ครั้งแรก
พาย้อนความทรงจำ ‘ครั้งแรก’ ของ Rhythm and Books ร้านหนังสืออิสระแรกในหัวหินกับลูกค้าคนแรกที่จ่ายเงินแต่ไม่ได้หนังสือกลับไป
- พาย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นของร้านหนังสืออิสระร้านแรกของหัวหิน ธุรกิจเพื่อความอยู่รอด และเรื่องราวครั้งแรกของสหายรุ่นน้องสายบ้าพลังผู้ไม่เคยกลัวล้มเหลว บรรยากาศวันเปิดร้านที่เงียบจนกริบ ไปจนถึงลูกค้าคนแรกที่ไม่ได้มาซื้อหนังสือ!
เรื่องราว ‘ครั้งแรก’ ท่ามกลางบรรยากาศย้อนยุคของหัวหินเมื่อกว่าทศวรรษก่อน... ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของ Rhythm and Books ร้านหนังสืออิสระแห่งแรกในทาวน์เฮาส์สองชั้นบนถนนแนบเคหาสน์ เรื่องเล่าของสหายขาลุยเจ้าโครงการผู้ไม่เคยกลัวล้มเหลว ไปจนถึงลูกค้ารายแรกที่แวะมาประเดิมยอดให้ร้าน โดยไม่ได้ซื้อหนังสือสักเล่ม! บรรยากาศวันวานในวันนั้นจะเป็นอย่างไร บ๊าฟ-ภาณุ มณีวัฒนกุล พร้อมเล่าแล้ว
ทุกคนเคยมีครั้งแรก
ส่วนใครจะติดใจ ประทับใจ หรือฝังใจในครั้งแรกอันนี้ต่างกัน เพราะได้ยินว่า ครั้งแรกของบางคนไม่มีอะไรน่าจดจำเสียเลย บ้างว่า ครั้งแรกเป็นครั้งที่อยากลืมมากที่สุดด้วยซ้ำ
เมื่อแรกเปิดร้านหนังสือนั้น บอกตามตรงว่า มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะแรงบันดาลใจ เพราะตัวเองรักหนังสือหัวปักหัวปำ ผมไม่ใช่เป็นคนสะสมหนังสือ และผมมิใช่คนอ่านหนังสือเดือนละ 30-40 เล่ม
ผมเปิดร้านหนังสือ เพราะความอยู่รอดเป็นสำคัญ ด้วยเงื่อนไขในการประกอบอาชีพอื่น (เขียนหนังสือ/ถ่ายภาพ) ในห้วงเวลานั้นไม่อำนวย ประกอบกับมีหนังสือเป็นสมบัติมากกว่าข้าวของอื่น ครั้นเมื่อมีเหตุจำเป็นต้องใช้เงินเป็นปัจจัยในการหาเลี้ยงชีวิตที่เหลืออยู่ จะมีอะไรเหมาะกับตัวเอง ในช่วงชีวิตเลยวัยกลางคนมากเท่าเปิดร้านขายหนังสือคงไม่มี
นับเป็นครั้งแรกของการมีธุรกิจเป็นของตัวเอง

คำแนะนำที่ไม่จำเป็นต้องทำตาม
สหายรุ่นน้องหลายคนแนะนำว่า ขายออนไลน์ซึ่งกำลังเป็นช่องทางทำมาหากินใหม่มาแรงในขณะนั้น น่าจะดีกว่า พร้อมยกตัวอย่างเหตุผลประกอบมากมาย จนผมใจอ่อนหลายต่อหลายหน เช่น ไม่ต้องเสียค่าเช่าร้าน ไม่ต้องเจอะเจอคนเรื่องมาก (ยังไง?) ฟังว่าดี แต่ผมไม่ตัดสินใจเด็ดขาด
อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่า เหล่านั้นนับเป็นคำแนะนำที่ดีจนเกือบใจอ่อนคล้อยตาม กระทั่งจวนลงมือทำแล้วหลายต่อหลายหน แต่เมื่อทำความรู้จักหรือเรียนรู้กับการเป็นพ่อค้าออนไลน์สักระยะ จึงพบว่าไม่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตัวเองเอาเสียเลย
ผมไม่ถนัดการนั่งทำงานนานๆ หน้าคอมพิวเตอร์ ไม่ถนัดพูดคุยกับผู้คนโดยไม่เห็นหน้า ไม่มองตา ไม่ได้กลิ่น (ฮั่นแน่) และไม่เห็นกิริยาท่าทางคนพูดด้วย ว่ากันจริงๆ ผมไม่มีความอดทนเพื่อเรียนรู้การใช้คอมพิวเตอร์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตัวเองมีความสามารถใช้คอมพ์แค่เขียนต้นฉบับ บันทึกข้อมูล จัดเก็บและแต่งภาพนิดหน่อย และกับอีก 5-6 โปรแกรมที่จำเป็นเท่านั้น
15-16 ปีผ่านไปกับประสบการณ์ทำร้านหนังสือ ก็ยังไม่มีความสามารถด้านคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นกี่มากน้อย ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ คนเข้ามาซื้อหนังสือที่ร้านในปัจจุบัน (2569) ผมยังใช้วิธีจดชื่อหนังสือ ชื่อสายส่ง และราคาด้วยดินสอบ้างปากกาบ้าง เพื่อเป็นข้อมูลในการทำบัญชีกับเจ้าหนี้เท่านั้นเอง คิดเข้าข้างตัวเองว่า อย่างน้อยวิธีนี้ได้ใช้มือใช้นิ้ว เคลื่อนไหวข้อมือ ใช้งานมันบ้างจะได้ไม่เป็นนิ้วล็อก

ผู้มีครั้งแรกหลายครั้ง
Rhythm and Books ร้านแรกบนถนนแนบเคหาสน์ เป็นทาวน์เฮาส์สองชั้นที่เจ้าของบ้านเจ้าของสถานที่ให้เช่าในราคาไม่โหดร้าย ผมแจ้งเจ้าของบ้านเช่าไปว่า จะทำร้านหนังสือคือขายหนังสือ และชั้นบนใช้เป็นพื้นที่อยู่อาศัย เป็นที่พักที่หลับที่นอน เจ้าของบ้านตอบกลับว่า จะทำอะไรก็ทำไปเถิด ขออย่าใช้เป็นสถานที่ประกอบการผิดศีลธรรม ผิดกฎหมายเท่านั้นเป็นพอ
เปิดประตูร้าน Rhythm and Books วันแรกบนถนนแนบเคาหาสน์ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อ 15-16 ปีก่อน บรรยากาศของวันแรกเหมือน 2-3 เดือนต่อมา…คือมีเพียงเพื่อนรักคนหนึ่ง คนเดิมและคนเดียวแวะเวียนเข้าออก พูดคุยแนะนำ ให้กำลังใจ กระทั่งควักกระเป๋าซื้อหนังสือในร้าน ไม่เพียงเท่านั้น เขายังพูดให้กำลังใจ อีกทั้งรับอาสาขับรถสี่ล้อบ้าง รถสองล้อบ้าง พาไปเปิดหูเปิดตาไหนต่อไหนในพื้นที่หัวหินและใกล้เคียง ต้อนรับแขกผู้มาใหม่ เขาว่าอย่างนั้น
เท่านั้นไม่พอ ยังเป็นธุระซื้อข้าวปลาอาหาร และร่วมกินร่วมดื่มและแบ่งปันทุกข์สุขด้วยอยู่หลายเพลา เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ยืนยันในความเชื่อที่ว่า บางทีชีวิตก็ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าเท่าที่มีอยู่ (ในขณะนั้น) และรู้ว่าตัวเองมีอะไรแค่ไหน และไม่ชอบอะไรบ้างในชีวิต
“อย่าอยู่แต่ในร้านพี่ สมองจะคิดอะไรไม่ออก ไปดูบรรยากาศข้างนอกบ้าง เปลี่ยนบรรยากาศ” เขาแนะนำ
จะเรียกเขาว่าเป็นคนกว้างขวางหรือขาใหญ่ในอำเภอหัวหินก็ไม่ผิดและไม่ถูก ตัวเขาเคยบอกว่า เขาไม่ใช่ขาใหญ่หรือคนกว้างขวางอะไร เพียงแต่เลือกรู้จักคนที่อยากรู้จัก และจำเป็นต้องรู้จักเท่านั้น สิ่งหนึ่งที่ผมสัมผัสได้เมื่อแรกคบหา เขาจริงใจและเปิดเผยตัวตนแท้จริง สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ เขาไม่หยุดนิ่ง ไม่หยุดคิด และสนุกกับการลงมือทำ จนผมมอบตำแหน่ง ‘เจ้าโครงการ’ ให้โดยไม่ลังเล
ยกตัวอย่างเช่น บางวันยังไม่ทันเที่ยงวัน เขาอาจเล่าให้ฟังว่า กำลังจะทำอะไรสักอย่าง ตกบ่ายเขาว่า จะทำอีกโครงการซึ่งไม่มีอะไรเกี่ยวกับแผนการแรกเลย วันเดียวกันนั้น หลังอาหารเย็นเขาแจ้งว่า มีโครงการหนึ่ง ซึ่งฟังแล้วมันล้ำเกินกว่าสมองของผมจะตามทัน….อย่างไรก็ตาม เขายิ้มให้กับฉายาที่ผมตั้งให้เจ้าโครงการ

ร้าน...แรกในหัวหิน
ในแง่หนึ่งบางคนมองว่า เขาเป็นคนล้มเหลว เพราะชีวิตของเขา ว่าไปแล้วเต็มไปด้วยการนับหนึ่ง หรือเริ่มต้นใหม่เป็นครั้งแรกครั้งใหม่ชนิดนับไม่ถ้วน ในแง่มุมมนี้สำหรับผมและคนรู้จักเขาถ่องแท้ เรายกให้เขาเป็นนักทดลองผู้เต็มไปด้วยความกล้าที่จะลงมือทำ ชอบความแปลกใหม่โดยไม่สนใจผลลัพธ์ของความล้มเหลวหรือความพ่ายแพ้ที่มีโอกาสเกิดขึ้นอยู่ไม่น้อย เพราะหลายสิ่งหลายเรื่องที่เขาทำไม่ประสบความสำเร็จ เขาจึงเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง และทุกครั้งเป็นครั้งแรกเสมอ
“ไม่ทำก็ไม่รู้พี่ เราไม่ทำ คนอื่นเขาก็ทำ ทำสำเร็จคนแรกมันได้เปรียบ” สำหรับเขา ล้มเหลวดีกว่าไม่ลงมือทำ “คนเรากลัวคนอื่นด่าว่า ก็ไม่ต้องทำอะไรกันแล้วพี่”
เขาไม่หยุดคิดและไม่เคยหยุดทำโน้นทำนี่ มีความอดทนและแสวงหาความรู้ตลอดเวลา “ครั้งแรกที่ผมมาถึงหัวหินนี่ คือไม่รู้เลยว่า หัวหินหน้าตาเป็นไง คือไม่รู้อะไรเลย ลงรถไฟเลยเที่ยงคืนไปแล้ว 20 กว่าปีเกือบ 30 ปีที่แล้ว หัวหินมืดสนิท ร้านรวงมีแต่ร้านอาหารซึ่งก็ปิดไฟมืด เกสต์เฮาส์ บาร์ สามล้อถีบยังมีเยอะ ผมเดินดูโน้นนี่ ที่สุดก็วานสามล้อพาดูบรรยากาศรอบๆ แต่ความรู้สึกของผมตอนนั้นคือชอบมาก ไม่ไปแล้วเว้ยจุดหมาย อยู่นี่แหละ”
“นายรู้แล้วหรือว่าจะทำมาหารับประทานอะไร” ผมถาม
“ใช้เวลา 3 วันกว่าจะรู้ว่าต้องเปิดร้าน อินเทอร์เน็ต (…ย้ำนี่คือเมื่อ 30 ปีที่แล้วมานะครับ) ร้านของเขาเป็นร้านเน็ตฯ หรืออินเทอร์เน็ต คาเฟแห่งแรกในอำเภอหัวหิน
“เปิดวันแรกมีฝรั่งเข้ามาเล่นคนหนึ่ง เล่นทั้งวันเลยพี่”
เขาไม่เคยบอกว่าตัวเองประสบความสำเร็จ ทั้งที่กิจการร้านเน็ตฯ ของเขาเมื่อหลายปีก่อนไม่เคยขาดลูกค้า เรียกว่าแทบจะเปิด 24 ชั่วโมง นั่นหมายถึงเขาทำงานหนักถึงหนักมาก
“แล้วพี่อยากทำอะไร” เขาถาม
“เปิดร้านหนังสือ นายว่าไหวไหม”
เขายิ้ม และเอ่ย… “ทำเลยพี่ กลัวทำไม พี่เป็นคนแรกที่ทำร้านหนังสืออิสระในหัวหินนะ”
“ก็ไม่เคยทำมาค้าขายก่อนไง นี่เป็นครั้งแรก”

3 หรือ 4 เดือนต่อมา Rhythm and Books ถือกำเนิดเป็นครั้งแรก เปิดร้านหนังสือวันแรกบรรยากาศเหมือนอีก 1 เดือนต่อมา คือไม่มีลูกค้าหรือคนเดินหลงเข้ามาในร้านสักคน และแล้ววันหนึ่งมีผู้ชายคนฝรั่งเศสนายหนึ่งเดินเข้าร้านหนังสือ ครั้นเมื่อพบว่า ร้านหนังสือแห่งนี้ไม่มีหนังสือภาษาฝรั่งเศสสักเล่ม เขาจึงบอกด้วยความหวังดีว่า ที่ร้านควรหาหนังสือภาษาฝรั่งเศสมาขายด้วยก็จะดีมาก เพราะคนฝรั่งเศสมาเที่ยวเมืองไทยไม่น้อย และเขายินดีจะนำพาเพื่อนๆ มาอุดหนุนอีกด้วย
ทว่า จากวันนั้นเป็นต้นมา ผมไม่เคยเห็นหน้าค่าตาเขาอีกเลย อย่างไรเสีย ผมถือว่า เขาเป็นลูกค้ารายแรกของร้าน แม้ความจริงมีอยู่ว่า เขาไม่ซื้อหนังสือสักเล่มก็ตามที

เพื่อนบ้าน
เนื่องจากร้าน Rhythm and Books เป็นทาวน์เฮาส์ จึงมีผู้อาศัยร่วมแนวรั้วและใช้กำแพงร่วมกัน อาจโชคดีอยู่บ้างที่ด้านหน้าติดถนนขนาดเล็กที่เรียกว่าซอย พอสำหรับรถสวนกันไปมา ด้านหลังในช่วง 3-4 ปีแรกไม่มีการก่อสร้างใดๆ ที่ดินว่างเปล่ากว่า 4 ไร่มีต้นคางต้นเบ้อเริ่มเติบโตร่มรื่นอยู่ต้นเดียว (ไม้ขนาดใหญ่กลุ่มเดียวกับจามจุรี แต่หน้าตาคล้ายต้นมะขามมากกว่า) ด้วยเหตุนี้ จึงไม่รู้สึกแออัดทั้ง 4 ด้าน
ต้นคางนี้ เมื่อแรกอยู่หัวหินใหม่ๆ ผมนึกว่าเป็นต้นมะขาม เพราะมีใบและฝักคล้าย แต่ไม่ได้พินิจถี่ถ้วน กระทั่งคนงานตัดต้นไม้ คนล้างท่อจากเทศบาล ผู้ใช้ความร่นรื่นจากต้นไม้สูง 10 เมตรเป็นที่พักผ่อนช่วงบ่าย สอบถามพวกเขาจึงได้รู้ว่าเป็น ต้นคาง
นอกจากนี้ ยังมีเพื่อนคนหนึ่งชื่อ มนูญ ผู้มีความรู้เรื่องพืชสวนต้นไม้บอกว่า คางต้นนี้น่าจะมีอายุมากกว่า 20 ปีหรืออาจมากกว่า (คางสามารถมีอายุยืนถึง 100 ปี) ดูจากขนาดความสูงและลำต้น

นอกจากมีเพื่อนบ้านเป็นต้นคางนี้แล้ว แนวเดียวกับร้าน ล้วนบ้านพักอาศัย อยู่เป็นครอบครัวเกือบทุกห้องทุกหลัง เห็นหน้าค่าตา ทักทายพูดคุย หรือพยักหน้ายิ้มให้กัน เพื่อนบ้านถามไถ่ว่าเป็นใครมาจากไหน และเปิดเป็นร้านอะไร เมื่อรู้ว่าเป็นเป็นร้านขายหนังสือ ก็พยักหน้า จากนั้นก็คุยเรื่องส่วนตัวของคนมาใหม่ตามธรรมเนียมแนะนำตัวแบบไทยๆ

ลูกค้าคนแรก
ในบรรดาคนที่พบหน้าค่าตาเสมอๆ มีรายหนึ่งแม้ไม่ใช่เพื่อนบ้านก็เหมือน เพราะเจอกันสัปดาห์ละมากกว่า 1 หน บางวัน 2 หน คุ้นเคยกระทั่งต่อมา ปะหน้าเมื่อใด มีเรื่องคุยทุกคราไป
ลุงประสิทธิ์ แกเป็นพ่อค้ารับซื้อของเก่าย่านถนนแนบเคหาสน์ ถีบจักรยานสามล้อเชื่องช้าผ่านหน้าร้านหน้าบ้าน แรกๆ แกจอดรถสามล้อตรงประตูทางเข้าบ้าน/ร้าน และมักชะโงกหน้ามองเข้ามาในร้าน อาจจะด้วยสงสัยกระมังว่า คนย้ายมาใหม่เป็นใครและมาทำอะไร บางทีแกก้มๆ เงยๆ จัดโน้นวางนี่ตรงเบาะหลัง ซึ่งเคยเป็นที่นั่งคนโดยสาร แต่ตอนนี้เต็มไปด้วยกระดาษ เศษเหล็ก หรือโลหะ และบางวันมีซากเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น พัดลมตั้งพื้นคอหักคอพับ จอโทรทัศน์แบบเก่าที่เป็นหลอด แกทำเช่นนี้อยู่บ่อย คล้ายจะรอให้เจ้าของบ้านออกไปรายงานตัว
วันแรกเจอกันจังๆ จังหวะอะไรจะพอดีขนาดนั้น ผมเดินออกจากร้าน พอดีกับที่แกจอดสามล้อคู่ชีพ มาหยุดตรงหน้าร้าน เรามองต่างหน้าและพยักหน้าพร้อมกัน แกทักทายด้วยประโยคแสนประหลาด…
“นายมีเยอะเหรอ” น้ำเสียงเรียบ ด้วยเหตุที่เจ้าของร้านหนังสือยกลังกระดาษออกมากองริมรั้วในบ้าน “นายจะขายเหรอ หรือรับซื้อ” น้ำเสียงเหมือนเดิม
“เปิดเป็นร้านขายหนังสือลุง กระดาษลังนี่ใช้ห่อหนังสือ”
“นายมีเยอะเหรอ”
“มีพอขายลุง ส่วนใหญ่เป็นภาษาฝรั่ง”
ลุงประสิทธิ์ครุ่นคิดพักนึง จึงเอ่ย “หนังสือนี่ กระดาษขาวๆ เป็นเล่มๆ ใช่ไหม” ไม่รอให้ผมตอบคำถาม…“กระดาษสีขาวๆ เป็นเล่มๆ มันขายยากนะนาย โลไม่กี่ตังค์ เรา (คือตัวแก) ไม่รับซื้อหรอก เพราะมันหนัก โลละสามสลึงถึงป่าวไม่รู้ ไม่คุ้ม”
“ลุง…ผมไม่ได้ขายกระดาษแบบชั่งกิโลครับ ขายหนังสือเป็นเล่ม ให้คนมาซื้อไปอ่าน”
“อ้อ” เกาะข้อศอก ปรับปีกหมวกให้เงยขึ้น แล้วชี้ไปที่ลังกระดาษ “ลังกระดาษขายเปล่า?”
ลังเลอยู่พัก ผมพยักหน้า“มีแค่นี้เหรอ” ลุงประสิทธิ์ถาม หลังใช้ทั้งมือและตีนทำให้กล่องกระดาษแบนเป็นแผ่นและวางบนตาชั่งเก่าๆ น้ำเสียงที่แกคำนวณตัวเลขเหมือนเสียงสวด นาทีต่อมา แกทวนตัวเลขที่ได้ แจ้งให้เจ้าของร้านหนังสือ ซึ่งพยักหน้ายอมรับโดยดี
เดินเข้าบ้าน/ร้าน ข้าวของบางส่วนยังกระจัดกระจาย หนังสือหลายเล่มได้ออกมาหายใจหายคอ หลังถูกขังอยู่กล่องกระดาษนาน ผมจำวันนั้นได้ดี อากาศเดือนตุลาคมชื้น เพราะฝนเพิ่งซา และลมว่าวพัดมาถึงชายฝั่งตะวันออกแล้ว เพื่อนบ้านบอกผมว่า ปีนี้ฝนชุก น้ำเยอะ อาจจะหนาวกว่าปีอื่น

ผมเดินไปชงกาแฟร้อนให้ตัวเอง นั่งเก้าอี้แล้วกวาดตาไปรอบๆ พร้อมยิ้มให้ตัวเอง “ไม่เลวเลย เงินเข้าร้านตั้งแต่ยังไม่เปิดร้าน น่าจะมีอนาคตละ…” ยิ้มให้กับเสียงตัวเองในหัวอีกหน จิบกาแฟแล้วมองเงินจำนวน 127 บาทบนโต๊ะไม้ตรงหน้า
นี่คือเงินก้อนแรกของการเปิดร้านหนังสือ Rhythm and Books ที่หัวหินของผมครับ