About
DETOUR X Bangkok

Lichen 101

เดินท่องกรุงส่องมุมมาโครเพื่อตามหาไลเคนหัตถ์ทศกัณฐ์กุมน้ำในโบราณสถานและสวนสาธารณะย่านพระนคร

Read At ONCE
  • บันทึกประสบการณ์เดินสำรวจย่านพระนคร ในแง่มุมการเดินส่องไลเคนร่วมกับมิวเซียมสยาม มิวเซียมวัดโพธิ์ และ Lichen Thailand – RAMK ที่สวนสราญรมย์และวัดโพธิ์ โดยเราจะได้รู้จักกับไลเคนมากขึ้น ทั้งในฐานะตัวชี้วัดคุณภาพสภาพอากาศบริสุทธิ์ และเครื่องมือประเมินอายุโบราณสถาน ไฮไลต์คือการใช้แสงไฟ UV ส่องตามหาไลเคนหัตถ์ทศกัณฐ์กุมน้ำแข็งที่เปล่งแสงเรืองสว่างในความมืด

เวลาเดินผ่านกำแพงวัดหรือต้นไม้ใหญ่ๆ สายตามักเผลอสังเกตเห็นคราบด่างๆ สีเทา เขียว ส้ม หรือดำติดอยู่ตามพื้นผิว แวบแรกในหัวมักจะคิดว่ามันคือคราบสกปรก คราบรอยเปื้อน หรือความทรุดโทรมที่สมควรโดนขัดล้างทำความสะอาดออกไปแน่ๆ

แต่เรากำลังเข้าใจผิดกันยกใหญ่ เพราะคราบด่างดำที่เราเห็นด้วยตาเปล่า ความจริงแล้วพวกมันคือไลเคน สิ่งมีชีวิตตัวเล็กจิ๋วที่เป็นตัวบ่งชี้ความบริสุทธิ์ของสภาพอากาศ พวกมันผ่านแดด ลม ฝน และบันทึกร่องรอยชีวิตไว้บนโบราณสถาน ดิ้นรนเอาชีวิตรอดไม่ต่างจากพวกเราเลย

เพื่อจะทำความรู้จักไลเคนให้มากขึ้น ONCE กระโดดเข้าร่วมกิจกรรม ‘ActivitySeries Lichen Logic เดินมองเมือง ส่องไลเคน ซูมโบราณสถาน ย่านพระนคร’ เดินตามมิวเซียมสยาม x มิวเซียมวัดโพธิ์ x Lichen Thailand - RAMK ไปเปิดประสบการณ์สำรวจไลเคนทั่วสวนสราญรมย์และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) ส่องทั้งโบราณสถาน และเรียนรู้พรรณไม้โบราณไปพร้อมกัน

อันดับแรกเราอยากให้ทุกคนเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม เรากำลังจะเข้าสู่โหมดแบ่งปันข้อเท็จจริงเพื่อไปทำความรู้จักกับไลเคน ก่อนจะไปไล่ล่าสำรวจทั่วสวนสราญรมย์และวัดโพธิ์กัน

ไลเคน

ไลเคน

รู้จักกับไลเคน 101

ไลเคนไม่ใช่พืช ไม่ใช่รา และไม่ใช่มอส มันคือสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากการมาอาศัยอยู่ร่วมกันระหว่างรากับสาหร่าย โดยรามีหน้าที่เก็บความชื้น และป้องกันอันตรายให้กับสาหร่าย ส่วนสาหร่ายทำหน้าที่สร้างอาหารและแบ่งปันให้รา ทั้งสองต่างเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน

เนื่องจากมันไม่มีปาก ไม่มีใบ และไม่มีชั้นคิวทินปกคลุมเหมือนพืชทั่วไป จึงดูดซับสารอาหาร น้ำ รวมถึงอากาศรอบตัวเข้าสู่ร่างกายโดยตรง พื้นที่ไหนที่มีมลพิษทางอากาศสูง สารพิษจะเข้าไปทำลายสาหร่ายในไลเคนจนไม่สามารถสังเคราะห์แสงและเอาชีวิตรอดได้

ในทางประวัติศาสตร์ ไลเคนสามารถเติบโตบนพื้นผิวศิลา อิฐ หรือปูนโบราณได้ ซึ่งการขยายตัวหรือกระทั่งความหนาแน่นของไลเคนสามารถใช้ประเมินอายุเชิงเปรียบเทียบกับโบราณสถาน บอกทิศทางลม ความชื้น รวมถึงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของโบราณสถานชิ้นนั้นๆ ในแต่ละยุคสมัยได้

นอกจากนี้ ไลเคนยังมีกรดเฉพาะตัวช่วยย่อยสลายพื้นผิวหินให้กลายเป็นแร่ธาตุและดินที่อุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ ทั้งยังทำหน้าที่เป็นบ้านหลังเล็กๆ เป็นแหล่งอาหาร และเป็นที่หลบภัยให้กับแมลง รวมถึงสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วอีกมากมาย

ไลเคน

ทีนี้เรามารู้จักรูปแบบการเติบโตของไลเคนกันบ้าง เนื่องจากพวกมันปรับตัวให้เข้ากับพื้นผิวและสภาพแวดล้อม ทำให้เกิดเป็นรูปแบบการเติบโต 4 ประเภท ได้แก่ ครัสโตส (Crustose) เป็นไลเคนแบบฝุ่นผง ลักษณะของไลเคนจะเติบโตแบบแบนราบแนบติดแน่นไปกับพื้นผิว เหมือนเป็นเนื้อเดียวกันจนไม่สามารถแกะหรือลอกออกมาได้ หากมองด้วยตาเปล่าจะเห็นเหมือนคราบรอยเปื้อน คราบฝุ่น หรือรอยด่างสีเทา เขียว เหลือง และส้ม

ไลเคน

ต่อมาคือโฟลิโอส (Foliose) มีลักษณะคล้ายแผ่นใบไม้จิ๋วๆ แบนๆ เจริญเติบโตขนานไปกับพื้นผิว แต่บริเวณขอบแผ่นใบจะเผยอแยกลอยขึ้นมาจากพื้นผิว เราสามารถสังเกตเห็นชั้นบนและชั้นใต้แผ่นใบได้ ไลเคนชนิดนี้สามารถพบได้ง่ายตามต้นไม้ในเมืองใหญ่ เพราะทนต่อสภาพอากาศแห้งแล้งได้ดีมาก

ไลเคน

สแควมูโลส (Squamulose) เป็นแผ่นเกล็ดชิ้นเล็กๆ ขนาดจิ๋วจำนวนมาก เจริญเติบโตอยู่ชิดกัน บางส่วนของเกล็ดอาจจะแนบติดไปกับพื้นผิว ในขณะที่บริเวณขอบเกล็ดจะเผยอลอยขึ้นมาเล็กน้อยคล้ายกับเกล็ดปลา มักพบตามซอกปูนเก่า ซอกหิน บริเวณที่มีดิน หรือคอนกรีต

สุดท้ายคือฟรูทิโคส (Fruticose) มีโครงสร้างเจริญเติบโตแตกแขนงออกมาเป็นกิ่งก้านเล็กๆ คล้ายพุ่มไม้จิ๋ว หรือย้อยลงมาคล้ายสายหนวด มักยึดเกาะกับบริเวณโคนต้น ไลเคนชนิดนี้ต้องการสภาพอากาศบริสุทธิ์ และความชื้นในระดับที่สูงมาก ทำให้แทบไม่พบเจอที่ประเทศไทย

ไลเคน

ส่องไลเคนบนโบราณสถานและสวนสาธารณะ

หลังจากปูพื้นฐานความรู้จนรู้แล้วว่า ไลเคนคืออะไร และมีหน้าตาแบบไหนบ้าง ก็ถึงเวลาเตรียมตัวลงสนามจริงกันสักที

วิธีสังเกตไลเคนเบื้องต้นคือ ใช้แว่นขยายส่องดูใกล้ๆ หรือลองใช้เล็บขูดลงไปบนพื้นผิวเบาๆ กรณีเป็นไลเคน เราจะเริ่มเห็นสีเขียวสดของสาหร่ายทันที ลำพังแค่สายตาอาจไม่พอสังเกต เราได้รับแว่นขยาย Triplet 30x-21 mm อาวุธคู่กายไว้ส่องสำรวจไลเคน

ไลเคน

ไลเคน

ไลเคน

ไลเคน

ไลเคน

ยิ่งเราออกเดินส่องไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งสนุกขึ้น เพราะความหลากหลายของสายพันธุ์และรูปแบบไลเคนที่พบเจอในแต่ละจุด เป็นตัวชี้วัดระดับความสะอาด ปลอดภัย กับความสมบูรณ์ของสภาพแวดล้อมตรงนั้น พอจุดไหนพบไลเคนหลากหลายประเภทเกาะอยู่เต็มไปหมด นั่นแปลว่าอากาศรอบๆ บริเวณนั้นบริสุทธิ์มากพอให้พวกมันดิ้นรนเติบโตต่อไปได้

ไลเคน

ในวงการวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์นิยมนำไลเคนมาใช้เป็นเครื่องมือประเมินอายุเชิงเปรียบเทียบของผิวหน้าหิน ช่วยคำนวณอายุของโบราณสถานคร่าวๆ นักวิทยาศาสตร์เคยค้นพบไลเคนในแถบแอนตาร์กติกาที่มีอายุยืนเกือบ 9,000 ปี! เรียกได้ว่าพวกมันเกิดมาก่อนยุคประวัติศาสตร์ อยู่ร่วมยุคกับไดโนเสาร์ แถมยังมีชีวิตรอดผ่านวิกฤตการณ์มาถึงปัจจุบัน อายุยืนยาวกว่าไดโนเสาร์เสียอีก

ไลเคน

ไลเคน

ไลเคน

ไลเคน

ไลเคน

ไลเคน

ไลเคน

ช่วงบ่ายๆ เย็นๆ อากาศกำลังดี พวกเราไปส่องไลเคนที่วัดโพธิ์ แนบแว่นขยายส่องดูไลเคนที่เกาะแน่นอยู่ตามเขามอ ประติมากรรมลอยตัว เจดีย์ โบราณสถาน พวกมันต้องเผชิญหน้ากับแดดเมืองไทย ทั้งลมแรง และฝนสาดกระหน่ำ พอก้มลงไปเพ่งมองใกล้ๆ ทำให้เราเห็นทักษะการปรับตัว และการเอาชีวิตรอดมานับร้อยได้แบบน่าอัศจรรย์

ไลเคน

พอพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ยามสนธยามาเยือน พวกเราขยับไปส่องไลเคนกันต่อที่สวนสราญรมย์ ย้ายสายตาจากอิฐปูนในโบราณสถาน มาส่องตามเปลือกของพรรณไม้รอบสวนสาธารณะแทน

ไลเคน

ไฮไลต์ของกิจกรรมนี้คือการออกตามหาไลเคนหัตถ์ทศกัณฐ์กุมน้ำแข็ง (Pyxine cocoes) ที่เกาะอยู่ตามลำต้นไม้ใหญ่ ถ้ามองด้วยตาเปล่าในความมืดอาจเห็นเป็นเพียงแผ่นใบสีเทาอมเขียวธรรมดาๆ พอเปิดไฟฉาย UV สาดเข้าไปหามัน ภาพตรงหน้าทำทุกคนตาเป็นประกาย ไลเคนหัตถ์ทศกัณฐ์กุมน้ำแข็งค่อยๆ เรืองแสงสีเหลืองทองสว่างวาบในความมืด ราวกับมีดวงไฟจิ๋วเปล่งประกายซ่อนอยู่ใต้เปลือกไม้

ไลเคน

ถ้าไม่มีราคอยกักเก็บความชื้น สาหร่ายก็คงแห้งเหี่ยวอยู่กลางแดดเมืองไทย ขณะเดียวกันถ้าไม่มีสาหร่ายคอยสังเคราะห์แสงสร้างอาหาร ราก็คงไม่อาจเติบโตและอยู่รอดได้ การจับมือถ้อยทีถ้อยอาศัยกันของสองสิ่งมีชีวิตเล็กๆ กลายเป็นพลังทำให้พวกมันยืนหยัดผ่านกาลเวลานับร้อยปี

มองกลับมาปัจจุบัน ทุกวันนี้มนุษย์ล้วนกอบโกย และตักตวงผลประโยชน์ธรรมชาติฝ่ายเดียวมานานเกินไป จนลืมไปว่า หากไร้สิ้นธรรมชาติ ตัวเราก็ไม่อาจยืนอยู่ได้ เพราะมนุษย์เองก็เป็นเพียงส่วนเล็กจิ๋วในระบบนิเวศขนาดใหญ่เช่นกัน

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราต้องหันมาใส่ใจ ปรับวิธีคิดกันใหม่ เลิกกอบโกย แล้วยกระดับธรรมชาติให้มาเคียงคู่กับมนุษย์ในฐานะสิ่งมีชีวิต เพื่ออยู่ร่วมกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยและเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืนเช่นที่ไลเคนทำ