค้นหาตัวเอง ยุคที่สองคือช่วงที่มาอยู่กรุงเทพฯ แล้วทำงานตามวงการศิลปะ เขาว่ายังไง เราก็ทำตามนั้น กฎว่ายังไงก็ตามนั้น ยุคนี้คือยุคที่เริ่มสามารถใช้ความเป็นศิลปินแหกกฎตรงได้บ้าง แต่ยังอยู่ในบริบทที่วงการครอบเราไว้ และยุคที่สามคือวัย 60 ปี ช่วงที่ผมสามารถจะเล่นกับชะตาได้ ชะตาที่ผมเชื่อว่าทุกอย่างถูกเขียนมาไว้แล้ว แต่ชะตาที่ว่าเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดมาให้ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตัวเราเอง ฉะนั้น ในยุคที่สามจึงเปรียบเสมือนกองละครที่ผม Improvise บทบางอย่างขึ้นมาเองได้มากขึ้น เพื่อเพิ่มมิติให้กับชะตาที่ถูกขีดเขียนเอาไว้

ไมเคิล เชาวนาศัย

เชื่อหรือไม่เชื่อในเรื่องไหนบ้าง

ตอบได้หลายมุมเลย ในมุมส่วนตัวของผม ผมเชื่อว่าเวรกรรมมีจริง เชื่อว่าแม่รักเรา เชื่อว่าพรุ่งนี้พระอาทิตย์ต้องขึ้น ส่วนเรื่องที่ไม่เชื่อคือการไม่เชื่อว่าแม่ไม่รักเรา ไม่เชื่อว่าไม่มีมนุษย์ต่างดาว และไม่เชื่อว่าบ้านนี้เมืองนี้ไม่มีคนดี ส่วนถ้ามุมของวงการศิลปะคงตอบให้ฟังตอนนี้ไม่ได้ ถ้าตอนที่ผมอายุ 80 แล้วยังไม่ตาย คุณมาถามคำถามนี้กับผมอีกรอบนะ (หัวเราะ) เพราะอย่างตอนนี้ผมอายุ 63 ปี ก็เลยสามารถจะแขวนรูปให้มันเอียงได้ โดยที่ไม่มีใครมาถาม เพราะทุกอย่างมากับวัยวุฒิและเวลา

ไมเคิล เชาวนาศัย

ทำไมภาพนี้ (ในนิทรรศการ ฟรรฅ) ถึงเป็นภาพเดียวที่ต้องติดตั้งเอียง?

การที่มีคนตั้งคำถามว่า ทำไมภาพถึงเอียง? ทำไมภาพถึงกลับหัว? สงสัยแบบนี้คือถูกแล้วนะ เพราะผมไม่ได้ต้องการให้ภาพนี้มันมอบคำตอบให้ แต่อยากให้คนได้ตั้งคำถามกับความผิดปกติที่ปกติ ซึ่งส่วนตัวที่ผมอยากให้ภาพนี้เอียงเพราะอีกเหตุผลที่ว่า ผมเป็นคนที่ค่อนข้างเป๊ะเรื่องการที่ระยะด้านซ้ายด้านขวาต้องเท่ากัน ต้องมีความกึ่งกลาง ต้องมีพื้นที่ว่างที่พอดี ซึ่งภาพนี้ที่เราตั้งใจทำให้เอียง จริงๆ เราก็ขัดใจมาก แต่ก็สะใจในเวลาเดียวกันนะ (หัวเราะ)

ไมเคิล เชาวนาศัย

ไมเคิล เชาวนาศัย

เรื่องที่เพิ่งนึกขึ้นได้ตอนเข้าสู่วัย 60

นึกได้ตอนอายุ 60 คือว่า ชีวิตนี้ไม่ใช่การซ้อมใหญ่ ชีวิตนี้เป็นของจริง ที่เคยคิดว่า ‘อันนี้ไว้ก่อน’ ‘เดี๋ยวอันนี้ค่อยทำ’ หรือ ‘อันนี้เผื่อในอนาคต..’ จริงๆ ควรเลิกห่วงอนาคตก่อนเลย กลับมาห่วง ณ ตอนนี้ก่อน อย่างที่คนเฒ่าคนแก่เขาชอบกักตุนของกัน เพราะกลัวว่าเดี๋ยวจะต้องเกิดสงคราม แล้วเราจะได้ใช้อันที่เก็บเอาไว้มาก่อนหน้านี้กัน หรือว่าซื้อจานเอาไว้เยอะๆ เผื่อว่าเดี๋ยวจะต้องมีคนมาเยี่ยมบ้าน คือผมก็โตมากับสิ่งนี้ เพราะผมคือ Baby Boomer รุ่นสุดท้าย รุ่นที่เกิด แก่ และตายไปพร้อมกับยุคสงครามโลก ด้วยเหตุนั้นคนรุ่นนี้ก็เลยชอบที่จะกักตุนของเอาไว้เผื่ออนาคตที่ไม่คาดฝันนั่นแหละ แล้วพอเป็นรุ่นถัดมา จะเป็นพวกที่ไม่เก็บอะไรเลย มีวันนี้ก็ใช้วันนี้เลย มันคือลักษณะพิเศษของคนในแต่ละช่วงวัย การเก็บทุกอย่างเผื่ออนาคตอาจจะเป็นมุมที่ไม่ดีบ้างก็จริง แต่บางอย่างก็มีประวัติศาสตร์และความหลังอยู่ การจะเดินไปข้างหน้าได้ จะมัวแต่เอาประวัติศาสตร์อันหนักอึ้งลากไปด้วยกันก็ไม่ดี ฉะนั้น ประวัติศาสตร์ที่ว่าควรถูกเลือก ถูกย่อ หรือจัดเก็บในรูปแบบอื่นๆ บ้าง เปรียบเทียบง่ายๆ คือถ้าเก็บจานเผื่ออนาคตเอาไว้เยอะ ก็คัดเลือกเฉพาะอันที่มันรับแขกได้จริงและเราเองก็ใช้มันได้จริงบ้าง เพราะบางครั้งการไม่มีประวัติศาสตร์ให้เห็น ไม่มีให้เรียนรู้และศึกษาด้วยตาของตัวเอง ทำให้คนรุ่นใหม่หลายคนมีความกล้าที่จะพุ่งทะยานไปข้างหน้าได้ไว แต่ข้อเสียก็คือก็จะล้มเหลวได้อย่างไม่คาดคิดเช่นกัน

ไมเคิล เชาวนาศัย

ไมเคิล เชาวนาศัย

ไมเคิล เชาวนาศัย

ไมเคิล เชาวนาศัย

ไมเคิล เชาวนาศัย

ไมเคิล เชาวนาศัย

ไมเคิล เชาวนาศัย

ยังคงทำผลงานจี๊ดจ๊าดแม้จะช่วงวัย 60 แล้ว รู้สึกว่าตัวเองแก่บ้างไหม?

ผมถือว่าผมเป็นเจเนอเรชันแรกนะจ๊ะที่จะเป็น ‘คนแก่แบบไม่แก่’ เพราะรุ่นของผมเป็นคนแก่ที่ออกไปเที่ยวข้างนอก หิ้วเป้ไปเที่ยวเมืองนอกคนเดียวแล้วไม่โดนหลอก เป็นเจเนอเรชันแรกที่จะไม่เกษียณตอนอายุ 60 เพราะศักยภาพยังมีอยู่ และเดี๋ยวรุ่นถัดไปจะได้ผลจากตรงนี้ไปด้วย พวกเธออาจจะได้เกษียณตอน 65 ก็ได้

ไมเคิล เชาวนาศัย

ไมเคิล เชาวนาศัย

ไมเคิล เชาวนาศัย

ไมเคิล เชาวนาศัย

ตอนนี้ผมมองแค่ตัวเองจากอายุ 60 ไปถึง 80 ให้ได้ก่อน เพราะจริงๆ ทุกคนตายกันในช่วงวัย 80 เสียส่วนใหญ่นะ ถึงแม้ว่าแม่ของผมจะอายุ 93 แล้วก็เถอะ ซึ่งจุดมุ่งหมายก่อนตายคือการที่เราต้องยังเดินไปเข้าห้องน้ำได้ปกติ จะไม่ขับถ่ายบนเตียง ยังอยากแข็งแรงและเดินเหินอย่างอิสระ แต่ลึกๆ ผมก็มีความกลัวอยู่บ้างนะ กลัวว่าความทรงจำจะหายไป ถ้าคนเราลืมแล้วเป็นคนใหม่ไปเลย แบบนั้นมันโอเคกว่านะ เพราะเราคงไม่ต้องถามตัวเองแล้วว่าเราเป็นใคร

ไมเคิล เชาวนาศัย

ความสุขในวัย 63 ปี คืออะไร

ถ้าเป็นวัยเด็กๆ ประมาณ 20 30 คงเป็นการที่ได้รับการยอมรับจากกลุ่มหรือสังคม หรือการมีในสิ่งที่สังคมมี แต่ความสุขที่ผมมีในวัย 63 ปีคือการได้อยู่คนเดียวโดยที่ไม่ต้องมีใครมายุ่ง มีความภูมิใจและมีความสุขได้โดยที่ไม่ต้องตามน้ำกับสังคมนะจ๊ะ (หัวเราะ) อย่างการแขวนรูปเบี้ยวแถมยังกลับหัวอีก ถ้าเด็กๆ มาทำก็อาจจะเก๋ดี แต่ในแง่ของบริบท การตีความ หรือการอธิบายภาพอาจจะทำไม่ได้ในมุมมองกว้างๆ ก็ได้ แต่วัยของผมมันถึงวัยที่อธิบายได้แล้วว่า ‘กูเบื่อ!’ เลยเป็นเหตุผลว่า วัยเด็กอาจจะยังทำสิ่งนี้ไม่ได้ เพราะตอนเด็กๆ เรายังเบื่อไม่ได้ เพราะช่วงเวลาอันยาวนานมันยังไม่มาถึง

ไมเคิล เชาวนาศัย

ไมเคิล เชาวนาศัย

นิทรรศการ ‘ฟรรฅ’
Matdot Art Center (ถนนหลานหลวง กรุงเทพฯ)
24 สิงหาคม – 30 กันยายน 2569 (เปิดเข้าชมทุกวัน)
เวลา 10.00 – 18.00 น.